หลังจากที่เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2568 แน็ก ชาลี โดนโจรขึ้นบ้าน ยกเค้าทรัพย์สินมีค่าที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตหายไปหมดเกลี้ยง ของสะสมมีค่ากว่าพันชิ้นรวมถึงไวโอลินโบราณอายุ 100 ปีสูญหาย ของที่สูญหายไปได้แก่ ไวโอลินอายุร้อยปี, กีตาร์, เชลโล, ปืนประมาณ 64 กระบอก และโจรยังรื้อเอาเกลี้ยง แม้กระทั่งแอร์จนบ้านเหลือแต่ห้องโล่ง ๆ ซึ่งมีการประเมินว่ามูลค่าความเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท
โดยเจ้าตัวเชื่อว่าเป็นคนใกล้ตัวและได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว แต่สุดท้ายคดีไม่คืบหน้าและยังไม่ได้ของกลางกลับมาคืน แม้ว่าจะมีข่าวออกมาว่า จับโจรได้แล้วก็ตามที แต่คดีไม่คืบหน้า แม้ว่า แน็ก และทีมงานจะสืบเองจนตามเจอตัวผู้ก่อเหตุคือ “อ้น” และ “ตี๋” เป็นคนเจาะเซฟแต่ทางตำรวจตอบแค่ว่า “คนร้ายเข้าเรือนจำแล้ว รอสรุปสำนวนฟ้อง”
มาตอนนี้เรื่องราวของคดีได้ผ่านไปประมาณ 1 ปีกว่าๆ แล้ว ล่าสุด แน็ก ก็ได้ออกมาเขียนเล่าพร้อมอัปเดตคดีความ และเขียนระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจมาตลอด ซึ่ง แน็ก บอกว่า สรุปแล้วของที่หายทั้งหมด ยังไม่ได้คืน และปืนที่ได้คืน กลับเป็น "ปืนของเล่น" ที่ใช้สำหรับโชว์ติดผนังบ้าน อีกทั้งโจรกลับใช้ชีวิตสบายขึ้น มีรถคันใหม่ ขยับไปอยู่บ้านและห้องพักที่ดีกว่าเดิม
"25 ก.ค. 2569 ลงไว้เป็นความทรงจำ (จบอย่างที่คิด)
ใครไม่ชอบผม ผมขอโทษครับ รบกวนเลื่อนผ่านโพสต์นี้ไปได้เลย หรือใครไม่อยากรับเรื่องแย่ๆ ที่ไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง ผมขอโทษที่เรื่องของผมรบกวนพวกคุณ ผ่านมา 1 ปีกว่าๆ ผมยอมรับจริงๆ ผมคิดถึงปืนของผมมากๆ วันนี้ทาง สน. แจ้งให้ผมไปรับปืนคืน แต่กลับเป็นปืนของเล่นที่ใช้สำหรับโชว์ติดผนังบ้าน
ส่วนปืนสะสมที่มีใบอนุญาตครอบครองถูกต้องตามกฎหมายอีก 62 กระบอก ผมไม่ได้คืน เงินสด ทองคำ และของมีค่าอีกหลายสิบล้านบาท ก็คงไม่ต้องพูดถึง
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ผมขอมาโดยตลอด คือขอให้ได้ปืนของผมคืน เพราะปืนทุกกระบอกมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก กว่าผมจะได้มาครอบครองแต่ละกระบอกต้องใช้เวลานานมาก และเป็นการไว้ใจจากเจ้าของเก่า ที่ยอมขายให้ผมมาเก็บรักษาดูแลต่อ ผมดูแลรักษาเป็นอย่างดี ไม่เคยนำไปยิงแม้แต่นัดเดียว ปืนหลายกระบอกมีอายุกว่า 100 ปี ผมเก็บรักษาอย่างดี ไม่เคยเอาออกมาถ่ายรูปโชว์ หรือโอ้อวดใดๆ
แต่เมื่อปีที่แล้ว ผมต้องมาเจอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเจาะตู้เซฟ และขโมยของมีค่าจำนวนมากไปจากบ้านของผม ทั้งที่บ้านปิดมิดชิด มีกำแพงสูงเกือบ 3 เมตรที่สำคัญคือ จับคนร้ายได้ตั้งแต่สองวันแรกหลังรู้ว่าถูกขโมยขึ้นบ้าน รู้ว่าใครเป็นคนเจาะตู้เซฟ รู้ว่าใครเป็นคนขโมย มีผลตรวจลายนิ้วมือ มีหลักฐานมากมาย ผู้ก่อเหตุก็ยอมรับ บ้านของกลุ่มคนร้ายก็อยู่ตรงข้ามกองปราบ
มีทั้งหลักฐานและคำรับสารภาพ แต่สุดท้ายกลับทำอะไรไม่ได้เลยตำรวจพูดกับผมเพียงว่า "ใจเย็นนะ เดี๋ยวจัดการให้" บอกผมว่าอย่าทำให้เรื่องใหญ่ เดี๋ยวจะตามของยาก และบอกว่าให้ใจเย็น ทางตำรวจจะคุยกับคนร้ายเอง พร้อมทั้งกำชับผมว่า ห้ามจับ ห้ามทำร้าย หรือแตะต้องผู้ต้องหา เพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ต้องหา
ผมได้แต่คิดว่า ถ้าเป็นปืนประจำตัวของพวกคุณเพียงกระบอกเดียวที่ถูกขโมยไป และคุณรู้ว่าใครเอาไป มีหลักฐานครบ จับตัวคนเอาไปได้แล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณก็คงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้คนที่ขโมยไปบอกว่าเอาปืนไปซ่อนไว้ที่ไหน และนำมันกลับคืนมาให้คุณจนได้ แต่สิ่งที่ผมเจอคือ ตำรวจพูดคุยกับโจรเป็นอย่างดี แล้วบอกโจรง่ายๆ ว่า "ไปเอาของมาคืนเขาหน่อยนะ"
จากนั้นก็ปล่อยตัวผู้ต้องหาออกจาก สน. เพื่อให้กลับไปเอาปืนมาคืนผม 1 กระบอก พร้อมบอกผมว่า "เออ มันเป็นคนดีนะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็เอามาคืนให้เรื่อยๆ ได้ครบแน่นอน" ผมก็ไม่รู้จริงๆ เบื้องหลังเขาคุยอะไรยังไงกัน ถึงได้คืนมาง่ายๆ 1 กระบอก นั่นคือครั้งแรกที่ได้รับคืนมา
สุดท้าย คนขโมยทุกคนก็ถูกปล่อยตัว ไม่มีใครต้องติดคุกหรือชดใช้ความเสียหายในช่วงเวลานั้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้รับจากตำรวจ มีเพียงคำตอบว่า "กำลังติดตามเรื่องให้อยู่" แค่นั้นจริงๆ
แต่ในขณะที่ผมรอคำตอบ ขโมยกลับใช้ชีวิตสบายขึ้น จากเดิมที่อยู่ในชุมชนซอยตรงข้ามกองปราบ กลับมีรถใหม่ ขยับไปอยู่บ้านและห้องพักที่ดีกว่าเดิม
จนกระทั่งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรื่องของผมกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นนักข่าวไปสัมภาษณ์กลุ่มคนที่ขโมยของผม ซึ่งพวกเขาก็ยอมรับออกสื่อว่า ได้เข้ามาขโมยของในบ้านผมจริง สำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ทั้งน่าตลกและน่ารังเกียจที่สุด ที่คนซึ่งเจาะตู้เซฟ งัดแงะบ้าน และขโมยทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขปกติ โดยแทบไม่ต้องรับโทษอะไรเลย
หลังจากเรื่องกลับมาเป็นข่าวใหญ่ ทางตำรวจก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นขึ้น รีบจับกลุ่มคนร้าย และบอกกับผมว่า "ใจเย็นนะ" พร้อมทั้งบอกกับนักข่าวว่า อย่าทำให้เรื่องใหญ่ เพราะจะตามของคืนได้ยาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเพียงวันแรกที่เป็นข่าว ตำรวจก็แจ้งผมว่า "มีข่าวดี ตอนนี้เจอปืนเพิ่มอีก 2 กระบอก เดี๋ยวคนที่เจาะเซฟจะเอามาคืน"
ใช่ครับ... ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำไมทุกอย่างถึงเงียบ ไม่มีความคืบหน้า แต่พอเป็นข่าวเพียงวันเดียว กลับสามารถให้โจรนำปืนมาคืนได้อีกทันทีถึง 2 กระบอก และผมก็ได้รับแจ้งว่า มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี
และหลังจากเป็นข่าว ก็มีการจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ขโมยของบ้านผมส่งเข้าเรือนจำเรียบร้อยแล้ว ผมสงสัยทำไมรีบเอาเข้าจังหลังเป็นข่าว ทำไมไม่ขยายผลใดๆ ก่อน และคำตอบที่ผมได้รับในวันนี้คือ "ตอนนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกส่งเข้าเรือนจำแล้ว จึงไม่สามารถสืบขยายผลต่อได้ หากจะเบิกตัวมาสอบก็ต้องทำเรื่องผ่านเรือนจำ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และถึงเรียกมาสอบพวกนั้นก็คงไม่ยอมพูดอะไร เพราะรู้ว่าตัวเองต้องติดคุกอยู่แล้ว" นี่คือคำตอบที่ผมได้รับในวันนี้
ผมถามมาตลอดว่า แล้วทำไมตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในหลายครั้งที่คนร้ายนำของมาคืน จึงไม่มีการสืบขยายผล ทั้งที่มีโอกาสมากมายเพียงแค่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตอนที่ขโมยเอาปืนมาคืน ก็อาจรู้ได้แล้วว่า มีการรับส่งของกันที่ไหน อย่างไร จากใคร เรื่องที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อน ทำไมถึงไม่มีใครดำเนินการ ทั้งที่ของที่สูญหายมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท และหากปืนเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี ก็อาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุอันตรายได้
ผมคิดว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีให้ตำรวจได้แสดงฝีมือในการสืบสวนและขยายผล เพราะในช่วงที่เรื่องเป็นข่าว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของตำรวจอยู่ไม่น้อยในทางที่ไม่ค่อยดี แต่เมื่อไม่มีการขยายผล ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หรือมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ตั้งใจไม่ตามกล้องวงจรปิดต่อ เพราะอาจไปพบอะไร หรือไปเจอใครบางคนหรือไม่
ผมขอโทษนะครับ หากข้อความนี้รบกวนใคร แต่ผมอึดอัดจริงๆ จึงขอใช้พื้นที่ของตัวผมเองระบายสิ่งที่ได้พบเจอ และผมคงยังมีอีกหลายช่วงที่จะพิมพ์ระบาย ให้มันเป็นข้อความจดจำไว้หน่อยสุดท้ายนี้ ผมคิดว่า ขนาดผมยังต้องเจอเรื่องแบบนี้ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน ก็คงเครียดและรู้สึกหมดหวังยิ่งกว่าผมมากแน่ๆ ขอโทษอีกครั้งครับหาก ข้อความผมรบกวนใครหลายๆ คน"
หลายคนที่ได้อ่านโพสต์ดังกล่าวของ แน็ก ชาลี ได้เข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้จำนวนมาก พร้อมแสดงความเป็นห่วง ไม่คิดว่าสิ่งที่ แน็ก ได้รับ มันหนักมากขนาดนี้.
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม