โอ๋ ภัคจีรา เปิดใจในรายการ “WandOland” เดิมทีไม่เคยคิดถึงการแต่งงานใหม่แค่อยากมีคู่ชีวิตอยู่กันจนแก่ ขณะที่ เบียร์ สรณัฐ ยอมรับถึงจุดที่รู้สึกพร้อมและอยาก Commit ในความสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อนเข้ามาสู่โลกความเป็นจริงร่วมกัน เผยบทเรียนทะเลาะแรงถึงขั้นสาดโคลนใส่กันและลากกระเป๋าออกจากบ้าน สุดท้ายต้องหันหน้าแก้ปัญหา เป็นทีมเดียวกันที่พร้อมปกป้องและอยู่ข้างกันเสมอ

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์และมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตคู่และการแต่งงาน?

โอ๋ ภัคจีรา: ในใจไม่คิดจะเริ่มต้นการแต่งงานเป็นชีวิตใหม่ แต่ว่าอยากจะมีคู่แล้วก็อยู่กันไปแก่เฒ่าคิดแค่นั้น แต่ไม่คิดว่าจะต้องมีการแต่งงานใหญ่โตหรือมีผู้ชายมาคุกเข่า โดยเฉพาะเบียร์ไม่ได้คิดไม่ได้คาดหวังจริงๆ แค่คิดว่าเราน่าจะอยู่กันไปได้จนแก่เรื่อยๆ

อะไรที่เป็นเสียงในหัวที่บอกว่า Commit ดีกว่า?

เบียร์ สรณัฐ: ไม่มีเลยครับ โดยสัจจริงก็คืออยู่ดีๆ ความรู้สึกเกิดขึ้นมาเองว่าเราพร้อมแล้ว และอยากจะ Commit แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อเขา 100% ที่บอกว่าจะใช้ชีวิตง่ายๆ คบกันโดยไม่มีสถานะอย่างนี้ ผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนลึกๆ จนถึงคู่รักทุกคนไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม การไม่มีตัวตนเป็นสิ่งอันตรายมาก 

และเขาก็เคยพูดว่าความฝันเขาอยากให้มีใครสักคนมาคุกเข่า แสดงว่าจริงๆ ใจลึกๆ ก็อยากที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่เขาไม่ได้มาบังคับเรา วันหนึ่งรู้สึกว่าใจเราพร้อมแล้ว เชื่อมั่นว่าเราอยู่ได้กับคนนี้ ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง คุยกันว่าถึงเวลาแล้วเราจะแต่งงาน

อะไรในตัวเบียร์ที่มาเติมเต็มให้กับเรา?

โอ๋ ภัคจีรา: ความไม่คาดหวังแล้วเขาดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนเรารู้จักกันใน Part ที่เป็นเพื่อนกันก่อน รวดเร็วมากในแง่ตอนนั้นก็เป็นผู้หญิงจิตใจหวั่นไหว เหมือนโอ๊ย อกหักอีกแล้ว โซซัดโซเซ แล้วพอมาเจอเขาก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู เราเอ็นดูในหน้าตาเขา แต่นิสัยก็ยังไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะจริงจังจนมาถึงวันนี้ 

แต่พอเขาพูดว่าจริงจัง ณ วันนั้น เราเห็นความพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าเขาตั้งใจจะอยู่กับเราจริงๆ ซึ่งเราก็เจอกันในสายดื่มกิน จะเป็น Part ที่เราก็เห็นเขาดื่มกิน สนุกดี แล้วก็เป็น Part เพื่อน พอหลังจากนั้นก็มีบ่นบ้างว่า “เธออย่าสุดดิ เธอมาดื่มก็น่าจะเหมือนเรานะ”

เบียร์ สรณัฐ: แสดงว่าเขาเริ่มก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อน ถ้าเพื่อนกันก็คืออยู่กันแต่เพื่อนใช่ไหม แสดงว่าเขาเริ่มก้าว เริ่มเข้ามาเส้นนี้แล้ว ฉันอยากจะ Comment เธอได้แล้ว

ความเป็นตัวเองและการเปิดใจให้กัน 100%?

โอ๋ ภัคจีรา: เป็นตัวเอง 100% ตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าจะคบกับใครไม่เคยกั๊กไว้ ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ต้องสวย หรือเก็บซ่อน ไม่เล่าความจริง ถึงได้บอกเบียร์ว่าเวลาคบกับเขาเหมือนเป็น Safe Zone เราก็จะเล่าตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน 

แต่เบียร์จะเป็นคนที่ไม่เล่า ฉันก็จะบอกว่าเล่าให้ฟัง แล้วเขาก็จะแบบว่า เธอเคยมีแฟนหรือเปล่า เพราะโอ๋ชอบถามเรื่องแฟนเก่า เพราะเราเล่าได้ แต่เขาจะไม่เล่า พอไม่เล่าแล้ววันนั้นเราก็ถามว่า เธอจีบใคร ฉันยังไม่รู้เลย เธอรู้ก่อนฉันได้ยังไง ก็จะมีบ้าง แต่ว่าโอ๋ 100%

เบียร์ สรณัฐ: ผมเชื่อว่าจริงๆ เขาเปลี่ยน แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะ ความสดใสร่าเริง เขายังเหมือนเดิม ทุกคนจะเห็นโอ๋ในกล้องสามารถพูดเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ชีวิตความสัมพันธ์ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่สามารถฉันจะอารมณ์เสีย ฉันจะมาเหวี่ยงใส่เธอตลอดเวลา อีกคนรับไม่ไหวหรอก

โอ๋ ภัคจีรา: ฉันไม่ได้เป็นคนอารมณ์เสียตลอดเวลา ฉันก็ไม่ได้เป็นคน Acting ตลอดเวลา เบียร์เข้าใจผิด

เบียร์ สรณัฐ: ใช่ แต่ที่จะบอกคือ เขา Soft ขึ้น น่ารักขึ้น เขาจะมี Communication Skill ที่ดีขึ้น แต่เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว แต่ว่าโลกความเป็นจริงก็ต้องมีทะเลาะกัน ซึ่งเขาก็จะพูดทันที พอเราผ่านอะไรมา เรียนรู้ความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเข้าไปผสมกันโดยไม่รู้ตัว ผมก็สังเกตว่าเขาก็อ่อนลง ใจเย็นขึ้น

การมองอีกฝ่ายเป็นพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone และการรับมือกับความเครียด?

โอ๋ ภัคจีรา: ด้วยชีวิตและ Safe Zone โอ๋คือแฟน เหมือนที่เคยเล่าชีวิตเรา Dark ไม่ค่อยมี Safe Zone แต่พอมี Safe Zone ผู้ชายคนหนึ่งที่เขามาดีกับเรา ก็เลยรู้สึกว่า คนนี้คือ Safe Zone เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่ระบายได้ เพราะเวลาเราไปดื่มไปเจอเพื่อน เขาก็คงอยากได้ฟีลที่ดีกับเรา ถ้านอกจากว่าแย่จริงๆ ก่อนช่วงที่ยังไม่มีเบียร์ เพื่อนก็จะรู้ว่าเศร้ามากแล้วจะลากเราออกไป แต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังที่ลึกๆ ได้ก็เลยเก็บไว้คนเดียว

เบียร์ สรณัฐ: เก็บได้นะ ยิ่งสมมติตอนเมาไม่มีสติ ไม่เคย Drama โอ๋เก็บได้เก่งมาก แต่ผมจะเป็นคนที่ Drama เองมากกว่า อย่างตอนผมเมา สัญชาตญาณเราก็จะหลุดออกมาเอง เก็บไม่อยู่ ผมไม่เคยเลย

โอ๋ ภัคจีรา: เคยมีช่วงหนึ่งหาหมอ หมอก็บอกว่า ให้เราเอาขยะออกจากหัวบ้าง จะได้คลี่คลาย แต่เราเก่งกว่านั้น เพราะฝึกมาตั้งแต่เข้าวงการ ฝึกแบบ ไม่ชอบคนนี้ต้องเงียบ แต่ต้องเก็บ ต้องยิ้มไว้ เป็นอย่างนี้ เราต้องเอาภาพออกมาให้คนอื่นเห็นว่าเราโอเค

กำแพงในใจของโอ๋บางและพร้อมจะพังลงมาได้ง่ายมาก แต่ไม่ได้มีกำแพงกับเบียร์?

เบียร์ สรณัฐ: เขาไม่ได้มีกำแพงสำหรับผม เพราะผมเข้ามาในฐานะเพื่อนกับที่เขาสนุก ผ่อนคลายด้วย แต่ไม่รู้ว่าเขามีกำแพงกับอะไรไม่รู้ของเขาเอง คงมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่สภาพจิตใจย่ำแย่ในระดับหนึ่ง พอ Self-Esteem และ Self-Respect ต่ำ ร่างกายเกิดความกลัวไปทุกอย่าง 

ผมสังเกตได้ช่วงแรกๆ ที่เขามีปัญหาอยู่ พอเริ่มผ่อนคลายลง พอ Self-Esteem กลับมาเหมือนเดิมก็จะสะท้อนกลับมา ก็สะท้อนอย่างหนึ่งว่าเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองกลับมา เริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่เป็นคนปกติ เราก็เริ่มรู้แล้วว่าจิตใจเขาคงแข็งแกร่งขึ้นมา

สิ่งที่ชอบในตัวเบียร์ที่สุด?

โอ๋ ภัคจีรา: เขามีเสน่ห์และ Passion ในการทำงานที่เห็นเขาผลักตัวเองให้ดีที่สุด เพราะช่วงก่อนมีวิ่งออกกำลังกาย และมีช่วงนี้ที่เขาทำงานหนัก

การจัดสรรเวลาให้ลูก การวางขอบเขต และการก้าวข้ามกำแพงในอดีต?

เบียร์ สรณัฐ: ไม่เลย เมื่อไหร่ที่น้องแสนดี Request ต้องไปทางนั้นก่อน คำตอบคืออย่างงั้น ซึ่งผมยินดี บ้านเรายังโชคดีคืองานผมไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้น หยิบมาทำตอนไหนก็ได้ เมื่อโอ๋ออกไป ผมก็ทำ พอกลับมาผมก็หยุดแล้วก็ใช้ชีวิตได้

โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋บอกเขาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ก่อนที่จะคบกันมีปัญหาอะไร ในความรู้สึกโอ๋มีเป็น Pack อย่างเรื่องป่วยนับจากนี้ถ้าเราป่วยจะใช้ชีวิตยังไงกับสามีตอนนี้ แต่เขาจะบอกว่าเอาแสนดีก่อนเลย และอีกปัญหาหนึ่งที่เบียร์พูด เราพยายามว่างนะ ตอนนี้เธอยังทำงานไม่เสร็จ ซึ่งเธอก็รู้ว่าฉันมีเวลาอยู่แค่นี้ ก็เลยจะบ่นเขาเรื่องนี้ ซึ่งโอ๋ว่าเขารู้

คุณบอกลูกยังไงเมื่อมีอีกคนเข้ามาในชีวิต?

โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋กับแสนดีสนิทกัน นอนด้วยกัน แล้วก็รู้สึกว่าลูกเราไม่ค่อยห่างเรา หมายถึงไม่ห่างในความคิดความรู้สึก เพราะเหมือนโอ๋รู้สึกได้ว่า หลับตาโอ๋ยังรู้เลยแสนดีคิดอะไร โอ๋มีความรู้สึกแบบนั้น แต่ละคนแต่ละครอบครัว โอ๋รู้สึกว่าถ้าใกล้ชิดลูกจะรู้ว่าลูกเป็นคนยังไง อาจจะรู้คำตอบของลูกด้วยซ้ำ เพราะโอ๋ก็รู้แรกๆ ก็คงไม่ได้แฮปปี้ในการที่แม่มีแฟนใหม่ โอ๋ว่าทุกคนแหละ 

แต่รู้สึกว่าพอคบไปสักพัก ถ้าเขาจริงจัง พอโอ๋บอกแสนดี แสนดีทำเหมือนไม่สนใจ แต่เขาก็สนใจ และเขาก็บอกว่าเขารู้มาตลอด แม่ชอบคุยโทรศัพท์อย่างงั้นอย่างนี้ แต่พอเรามาบอกเขาก็จบด้วยประโยคนั้น โอ๋ก็ถามไม่อยากรู้อะไรต่อเหรอ เขาบอกรู้หมดแล้ว 

โอ๋ถึงบอกว่าลูกเราเขาก็อาจจะมียีนเหมือนเรา ไม่ได้คิดอะไร ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม เขาก็จะบอกว่าไม่ชอบ โอ๋ก็บอกว่าไม่ชอบได้ แต่ห้ามไม่มีมารยาทกับเพื่อนแม่เพราะเขาอายุมากกว่า หรือว่าก็พูดกับเขาตรงๆ ว่าแล้วทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอย่างนี้หรือเปล่า แต่เราก็รู้แหละว่าเพราะไม่ใช่พ่อเขา เบียร์เป็นคนสอนโอ๋ด้วยซ้ำว่า ก็เราไม่ใช่พ่อเขา ย่อมมีความที่ไม่ชอบ

เบียร์ สรณัฐ: ในมุมมองของเขา ต้องมี 3 คนนี้ พออยู่ดีๆ มีใครเข้าไปแทรก เด็กเขาก็ต้องปฏิเสธออกมาด้วย ถ้านาทีแรกชอบอันนี้ประหลาด การไม่ชอบกลับเป็นเรื่องปกติก่อน

โอ๋ ภัคจีรา: เบียร์เขาบอกกับเราแบบนั้น ทำให้เราคุยกับลูกง่ายขึ้น หลังจากนั้นพอเบียร์ทำอะไรให้เขาแค่เล็กน้อย เช่น ซื้อของให้ เขาจะรู้สึกโอเคขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังเป็นคนที่ตึงที่สุด แสนดีเขาจะเป็นเด็กน่ารักกับทุกคนเพื่อนแม่ แต่กับคนนี้เขาก็ยังตึงที่สุดอยู่ดี 

แต่ถ้าย้อนไปที่คำถามว่า จะพูดกับลูกยังไงถ้าเกิดปัญหาแบบนี้โอ๋ว่าถ้าเราสนิทกับลูก เรามองตาแล้วพูดจริงๆ ในเหตุผลว่ามีอีกคนหนึ่งที่เข้ามารักแม่ แล้วหนูก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำที่โดนรัก แต่มันก็ต้องใช้เวลานะคะ

ข้อคิดและมุมมองในการเปิดใจคบกับคนที่เคยมีครอบครัวและมีลูกติด?

เบียร์ สรณัฐ: คือหลายๆ คนก็อาจจะคิดว่าการคบกับคนที่เคยมีครอบครัวมาแล้ว อาจจะมีอุปสรรค แม่ผมเองก่อนคบเขาก็เคยพูด แต่เขาก็ให้เกียรติเรา เพราะเราก็อายุเยอะพอสมควร เขาก็บอก “เบียร์ ดูดีๆ นะ” คือผู้ใหญ่เขาก็มองแต่มุมมองเขาว่าอันนี้ไม่ใช่เคสปกติ คุณรับได้ใช่ไหม เราก็บอกว่า รับได้ เขาก็จบ 

เขาก็เตือนมา 1 ครั้งว่าให้ตั้งใจดูดีๆ ลองประเมินสถานการณ์ให้เรียบร้อยก่อน เราก็อยู่กับความเป็นจริงคือการลองคบกัน เพื่อที่จะได้มาลองว่าเป็นยังไง แน่นอนโอ๋มาพร้อมกับประวัติ ไม่ใช่ศูนย์ ก็จะมีทั้งดีและมีทั้งปัญหาที่เกาะมา ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเราไปอยู่ในปัญหานั้น เราอยู่ในฐานะเพื่อนที่คอยรับฟัง ไม่ได้จะไป Fight กับใครด้วย

โอ๋ ภัคจีรา: ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน แต่ของโอ๋ยังมีข้อดีที่พ่อเขาก็ช่วยเราเลี้ยงลูกด้วย ไม่ใช่ว่าเขาปล่อยไปเลย คือโอ๋กับพ่อเขาอาจจะไม่ใช่คู่รักกันเหมือนเดิม แต่เขายังเป็นพ่อแสนดี เขารักแสนดีมาก เขายังดูแลอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรา 2 คนยังแชร์ลูกกัน 

เพราะฉะนั้นลูกไม่ใช่ปัญหาของใครเลย ทั้งเรา 3 คน แต่ของโอ๋ก็ยังมีข้อดีที่พ่อเขาช่วยเลี้ยงลูก ด้วยปัญหาก็อาจจะน้อย ค่าใช้จ่ายพ่อเขาก็ Support เรื่องการเรียนการศึกษา เราแค่ดูตัวเราเอง เรา 2 คนได้ใช้ชีวิตของเรา 2 คนจริงๆ เหมือนที่เบียร์บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ อาจจะเป็นข้อดีของตัวโอ๋ แต่อีกหลายครอบครัวก็จะหนักกว่า

เบียร์ สรณัฐ: ในมุมน้องแสนดีทุกวันนี้ โอ๋ก็ต้องไปส่งใช่ไหม เขาก็จะผลัดกันไปส่งกับพี่เฟี๊ยต พอที่โอ๋ไปส่ง ผมก็ต้องไปส่งด้วย พอส่งเราก็ต้องอยู่ดูเฝ้ารอเป็นเพื่อนแม่ เราไม่ได้มองว่าเรื่องพวกนี้เป็นภาระ กลับเติมเต็มเรามากกว่า 

การดูแลเด็ก เขามีความสุข ขนาดเขาไม่ใช่ลูกเรา เรายังแฮปปี้ หรือวันไหนที่เขามาคอนโด เราทำอะไรให้เขากิน เรากุลีกุจอมากกว่าทำให้โอ๋อีก สิ่งที่เขาชอบต้องรีบซื้อมา กลับเติมเต็มเรา ไม่ใช่การเอาใจนะ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำจริงๆ หลายๆ อย่างที่เรากลัวคิดว่าเป็นภาระอาจจะไม่ใช่ก็ได้

แนวทางการจัดการปัญหาเมื่อเกิดการทะเลาะและโต้เถียงกัน?

เบียร์ สรณัฐ: ล่าสุดทะเลาะกันแรงมาก ทะเลาะเสร็จแล้วก็สาดโคลน เดินแยก ลากกระเป๋าออกไป พอลากออกไปเสร็จแน่นอนต่างคนต่างก็ไปร้องไห้ สุดท้ายก็ต้องเรียกกลับมาเจอกัน เลยได้บทเรียนจากตรงนั้นว่าทำไมเราจะต้องมีกระบวนการโกรธและสาดโคลน ทะเลาะกันมีปากเสียง แล้วทำไมจะต้องไปทำให้เกิดการเสียใจ ในเมื่อผลสุดท้ายก็ต้องกลับมานั่งแก้ปัญหา 

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอปัญหา เราข้ามไปที่ใจเย็นๆ แล้วมาแก้ปัญหาเลยไม่ต้องไปเสียพลังงานทั้งวัน เวลาเราเศร้าทีพลังแก้เสร็จ เศร้าไปต้องบวกไปอีก 1 วัน ถ้าเราจะพูดว่าเพราะเธอทำให้ฉันอย่างงั้น ปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องแก้ลงมาที่จุดนี้ให้ได้ โดย 90% ของสิ่งที่เราทะเลาะมาจากเรื่องของผม ดีที่สุดก็คือเราก็อย่าสร้าง แต่ถ้าเกิดขึ้นคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเดินเส้นนี้ไปด้วยกัน

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม