กลายเป็นกระแสร้อนทันที เมื่อ ประจักษ์ชัย ไหทองคำ นายห้างเจ้าของค่ายเพลงไหทองคำ เรคคอร์ด โพสต์ภาพคู่กับ แม่ภัทร คุณแม่ที่มีประเด็นถูกลูกพาไปเนิร์สซิ่งโฮม รวมถึงเรื่องราวดราม่าต่างๆ ในครอบครัวที่ซับซ้อน พร้อมทั้งให้กำลังใจ อีกทั้งบอกว่ามีการปรึกษาเเนวทางการทำงานหลังสถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย แต่ก็ไม่วายเจอกระแสดราม่าว่าหิวแสง มาแพตเทิร์นเดิมอีกแล้ว ล่าสุด ประจักษ์ชัยเปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวกับไทยรัฐบันเทิง

ต้องเรียกว่าเสือปืนไว ถูกต้องไหม?

ประจักษ์ชัย: มิบังอาจ คือเราก็ซ่อมเบิ่ง (ซุ่มดู) อยู่เด้อ ซ่อมเบิ่งอยู่พอสมควรแล้ว ก็น่าจะถึงเวลา หลังจากที่ผ่านมรสุมดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกระจ่าง ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็วิเคราะห์แล้วก็น่าจะเข้ามา

เห็นล่าสุดไปให้กำลังใจกับแม่ภัทร เป็นยังไงบ้าง?

ประจักษ์ชัย: หลังจากที่ดูข่าวก็คิดว่าแม่เขาเป็นคนที่ชอบทำแบรนด์อยู่แล้ว ทางไหทองคำก็มีโปรเจกต์ที่ทำแบรนด์สินค้า ก็น่าจะเป็นกาแฟ ปลาร้า เราก็เลยคิดว่า เราไม่ได้เรียกว่าเราเชิญแม่มาอยู่ในส่วนของเป็นศิลปินนะ เพราะว่าแม่ก็อายุ 63 แล้ว ก็เลยคิดว่าแม่ถนัดในการทำแบรนด์ ถ้าในช่วงนี้ยังไม่สะดวกในการได้โรงงานกลับคืนมา ในระหว่างทางที่กำลังต่อสู้ของการที่จะเรียกร้องสิทธิ์ของการเป็นเจ้าของโรงงานกลับมาเนี่ย ระหว่างทางเนี่ยจะเหงาไปไหม เราก็เลยบอกว่า “แม่ ตอนนี้แม่พอที่จะรับไลฟ์สด หรือรับอะไรไหม" ก็แหย่ๆ ไป เพื่อที่จะชวนแม่มาไลฟ์ให้กับพวกเราด้วย

พอดีแม่รับไว้ 2-3 ตัวก่อนที่ผมจะคุยเมื่อวานนี้ตอนดึก คุยกันตอน 4-5 ทุ่ม แม่ก็เลยบอกว่าแม่รับไว้แล้ว 3 ตัว หลังจากนั้นก็ไลฟ์สดสองตัว แล้วก็วันจันทร์-อังคาร ก็จะเริ่มเป็นของไหทองคำที่รับมา ชวนแม่ แม่ก็ไม่อิดออดเลย เพราะแม่ก็รู้จัก น้องบีม ลูกสาว ก็รู้จักในตัวตนของไหทองคำอยู่แล้ว ก็เลยชวนแม่ว่า ทำเป็นแบรนด์สินค้าด้วยกันก็ได้ หรือถ้าแม่ยังไม่ได้โรงงานกลับคืนมาตอนนี้ ก็รับเป็นฟรีแลนซ์ในการไลฟ์สด ในการเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์อะไรก็ได้ แม่สนใจไหม แต่ไม่เกี่ยวกับให้แม่มาร้องเพลงนะ แม่ก็โอเค

เป็นการดีลกันแบบเร็วมากเลย?

ประจักษ์ชัย: ดีลด่วนมากครับ โทรหา 2 วันไม่รับสาย เมื่อวานประมาณสักทุ่มนึงแม่รับสาย ก็เลยนัดเจอกันที่ย่านสายไหม ได้เจอกันตอน 22:30 น. ครับ

ท่าทีเป็นยังไงบ้าง ยินดีร่วมงานไหม?

ประจักษ์ชัย: แม่ก็มารอสัก 30 นาทีได้อยู่ ก็แสดงว่าแม่ก็มีใจตั้งแต่วันแรกที่แนะนำตัวไปแล้ว แม่ก็ยินดีให้ผมดูแลในส่วนของคิวงานต่างๆ ก็อุ่นใจ วันนี้ไลฟ์สด 2 ที่นะครับ 2 แบรนด์ พรุ่งนี้ไปที่โบสถ์นะครับ น่าจะเป็นโบสถ์คริสต์อยู่ที่แถวๆ สุขุมวิท แล้วก็วันจันทร์มีช่วงเช้าไปที่ศูนย์ราชการฯ แล้วก็หลังจากนั้นก็จะเป็นพาร์ตของการทำมาหากินแล้วนะครับ หลังจากนี้ก็คงจะไม่มี EP 5, EP 6 แล้ว เพราะว่าเรื่องมันพีกสุดแล้ว ให้แม่ได้ปล่อยวาง แม่จะได้ทำงาน

แม่บอกว่า ถ้าแม่สูญเสียโอกาสไป 30 เดือน ถ้าแม่หาเงินได้เดือนละล้านแต่ก่อน เท่ากับว่าแม่สูญเสียโอกาสไป 30 ล้าน ก็เลยบอกว่าแม่ สิ่งที่เป็นวิกฤตวันนี้เนี่ย ขอให้ถือว่าเป็นวิกฤตเพื่อสร้างโอกาสให้คนรู้จักแม่ ต้องมองสิ่งที่ไปติดกับตั้ง 30 เดือน และสิ่งที่แม่ได้รับความเห็นใจ มันอาจจะทรมานในความเป็นแม่นะ แต่เราต้องปลอบใจตัวเอง ต้องเปลี่ยน mindset หน่อยว่าอย่าไปจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดรวดร้าวตรงนั้นนะครับ แล้วก็มาเริ่มทำงาน ถ้าแม่เริ่มวันนี้ เงินที่สูญเสียไป 30-40 ล้าน มันจะรีบกลับมา อยู่ในฝั่งที่แม่เคยยืนอยู่ในจุดที่แม่เคยมี มีตู้เซฟ มีแหวน มีทอง มีอะไรที่แม่เคยสะสมไว้

ก็เลยปลอบแล้วให้กำลังใจแม่ แม่ก็ค่อนข้างเชื่อมั่น ทางน้องบีม ลูกสาว ก็ต้องน้อมรับทุกอย่างนะ ไม่ว่าจะพลั้งเผลอ ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือว่าคิดผิดด้วยความคิดในวันนั้น ด้วยวุฒิภาวะ ด้วยความเห็นแก่อามิสสินจ้างหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่จงสำนึกด้วยจิตบริสุทธิ์นะ ต้องดูแลรักษาสมองของแม่นะ

แต่ว่ามันต้องใช้เวลาในการสลายความระแวดระวัง คือวันนี้ต่างคนต่างระแวงซึ่งกัน ไม่รู้ว่าแม่มาอยู่ฝั่งนี้ ฝั่งนู้นจะไปมีใครมาทำร้าย ใครจะมาอุ้มใคร เสียผลประโยชน์ ซึ่งตรงนั้นก็จะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ก็ต้องมีคนดูแลมากขึ้น การเดินทางไปนู่นไปนี่ แม่ก็ยังไม่มีรถเลย เมื่อคืนแม่นั่ง Grab มานะ นั่งรถ นั่งแท็กซี่มา ผมเกือบไปเคาะรถผิดด้วย รอในปั๊มน้ำมัน ขากลับแม่บอกว่าแม่นั่งแท็กซี่มา เราก็เป็นห่วง อย่างวันนี้แม่ไปไลฟ์สด ถามไปยังไง แม่บอกแม่นั่ง Grab เราก็เป็นห่วง

แม่บอกมือถือก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ แม่ก็บอกว่าอยากได้มือถือสักเครื่องนึงเอาไว้ไลฟ์ เสียงก็จะได้รับเข้าชัดๆ หน้าก็จะได้รับ ฟิลเตอร์ก็จะสวยๆ ก็เดี๋ยวดูแลหลังจากนี้ ช่วยกัน แม่ก็เคยรวยมาแล้ว แม่ก็มีทุกอย่างแหละ แต่ว่าวันหนึ่งที่มันไม่เหลือเนี่ย มันเท่ากับว่ามันเริ่มสตาร์ทใหม่

ก็เลยต้องใช้เวลา ยังไงก็ไม่อยากให้มองว่าผมคือนักฉวยโอกาส ให้มองว่าผมเป็นนักหยิบยื่นโอกาส เป็นข้อเสนอโอกาสมากกว่า โอกาสเท่าที่ผมมีนะ แต่ถ้าคนอื่นที่มีโอกาสมากหรือดีกว่าผม ผมก็ไม่เสียใจ แต่ครั้งนึงก็ผมก็อาจจะเป็นหนึ่งช้อยส์ ที่เขาเรียกว่าช้อยส์ ก ข ค ง จ ทุกๆ ข้อแล้วก็ว่าไป แต่หนึ่งในช้อยส์นั้นก็อยากให้อยู่ในศีลเสมอกัน อยู่ในร่องที่แบบไปแล้วมันต่อยอด ไม่อยากให้แม่ไปโดน

ซึ่งหลายคนบอกว่าแม่มีโจทก์เยอะนะ แม่เป็นคนอารมณ์ร้อนนะ ซึ่งบางทีผมยังไม่เห็นกับตัวว่าแม่อารมณ์ร้อนหรือเกี้ยวกราดในสื่อไง ผมก็เสพเท่าที่ผมเห็นในวันที่ผ่านมาในรอบสองสัปดาห์หรืออาทิตย์ที่ผ่านมา ฉะนั้นไม่ว่าแม่จะเกรี้ยวกราดกับลูก อารมณ์ร้อน ทุบตีลูกบ้าง มันเป็นเรื่องของการที่พ่อแม่รังแกฉัน รักวัวให้ผูกรักลูกให้เงินเหรอ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีบ้างก็ไม่เป็นไรนะ ตามคนโบราณ 63 ปี

ฉะนั้นก็จะมีพวกสายดราม่าว่าแม่อารมณ์ร้อน ตีลูก อ้าว ถ้าไม่ตี ไม่ตีได้ไง ลูกดื้อ หรือว่าแม่ห่วงลูก ถ้าลูกไม่ทำการทำงาน หรือลูกยังไม่มี mindset ในการที่จะทำต่อยอดธุรกิจ แม่ก็ต้องพูด พร่ำ เพ้อ จี้ ซึ่งมันก็ธรรมดา อาจจะพูดเยอะ นั่นก็คือแม่

ถึงแม่จะไม่ดี ไม่มีเหตุผลใดที่ลูกจะมาจับแม่นะ หรือไม่มีเหตุผลใดที่จะไปเอาตำรวจมาจับแม่ ไม่มีเหตุผลใด อย่างเก่งก็แค่ไม่รับรู้ หรือว่ามองผ่าน ฉะนั้นผมก็เลยบอกว่า เรื่องกฎหมาย ไม่ว่าใครจะถูกจะผิดก็เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมายก็ว่ากันไป แม่จะเอาความไหม จะติดใจเอาความไหม หรือจะถอนแจ้งความ อันนี้เรื่องนึง แล้วก็ความสัมพันธ์ในครอบครัว ลูกกับแม่ แม่กับลูก อันนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัว ไปคุยกันหลังบ้าน

ผมมีแค่หน้าที่ว่าวันนี้พอดราม่ามันจบ พอมรสุมมันผ่านไป ย้อนกลับมามันผ่านไป อยู่ที่ไหนก็ต้องทำงาน ในระหว่างนี้คุณจะทำงานเรื่องอะไร สิ่งที่เห็นตัวตนมากที่สุดคือแม่ทำแบรนด์สินค้า มีโรงงานเปิดรับจ้างทำแบรนด์ OEM กับไทย

ผมก็เลยยื่นข้อเสนอไป ผมจะทำ OEM กับแม่ แม่มีอุปกรณ์ไหมตอนนี้ แม่ยังไม่มีโรงงาน ยังไม่มีทุนไปซื้อสารตั้งต้นต่างๆ ที่จะเอามาทำ ก็เลยบอกว่าถ้างั้นแม่เอาง่ายๆ ไลฟ์สดก่อนครับ เอาแบรนด์ดิ้งที่เป็นหน้าแม่มาก่อน แล้วอาทิตย์หน้าจะพาแม่ไปสถาบันเสริมความงาม แม่อยากจะทำให้หน้าตึง ดึงตรงไหนที่หย่อนคล้อยตามวัย แม่ยังเป็นคนที่รักสวยรักงามอยู่คับ แม่ยังอยากใช้ใบหน้าที่สวยดึงให้มันเหมือนมีออร่า มีแพชชันในการทำงาน ก็เลยนัดแม่ไปอาทิตย์หน้า

บางคนก็บอกว่าแพทเทิร์นเดิม หาแสงหาเงิน?

ประจักษ์ชัย: มันเป็นหน้าที่ของคนที่จะอยู่ในวงการบันเทิงอะ ถึงผมไม่เล่นคนอื่นก็เล่น มันอยู่ที่ว่าศักยภาพของคนที่ไปเชิญอะ เชิญแล้วเขาเชื่อไหม เชิญ เชื่อ ชอบ มันต้องมีต้นทุนทางสังคมด้วย 1. ดูโปรไฟล์ได้ว่าไม่ต้ม ผมไม่รู้จะไปต้มคุณอะไรนะ ไม่หลอกนะ เพราะต้นทุนที่ผมสร้างมา 12 ปีเนี่ยไม่คุ้ม มีแต่ผมไปแบกรับ ส่วนมากในสังคมมีแต่ผมแบกรับ มีแต่เอาหนังหน้าตัวเองไปรองบาทาเขาด้วย

ทำดีก็อยู่ตัว เสนอหน้าก็บอกว่าแย่งซีน ถ้าผมไม่ทำก็มีคนอื่นเอาไปทำ แล้วทำดีก็ดีไป ทำไม่ดีก็แค่เอาไปหยิบใช้ในช่วงที่เขามีกระแสแค่นั้นเองแล้วก็ทิ้งขว้าง มันไม่ต่อยอด ผมเนี่ยถ้าร้องเพลงเป็นผมให้ร้องเพลงแล้วเนี่ย ดีไม่ดีเล่นละครด้วย

ตอนนี้ต้องไปเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับของผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพ หรือออกกำลังกายฟิตเนสของผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน คือมันอยู่ที่ mindset ของคนที่จะไปสร้าง ผมไม่ได้เอามาเพื่อเอามาหากินแค่ไลฟ์สด ผมเหลืองานละห้าพันหมื่นนึง เสียหน้าผมอีก ทำดีก็ดี ขายไม่ได้ก็ตก ขายไม่ได้ยอดไม่ถึงก็มาโดนด่าผมอีก ผมก็ต้องดูว่าเขาไปแล้วมันจะต่อยอดได้ไหม

เจอมาบ้างไหม คอมเมนต์ที่ว่าเรา?

ประจักษ์ชัย: ไม่อ่าน สิ่งที่ผมอยู่ได้ทุกวันนี้ คือผมไม่ได้เอาตัวเองไปผูกพันกับคอมเมนต์ที่เชิงลบ ผมมองไปข้างหน้าว่าสิ่งที่ผมคิดดี ทำดี ปรารถนาดี ให้โอกาสดีๆ ก็ลอง แม่ไปลองกับคนอื่นก่อนก็ได้แล้วค่อยมา แต่ก่อนที่จะมามันช้ำแล้ว คือ mindset มันไปโดนไซโคไปอย่างอื่นแล้ว บางทีจะกลับมาก็เละแล้ว โอกาสก็หายไปแล้ว

ถ้าไม่พร้อมที่จะเดิน แม่ก็ต้องเดินตั้งแต่พรุ่งนี้เช้านะ แค่ผมโพสต์นี่เป็นข่าวนะ แต่ถ้าไปกับคนอื่นเป็นข่าวมั้ยล่ะ คือมอนิเตอร์จากสื่อ บารมี ต้นทุน เครดิต มันก็ไม่ได้ว่าเราเก่งนะ แต่ก็ไม่รู้ด้วยเดชะบุญอะไรก็ไม่รู้ พอผมพูดไปแค่เชิงปรึกษา ยังไม่ได้บอกว่าจะขายงานอะไร

พอมีข่าวปุ๊บ แม่พร้อมหรือยัง ผมขายงานได้แล้วนะตอนนี้ แม่พร้อมรับไหมเรทนี้ๆ หรือพรีเซนเตอร์ 1 ปี 1 ล้านบาท ถ้ามาปุ๊บเขาเสนอมาตอนนี้ 5 แสน เอาไหม แม่เอาไปเลย 5 แสน โอเคไหม รับเลยไหม ตรงนี้คือคนขายมันอยู่ที่แบรนด์คนขายด้วยนะ คนที่ไปเสนอ เพราะว่าขายแล้วต้องดูแลสินค้าให้เขา ไม่ใช่บอกว่าไลฟ์คือไลฟ์ บอกตอนนี้ต้องทำคลิปมา พูดง่ายๆ คือสามารถที่จะสั่งหรือชี้นำศิลปินได้ ถ้าไม่งั้นศิลปินยังระหกระเหินอยู่ไหนก็ไม่รู้ นอนอยู่กับใครก็ไม่รู้ ยังไม่ตื่นอย่างเนี้ยไม่ได้

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม