เรียกว่าเป็นมหากาพย์ที่ทำเอาสะเทือนโซเชียล สำหรับกรณีดราม่าระหว่างอดีตเพื่อนรัก ต้า เฟ็ดเฟ่ และ ยัต ชัยโสโร ซึ่งก่อนหน้านี้ต้าได้ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาถึงเรื่องปมความขัดแย้งต่างๆ เมื่อตอนที่ทั้งคู่มาทำงานในยูทูบแชนแนล “ต้ายัตชัยโสโร” หลังทั้งคู่แยกจากเฟ็ดเฟ่ ก่อนจะแตกหักจนต้าถูกยัตฟ้องร้องในศาล มีมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 20 ล้านบาท

ล่าสุด ยัต ชัยโสโร พร้อมด้วย แอม ภรรยาของยัต รวมถึง ทนายอาร์ม ทนายความของยัต มาร่วมรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 ที่มี หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ และมี ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความของรายการ ที่มาร่วมซักถามกับหนุ่มถึงประเด็นดังกล่าวด้วย

- ยัตเผยความสนิทกับต้าว่าเป็นเหมือนคนในครอบครัว เคยถึงขั้นแฟนยังอิจฉาต้าว่าทำไมรักมากกว่าแฟน ก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดตัวเองที่ไม่กล้าปล่อยความจริงออกจากมือไป ขอโทษเพื่อนๆ เฟ็ดเฟ่ น้องๆ โอฮาน่า ขอโทษพ่อแม่น้องชาย ครอบครัวภรรยา ลูกชาย ขอโทษทุกคน วันนี้จะพูดความจริงทุกอย่าง แต่ความจริงจะพาผมไปไหนไม่ใช่เรื่องของแล้ว

- เรื่องเกิดจากเราเคยทำบริษัทเฟ็ดเฟ่ด้วยกัน แต่ละคนทุ่มเท เจ็บตัว มีร้องไห้ผิดหวังเสียใจ จนวันนึงเราตัดสินใจแยกจากกันด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่อยากโทษคนอื่น โทษเราเองด้วย พอแยกกันก็ตกลงว่าบริษัทเป็นของต้า เพราะต้าเป็นคนก่อตั้ง ตัวต้าบอกว่าเป็นของทุกคน ผมก็ภูมิใจว่าเขาเห็นเพื่อนตั้งใจทำมา ต่อให้หน้าที่แตกต่างกัน

- แต่กระบวนการทางกฎหมาย ต้าต้องเป็นเจ้าของ ตอนประชุมก็มีความเห็นแตกต่างกัน แต่สุดท้ายต้าถือหุ้น และผมเป็นกรรมการและเป็นถือหุ้น และเพื่อนคือเจมส์ 500 ด้วย ก็คือเฟ็ดเฟ่โปรดักชั่น แต่พอไม่ได้ทำแล้ว เรื่องเงินปันผลที่เข้าบัญชีเฟ็ดเฟ่ตอนนั้นบริษัทยังไม่ถูกปิด รายได้ตรงนี้จะยังไง ต้าก็ดีมาก บอกแบ่งทุกคนเท่ากัน แต่ธุรกรรมที่เป็นชื่อเจ้าของบริษัท ต้าถือ 98% ผมถือ 1% เจมส์ 1% คือตามกฎหมายต้องมีผู้ถือหุ้น 3 คน ตอนนั้นสมาชิกมี 9 คน

- หลังจากปิดไป ก็มาทำชัยโสโร พอผ่านมาเงินปันผลก็ตกลงกันว่ามันต้องมีเงินที่ไว้เคลียร์ค่าใช้จ่าย มันก็จะมีบัญชีที่ทำชัยโสโรดูแลต่อ เพราะน้องที่เคยทำตรงนี้ก็ทำเฟ็ดเฟ่มาด้วยกัน ก็ตกลงว่าถ้าบังเอิญเงินมีมาก เราก็ปันผลตามนั้น แต่ต้องเหลือบางส่วนไว้เคลียร์ค่าใช้จ่าย เพราะมันมีจ่ายค่าบริษัท ภาษี แต่มันไม่มาก ถ้าบางคนต้องรีบใช้เงินสามารถบอกก่อนได้ ถ้ามีก็ปันกันได้เลย เป็นแบบนี้มาตลอด

- จนเกิดเหตุการณ์เริ่มมีปัญหาตอนปีที่จะต้องเคลียร์ภาษีประมาณต้นปี 2568 น้องโบว์ที่ทำบัญชีในออฟฟิศและจัดการเอกสารเฟ็ดเฟ่ บอกกับผมว่าเงินเฟ็ดเฟ่หาย ผมก็งงว่าหายได้ไง เช็กผิดหรือเปล่า น้องบอกว่าเช็กแล้วเงินหายจริง ก็ถามว่าใครมีอำนาจเบิก เขาก็บอกพี่ต้า เลยบอกให้คุยกับพี่ต้าเลย ผมไม่เคยคิดว่ามีแบบนั้น เราก็คิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด

- เวลาผ่านมา ผมไม่รู้ว่าไปคุยแบบไหน แต่บรรยากาศออฟฟิศเปลี่ยนไป เริ่มมีน้องๆ พูดว่าพี่ต้าบอกพี่ยัดเลย ผ่านไปหลายวันรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง ผ่านมาสักพักน้องบัญชีก็ไม่ไหว ก็มากับแฟนผม เขาบอกว่ารู้แล้วว่าเงินหายจริง พี่ต้าเป็นคนไปกด ด้านแอม ภรรยาของยัต บอกว่า กดไปประมาณ 2 แสนบาท รวมทุกยอดแล้วประมาณ 6 ครั้ง

- เรื่องเงินก็ส่วนนึง เอาไปโดยไม่บอกก็ส่วนนึง แต่ที่สำคัญคือต้า เพื่อนที่เรารัก ธุรกรรมของชัยโสโร อยู่มา 7 ปีไม่เคยเบิกเงินเลยสักครั้ง ต้าถือธุรกรรมเงินทั้งหมด ส่วนเฟ็ดเฟ่ต้าก็เป็นคนจัดการทั้งหมด

- ทนายตุ๋ยถามว่า ในเมื่อยัตเป็นกรรมการบริษัท อำนาจเบิกจ่ายเงินควรต้องมีด้วยไหม แอมอธิบายว่า ถ้าเป็นของเฟ็ดเฟ่จะเป็นต้าคนเดียว ถ้าเป็นชัยโสโร จะเป็นพี่ยัตหรือพี่ต้าคนใดคนหนึ่ง แต่ระยะเวลาของชัยโสโร พี่ยัตไม่เคยไป เพราะเป็นหน้าที่ของพี่ต้า 

- แอมอธิบายต่อว่า ช่วงเปิดชัยโสโรแรกๆ การเบิกเงินของบริษัทจะเป็นเงินสด เป็นแบบแมนวล ค่าใช้จ่ายก็เขียนระบุมาใน 1 เดือนใครจะเบิกค่าอะไร เบิกล่วงหน้ามาก่อน จะทำเอกสารเบิกต่อเดือนให้พี่ต้าดู เดือนนึงอาจจะเบิก 2-3 รอบ แล้วแต่รอบที่เราไปเบิก ก็ทำเอกสารและบอกให้พี่ต้าเบิกที่ธนาคาร พี่ต้าก็จะไปธนาคาร นอกเหนือจากเบิกเงินสด จะมีเงินเดือนพนักงาน ช่วงเปิดบริษัทใหม่ๆ พี่โบว์ทำบัญชี เขาจะทำผ่านแอป มันจะเป็นเงินเดือนออกไปตามระบบบัญชีธนาคาร

- ทนายตุ๋ยถามว่า ภายหลังมีการทำผ่านแอปโดยที่ยัตกับต้ามีสิทธิ์ในการเบิกจ่ายผ่านแอป โดยมี OTP เข้าไปในการยืนยันข้อมูล ภายหลังได้ทำไหมของชัยโสโร แอมบอกว่าทำ กระบวนการคือพี่ต้าต้องมีรหัส พี่ยัตต้องมีรหัส และใส่เข้าไปทั้งคู่เพื่อเงินจะออกไป หรือมีแอป Business สมมติมีอะไรต้องแจ้งกัน พอเสร็จพี่ยัตกดอนุมัติ พี่ต้าอนุมัติ เงินถึงออกจากบริษัท แต่มันก็จะมีเงินสดด้วย 

- แอมกล่าวต่อว่า การทำเบิกจ่ายก็จะมีรายละเอียดในแต่ละครั้ง ก็จะเป็นฝ่ายบัญชี ณ ขณะนั้นเป็นคนทำ แอมก็จะเข้าไปดูรายละเอียดบ้างเพราะเป็นเงินสด เขาก็จะเห็นใบเบิกว่ายอดเท่านี้ แต่บางครั้งก็เป็นเปเปอร์ เพราะพี่โบว์จะไปด้วยกับพี่ต้า และมีพี่ต้าไปเองคนเดียวด้วย ทุกครั้งที่เบิกเงินจะมีเอกสารว่าเบิกค่าอะไร

- ทนายตุ๋ยถามว่า เท่ากับว่าคุณจะบอกว่าช่วงแรกที่ต้าเบิกเงิน 2 แสนกว่าบาท เป็นช่วงหน้าเคานท์เตอร์ใช่ไหม แอมบอกว่าอันนั้นเป็นของบริษัทเฟ็ดเฟ่ ไม่ใช่ชัยโสโร เฟ็ดเฟ่อำนาจเป็นพี่ต้าหมดเลย ซึ่งแอมไม่ได้ยุ่ง ด้วยความที่เขาสองคนอยู่ด้วยกัน เวลาส่งภาษีช่วงหลังแอมรวมเอกสารบริษัท เรามี outsource คือสำนักงานบัญชีที่ดูแลการส่งภาษี ถ้าเป็นเอกสารเฟ็ดเฟ่ พี่โบว์เป็นคนดู แอมก็แค่เอาเอกสารเฟ็ดเฟ่รวมกับชัยโสโรแล้วส่งบริษัท outsource เพราะใช้ที่เดียวกันให้เขาทำแต่แยกบริษัทแค่นั้นเอง

- หนุ่มถามต้าว่าไปถอนเงิน 2 แสนมาจริงไหม ต้าตอบว่าจริง มันเป็นเงินตามหุ้นที่ผมถือ เป็นของผมอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าผมจะให้เพื่อนหรือไม่ก็ได้ ตอนแรกผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะผมมีเงินเดือน 1.5 แสน พอมันมีเงินส่วนนี้แล้วเราเห็นเพื่อนอีก 7 คนลำบาก ผมก็แบ่งให้ 

- แต่วันที่ผมลำบาก เพราะผมโดนลดเงินเดือนจาก 1.5 แสน เหลือ 4 หมื่น หักภาษีเหลือ 3.7 หมื่น พ่อผมก็ป่วย ทีนี้มันเป็นเงินเรา เงินบริษัทเรา เราก็ลำบาก ก็เป็นเงินในเฟ็ดเฟ่ หนุ่มสรุปว่ายืนยันว่าพอโดนลดเงินเดือน จำเป็นต้องใช้เงิน เลยจำเป็นต้องเบิกเงินตรงนี้ออกไป เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะถอนได้ ต้าตอบว่าใช่

- หนุ่มถามยัตว่าเรื่องข้อกฎหมายของเฟ็ดเฟ่ไม่ต้องพูดถึง มันเป็นไปตามนั้น แต่ในมุมความรู้สึกเพื่อน มันก็รู้สึกไม่ดี ยัตบอกว่า เราคุยกันว่าต้าเป็นคนทำ บริษัทเป็นของต้า ต้าจะเอาเงินตรงนั้นไปเป็นของต้าก็ได้ คุยกันก่อนแยกย้าย แต่สุดท้ายบอกว่าแบ่งทุกคนเท่ากัน ก็ตีเป็นเงินสวัสดิการ แต่เหมือนผมพูดไปแล้วเป็นปากเปล่า พอวันนึงเพื่อนผมโดนบิด คือสมาชิกคนอื่น 7 คน แล้วผมสนิทกับต้าที่สุด ผมจะเป็นเพื่อนยังไง ถ้าผมบอกว่าเอาไปเลย ไม่ต้องแคร์คนอื่น ผมจะทำแบบนั้นก็ได้เพราะต้าก็อยู่กับผม แต่คนที่เหลือถ้าไม่ใช่ผม แล้วใครจะเคลียร์ตรงนี้และคุยกับต้าได้ ก็ต้องเป็นผม

- ทนายตุ๋ยถามว่าเป็นไปได้ไหม เขาบอกว่าเป็นเงินของเขา เขามีสิทธิ์ที่จะเบิกได้ ภายหลังค่อยเคลียร์กับเพื่อน แต่ 9 คนก็เข้าใจผิดไปเลย ทั้งที่อาจเคลียร์ได้ พอเข้าใจผิดก็เปลี่ยนเรื่องไป ยัตบอกว่าไม่ใช่ ความเข้าใจมันชัดเจน 

- ก่อนที่จะเปิดแชตไลน์หลักฐานที่บอกว่า ยักยอกเงินในบัญชีเฟ็ดเฟ่ เป็นเงิน 206,000 บาท เพราะเงินช็อต น้องขอยืมเงิน เลยเริ่มจากยืม 14,500 บาท ตอนนั้นเงินไม่มี เงินมันยั่ว บริษัทปิดมาแล้ว 6 ปี สมุดอยู่ที่ตน ไม่มีใครสนใจแล้ว เอาได้นี่หว่า ก็เลยเอาอีก 5 ครั้ง พร้อมทั้งขอโทษทุกคน และบอกยัตเป็นคนดี ก่อนจะบอกว่าจะหามาคืนทุกบาท แต่ขอทยอยผ่อนคืน

- ยัตอธิบายต่อว่า ตอนบัญชีบอกว่าต้าเอาเงินไป พอผมรู้ ผมก็อาจผิดที่ไปรอว่าเขาจะบอกผมเองไหม เพราะน้องจะรู้ว่าพวกผมเจอเหตุการณ์แบบนี้ไปแล้ว น้องเขารู้ว่าผมซีเรียสกับเรื่องนี้มาก ผมก็โกรธเขา เพราะเขามาบอกว่าที่เขาไม่บอกเพราะเขาให้เกียรติ พี่ยัตกับพี่ต้าเป็นเพื่อนกัน เขาคุยกับพี่ต้าแล้ว ตอนนั้นมีบัญชีด้วย

- หนุ่มถามว่าต้าเอาเงินมาใช้คืนหรือยัง ยัตบอกว่าผมให้ยืมเงิน 3 แสนบาท เพื่อให้ต้าเอาไปใช้คืนเพื่อนๆ อีก 7 คน ซึ่งต้าคืนเพื่อนคนอื่นแล้ว แต่ไม่ได้คืนผม 

- หนุ่มถามต่อว่าเรื่องของชัยโสโรเป็นยังไง ยัตบอกว่า ตอนที่พนักงานมาบอกแล้วว่าอยากให้พี่ต้าบอกผมเอง ผมก็รอว่าเขาจะบอกผมเองไหม รอ 2 อาทิตย์ก็ไม่มาบอก สุดท้ายผมต้องถามเอง สำหรับผมความรู้สึกมันอยู่ในนั้นด้วย พอเสร็จแล้วผมถามเขาเลย เขาบอกว่าพ่อป่วย จำเป็นต้องใช้เงิน เขาเดือดร้อน เราก็เข้าใจ แต่ผมก็ถามเขาตรงๆ ว่าเพื่อนกัน มันบอกกันหน่อยได้ไหมว่าจะไปเอาเงิน เรื่องเดือดร้อนเข้าใจได้อยู่แล้ว ทุกคนมีความเดือดร้อนของเขา 

- ผมก็ถามต้าตรงๆ ว่าเงินของเฟ็ดเฟ่เป็นของต้าไหม เพราะถ้าต้าบอกว่าเป็นเงินต้า ผมพร้อมไปเคลียร์กับเพื่อนคนอื่น ต้าบอกว่าไม่ ผมก็ถามว่างั้นไปเอาทำไม เอาเงินจากชัยโสโรก็มี ทำไมไม่เอาไป เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้คิดว่าชัยโสโรเป็นของเขา ผมก็รู้สึกว่าแปลกแล้ว ก็โอเคไม่เป็นไรช่างมัน ว่ากันใหม่ แต่หลังจากนี้มีอะไรบอกกัน

- หนุ่มสรุปว่า ต้าเป็นเจ้าของบริษัทเฟ็ดเฟ่ มีหุ้น 98% แต่ยัตมองว่าคุณรับปากเพื่อนแล้ว แล้วเคยจ่ายปันผลกันมาก่อนแล้ว แต่ทำไมวันนี้ทำแบบนี้ มีเงินของชัยโสโรก็เอาไปได้ ไม่ต้องไปเอาเงินเพื่อนเลย ยัตบอกว่าใช่ 

- ยัตบอกว่าหลังจากนั้นพอวันจันทร์ต่อมา น้องก็ไปเคลียร์ภาษี น้องก็บอกว่าตังค์ของเฟ็ดเฟ่หายอีกแล้ว เงินถูกเอาออกไปอีกในช่วงเสาร์อาทิตย์หลังตกลงกันไปแล้ว ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 พอรู้ก็คุยกับต้า แต่เป็นความผิดผมเองที่คาดหวังเขามาก เอาไป 5-6 ครั้ง ไม่เห็นหน้าเพื่อนคนอื่นบ้างเหรอ 

- ซึ่งจริงๆ มีเพื่อนเฟ็ดเฟ่หลายคนที่มายืมเงิน เพราะเขาก็เดือดร้อน พ่อแม่ป่วย แต่เขาก็รอเงินปันผลพร้อมคนอื่น เขาไปจัดการตัวเองก่อน ผมก็รู้สึกว่าเราเคลียร์กันแล้ว แต่ทำไมถึงมีครั้งที่ 6 เขาก็พูดเหมือนเดิมว่าเขาเดือดร้อน พ่อไม่สบาย แต่เราคุยกันแล้ว

- หนุ่มถามยัตว่า ในเมื่อรู้สึกว่าต้าแย่ ไปทำงานต่อด้วยทำไม ยัตบอกว่า นั่นแหละพี่ กำลังจะเข้าเรื่องเลย ผมทำไม่ได้ไง ตอนนั้นพอเกิดเรื่องผมบอกว่าก็ต้องบอกเพื่อนๆ เขาก็ไม่กล้า ผมก็บอกว่าต้า เชื่อกูเหอะ เพื่อนๆ ไม่มีใครว่าอะไรเลย เพราะมันเป็นมึงไง มึงเป็นคนดีมาตลอด สุดท้ายพอไปบอก เพื่อนๆ ไม่มีใครว่าเลย ถามด้วยซ้ำว่าอยากคุยอะไรไหม มีอะไรหรือเปล่า

- ก่อนจะเปิดแชตข้อความของเพื่อนๆ จากนั้นแอมอธิบายว่า แชตนี้แสดงให้เห็นว่า เพื่อนๆ พร้อมคุยกับพี่ต้า แต่พี่ต้าไม่คุยกับเพื่อนๆ พี่ต้าเคยไปออกรายการและบอกว่าเพื่อนๆ ไม่สนใจเขา ไม่อยู่ข้างเขา แต่จริงๆ เพื่อนๆ คุยกับเขา แต่เขาไม่คุยด้วย

- จากนั้นหนุ่มถามถึงประเด็นของชัยโสโร ที่มาที่ไปเป็นยังไง ยัตเล่าว่า ตอนที่ยังทำเฟ็ดเฟ่ ผมอยากออกมาทำบริษัทเองเพราะไม่อยากไปมีปัญหาเรื่องไอเดียกับเพื่อน เราอยากทำของตัวเอง เลยออกจากเฟ็ดเฟ่ ผมเลยไปบอกต้าว่าจะออก ต้าบอกถ้าออกก็จะขอมาทำด้วย ก็โอเคได้ ก็เลยคุยกับเพื่อนเฟ็ดเฟ่ว่าจะออก สุดท้ายก็อยู่กันต่อ แต่วันที่แยกจากเฟ็ดเฟ่ ผมก็ทำโปรเจกต์เดิม ต้าก็มาขอทำด้วย ซื้อบ้านก็ขออยู่ย่านเดียวกัน เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนตาย

- เรื่องการลงเงินบริษัทตอนแรกเป็นผม มีแค่เงินเปิดบัญชี 999 บาท คนละครึ่ง แต่เงินสัดส่วนอื่นและสายป่านบริษัท ผมเป็นคนออกก่อน บริษัทนี้เป็นของพี่สาวของแอมที่มีบริษัทอยู่แล้ว และเอามา ชื่อว่าฤทธี แอมอธิบายว่าบริษัทในอดีตเป็นพี่เขยของพี่สาวแอม และคุณแม่ของพี่เขย แรกเริ่มมี 4 คน และลดลงเหลือ 3 และเปลี่ยนเป็นของชัยโสโร ก็มีพี่ยัต 49% พี่ต้า 49% แอม 2% 

- หนุ่มถามว่าหุ้นอันนี้ใครกำหนด ทนายอาร์มบอกว่าไม่ใช่ประเด็น 2% ไม่มีผลอะไร แต่เป็นกฎหมายในเวลานั้นที่ต้องมี 3 คน แต่ประเด็นให้เมียถือแล้วเสียหายยังไง ทนายตุ๋ยบอกว่ามันมีประเด็นเรื่องคะแนนเสียงเกิน 50% ทนายอาร์มบอกแล้วพี่ต้าไม่มีแฟนเหรอตอนนั้น ทำไมไม่เอาแฟนเข้ามาถือ ในขณะที่ยัตบอกว่ามันบังคับต้องถือ 3 คน ก็เลยมีผม แฟน และเขา ตกลงร่วมกัน 

- อำนาจในการเซ็นชื่อจะมีกรรมการคนใดคนนึงลงนามและประทับตราบริษัท กรรมการตอนนั้นมี 2 คนคือพี่ต้ากับพี่ยัต แอมไม่ได้เป็น ต้ารับหน้าที่ดูแลเรื่องเงิน ยัตคิดคอนเทนต์ บริหารจัดการอย่างอื่นของบริษัท

- เรื่องบ้านที่ทำเป็นออฟฟิศบริษัท ทำไมถึงเป็นชื่อของยัต ยัตบอกว่าก็เพราะเป็นเงินที่ตนยืมบริษัท คือกรรมการยืมเงิน ผมเป็นหนี้บริษัท เลยจะต้องเป็นชื่อผม ทนายตุ๋ยถามว่าแล้วถามต้าหรือยัง ยัตบอกว่าคุยหมดแล้วทุกอย่าง ส่วนรถก็เหมือนกัน เป็นชื่อของตน 

- จากนั้นทนายอาร์มพูดถึงประเด็นที่เงินเข้าบัญชียัต 10 ล้านไปไหนบ้าง ทนายตุ๋ยถามว่า 10 ล้านเป็นเงินบัญชีของบริษัทหมดเลยเหรอ ยัตอธิบายว่า เป็นเงินที่ขายบ้านได้ คือตอนนั้นที่คุยกันว่าซื้อเพราะตัวเขาก็ผ่อนบ้าน ผมก็ผ่อนบ้าน ตัดสินใจซื้อออฟฟิศเพราะว่าตอนนั้นคุยกันว่าเราจะอยู่เป็นครอบครัว ถ้าผมหรือเขาส่งบ้านไม่ไหว ที่นี่เราอยู่ด้วยกัน ส่วนเงิน 10 ล้านก็เข้าบัญชีผม ก็มาซื้อคาเฟ่เป็นออฟฟิศใหม่ ก็เป็นชื่อยัตอีก เป็นเงินที่ผมค้างบริษัท

- ทนายตุ๋ยถามทำไมไม่เคลียร์ชัดเจน เมื่อยืม 10 ล้านก็เคลียร์หนี้บริษัทไป ที่เหลือค่อยซื้อคาเฟ่ ยัตบอกว่าตอนนั้นที่ซื้อออฟฟิศก็อยู่ได้แค่ปีเดียวแล้วจำเป็นต้องขายเพราะมีปัญหาในหมู่บ้าน ก็คิดว่าเราจะไปซื้อที่ใหม่ เลยเอาเงินไปซื้อ 

- แอมอธิบายว่าช่วงขายบ้านในระหว่างนั้นมันมีค่าใช้จ่าย ช่วงหลังบริษัทไม่เสถียร และต้องจ่ายเงินพนักงาน พี่ยัตก็เอาเงิน 10 ล้านนี้เข้าไปที่ชัยโสโรทีละนิด ด้วยความที่ไม่รู้ก็ถาม outsource ว่าถือเป็นค่าใช้จ่ายไหม เสียภาษีไหม แต่เขาบอกว่าถ้าเงินไม่พอในบริษัท เงินในบัญชีกรรมการก็โยนกลับบริษัทได้ ไม่ถือเป็นรายรับ เป็นการรักษาสภาพคล่องบริษัท ก็จะมีช่วงที่เงินในบัญชีตรงนี้กลับเข้าบริษัทด้วย 

- ส่วนเรื่องรถถ้าใช้เงินของบริษัทก็มีรถบ้าน อยู่ในเงิน 10 ล้านบาทนี้ ที่เป็นประเด็นที่พี่ต้าบอกว่าพวกรถก่อนๆ ช่วงแรกเอาเงินออกจากบริษัทจริงไหมก็คือจริง ด้วยความที่ตอนนั้นเราเอาเงินออกไป และก็มีโอนเงินให้พี่ต้าด้วย มันมีช่วงพี่ยัตเอาออกซื้อรถ พอพี่ยัตอยากได้คันนี้ก็ซื้ออีก ก็คุยกันแล้วเพราะพี่ยัตเอาเงินออกมา พี่ต้าก็เอาเงินกลับไป รวมแล้ว 2 คันที่ซื้อมา เห็นบัญชีแล้วที่พี่ต้าบอกว่า Nissan Note ยอด 3 แสน และเป็น GTO สีส้ม ยอด 1 ล้านบาท มันมีออก 3 แสนและ 1 ล้านเพื่อซื้อรถ และเป็นเงินโอนเข้าพี่ต้า 1.3 ล้านเหมือนกัน เหมือนเราเอาออกมาเท่าไหร่ก็โอนให้พี่ต้าด้วย เป็นการแบ่ง 

- หนุ่มถามว่าต้าได้ 1.3 ล้านหรือเปล่า ต้าบอกว่าได้ 1.2 ล้านในปี 2563 เขาโอนมาให้ พอเขาโอนปุ๊บ เขาก็ยืมผมกลับอีก 5.5 แสนบาท ปัจจุบันยังไม่คืนให้ และทุกปีเขาจะเอาตังค์ออฟฟิศไปซื้อรถทุกปี และจากนั้นก่อน 1.2 ล้าน ผมไม่เคยได้อีกเลย มีปี 2564 เขาเอาเงินออฟฟิศ 3 ล้านไปซื้อรถ 2 คัน ผมก็ไม่ได้ 1.5 ล้าน

- หนุ่มถามว่าแล้วเงิน 3 ล้านเป็นเงินกรรมการอีกไหม แอมบอกว่าเป็นการคุยกันว่าเอาเงินออกไป หนุ่มถามว่ายืมเงินบริษัทไป 10 กว่าล้าน ต้าเคยทำเงินยืมกรรมการออกไปบ้างไหม แอมกับต้าบอกว่าไม่มี หนุ่มถามว่าเงินยืมกรรมการตามไทม์ไลน์เป็นช่วงที่ต้ายังถือหุ้นอยู่ใช่ไหม แอมกับยัตบอกว่าใช่ 

- หนุ่มบอกว่า เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเกิดว่า มันจะต้องย้อนกลับไปจุดเดิม ต้ามีสิทธิ์เป็นเจ้าของเงิน 10 กว่าล้านนี้อยู่ถูกไหม อาร์มบอกว่า ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะถ้าพูด ณ วันนั้นผมถือว่าถูก หนุ่มบอกว่าผมไม่ได้พูดถึงวันนี้ ผมพูดถึงวันนั้นว่าถ้าย้อนกลับไป ณ วันนี้่ต้าอยู่จุดเดิม อาร์มบอกว่าได้ หนุ่มถามเงิน 10 กว่าล้านครึ่งนึงก็ของต้าร์ถูกไหม ทนายอาร์มบอกถ้ากฎหมายไม่ใช่ บัญชีไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้าถืออย่างนั้นก็ได้

- ทนายตุ๋ยบอกว่า ถึงถามว่าตอนขายบ้าน 10 ล้าน คุณเคลียร์บัญชีบริษัทกลับไปหรือยัง อย่าลืมว่าการยืมเงินต้องเสียดอกเบี้ยให้บริษัทด้วย อาร์มบอกเรื่องนี้เคยคุยแล้ว แต่ยอดไม่ลงตัว หนุ่มถามยัตว่าอยากเคลียร์ให้จบมั้ย ยัตบอกถ้าต้าพูดเรื่องจริงก็พร้อมจบ เช่น วันที่เขาออกจากบริษัท เขาออกเอง เซ็นเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม