ทำเอาหลายคนตกใจกับข่าวใหญ่ในวงการสงฆ์ กรณีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ "ทิดโชติ" ถูกจับกุมปมยักยอกเงินวัดและสีกา ล่าสุดพระเอกหนุ่มสายบุญ "อั้ม อธิชาติ" ที่เคยเดินทางไปทำบุญที่วัดดังกล่าว ออกมาเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าตกใจและเศร้าใจ แต่ยืนยันความศรัทธาในพระธรรมคำสอนยังคงเดิม
เห็นข่าวของวัดพุทไธศวรรย์ พี่อั้มตกใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นมั้ย?
"คำว่าตกใจมั้ย ก็ตกใจนะ ผมเชื่อว่าทุกคนก็ ก็ตกใจกับข่าวที่ได้เห็นนะ แล้วก็เป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น แล้วก็เป็นสิ่งที่เราก็ ก็เศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นนะครับ แต่ต้องบอกว่าความที่เราไม่อยากเห็น แต่มันคือเกิดขึ้นไปแล้วเนอะ นะครับ
ก็อย่างที่หลายคนได้ถามว่า เราเคยไปทำบุญที่วัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งเราเคยไปทำบุญที่วัดพุทไธศวรรย์นะครับ ต้องบอกว่าวันที่เราได้ไปเนี่ย เราก็ถือว่าเราได้ไป ไปกราบสักการะวัดที่มีมาดั้งเดิมยาวนาน แล้วก็ เอ่อ เราสักการะพระที่ท่านเราเข้าใจว่าในการปฏิบัติของท่านเนี่ย เราก็นับถือในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นในวันนั้นเนี่ย ผมเชื่อว่าก็ไม่มีใครทราบหรอกว่าท่านจะเป็นอย่างไร แบบไหนหรือเปล่า แต่วันนี้ต้องบอกว่า สิ่งสำคัญคือ พอเมื่อเราได้ทราบแล้วต่างหาก เรายังคิดและปฏิบัติอย่างไร สิ่งนั้นคือสิ่งสำคัญครับ""
ตอนที่เป็นข่าวตกใจมั้ย?
"ตกใจนะครับ ก็ตกใจ เพราะต้องบอกว่า ผมเชื่อว่าไม่มีใครไม่ตกใจหรอก เพราะว่า เอ่อ เวลาเราไปในสถานที่หนึ่ง เราเคยเห็นคนที่เราเคยรู้จัก แล้วมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด หรืออย่างที่เราเห็น มันก็ย่อมต้องมีความไม่คาดคิด แล้วก็ตกใจเป็นเรื่องธรรมดา"
ในฐานะที่พี่อั้มเคยไปกราบท่าน พี่อั้มเคยคิดมั้ยว่ามันจะมีเหตุการณ์ไปขนาดนี้ นอกจากการยักยอกเงินแล้ว มันมีเรื่องสีกาด้วย?
"ถามว่า ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นมั้ย ไม่ได้เคยคิดว่าอะไรจะไม่คาดคิดแล้วกัน เราคิดว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ถ้าคนเราพลาดพลั้งเนอะ ถ้าคนเราไม่ได้รักษาในขั้นตอนสิ่งที่เราควรรักษา มันก็เกิดผลของการกระทำนั้นได้เสมอ เพราะอย่างที่เราบอกว่า เวลาพี่ไปที่วัด หรือไปกราบสักการะเนี่ย ข้อแรกเราจะดูประโยชน์ของสถานที่ก่อนเป็นอย่างแรก ว่าสิ่งที่เราจะไปทำ หรือเราชวนเพื่อนๆ ไปร่วมนั้นเนี่ย เป็นประโยชน์ต่อผู้คนหรือไม่
อย่างที่ 2 คือ พระที่ท่านดูแลหรือรักษาในแต่ละที่เนี่ย เราก็มองว่าเรากราบ เอ่อ พระที่ท่านปฏิบัติตามพระธรรมและพระวินัย นั่นแปลว่าเราจะถือพระธรรมและพระวินัยที่ท่านปฏิบัติเป็นหลัก ส่วน ณ เวลานั้น ท่านจะทำได้หรือเปล่า ทำ เอ่อ ได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้เราไม่ทราบ
แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่านไม่ปฏิบัติตามพระธรรมและวินัย หรือสิ่งนั้น เราก็ยังคงยึดมั่นยึดถือในการ เอ่อ ศรัทธาในพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธองค์ตามนั้นอยู่
เพราะอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า อย่างวัดพุทไธศวรรย์เองเนี่ยนะครับ เอ่อ ที่เราเข้าไปในครั้งแรกเนี่ย เพราะวันนั้นเราไปทำบุญกับพี่ป๋องเนี่ย สาระสำคัญที่เรามองว่า เราก็อยากไปในสถานที่สำคัญ ซึ่งวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดที่ก่อตั้งมาหลายร้อยปี เป็นการก่อตั้งตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ที่เริ่มกรุงศรีอยุธยา
แล้ววัดก็เป็นทั้งวัดที่เรียนศึกษา ทั้งพระธรรม ทั้งการต่อสู้ต่างๆ เพื่อให้นักรบของเรา กษัตริย์ของเรา ผู้ที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองเนี่ย ได้มีโอกาสปกป้องบ้านเมือง เพราะฉะนั้นวัดนี้จึงเปรียบเสมือนโรงเรียน ทั้งการเรียนพระธรรม การเรียนทั้งการต่อสู้ต่างๆ เพราะฉะนั้นวัดคือวัด สถานที่คือสถานที่
บุคคลที่ไม่ได้ทำตามความถูกต้องของสถานที่ ไม่ได้ผิดต่อสถานที่ สถานที่ไม่ได้ผิด ถ้าพี่เปรียบง่ายๆ เหมือนกับวันนี้ เรามองพระอาทิตย์นะ วันนี้เราไม่เห็นพระอาทิตย์เลย แล้วก็บอกทำไมพระอาทิตย์วันนี้คือไม่เห็นเลย เมฆดำ เมฆเยอะจังเลย พระอาทิตย์ไม่ได้ผิด พระอาทิตย์ก็ยังคงอยู่เช่นนั้น
เพียงแต่ว่าเมฆ สิ่งที่บัง ละอองที่บังตาเราที่มองไม่เห็น คือสิ่งที่บดบังสิ่งนั้นอยู่ ฉะนั้นอย่างที่เราบอก ความจริงก็คือความจริงนั่นแหละ ผู้ที่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ตัวเองเคยตั้งใจ และนอกเหนือจากพระธรรมและวินัย เราก็เชื่อว่า อย่างที่พระธรรม ก็ทุกอย่าง ทุกธรรม ที่พุทธองค์บอกว่า ทุกคนก็ต้องย่อมได้รับผลกรรมนั่นเอง"
แสดงว่าพี่อั้มไม่ได้มีความ เสื่อมศรัทธาในศาสนาเลย พี่อั้มรู้สึกเลยว่า เรากราบไหว้ได้สนิทใจ ณ วันนี้?
"คืออย่างงี้ พี่อยากให้แยกคำนี้นะ พระท่านจะสอนทุกครั้งว่า สมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์กับพระอริยสงฆ์ พระอริยะคือ ท่านตั้งแต่ เอ่อ พระสมมุติสงฆ์คือตั้งแต่เริ่มบวช เริ่มปฏิบัติให้ถูกต้องตามแนวทาง เมื่อทำได้ครบตามแนวทางนั้น ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนเพื่อหลุดพ้น ก็จะไปเป็นพระอริยะ
แปลว่าอะไร ถ้าท่านยังไม่ถึงอริยะ ระหว่างทางคำว่าสมมุติ มีจิต มีพลาด มีหักเหออกนอกเส้นทางได้มั้ย มี ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่จะรักษาเส้นทางนั้นเนี่ย ทำได้มากน้อยแค่ไหน มันคือผลของท่าน เพราะฉะนั้นพี่บอกทุกครั้งว่า พระศาสนาพุทธเองเป็นคำสอนที่บอกว่า พระองค์ทรงสอนเพื่อให้เราพ้นทุกข์ คำถามสำคัญ ทำได้ เราจะพ้น ทำไม่ได้ เรานั่นแหละคือผู้ไม่พ้น ถูกต้องมั้ยครับ
ฉะนั้นแปลว่าไม่ได้เกี่ยวว่าศาสนาสอนอย่างไร สมมติว่าวันนี้ คนทำ เอ่อ ตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจจะทำแล้วทำไม่ได้ ข้อผิดพลาดมันเกิดแก่เขา แต่คำสอนและความเป็นจริงนั้น นั้นยังอยู่ที่เดิมเสมอ""
พี่อั้มเคยคุยกับท่านมั้ย?
"ไม่ ไม่ได้คุยกันขนาดนั้นน่ะนะครับ ต้องบอกว่าวันนี้ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรนะ เอาเป็นว่าก็ไม่ได้คุยกันขนาดนั้น คราวที่แล้วก็ได้ไปทำบุญนะครับ แล้วก็ได้กราบสักการะท่านในฐานะที่เราได้ไปเข้าวัดแค่นั้นเอง ก็ไม่ได้แบบมีการสอบถามอะไรมากมายครับ"
พี่อั้มรู้สึกมั้ย บางคนรู้สึกว่าเงินที่ทำบุญไปเสียดาย หรือเงินยักยอกไปให้สีกา มันทำให้ท้อใจ?
"เราเอาอย่างงี้ จากที่ครูบาอาจารย์ที่เราได้ศึกษาธรรมมาแล้วกันนะ บุญเกิดจากเจตนา เจตนาคืออะไร เจตนาที่เราต้องการสละสิ่งของเหล่านั้นเนี่ย เพื่อเป็นประโยชน์ ถูกมั้ยครับ ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราสละไปแล้วเนี่ย เราได้บุญแล้วนะ ว่าสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ แต่ส่วนผู้ที่จะนำประโยชน์นั้นไปก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ อันนั้นเป็นกรรมของเขาอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อใดก็ตามที่เรายังยึดว่าวันนี้ ยกตัวอย่างท่านเคยบอกว่า สมมุติว่าวันนี้เราปล่อยปลานะ เราอยากให้ปลาเป็นอิสระ เราอยากดำตามไปดูปลามั้ยว่า ปลาอิสระ หรือถูกคนจับได้ จริงๆ เราแค่สบายใจเพื่อที่จะว่าสิ่งๆ นั้นเนี่ย เราเจตนาแล้วว่าปลานั้นเนี่ย เราอยากให้เขามีอิสระ และเราต้องการทำเพื่อให้เราสบายใจ แต่ส่วนคนที่นำสิ่งนั้นไปใช้ผิดมากน้อยแค่ไหน ตรงตามเจตนาของผู้ให้หรือเปล่า อันนั้นก็เป็นกรรมของเขาอีกส่วนหนึ่ง"
ท่านก็ฉายาว่าเป็นนักพัฒนาเหมือนกัน?
"คือ เอ่อ จากคำสอนนะ กรรมก็คือกรรม บุญก็คือบุญ ส่วนต่าง ๆ แยกกัน คือยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณไปกู้แบงค์ คุณมีเงินฝากกับมีหนี้แบงค์ ก็ไม่เหมือนกันนะ เงินฝากคุณถอนใช้ได้ เงินคุณติดแบงค์ คุณก็ต้องชำระหนี้เขา ถูกมั้ยครับ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณมีเงินฝากเยอะ คุณก็เอาไปใช้หนี้ได้ อันนั้นคือกรรมและบุญ
ฉะนั้นการที่มีการเอาเงินจากเจตนาของทุกคนไปใช้ผิดประเภท แล้วก่อให้เกิดประโยชน์หรือเปล่า อันนั้นมันก็ต้องว่ากันเรื่องหนึ่ง เจตนาของผู้ที่นำออกไปใช้แล้วผิดประเภทหรือเปล่า อันนั้นก็ต้องไปว่ากันตามเจตนา อันนี้เรื่องของบุญกรรมนะ
แต่ส่วนเรื่องของกฎหมาย ก็ต้องบอกว่าเราก็เชื่อว่า ตำรวจเนี่ยก็จะมีหน้าที่ในการสืบค้น ตรวจสอบ เพราะว่าวันนั้นเราก็ได้อ่านคำสัมภาษณ์ของตำรวจนะ ท่านก็บอกว่า เรื่องของพระ ท่านไม่สามารถไปตัดสิทธิ์ได้เนอะ แต่เรื่องของธุรกรรมทางการเงิน อันนี้มันเป็นเรื่องทางกฎหมาย ซึ่งตำรวจต้องเข้าไปจัดการเรื่องนั้นให้ถูกต้องอยู่แล้ว"
ก็แสดงว่าทุกอย่างก็คือเคลียร์เนาะ พี่อั้มว่ามันมีให้แยกแยะเป็นประเด็น?
"ใช่ ก็คือถามว่าความรู้สึกเรารู้สึกมั้ย เรารู้สึกแหละนะครับ รู้สึกเอิ่ม ตกใจนะ รู้สึกว่าเราก็ไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นใช่มั้ยครับ อย่างที่บอกว่าทุกอย่างเกิดขึ้น มันก็มีผลของมัน แต่สิ่งหนึ่งคือใจเราต่างหาก สิ่งที่เราต้องดูแลรักษาคือใจเรา เพราะสิ่งอื่นเราไม่สามารถไปรักษาได้ เช่นวันนี้ เราคาดหวังว่าคนนี้จะทำแบบนี้ แต่วันนั้นเขาทำไม่ได้ล่ะ เราจะรู้สึกทุกข์ไปกับเขา เราจะรู้สึกทุกข์ไปกับเขา เราจะรู้สึกต้องตามไปดูว่าเขาจะแย่ไปถึงไหนมั้ย เราคงไม่อยาก ถูกมั้ย
วันนี้เราก็ต้องกลับมารักษา โอเค สิ่งที่เราทำ ความสบายใจที่สุดเราคืออะไร ก็นึกว่าเจตนาในการทำ เราต้องการทำเพื่อ 1 ฉันรู้สึกว่าฉันอยากฝึกสละตัวเองนะ สละความอยาก สละความเห็นแก่ตัว สละความที่ฉันจะต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อให้มันเป็นประโยชน์ คุณได้สิ่งนั้นหรือยัง ถ้าคุณได้แล้ว เจตนาเกิดและบุญกุศลที่คุณทำเกิดแล้ว ส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ต้องบอกว่า มันก็บังคับ เราก็ไม่สามารถไปบังคับในสิ่งนั้นได้"
แต่รู้หน้า ไม่รู้ใจเลยปัจจุบันนี้ยังจะสามารถไหว้พระสนิทใจอยู่มั้ย?
"การไหว้พระต้องบอกว่าทุกครั้งที่เราไหว้เนี่ย เราจะไหว้ถึงผ้าเหลือง เราจะไหว้ถึงพระที่ท่านปฏิบัติตามคำสอน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถามว่าสนิทใจหรือเปล่า เราก็ต้องเลือกในการดูแล การปฏิบัติท่านก่อน เช่นบางทีถ้าเราจะต้องไปอยู่ในที่ที่รู้สึกว่า เอ๊ะ พระรูปนี้อยู่ที่นี่ไม่ได้ถูกต้องตามสิ่งที่เราเรียนรู้มา ตามคำสอน เราก็จะเลือกที่จะไม่ไป
แต่ถามว่าเราจะไม่ไปแสดงความไม่เคารพ เพราะเราก็ไม่ได้เห็น อย่างเช่นวันนี้ ทุกคนเห็นคือเห็นต่างๆ นะ หลักฐานแล้วกันเนอะ แต่มันจะมีมั้ยล่ะที่เราเข้าวัดไปที่หนึ่ง ขึ้นไปแล้วแบบ ที่นี่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องดูก็คือ ใจเราเองนั่นแหละต้องดู โอเค วันนี้ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเคารพ เราไม่รู้สึกว่าในสถานที่นี้เราไปแล้วเราไม่ได้อยากเคารพ เราก็แค่ไม่ต้องไปก็เท่านั้นเองครับ"
ได้คุยกับพี่ป๋อง สุพรรณ มั้ย?
"ได้คุยกับพี่ป๋องแกก็บอกว่าแกก็จุกเหมือนกัน แกก็รู้พร้อมทุกคนแหละ เอาง่ายๆ แกรู้ทีหลังคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะแกเห็นแต่ข่าวที่คนส่งไปให้นี่แหละ ก็ต้องบอกว่าผมเชื่อว่าทุกคนก็มีความตั้งใจแหละ เพราะอย่างพี่ป๋องเอง เราก็จะคุยทุกครั้งว่า ด้วยความที่เริ่มเคยทำงานกับพี่ป๋อง พี่ป๋องก็พยายามสร้างรถพยาบาล
พี่ป๋องบอกว่าสิ่งที่ทำเนี่ย โอเค ทำเกี่ยวกับวัตถุมงคลก็จริง แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์เจ็บป่วยใช่มั้ย มนุษย์คนเราอ่ะ ต้องได้ใช้รถโรงพยาบาล เอ่อ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาต่างๆ แกก็มองว่าแกก็ตั้งใจจริง เพราะสิ่งที่แกได้ทำไปเนี่ย มันก็เกิดสิ่งที่เราเห็นเนี่ย เราต้องบอกว่าพี่เชื่อว่าแกก็คง แกก็คงทุกข์ใจนั่นแหละ เพราะว่าสิ่งที่ทำที่แกไป สิ่งที่แกทำไปคือบำรุงศาลาการเปรียญ
ถามว่าเจ็บมั้ย พี่เชื่อว่าก็ต้องเจ็บแหละ คนเราเมื่อมีความรัก มีความคาดหวังใช่มั้ย เมื่อมีความตั้งใจ มันก็ต้องย่อมต้องมีความทุกข์ ความแบบรู้สึกเจ็บนั่นแหละ แต่พี่เชื่อว่าอย่างพี่ป๋อง แกก็อย่างนั้น คือแกยึดในเจตนาว่า เฮ้ย ฉันเนี่ยทำเพื่ออะไร ฉันต้องการทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร แต่คนที่นำเจตนาฉันไปผิด บิดเบือน มันก็ต้องเป็นสิ่งที่เขาต้องไปรับผิดชอบในสิ่งนั้นเอง"
หลายคนห่วงสภาพจิตใจของพี่ป๋อง เพราะพี่ป๋องเคยให้สัมภาษณ์ว่า หลวงพ่อไม่เคยแตะเงินเลย แล้วมาเจอแบบนี้ พี่ป๋องรู้สึกโดนหักหลัง เรื่องนี้ให้กำลังใจยังไง?
"ก็บอก ก็เป็นกำลังใจให้กับพี่ป๋องแล้วกันเนอะ แต่ก็ต้องบอกว่า ในฐานะเราเป็นคนพุทธเองนะ พระพุทธเจ้าทรงสอน เอ่อ คำสอนสำคัญเอาไว้ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพานคือ อย่าประมาท คำนี้สำคัญมากนะ เมื่อใดก็ตามที่คุณพยายามตั้งใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือการใช้ชีวิต แล้วคุณประมาท คุณก็มีโอกาสพลาดพลั้งได้
เมื่อใดก็ตามที่คุณปล่อยให้ความอยากหรือกิเลสครอบงำ คุณก็สามารถประมาทพลาดพลั้งแบบนี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกว่า เราก็ต้องมอง สิ่งที่มันเกิดขึ้นในสิ่งที่ไม่ดี หาบทเรียน หาจุดที่เป็นจุดเปลี่ยนของเราเหมือนกันว่า แม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าประมาท มันก็เกิดผลแห่งความประมาทได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นอย่างของพี่ป๋องเอง เราก็เชื่อว่า ถามว่าแกรู้สึกมั้ย พี่ก็เชื่อว่าแกก็คงต้องรู้สึก เพราะเมื่อแกมีความตั้งใจดีแล้วนะ พี่เชื่อว่าแกก็มีสติในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ เพราะพี่เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่แกยึดมั่นคือเจตนาในการทำว่าสิ่งนั้นเนี่ย เป็นประโยชน์หรือไม่"
กลัวกระทบตัวเองมั้ยเพราะว่าเราเคยมีภาพทำกิจกรรม?
"ไม่กลัวเลยครับ เพราะว่าจริงๆ เนี่ย ที่พี่บอกว่าที่เราไปเนี่ย เราก็ไปที่วัดนะ วัดสำคัญ แต่ว่าพอเราไปวัด เราก็ต้องเคารพผู้ที่ดูแลวัด ที่ดูแลสถานที่ สิ่งนั้นก็คือเจ้าอาวาส ผู้ที่ดูแล คำถามสำคัญคือ วันที่เราไป ผมเชื่อไม่มีใครรู้หรอก เพราะเราก็เชื่อมั่นว่า เอ่อ พระที่เรากราบจะดูแลพระธรรมและวินัย รักษาศีล แต่วันนี้พอเรารู้แล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่าเราจะไม่ทำเหมือนเดิมใช่มั้ย นี่คือสิ่งสำคัญ
ไม่ใช่ว่า เฮ้ย เรารู้ว่าท่านทำนะ รู้ว่าทำสิ่งไม่ดี แต่เรายังกลับไปไหว้ อันนั้นน่ะคำถามสำคัญว่า เฮ้ย คุณรู้แล้ว คุณยังทำไมถึงยังศรัทธาและปกป้อง แต่วันนั้นผมเชื่อว่าหลายคนก็ไม่รู้ หลายคนก็ไม่รู้ แล้วหลายคนก็มีความศรัทธาน่ะนะ มีสิ่งที่คิดว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นเนี่ย กำลังทำตามพระธรรมและวินัยครับ"
พี่อั้มคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของขลังๆ ที่หลวงพ่อทำ ณ วันนี้ พอเกิดเหตุการณ์ พี่อั้มคิดว่ายังศักดิ์สิทธิ์หรือยังขลังอยู่มั้ย?
"เอิ่ม อันเนี้ย สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นพี่ แต่เรา พี่ไม่สามารถบอกได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ตาเราจะไปสามารถจับต้องได้ แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของคนมันอยู่ที่ใจนะ มันอยู่ที่ใจที่จะบอกว่า ทุกอย่างเครื่องรางของขลังปลุกเสกทำเพื่ออะไร ทำให้เราเกิดขวัญและกำลังใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อให้คุณถือของดีมากมาย แต่ขวัญและกำลังใจคุณไม่ดี อะไรมันก็ไม่ดี
แต่ถ้าวันนั้นแม้แต่แค่คุณแบบไม่มีอะไรเลย คุณมีแค่ลมหายใจ เดินออกจากบ้านแล้วแบบ เฮ้ย ขวัญและกำลังใจคุณดี คุณก็ดี แต่ในส่วนของที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องบอกว่า เอ่อ อย่างที่พี่บอกนะ ในการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ประกอบด้วยหลายบุคคล ประกอบด้วยหลายเจตนา คนที่รับของสิ่งนั้นไป ผมเชื่อว่าเขาต้องพิจารณาแล้วแหละว่า สิ่งนั้นเนี่ย เขาจะยอมให้เจตนาของคนที่ไม่ดีคนหนึ่ง เอ่อ ทำให้ของหรือคนที่เจตนาดีหลายคนมันสูญเสียหรือไม่
เพราะอย่างในการปลุกเสกของแต่ละที่ อันนี้จากความที่เราเห็น ก็มีครูบาอาจารย์หลายท่านที่ไปร่วม แต่ว่าสมมุติเราทุกคนวันนี้ ยืนกันหมดเนี่ย พี่บอกว่านักข่าวไม่ดีคนหนึ่งทุกคนไม่ดีหมดเลย เป็นไปได้มั้ย ก็ไม่ได้ เพราะคนหนึ่งแค่ไม่ดี แต่คนอื่นเขาอาจจะดีก็ได้ แต่ถ้าคนไม่ดี เราก็เลือกได้นี่ว่า เราจะเลือกคุยหรือเลือกมีปฏิสัมพันธ์กับเขาแค่ไหน"
คืออย่ายึดติดที่ตัวบุคคล?
"คือตามที่เราได้เรียน เอ่อ คำสอนมา ครูบาอาจารย์หลายท่าน ท่านก็บอกไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็น เอ่อ ครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่า อย่ายึดติดที่บุคคล ให้ยึดถือพระธรรมคำสอนเป็นพระศาสดา นี่คือในคำสอนท่านจะบอกชัดว่า พระธรรมและวินัยคือพระศาสดา
เมื่อใดก็ตาม ให้พระภิกษุสงฆ์ท่านเดินตามรอยพระธรรมและพระวินัย ในสิ่งนั้นเราก็สามารถดำเนินตามรอยท่านได้ เพราะกำลังเดินตามรอยนั้นอยู่ แต่เปรียบเทียบเราเดินกัน 3 คนนะ จะมีแสงสว่างนำทาง พุทธ พระธรรม และวินัย ถ้าคนกลางเดินออก แต่เรารู้ว่าเป้าหมายมันอยู่อย่างงี้ เราจะเดินตามออกคนนั้นหรือไม่ เราก็เดินตามเป้าหมายที่เราถูกตั้งเป้าไว้นั่นแหละ ว่าคือพระธรรมและวินัย โอเคมั้ย".
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม