เรียกว่าเป็นความสูญเสียอีกครั้งของวงการเพลงไทย สำหรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ต๋อง สุรพันธ์ จำลองกุล หรือ ต๋อง วงทู อดีตนักร้องดูโอ้วงทู (TWO) นักดนตรีและโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง 

ล่าสุด ต่อ สหภาพ วีระฆามินทร์ หรือ ต่อ วงทู เดินทางมาร่วมพิธีศพ ต๋อง วงทู พร้อมทั้งเล่าย้อนถึงวันที่ทราบข่าวร้ายว่าเพื่อนป่วย แต่ไม่คิดว่าอาการของเพื่อนจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว และย้อนวันวานที่เคยทำงานร่วมกันในฐานะศิลปินดูโอ้

ทราบข่าวแล้วตกใจกันหมดเลย ก่อนหน้านี้พอจะทราบไหมเรื่องอาการป่วยของพี่ต๋อง? 

“ย้อนความไปนิดนึงนะครับ ตอนแรกเราเมื่อปลายปีที่แล้ว ต๋องเขามีความคิดว่าอยากจะ... เราไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันเลย 28 ปีไม่เคยขึ้นด้วยกันเลย เนื่องจากต่างคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง ต๋องก็ไม่ได้สนใจเรื่องจะไปเล่นคอนเสิร์ตรับงานอะไร จนวันหนึ่งต๋องเขารู้สึกว่าเราเริ่มโตแล้ว อยากจะทำวงไปรับงาน เที่ยวไปกินไป ก็เลยเรียกมาคุยกัน หลังคุยกันว่าจะทำวง ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายปีพอดี คุณเป้ ไฮร็อก ก็ชวนไปเล่นงานของเพื่อนเขาที่ จ.เพชรบูรณ์ เราก็มีโอกาสได้เซ็ตงานเพื่อจะไปทัวร์คอนเสิร์ต

ก็ปรากฏว่าไปเล่นตอนนั้นน่ะ คุณต๋องเขาไปในขณะที่เขาคอบวม แล้วก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร ก็ไปถึงปุ๊บ เราก็เล่นคอนเสิร์ตกันด้วยความสนุกสนาน แล้วก็คิดว่ากลับมาเนี่ย เราจะเตรียมซ้อมแล้วก็จะทัวร์ครับ

ก็บอกเขาว่า ถ้าเป็นอะไรให้อัปเดตนะ ต๋องเขาก็โทรมาอัปเดตด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบปกติ คือไม่ได้วิตกกังวลอะไร บอกตรวจชิ้นเนื้อแล้วเป็นมะเร็ง ต่อก็ถามว่าเป็นที่ไหน เห็นคอบวม เขาก็บอกว่าเป็นที่โพรงจมูก

เราก็ให้กำลังใจ บอกเฮ้ย ต๋อง ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวนี้มะเร็งรักษาหาย บางคนอยู่ได้เป็น 10 ปี 20 ปียังมีเลยนะ มีอะไรก็บอกนะ ถ้าผิดพลาดอะไร มีอะไรที่ต้องให้ช่วยให้โทรบอกเลย

หลังจากนั้น ต๋องเขาก็ดำเนินการไปสักพักนึง เขาก็บอกว่า ขอแผนการรักษามาแล้ว ว่าจะต้องฉีดคีโมประมาณ 6 ครั้ง อย่างแรกต้องถอนฟันก่อน แล้วก็ทำฉายแสง

ก็เลยคิดว่าโอเค ถ้ายังไงก็ติดต่อมานะ หลังจากนั้นก็เงียบไปครับ ต๋องก็เข้าทำการรักษาครั้งที่ 2 ก็โทรมาบอกเนี่ย กำลังไปทำครั้งที่ 2 เขาก็ยังมีเสียงคุย เราก็คิดว่าคงยังไม่มีปัญหา เพราะหลายๆ คนที่เราเคยเจอ บางคนไป 20 กว่าครั้งยังมีเลย ยังไม่เป็นไร เราก็คิดว่าเพื่อนเราคงจะไหว

พอมาอีกทีนึงเขาบอกว่า เขากำลังเข้าทำการรักษาครั้งที่ 3 หลังจากนั้นเนี่ยก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะมีวันเกิดเพื่อนด้วย คุณต๋องเนี่ยดันไปพิมพ์แฮปปี้เบิร์ธเดย์ เราคิดว่าโอ๊ย ผ่านครั้งที่ 3 ก็คงไม่มีอะไร ก็ผ่านไป

ปรากฏว่ามารู้อีกที หลานบอกว่า เขาปวดตามข้อ แล้วก็เป็นสะเก็ดเงินทั้งตัวเนี่ย ซึ่งเป็นผลจากน่าจะภูมิตกจากการทำคีโมครับ ทำให้มีอาการเหล่านี้ จากนั้นเริ่มจะเดินไม่ได้ นอนติดเตียง มันเป็นช่วงเวลาที่เร็วมากครับ เร็วจริงๆ แล้วผม ทราบปุ๊บก็รีบเข้าไปติดตามเคส บางทีเราก็ไม่กล้าเข้า เพราะว่ามันเป็นช่วงที่เขาอาจจะติดเชื้อง่ายครับ ก็เลยไม่ได้เข้าไป

พอเข้าไปถึงเนี่ยก็เป็นอีกวันนึงครับ ที่วันรุ่งขึ้นเขาจะต้องเข้าไปเช็ก ตอนนั้นคือเขาเริ่มดีขึ้นระดับนึง แผลหายแล้ว คุณหมอก็เรียกเข้าไปดูว่า ตรวจอาการว่าร่างกายพอจะรับคีโมได้ไหมครั้งต่อไป ปรากฏว่า หลังจากนั้นเข้าไปก็ไม่ได้ออกมาจนถึงวันนี้ครับ ก็เข้าไปประมาณต้นเดือนที่แล้วครับ”

ครั้งแรกที่ทราบข่าวเรื่องป่วยเมื่อไหร่? 

“ตอนประมาณเดือนมีนาคมปีนี้เลยครับ คอนเสิร์ตก็กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นมีนาคมอีกเดือน ปีนี้เลย (ตอนที่ทราบคือระยะที่เท่าไหร่?) ทีแรกเนี่ยเขาบอกเป็นมะเร็ง ผมก็ถามบอกว่า เป็นที่ไหน โพรงจมูก แล้วระยะไหน เขายังไม่บอก สักพักนึง เขาก็บอกเป็นระยะ 4 แต่ดูน้ำเสียงก็ยังดูโอเคอยู่นะตอนนั้น”

แสดงว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอาการเลยใช่ไหม? 

“ไม่มีเลยครับ ผมยังรู้สึกว่า เอ๊ะ! ถ้าไม่ตรวจเจอเนี่ย อาจจะไม่เป็นไรก็ได้หรือเปล่าไม่รู้ ในความรู้สึกผมนะ เพราะตอนนั้นเขายังดูแข็งแรง แล้วยังเล่นดนตรีด้วยกันได้ เพียงแต่ว่า เสียงไม่มีเพราะคอบวม แต่ว่าเพลงในวงเนี่ย ต๋องเขาร้องอยู่แล้ว เขาก็ไม่ค่อยซีเรียส ก็ยังอยู่บนเวที ก็เล่นได้ สนุกสนานดี”

ตอนที่พี่ต๋องทราบ กำลังใจตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง? 

“ผมว่าตอนนั้นกำลังใจต๋องค่อนข้างดีนะครับ ต้องบอกเลยว่า ตอนที่เราไปคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรก กลายเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย เรานั่งรถไปด้วยกันครับ ผมเป็นคนขับ ก็คุยกันตลอดทาง ต๋องก็นั่งเป็นเพื่อนขับรถ ก็คุยกันว่าเป็นยังไง

ตอนนั้นต๋องมีกำลังใจดี เพราะว่าลูกทั้งสองคนเนี่ยดีแล้ว ตอนแรกต๋องเป็นห่วงลูกคนเล็ก ลูกผู้ชายกับทางปุ๊กกี้ คือน้องแบมแบม เป็นห่วงนิดนึง ตอนหลังเนี่ยน้องแบมแบมก็ไปอยู่กับพี่สาวที่ออสเตรเลีย ก็เลยดีขึ้น ต๋องดูแฮปปี้มากขึ้น ดูเหมือนกับมีกำลังใจ อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต อยากไปสนุกกับการที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัด เล่นคอนเสิร์ตได้สตางค์ แล้วก็ กินเที่ยวครับ หลังๆ ต๋องเขาก็ชอบขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว ก็เลยมองว่าอย่างนั้น เชื่อว่าต๋องมีกำลังใจดีมากๆ"

ปกติพี่ต๋องสุขภาพร่างกายเป็นยังไงบ้าง? 

“ถ้าเทียบระหว่างต่อกับต๋องเนี่ย ต่อดูแย่กว่านะ ต่อดูแลตัวเองได้แย่กว่าต๋องมาก แต่ว่าเนื่องจากต๋องเขาทำงานเป็นรูทีน ทำงานเป็นเรื่องเป็นราว อยู่บ้านมากกว่าต่อ แต่ว่าในรายละเอียดว่า ในวันนึงเขาทำอะไร นอนแค่ไหน เราก็ไม่ทราบ แต่ต้องบอกว่าความผาดโผนในชีวิตน่าจะมากกว่าด้วยซ้ำ"

เจอพี่ต๋องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? 

“ก็ก่อนไม่สบายเราโทรคุยกันตลอดครับ คือหลังจากคอนเสิร์ตมาเนี่ย เราก็บอกว่า ถ้ามีอะไร ตอนนี้อยู่ในกระบวนการรักษา ถ้ามีอะไรให้โทรหา แล้วต๋องเขาก็นิสัยเกรงใจ เขาก็ไปกับหลานเขาครับ ก็อัปเดตเฉยๆ ว่า ตอนนี้ไปรักษาแล้วนะ แล้วก็มารู้ทีหลัง หลานก็มาบอกว่า ตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว นั่นแหละครับ เราเริ่มเข้าไปเจอเขา แต่มันเร็วมาก"

ระยะสุดท้ายพี่ต๋องได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบที่เขาฝันไว้ไหม? 

“ไม่เลยครับ หลังจากเรากลับมาจากคอนเสิร์ตสุดท้ายนั่นน่ะครับ เราก็ตั้งใจจะ... คือเราก็ไม่เคยเล่นด้วยกัน ตอนบนเวทีเราก็พูด เราไม่เคยเล่นด้วยกันเลย (เสียงสั่น) นี่คอนเสิร์ตแรก (น้ำตาคลอ) ต๋องเขาทำใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ทำเพลงใหม่หมด ทำเป็นเมดเล่ย์อะไรอย่างเงี้ย ก็ดี กลับมาฟีดแบ็กดี เราก็คิดว่า จะไปออกคอนเสิร์ตด้วยกัน

ซึ่งต้องบอกว่า ต่อกับต๋องเนี่ย ผมเป็นศิลปินที่แยกกับต๋องมา ผมไม่เคยทำอัลบั้มเดี่ยว ผมไม่เคยเป็นวงกับใคร ไม่เคยแยกไปทำ ผมเล่น แล้วพอแยกกับต๋อง ผมก็ไม่อยู่ในวงการดนตรีอีกต่อไป ไม่ร้องเพลง นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราคิดว่าจะทำช่วงปลายของชีวิต"

วงทูจะมีความคล้ายกันมากใน 2 คน พี่ต๋องมีความคล้ายพี่ต่อยังไงบ้าง? 

“ผมว่าจริงๆ อาจจะเป็นส่วนสูง รูปร่างครับ แต่ว่านิสัยใจคอเราอ่ะ มีบางจุดที่ไปด้วยกันได้ บางจุดที่ไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่า ผมกับต๋องเนี่ยคือทำงานด้วยกันดีมากๆ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เราไม่เคยมีปัญหาเลย ไม่เคยมีใครพูด อุ๊ย! ต่อร้องเยอะ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องธุรกิจอะไรเด็ดขาดเลย เรื่องการทำงานในเรื่องดนตรี ต๋องรับผิดชอบของตัวเองได้ดีหมด

แต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ต๋องเนี่ยเราคบค้ากัน แต่สมาคมเนี่ยต่างคนต่างแยกย้ายใช้ชีวิต นี่คือจุดที่เรียกว่า สองคนไม่เหมือนกัน ต๋องเขาก็มีวิถีของเขา แล้วเราก็เคารพในสิ่งที่ต๋องเลือกเสมอ เขาก็เคารพในสิ่งที่ผมเลือกเสมอ ต่างคนก็แยกกันทำงาน แล้วก็ไปได้ดีทั้งคู่

จริงๆ เขาก็ครบทุกอย่างนะ ทำงานตั้งแต่เด็ก เป็นโปรดิวเซอร์ตั้งแต่อายุน้อยนะครับ เล่นดนตรีมาตลอด อยู่ทั้งค่ายใหญ่ทั้งสองค่าย ทั้งแกรมมี่ ทั้ง RS แล้วมีอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ ผมว่าจริงๆ เส้นทางดนตรีเนี่ย ผมว่า คุณต๋องเป็นคนนึงที่ถือว่าประสบความสำเร็จคนนึงในระดับนึงนะครับ"

ความผูกพันและความทรงจำระหว่างพี่ต๋องกับพี่ต่อ ภาพแรกจะนึกถึงเรื่องไหนขึ้นมาในใจ? 

“ผมว่าการทำงานครับ คือผมกับต๋องไม่เคยเอาชนะกัน ต๋องก็จะยอมผมตลอดเวลา ก็จะเดินตามผมทุกๆ เรื่อง แต่ว่าเราก็ไม่เคยเอาเปรียบต๋อง ต๋องไม่เคยมีปัญหา

เราสองคนเป็นวงที่ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องอะไรเลย เราดีด้วยกันตลอด แล้วเราก็แบ่งงานกันชัดเจน ต๋องเชื่อทุกครั้ง คุณต้องพูดอะไร คุณต้องแต่งตัวยังไง คุณต้องทำยังไง ส่วนต่อก็เชื่อเขาทุกครั้งเวลาที่บอกว่า เฮ้ย ต่อร้องอย่างงี้ดี อย่างงี้ไม่ดี ในพาร์ทเราแยกกันอย่างชัดเจน อันนี้จะเป็นสิ่งที่มันพิเศษสำหรับเรา

ก็ไม่ได้บอกว่าดีกว่าคนอื่น แต่ว่าผมเนี่ยมาอยู่ในวงการนี้ได้ มาร้องเพลงได้ เพราะว่าต๋อง พอไม่มีต๋อง ก็ไม่ได้ร้อง”

มันหาค่อนข้างยากเหมือนกัน กับการที่ดูโอ้ทำงานร่วมกันมาแต่ไม่เคยมีปัญหากันเลย ใช้อะไรในการพิสูจน์กันและกัน? 

“อาจจะเป็นเพราะเราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ เราเรียนสวนกุหลาบด้วยกันน่ะครับ เราโตมาพร้อมกัน เราก็ใช้ชีวิตมาระดับนึงด้วยกัน ก่อนหน้านั้นก็ได้เที่ยว เพราะต๋องก็โตด้วยครับ เพราะทำงานมาตั้งแต่เด็กน่ะครับ ผมตอนเด็กๆ อาจจะเกเรบ้าง ต๋องเขาก็คุมอยู่ในจุดนั้น ซึ่งมันน่าจะเติมเต็มกันในทุกๆ ส่วนมากกว่า"

นิยามเพื่อนแท้ พี่ต๋องอยู่ในนั้นของพี่ต่อมั้ย? 

“สำหรับต๋องเพื่อนแท้ในเรื่องของการทำงาน เขาทำได้สมบูรณ์ที่สุด ต๋องไม่เคยเอ๊ย! เพลงนี้เก็บไว้ทำของตัวเอง เขาก็จะผลักดันต่อในทุกๆ ทาง ผมเองก็เหมือนกัน ถ้าอยู่กับต๋องเนี่ย ถ้าจะทำให้ต๋องดีตรงหน้ากล้องยังไง ก็เต็มที่"

มีสิ่งที่เสียดายไหม สิ่งที่ยังไม่ได้ทำกับพี่ต๋องเลย? 

“เสียดายครับ คือต๋องเนี่ยระยะหลังเริ่มอยากเที่ยวอ่ะ เรื่องลูกสบายละ ทุกอย่างสบายละ เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายโน่นนี่นั่น ผมก็บอกเฮ้ย วันหลังเราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันไหม ตอนสมัยเราเป็นวัยรุ่นอ่ะ เราไปแล้วเราก็ต้องไปเล่นที่อื่น เราไม่ได้ไปเที่ยว เราไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถ้าเกิดเรามีโอกาส เราน่าจะทำอย่างงั้น นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ต๋องเองเขาก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน 

วันนั้นจำได้เลย เราไปซ้อมที่จะไปเล่นกับคุณเป้ที่เพชรบูรณ์ ต๋องไปคว้ากีตาร์ตัวเก่า ซึ่งเคยเล่นคอนเสิร์ตกันมา พอเอามาถึงปุ๊บ มันเล่นไม่ได้แล้วครับ สนิมมันขึ้น เขาไม่เคยเล่นเลย  เขาไปเอากีตาร์ตัวนั้นมา แล้วก็เสียเงินซ่อมมัน 2-3 พันมั้ง เปลี่ยนอะไรใหม่หมด เพื่อจะเตรียมไปเล่นคอนเสิร์ต นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่า... เสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งนี้ด้วยกันอีก ผมเชื่อว่าเขาเสียดายเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนทำเพลงทั้งหมด เป็นคนโทรตาม จิกต่อมาว่า เฮ้ย ต่อมาลงเสียงไว้ เขาอะเรนจ์เพลงใหม่หมดเลย เพลงนี้ก็จะเป็นเพลงเมดเล่ย์ทั้งหมด"

ในความสำเร็จทางด้านดนตรีของพี่ต๋อง พี่ต่อมองแล้วเป็นยังไงบ้าง? 

“ถ้าถามผมอ่ะ ผมว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่ผมชื่นชมนะ เพราะว่าคุณต๋องโดยประวัติเขาเรียนสายดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เรียนภาคดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พยายามเล่นดนตรีมาตลอด เข้าไปเล่นในระดับโรงแรม ซึ่งสมัยก่อนคนดนตรีใหญ่ๆ เขาจะเล่นตามโรงแรม เขาก็เป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ตอนอายุยังน้อย จริงๆ ต้องบอกว่าต๋องเนี่ยถือว่าเป็น Wonder Kid คนนึงในช่วงนั้นนะครับ

ต๋องเนี่ยอยู่ RS ก่อนนะ เป็นนักดนตรีของ RS แต่ก่อน แล้วก็ไต่เต้าไปเป็นโปรดิวเซอร์ ก็ด้วยความสามารถของเขาเป็นอย่างดี ผมว่าต๋องน่าจะเป็นคนคนนึงที่เป็นแบบอย่างของศิลปินในยุคนั้น ที่เดินทางมาสุดบนเส้นทาง คือเป็นนักดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้บริหาร เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จ 

บนเส้นทางเนี่ยไปทั้งค่ายใหญ่ที่สุดของประเทศตอนนั้น คือ แกรมมี่และ RS เนี่ย เขาไปทั้งสองค่าย เป็นบุคลากรที่น่าจะทรงคุณค่าระดับนึงเลยทีเดียว ถ้าถามว่าเขาเป็นความภาคภูมิใจ ผมว่าภาคภูมิใจนะ ต๋องไม่เคยให้ต่อต้องไปวุ่นวายกับเรื่องงานเพลงเลย เขาเป็นคนสกรีน เป็นคนทำทุกอย่าง เลือกในสิ่งที่ดี เพราะผมก็เชื่อด้วยว่า สิ่งที่ต๋องเลือกดีที่สุดสำหรับผมเสมอครับ”

ได้คุยกับหลานบ้างไหม? 

“คุยครับ น้องๆ เศร้าครับ ผมว่าเขาอยู่กันสองคนพี่น้อง เพราะคุณแม่ก็ไม่อยู่ ก็เหลือแต่พ่อนี่แหละ แล้วก็ผมว่าต๋องน่าจะดูแลลูกสาวเป็นพิเศษด้วย เป็นลูกสาวแล้วก็เป็นลูกคนโต ก็ดูแลอย่างดี ผมว่าเพบเบิ้ลก็เป็นคนที่พึ่งได้ ทุกอย่างดีหมด ก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่น่ารักทั้งต๋องและน้องๆ”

เราก็จะดูแลเขาต่อ?

“ใช่ ก็เลยคิดว่าสงสารหลานเหมือนกัน เพราะว่าเขาก็ไปอยู่ออสเตรเลียเนี่ย แล้วเขาก็ดูแลกันสองคน ถ้าเป็นไปได้ ถ้าน้องทำอะไรก็อยากให้สนับสนุนน้องด้วย”

เราอยากจะทำอะไรที่เป็นโปรเจกต์ของวงทูไหม เพื่อเป็นการระลึกถึงพี่ต๋อง? 

“จริงๆ แล้ว เรามีแผนก่อนหน้านี้ครับว่า เราจะจัดคอนเสิร์ตวันที่ 16 ต.ค. ที่โรงเบียร์ให้พี่ต๋อง ซึ่งตอนนั้นก็ลุ้นว่าเขาน่าจะอยู่ได้ถึง แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่น่าจะอยู่ถึง มีคนก็บอกว่าต้องเลิกไหม แต่ในความรู้สึกผม ผมไม่อยากให้เลิก ผมอยากให้มันเกิดขึ้น เพราะว่ามันอาจจะไม่สำคัญเรื่องเงินละ มันเป็นเรื่องของคนที่อาลัยรัก คนที่เป็นกำลังใจ คนในวงการช่วยเหลือกัน แล้วมันก็เป็นภาพที่สวยงาม ก็ฝากไว้ครับ วันที่ 16 ต.ค. ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เลียบทางด่วนรามอินทรา

ก็คิดว่าจะจัดเหมือนเดิม แต่หลายคนก็เตือนมันจะจัดได้ไหม แต่ผมว่ามันไม่สำคัญแล้วล่ะ ผมว่าที่น่าสนใจคือวันนี้ผมอยากได้เงินหรือรายได้ที่ได้จากตรงนี้ ให้น้องเพบเบิ้ลเขาไปดูแลน้องชาย"

อยากให้พูดถึงพี่ต๋องเพื่อนรัก? 

“ต๋องกับผมเนี่ย อย่างที่บอกครับ เราเป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกันดีที่สุด เราไม่เคยมีปัญหาทะเลาะกันเลย หลายๆ วงเนี่ยมีปัญหาเรื่องเงินเรื่องทอง ผมไม่เคยมีปัญหา หรือคิดเห็นไม่ตรงกัน เรามักจะยอมกันในทุกๆ เรื่อง เนื่องจากเราทำคนละพาร์ท

สิ่งนึงที่ยังคาใจก็คือ เรามีโปรเจกต์ที่ต้องทำด้วยกันก็คือ คอนเสิร์ตเนี่ย ในที่สุดเราก็ไม่ได้ทำ ยังจำได้เลยว่า บนเวทีต๋องบอกว่าเนี่ย มันเป็นคอนเสิร์ต น่าจะเกือบๆ 25 ปี ที่เราเล่นเป็นวง ไม่คิดว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย (เสียงสั่น)"

อยากจะทำให้เพื่อนไหม? 

“ก็...ไม่รู้เหมือนกันครับ ตอนแรกคิดว่าถ้าเขาหาย ก็จะทำเหมือนเดิม ต๋องอาจจะนั่งรถเข็น ไปเที่ยวด้วยกัน แต่เล่นคอนเสิร์ตอีกเรื่องนึง แต่ว่าเขาไม่ได้อยู่ถึงครับ”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม