มหากาพย์ดราม่าเพื่อนรักแตกหักยังคงเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ในรายการ โหนกระแส โดย “ยัต ชัยโสโร” พร้อมภรรยา “แอม” ได้เดินหน้าชี้แจงฝั่งตนเองอย่างละเอียด ถึงปมการตั้งบริษัท “ชัยโสโร” และประเด็นข้อสงสัยเรื่องการดึงเงินบริษัทออกไปใช้ส่วนตัว

- พี่หนุ่ม ถามว่า ชัยโสโร เป็นยังไง ยัตบอกว่า ตอนที่ยังทำเฟ็ดเฟ่อยู่ ตัวเองอยากออกมาทำบริษัทของตัวเอง เพราะไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนเรื่องไอเดียของเรา และไปเบียดเพื่อน เพราะเฟ็ดเฟ่เวลาทำงานต้องลงโหวตกันทั้งหมด 8-9 คน เลยออกจากเฟ็ดเฟ่และ ได้ไปบอกต้า 

- ต้าก็บอกว่าถ้ามึงไปขอก็ไปด้วย ขอมาทำกับผม ซึ่งเราก็โอเค ก็เลยไปคุยกับเพื่อนๆ เฟ็ดเฟ่ว่าจะออก แต่ก็ไม่ได้ออก สุดท้ายวันที่แยกย้ายกันก็กลับมาทำโปรเจคเดิม กระทั่งซื้อบ้านหรืออื่นๆ ก็ขอมาอยู่ย่านเดียวกันด้วย เพราะตีไปแล้วว่าเราเป็นเพื่อนตาย มาอยู่ด้วยกัน 

- การลงเงินทำบริษัทมีแค่ 999 บาท เปิดบัญชีคนละครึ่ง แต่เงินส่วนอื่นหรือสายป่านของบริษัท ยัตเป็นคนออกก่อน

- ซึ่งบริษัท ชัยโสโร เป็นบริษัทของพี่สาวน้องแอม ภรรยาของยัต เขาเปิดอยู่ก่อนแล้ว ที่ชื่อว่า “ฤทธี” ซึ่งคนถือหุ้นคือ พี่เขยกับพี่สาวของแอม และคุณแม่ของพี่เขยของแอม คนถือหุ้นแรกเริ่มมี 4 คน ลดลงมาเหลือ 3 และเปลี่ยนมาเป็นของ “ชัยโสโร” ซึ่งคนถือหุ้นคือ ยัต 49%, ต้า 49% และแอม ภรรยาของยัต 2%

- ด้าน ทนายอาร์ม พูดแทรกมาว่า “พี่หนุ่ม ประเด็นนี้ 2% ไม่ใช่ประเด็นเลย แต่มันเป็นหลักกฎหมาย ณ เวลานั้นที่ต้องมี 3 คน แต่ทีนี้เอามาเป็นประเด็นว่า ให้เมียมาถือ ทีนี้มันเสียหายยังไง” ด้าน ทนายตุ๋ย บอกว่า ไม่ได้เสียหาย แต่มองว่ามันคือ 51% ต่อ 49% ทนายอาร์ม พูดต่อว่า “แล้วพี่ต้าไม่มีแฟนเหรอครับตอนนั้น แล้วทำไมพี่ต้าไม่เอาแฟนมาถือล่ะ”

- พี่หนุ่ม ถามว่า แล้วใครเป็นคนกำหนดในตอนนั้น ยัตบอกว่า เหมือนมันบังคับว่าต้องเปิด 3 คน ก็คุยกัน 3 คนว่ามีผม มีแฟน และมีเขา ตกลงร่วมกัน

- แอม บอกว่า อำนาจในการเซ็นชื่อตอนนั้นเป็นกรรมการ 2 คน คือ พี่ต้ากับพี่ยัต ซึ่งพี่ต้ารับหน้าที่ในการดูแลเรื่องเงิน ส่วนยัตทำหน้าที่คิดคอนเทนต์ บริหารจัดการต่างๆ ทั้งหมดของบริษัท

- เมื่อถามว่า เรื่องบ้านเกิดอะไรขึ้น ยัตบอกว่า ไปซื้อบ้านเพื่อจะทำออฟฟิศ พี่หนุ่มถามอีกว่า พอซื้อเสร็จทำไมถึงไปใส่ชื่อของคุณ? ยัตบอกว่า เป็นเงินที่ยืมบริษัท ซึ่งตัวเองเป็นหนี้บริษัท มันก็เลยจะต้องเป็นชื่อผม 

- ด้าน ทนายตุ๋ย ได้ถาม ยัตว่า แปลว่า เป็นลูกหนี้บริษัท แบบนี้ถามต้าแล้วหรือยัง ยัตบอกว่า “คุยหมดแล้วครับ ทุกอย่าง”

- ยัตบอกว่า พอขายบ้านได้แล้วเงินก็เข้าไปอยู่ในบัญชีของยัต เพราะว่ามันเป็นชื่อยัตที่ยอมไป ส่วนรถก็เหมือนกัน จากนั้น ยัต ก็ได้แจกแจงว่า เงินที่เข้าบัญชี 10 ล้าน ไปไหนบ้าง ยัตบอกว่า หลังจากที่ขายบ้านได้ 10 ล้าน ก็เอาเงินไปซื้อคาเฟ่และ ออฟฟิศใหม่ ในส่วนนี้เป็นชื่อของยัต 

- ด้านทนายตุ๋ย ถามว่า ทำไมถึงไม่เอาเงิน 10 ล้านที่ยืมมาไปคืนบริษัท ที่เหลือค่อยมาซื้อคาเฟ่ ยัตบอกว่า เพราะไอ้ที่ซื้อออฟฟิศอยู่ได้แค่ปีเดียว และจำเป็นต้องขายเพราะมีปัญหากับหมู่บ้าน ตอนนั้นแค่คิดว่าเราจะไปซื้อที่ใหม่ ก็เลยยังไม่ได้เคลียร์เงินบริษัท

- แอม ภรรยายัต บอกว่า ในระหว่างทางบริษัทมีปัญหาเรื่องเงินเดือนพนักงาน พี่ยัตก็ได้เอาเงินในส่วน 10 ล้านนั้นโอนเข้าบริษัทจ่ายเงินเดือนพนักงานทีละนิดทีละหน่อย เป็นแสนบ้าง เป็นล้านบ้าง 

- และในเงิน 10 ล้านนั้น ยัตก็ได้เอาไปซื้อรถบ้าน, รถ GTO, รถนิสสัน โน้ต ซึ่งเอาออกมา 1.3 ล้านบาท แต่ต้าก็ได้เงินสดไป 1.3 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้าบอกว่า เขาโอนมาให้แบ่งๆ กัน เป็นเงิน 1.2 ล้านกว่าบาท แต่พอเขาโอนมาให้ ก็ยืมผมกลับไป 5.5 แสน ปัจจุบันยังไม่โอนคืนให้ และทุกปี เขาจะเอาเงินออฟฟิศไปซื้อรถทุกปี และจากเงินก้อน 1.2 ล้าน ต้าก็ไม่เคยได้อีกเลย มีปี 64 เขาเอาเงินออฟฟิศไปซื้อรถ 2 คัน 3 ล้าน ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้ส่วนแบ่ง 1.5 ล้าน 

- ด้านพี่หนุ่มถามว่า ยัตยืมเงินกรรมการออกไป 10 กว่าล้านแบบนี้ แล้วต้าเคยทำเรื่องยืมเงินกรรมการออกไปบ้างมั้ย ยัตบอกว่า “ไม่มีครับ” และบอกอีกว่า เงินยืมกรรมการนี้เป็นช่วงที่ต้าเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 

- ถามว่า ถ้าย้อนกลับไปจุดเดิม ณ ตอนนั้น ต้าก็มีสิทธิ์ในเงิน 10 ล้านใช่หรือไม่ ยัตบอกว่า ใช่ 

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม