จากกรณีดราม่า น้องณิริน ลูกสาวของนางร้าย-พิธีกรสาว หนิง ปณิตา พัฒนาหิรัญ และนักธุรกิจหนุ่ม จิน จรินทร์ ธรรมวัฒนะ บอกไม่อยากหน้าเหมือนพ่อ และโทรหาจินตอนที่กำลังไลฟ์ จนกลายเป็นดราม่าบานปลาย ด้านจินก็บอกว่ารู้สึกเสียใจ ยืนยันไม่รู้ว่าลูกโทรหาตอนที่ไลฟ์อยู่
ล่าสุด หนิง ปณิตา มาร่วมงาน “นาคราชอวอร์ด” ครั้งที่ 8 ที่โรงละครอักษรา คิง พาวเวอร์ เจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงดราม่าที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องที่น้องณิรินมาโชว์เต้นในงานวันนี้ พร้อมทั้งถามถึงประเด็นเหตุการณ์ความรุนแรง นักเรียนกราดยิงในโรงเรียนดังว่ามีความคิดเห็นอย่างไร
วันนี้น้องมาโชว์เต้นด้วยใช่ไหม?
“ใช่ค่ะ จริงๆ น้องกำลังตื่นเต้นอยู่ค่ะ เพราะน้องบอกว่าแนวเต้นแนวนี้จริงๆ ไม่ใช่แนวถนัดของเขา แล้วมีเวลาซ้อมกันน้อยด้วย ความที่น้องเจงานเยอะ ทางฝั่งน้องเองก็มีซ้อมของฝั่งค่ายเขาเยอะ ได้ซ้อมกันน้อย ได้เจอกันน้อย ก็ตื่นเต้นค่ะ”
แต่ลูกสาวน่าจะ The show must go on ใช่ไหม?
“หนิงแอบไปดูซ้อมแล้วก็น่าจะทำได้ดีค่ะ ซ้อมคู่กันน้อยมาก แต่ว่าอยู่ที่บ้านหนิงเห็นแอบซ้อมตลอด เพราะด้วยแนวเต้นไม่ใช่แนวเดียวกัน แล้วเขาก็แอบเครียดเบาๆ บอกว่า แม่ พี่เจเขาเมนแดนซ์เลยนะ เขาเป็นศิลปิน หนูยังเป็นเด็กฝึกหัดเลย กลัวทำค่ายเขาเสียชื่อไหม เขาก็จะมีความกังวลเบาๆ แต่หนิงเห็นเขาซ้อมอยู่ก็ทำได้ดีค่ะ”
แม่ให้กำลังใจลูกยังไง ให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด?
“ส่วนใหญ่ถ้าเรื่องอย่างนี้หนิงจะไม่ค่อยเข้าไปกดดันหรือยุ่ง ปล่อยให้เขาทำ แต่เวลาเขาอยากได้อะไรแล้วเขาบอก เราก็ค่อยทำให้เขา เขาจะได้เรียนรู้และโตไปกับงานของเขาทุกๆ งานค่ะ”
ทางผู้ใหญ่ก็เอ็นดู ให้โอกาสเก็บประสบการณ์เรื่อยๆ?
“หนิงต้องใช้คำว่าขอบคุณผู้ใหญ่ทุกๆ งาน ทุกเวทีใหญ่ๆ เลย (ยกมือไหว้) ที่ให้น้องณิรินได้มีโอกาสขึ้น ถือเป็นการเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ให้เขาได้รู้ว่าวันที่เขาต้องทำงานจริงๆ เขาต้องทำอะไรบ้างค่ะ”
วันนี้แม่เตรียมป้ายไฟมาไหม?
“(โบกมือปฏิเสธและส่ายหน้า) วันนี้มันเป็นงานประกาศรางวัล ไม่ใช่งานคอนเสิร์ตอย่างเดียว เดี๋ยวหยิบมาจะอายเขา เดี๋ยวณิรินจะบอกแม่ๆ (หัวเราะ)”
ขออนุญาตถามเรื่องดราม่ากับคุณจิน?
“จริงๆ เรื่องนี้หนิงต้องขอโทษพี่ๆ นักข่าวทุกคนที่โทรหาแล้วหนิงไม่ได้รับโทรศัพท์ วันก่อนที่มีงานอีเวนต์ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ ต้องขอโทษจากใจจริงๆ เพราะส่วนหนึ่งหนิงมองว่า ณ เวลานี้สถานการณ์บ้านเมืองในสังคมมีเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องครอบครัวเรา หนิงรู้สึกว่าเราไปโฟกัสเรื่องนั้นดีกว่า เรื่องของหนิงมันเป็นเรื่องเล็กๆ ในครอบครัว
ต้องขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่ทำให้รู้ว่ามีคนรักลูกเรามากแค่ไหน หนิงจะให้น้องอ่านข้อความ เอากำลังใจจากพวกพี่ๆ ไปบอกน้องว่า ณิริน คนรักหนูเยอะมากนะ หนูต้องเป็นเด็กดีนะ หนูต้องไม่ทำให้พี่ๆ ผิดหวังนะ"
สภาพจิตใจของน้องเป็นอย่างไรบ้าง?
“มันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับน้องหรอกนะคะ แต่หนิงเชื่อว่าทุกๆ ประสบการณ์ ทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น มันจะสร้างความแข็งแกร่งให้ผ่านพ้นไปได้ ไม่ว่าน้องจะทำงานอะไร มีเรื่องราวอะไร จะมีบริบทที่มีคนชื่นชมมากๆ หนิงก็จะคอยสอนในอีกมุมหนึ่งกับน้องเสมอ มั่นใจว่าณิรินจะเป็นเด็กที่แข็งแกร่งและผ่านไปได้ ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย"
จริงๆ น้องได้มีโอกาสคุยกับคุณพ่อไหม?
“จริงๆ เขาไม่มีปัญหาอะไรกันเลยค่ะ ก็ตามลำดับ ถ้าทุกคนได้ดูไลฟ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ 1, 2, 3 มันไม่มีอะไรเลยค่ะ”
อย่างคำพูดที่น้องพูดว่าไม่อยากหน้าเหมือนคุณพ่อ มันกลายเป็นประเด็นขึ้นมา?
“อันนี้หนิงได้ไลฟ์บอกไปทีนึงแล้วว่า มันเป็นเรื่องที่เขาแซวเล่นกัน เป็นเรื่องปกติในพ่อลูกอยู่แล้ว เขาเล่นกันแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว หนิงมองว่ามันเป็นเรื่องปกติของเขาทั้งสองคนค่ะ”
แต่การที่จินออกมาไลฟ์ คนเลยคิดว่าเขาน้อยใจหรือเปล่า?
“เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าในมุมของคนอื่น หนิงขออนุญาตว่าหนิงไม่สามารถตอบแทนได้ หรือในมุมของน้องณิรินเองบางมุม หนิงก็ตอบแทนน้องไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องในมุมมองของเขา”
ตอนที่หนิงไลฟ์ น้องณิรินบอกว่าไม่อยากให้พูดถึง กลัวโดนโทรมาด่า ไม่อยากพาดพิงแล้ว?
“อย่างที่บอกว่าทุกเรื่องมันไม่ได้ง่ายในหลายๆ บริบท ซึ่งเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงรายละเอียด มันมีเรื่องในสังคมวันนี้ให้ใส่ใจมากกว่านี้อีก แต่สุดท้ายหนิงเชื่อเหลือเกินว่ากำลังใจจากทุกคน จากแฟนคลับ คนรอบข้างที่คอยกอด คอยสอน จะทำให้น้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงและมีคุณภาพ
สำหรับหนิง หนิงพยายามมองให้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามองเป็นเรื่องซีเรียสจะกลายเป็นเรื่องดราม่าไป หนิงพยายามทำทุกเรื่องให้เบาๆ แล้วเขาจะผ่านไปได้ด้วยความรัก และกำลังใจจากทุกคน เรียนรู้เติบโตเป็นเด็กที่รู้ว่าอะไรควร ไม่ควร อย่าทำให้คนผิดหวัง”
เหตุการณ์นี้ทำให้น้องได้เรียนรู้อะไรมากที่สุด?
“เรื่องการรับมือในโซเชียลค่ะ ซึ่งเชื่อว่าน้องจะผ่านไปได้ หนิงก็บอกน้องแล้วว่า วันนี้น้องณิรินก้าวเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงครึ่งตัวแล้ว แต่แค่ว่าน้องยังอายุ 13 ปีเอง ให้เวลาน้องในการเรียนรู้นิดนึง หนิงเชื่อว่ากำลังใจจะทำให้น้องผ่านไปได้และเติบโตได้ ให้เวลากันหน่อย”
เมื่อกี้ที่พูดถึงเรื่องกำลังใจ ไม่คิดว่าจะมีคนรักลูกเราขนาดนี้ แสดงว่าเรารู้สึกซาบซึ้งมากเลยใช่ไหม?
“หนิงจะบอกว่าที่สุดของที่สุดค่ะ อย่างพี่ๆ นักข่าวที่สนิทกันแล้วหนิงไม่ได้รับสาย ก็ส่งข้อความมาให้กำลังใจใน DM หนิงอ่าน หรือหนิงมางานวันนี้ ทุกคนก็บอกพี่หนิง ฝากส่งกำลังใจให้ณิริน สู้ๆ นะ เราไม่คิดว่าจะมีคนรักลูกเราขนาดนี้ ขอบคุณในความเมตตาจริงๆ ค่ะ (ยกมือไหว้)”
มีบางคอมเมนต์ว่าเราเรื่องเลี้ยงลูก รู้สึกอย่างไร?
“จะให้หนิงไปนั่งอธิบาย คนไม่เข้าใจเขาก็ไม่เข้าใจ แต่คนที่ติดตามหนิงมาตลอด หรือพี่ๆ นักข่าวจะรู้ว่าหนิงดุมาก เราจะไปอธิบายให้คนที่ไม่เข้าใจเราเข้าใจ หนิงก็ไม่รู้จะทำยังไง เวลาคนชมน้องเยอะๆ หนิงยังสอนเลยว่าอีกมุมนึงถ้ามันเกิดอีกแบบจะเป็นอย่างไร คือสุดท้ายเราสอนไป อยู่ที่เขาจะเอาสิ่งที่เราสอนและสิ่งที่ทุกคนให้กำลังใจและคำแนะนำไปปรับใช้ยังไง เราเลี้ยงลูกได้แค่ตัว ให้วัคซีนกับลูกเต็มที่ ที่เหลือเขาต้องใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์ของเขา แต่ลึกๆ หนิงบอกเลยว่าเราต้องมั่นใจในตัวลูกเราค่ะ”
พอพูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นล่าสุด ในฐานะผู้ปกครองรู้สึกอย่างไรบ้าง?
“โห มันเป็นอะไรที่ไม่รู้ว่าจะพูดในมุมไหนเลย แต่เสียใจและรู้สึกเป็นห่วงในหลายๆ บริบท แต่บนเรื่องราวเหล่านี้มันซับซ้อนมาก ถ้าเรายังไม่ได้เข้าใจในทุกบริบทจริงๆ หนิงไม่กล้าพูด
สิ่งที่หนิงทำได้คือแสดงความห่วงใยให้กับทุกจุดที่เกิดขึ้น แสดงความเสียใจห่วงใยที่เราทำได้ แต่จะให้มาคอมเมนต์ว่าเพราะอะไร จริงๆ มันเป็นเรื่องจิตวิทยามนุษย์ เราไม่มีวันเข้าใจหรอก เรื่องเล็กสำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับอีกคน เรื่องของแต่ละคนใหญ่เล็กไม่เท่ากันค่ะ
ในฐานะที่เป็นแม่คนหนึ่งในมุมมองของหนิงเอง มองยังไงกับเรื่องนี้?
“หนิงไม่สามารถคอมเมนต์ถึงเรื่องของเด็กคนอื่นได้ ในมุมของหนิง หนิงพูดเลยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือหนิงจะพยายามเป็นเพื่อนที่คอยโอบกอดอยู่ข้างๆ ลูก และเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ ซึ่งหนิงทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว หนิงคุยกับลูกเหมือนเป็นเพื่อน ไม่ได้มีว่านี่แม่ นี่ลูก แม่ถูก ลูกผิด เราต้องรับฟังลูกเยอะๆ และยอมรับว่าเรากับเขาคือช่องว่างระหว่างวัย (Generation gap) เขาต้องปรับมาเจอเรา เราต้องปรับไปเจอเขา เด็กสมัยนี้ต้องฟังเขาให้เยอะๆ ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ยิ่งทำให้หนิงรู้สึกว่าต้องตั้งใจฟังลูกให้เยอะกว่านี้ ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเรื่องเครียดให้กลายเป็นเรื่องเบาๆ แล้วเขาจะผ่อนคลาย”
เราแนะนำน้องณิรินยังไงบ้างกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
“ก็จะบอกน้องว่าเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรที่มันรุนแรง ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็แล้วแต่ ขอให้เอาตัวเองออกมาจากเหตุการณ์นั้นก่อน อย่าไปมุง อย่าเข้าไปดู อย่าเข้าไปถ่าย เอาตัวเราออกมาก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน แล้วเวลาไปไหนมาไหน อย่าคิดว่าตัวเองโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว เอาตัวรอดได้ ต้องมีความปลอดภัยและอย่าประมาทกับชีวิตค่ะ”
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม