ทำเอารายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ทางยูทูบแชนแนล สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว มดขึ้นกันเลยทีเดียว เมื่อ สรยุทธ สุทัศนจินดา และ เฟิร์น สุชาดา สัมภาษณ์ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถึงเรื่องความสัมพันธ์กับนักแสดง-ยูทูบเบอร์สาว ก้อย อรัชพร โภคินภากร โดยมีช่วงหนึ่งที่สรยุทธถามถึงเรื่องชีวิตการทำงานในอเมริกาของพิธา ก่อนจะถามตรงๆ ว่า แล้วเอาเวลาไหนไปคุยกับแฟน ทำเอาพิธาหัวเราะ ก่อนตอบว่า “ก็เหมือนคู่ปกติทั่วไป วิดีโอคอลเช้าเย็น สั้นๆ ก่อนไปทำงาน” 

สรยุทธบอกว่า เวลาไม่ตรงกันนะ ไทม์โซนต่างกันเท่าไหร่ ก่อนที่พิธาตอบว่า “มัน Perfect ตรง 12 ชั่วโมงพอดี 2 ทุ่มผมคือ 8 โมงเช้าของเขา ผมกลับมาจากทำงาน ทำกับข้าวให้ลูก เตรียมเอาลูกเข้านอนเสร็จ เขาก็ตื่นพอดี ตอนผม 8 โมงเช้ากำลังจะไปทำงาน เขาก็ 2 ทุ่มเสร็จพอดี เวลาได้ แต่ก็บินไปบินมาหากัน 

คราวนี้งานใหม่ที่จะทำ มันย้ายเข้ามาใกล้เมืองไทยมากขึ้นอีก และมีไฟลต์ตรงแล้ว เดี๋ยวขอให้ทุกอย่างมันจบเรียบร้อย แล้วค่อยประกาศเรื่องวีซ่าให้เสร็จก่อน แล้วให้เขา Appointment ประกาศเองก่อน แต่ว่าตั้งใจก็คือ มันเป็นอะไรที่ท้าทายในเรื่องเกี่ยวกับ New Normal ของโลกตอนนี้ เกี่ยวกับพวก Rare Earth แร่หายาก เรื่องสแกม เรื่องการบริหารชายฝั่ง อะไรพวกนี้น่าสนใจมาก แล้วมันบินตรงกลับไทยได้

สรยุทธถามว่าให้เขาบินไป หรือเราบินมา ทิม พิธา ตอบว่า “สลับกันครับ ถ้าเกิดเขาว่างเขาก็บินมา ถ้าเกิดผมว่างผมก็พยายามบินไป” สรยุทธถามว่า 30 ชั่วโมงเลยนะ? ทิมบอกว่า “ไม่ถึงๆ บางที 23 ถึง 30 แล้วแต่ว่าจะไป Transit ต้องรอนานเท่าไหร่ (ตีซะว่า 25-30 ชั่วโมง?) ใช่ๆ มันก็ลำบากครับ ก็เลยยังงงอยู่ (หัวเราะ) ก็เหมือนคู่รักปกติ Long Distance Relationship ธรรมดาทั่วไป”

สรยุทธบอกว่า แต่เดี๋ยวนี้มันดี มันมีเทคโนโลยีไง วิดีโอคอลเช้า-เย็น 2 ทุ่ม กับ 8 โมงเช้า เวลาสลับกัน วันละ 2 รอบ ไม่เคยขาดเลยเหรอ พิธาตอบว่า “ไม่เคยขาด เทอมหน้าน่าจะดีขึ้น หมายถึงว่ากลับไปกันยายนคราวนี้ ก็จะกลับเมืองไทยบ่อยมากขึ้น เพราะคราวนี้พี่พิพิมไม่ได้ไปแล้ว คือพี่พิพิมไปได้เทอมนึง คราวนี้อยากให้เขาอยู่กับคุณแม่เขาบ้าง ก็เลยกลับมาอยู่ที่เมืองไทย แต่พ่อต้องไปทำงานที่นู่น 

พอเป็นอย่างนั้นยังไงก็ต้องกลับมาหาลูกบ้าง แล้วก็กลับมาหาคุณก้อยบ้าง เขาจะได้ไม่ต้องบินไปหาผมมาก อย่างตอนนั้นผมกลับมาไม่ได้ เพราะถ้าผมบินกลับ แล้วพิพิมเรียนหนังสือ ใครจะอยู่กับลูกใช่ไหมครับ ก็ต้องให้เขาเรียนหนังสือจันทร์ถึงศุกร์ ตลอดเวลาผมก็บินไปทำงาน ไปพูดที่นู่นที่นี่ ไม่เหมือนปกติ 

แต่คราวนี้พอเขาอยู่กับคุณแม่เขาแล้ว ผมก็บินไปกรีซ ไปไต้หวัน ไปเนเธอร์แลนด์ได้ แล้วก็บินกลับมาเมืองไทยได้บ่อยขึ้นหน่อย แล้วพอไปอยู่เมืองนี้แล้วเนี่ย จาก 31 ชั่วโมง มันเหลืออยู่ 10 กว่าชั่วโมง บินง่ายหน่อย หรือไม่ก็บินไปเจอกันที่โตเกียว ฮ่องกง เกาหลีใต้ 

ถามว่าบ่อยไหม ก็บ่อย ก็ไปประเทศที่สาม ผมลงมา 8 ชั่วโมง คุณก้อยมา 6 ชั่วโมง ก็เจอกันกลางทางได้ จะได้ไม่ต้องลำบากเขา ก็ตั้งใจว่าจะประมาณทุกเดือน เดือน 2 เดือน ไม่ให้นานมาก” สรยุทธถามว่า คุยกันทุกวันไม่พอ วันละ 2 รอบ เพิ่มอีกรอบไหม พิธาหัวเราะและบอกว่า “2 รอบก็พอแล้วครับ ก็คือเขาก็มีหน้าที่การงานของเขา”

สรยุทธถามตรงๆ ว่าชอบเขาตรงไหน อันนี้คุยแบบผู้ใหญ่ การเมือง พิธาหัวเราะและบอกว่า “ความลับครับ ก็เหมือนทุกคู่ทั่วไปครับ” สรยุทธแซวว่า คุยกันได้น่า ชอบเขาตรงไหน พิธาเลยตอบว่า “ก็มีความเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็เข้ากับเราได้ อยู่ด้วยกันแล้วมันมีความสุขก็แค่นั้นแหละ อาจจะไม่ต้องบอกว่าตรงไหนหรือตรงไหนมั้ง” 

สรยุทธถามว่า อะไรที่ทำให้ตัดสินใจ คือมันมีนาทีตัดสินใจ ตอนแรกนึกว่าเพราะภาพหลุดก็เลยเปิด หลุดออกมาครั้งแรกที่สนามบิน พิธาตอบว่า “จริงๆ ก็ไม่ได้โกรธหรือไม่ได้อะไร เข้าใจครับ” สรยุทธถามต่อว่า แต่หลังจากนั้นพอคุณเปิดตั้งแต่คืนวันนั้น มาแบบเหมือนเตรียมไว้เป็นเดือน ออกมาเป็นชุด ตั้งแต่ไปบ้านเขา บ้านคุณแม่ก้อย หรือแม่คุณ พิธาตอบว่า “ก็ทั้งคู่ครับ” สรยุทธถามว่าไปกันหมดเลย พิธาบอกว่า “ก็มันวาเลนไทน์ อะไรประมาณนั้นแค่นั้นเอง ก็คงเหมือนคู่รักทั่วไป ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ มันก็มีอุบัติเหตุโดนแอบถ่ายอะไรบ้าง”

สรยุทธถามว่า โดนแอบถ่ายแล้วเลยเปิด หรือตั้งใจจะเปิดอยู่แล้ว พิธาบอกว่า “ตั้งใจอยู่แล้วครับ ไม่ได้เกี่ยวกับเขา มันวันวาเลนไทน์อยู่แล้ว พอวันวาเลนไทน์เสร็จแล้วก็บินแล้ว ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ไม่งั้นมันก็ไม่ได้คิดอะไรให้มันซับซ้อนอะไรมาก มันก็เหมือนคนโตๆ” สรยุทธบอกว่า คนมีความรักจะมาคิดอะไรซับซ้อนใช่ไหม พิธาตอบว่า “ใช่ๆ ก็เหมือนคนโตๆ  ก็โพสต์ไปแค่นั้นเอง แล้วก็ไม่ได้โพสต์บ่อยอะไรขนาดนั้นนะพี่ เดือนละครั้งอะไรอย่างนั้นแค่นั้นเอง” 

เฟิร์น สุชาดา แซวว่า “หมายถึงรูปเหรอคะ บ่อยนะคะ” พิธาตอบว่า “อันนี้มันกลับมาแล้วไง เฟิร์น สุชาดา แซวอีก “แฟนคลับบอกโอ๊ย ปิดไอจีคุณพิธาคุณก้อยได้ไหม โพสต์รูปตลอดเลย” สรยุทธแซวต่อว่าขี้อวดเหรอ พิธารีบบอก “เปล่า ก็ปกติครับ” สรยุทธแซวอีกว่า ในฐานะพี่ถามน้อง ขี้อวดไหม พิธาบอกว่า “ไม่ขี้อวดครับ คือปกติ ไม่ได้ทำให้อยู่ในความลับ ก็ตามปกติ วิธีแสดงความรักก็มีหลายรูปแบบ บางทีก็ไลน์คุยกัน บางทีก็โทรคุย บางทีมีรูปก็โพสต์ แค่นั้นเอง” 

สรยุทธบอกว่า เวลาพูดคุยภาษาเดียวกัน เพราะเขาความสนใจ เขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่ แต่ระดับพิธาพูดอะไรบางเรื่องไม่รู้เรื่องนะ สำหรับบางคน พิธาบอกว่า “อันนี้ต้องไปถามเขาเองนะ แต่มีอะไรก็เล่าให้เขาฟัง อย่างที่ผมพูดอะไรอย่างนี้ ผมก็เล่าให้เขาฟัง เขาก็ฟัง แต่ไม่รู้แอบตั้งใจฟังเปล่า (หัวเราะ) แล้วผมก็ฟังของเขา 

ตอนนี้เขามีละครเวที “ดาราลัย” เรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เวลาเขาเล่ามาผมก็ฟัง ผมคิดว่ามันเป็น Mutual อะไรที่มัน ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง มันคุยได้ทุกเรื่องนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันเท่าๆ กัน คือผมก็มี Passion ของผมเขาก็มี Passion ของเขา มันก็ 50/50 เวลาพูดมาผมก็ฟัง เวลาผมพูดเขาก็ฟัง มันเป็น Relationship ที่เท่ากัน” 

สรยุทธถามว่า โลกของเขา สนใจคุณขนาดไหน เรื่องการเมือง ระหว่างประเทศ พิธาบอกว่า “มันขึ้นอยู่กับวิธีเล่า ก็ต้องเล่าให้มันกระทบคนธรรมดายังไง” 

สรยุทธแซวอีก เวลาคุยกันเรียกเขาว่าอะไร พิธารีบบอก “อันนี้ความลับครับ” สรยุทธพูดทันที ไม่มีความลับอะไรกับพี่ พิธาเลยบอกว่า “ต้องไปดูช่อง ก้อย นัตตี้ ดรีม” สรยุทธแซวอีก ไปโปรโมตให้เขาอีก เอาอย่างนี้ เรียกเขาว่าอะไร “ตัวเอง” ไหม พิธาบอกว่า “ไม่ๆ เรียกอะไรไม่บอก” 

สรยุทธถามอีกว่า ก้อย คงไม่เรียกก้อยหรอก ไม่มีทาง พิธาตอบว่า “ไปดูช่อง ก้อยนัตตี้ดรีม เดี๋ยวก็เห็น” เฟิร์น สุชาดา บอกว่า “คุณก้อยเคยเล่าไลฟ์สไตล์ แต่เรียกอะไรไม่ทราบค่ะ อ่านหนังสือแนวเดียวกัน ไลฟ์สไตล์เข้ากัน” สรยุทธถามอีก “พี่ เรียกตัวเองว่าพี่ไหม หรือเรียกว่าเขา” พิธาตอบว่า “มีบ้างครับ ทั้งคู่ครับ ไม่แน่ใจ บางครั้งทั้งคู่ครับ” 

สรยุทธรีบถามว่าเรียกเขาว่าอะไร พิธาบอกว่า “ไม่ได้พี่ ไม่ตกหลุมพี่หรอก ตอบทีไรเขินทุกที (หัวเราะ)” สรยุทธ “มันต้องเป็นคำหวานหยดย้อย” พิธาตอบว่า “มันไม่มีประโยชน์ มันบางเรื่องก็เก็บไว้สองคนพี่ สรยุทธบอกว่า “ใครรู้ช่วยบอกหน่อย เขาเรียกว่าอะไร "ฮันนี่" มันเชยไป” พิธาบอกว่า “ไม่เป็นไร เจรจาทางการทูตกัน บางเรื่องผมก็ยอมพี่ไม่ได้” 

สรยุทธเปลี่ยนเรื่อง ชี้ไปที่รูปที่ก้อยใส่แหวนและบอกว่า “งั้นมาเรื่องนี้ ซื้อมาเท่าไหร่” พิธาบอกว่า “อันนั้นน่ะ คือมือขวาครับ ไม่ใช่มือซ้าย กล้องมันสลับ ลองถ่ายดู กล้องมันจะสวม มันคือมือขวา” สรยุทธถามต่อว่า แล้วทำไมไปบอกให้ใส่มือขวาทำไม พิธาตอบว่า “อันนี้ยิ่งยาวใหญ่เลย เขาเรียกว่า อันนี้ที่ให้คุณก้อย เขาเรียกว่า Promise Ring (แหวนสัญญา) อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นประเพณีที่อเมริกา หรือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของคนขายเครื่องประดับไม่รู้ มันจะมี 4 ระดับ แหวนแต่งงานทุกคนรู้ แหวนหมั้นทุกคนรู้ แหวนเวลาให้กันวาเลนไทน์แบบวัยรุ่นให้กันทุกคนรู้ คราวนี้มันมีตรงกลาง อยู่ระหว่างแหวนวาเลนไทน์ กับ แหวนหมั้น เขาเรียก Promise Ring” 

เฟิร์น สุชาดา บอกว่า เพิ่งรู้เลยนะเนี่ย พิธาเล่าว่า “Promise Ring ก็เหมือนกับว่า แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นที่มีให้ แต่ก็ยังไม่ได้ถึงหมั้น หรือไม่ได้น้อยถึงขนาดแค่ Puppy Love ให้กัน แล้วผมก็ไปตก ไม่รู้ประเพณีเขาหรือกลยุทธ์ทางการตลาดของคนขาย Jewelry ที่นู่น ซึ่งผมได้ยินมานานแล้ว ก็เลยเอาไว้ให้ใส่ เขาก็ใส่แต่ข้างขวาครับ ในรูปเดียวกัน 

ถ้าเกิดคุณย้อนกลับไปดู มันเป็นรูปสุดท้ายที่เขาลงใช่ไหมครับ ที่คุณก้อยลง ถ้าไปดูรูปกลางๆ ตอนที่เขาถือรางวัลแฮชแท็ก ก็ยังอยู่นิ้วมือขวาอยู่ครับ อันนี้ต้องให้เด็กสายวิทย์ เด็ก Physics มาดู เขาเรียก Lateral Inversion ต้องอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ทำไมมันถึงได้ Lateral แล้วก็ Invert กัน Promise Ring ใส่มือขวาครับ” 

สรยุทธถามว่าใส่ให้เองเลยไหม พิธาบอกว่า “ก็ต้องใส่ให้เองครับ” สรยุทธถามว่าสวมเองเลยเหรอ ตอนสวมบอกเขาว่าไง พิธาบอกว่า “อันนี้ Promise Ring (ยิ้ม) แล้วก็อธิบายอย่างที่อธิบายให้พี่ฟังเมื่อกี้ เดี๋ยวเขาจะงง เพราะไม่งั้นครอบครัวเขาหรือเพื่อนๆ เขาก็จะงงว่าคืออะไร ก็อธิบายให้ฟัง ไม่งั้นคนก็ไม่เข้าใจ 

ที่บอสตัน เพื่อนๆ ที่เรียนหนังสือมาด้วยกันเขาก็จะรู้ว่ามันมีแบบนี้ มี Valentine Ring, Engagement Ring, Wedding Ring อันนี้อยู่ดีๆ มันก็โผล่ขึ้นมากลายเป็น Promise Ring ก็ขอคำมั่นสัญญาอะไรประมาณนั้น 

สรยุทธรีบแซวว่า ก็บอกเขาว่า "เบ๊บ" Promise Ring อะไรอย่างนี้ใช่ไหม พิธาบอกว่า “โอ้โหพี่ "เบ๊บ" เชยมาก! (หัวเราะ) ไม่เคยเรียกใครเบ๊บ ไม่ได้เรียกเบ๊บ” สรยุทธบอกว่า เดากันใหญ่เลย โทรหาคุณก้อยเลย พิธาบอกว่า “คุณก้อยไม่บอกยิ่งกว่าผมอีกเชื่อดิ (หัวเราะ)” สรยุทธถามต่อว่า ก้อยเขาเรียกคุณว่าอะไร พิธาบอกว่า “อันนี้ผมยิ่งไม่ตอบเลย เพราะมันพาดพิงบุคคลที่สาม ต้องให้เขาตอบเอง ไม่ก็ไปดูในก้อย นัตตี้ ดรีม ก็เห็นอยู่ว่าเขาตอบว่าอะไร ไม่เคืองกันนะ อุตส่าห์มาเฉลยเรื่อง Promise Ring ถือว่าถัวๆ กันไป ” 

สรยุทธถามว่า รอบนี้จะกลับวันไหน พิธาบอกว่า “ปลายสิงหาคมครับ อาทิตย์สุดท้ายของสิงหาคม ถามว่ากลับมาเขาไปรับไหม ไม่ครับ กลับมากับลูกครับ” สรยุทธถามต่อว่าแล้วไปใช้ชีวิตอะไรกับเขาบ้าง ไปเดินห้างไหม พิธาบอกว่า “ก็ตามปกติ เหมือนคู่รักทั่วไป แต่ตอนนี้อย่างที่บอก เขายุ่งซ้อมละครถึง 4 ทุ่ม ละครเวที "ดาราลัย" ครับ ขายบัตรหมดแล้ว เป็นเรื่องของคณะละครหนึ่งสมัยสงคราม แล้วเหมือนมีโรงหนังเข้ามา แล้วละครเวทีเริ่มตายลงไปในสังคมไทย คณะละครนี้เขาทำยังไง ฟังเนื้อเรื่องดูก็น่าสนใจดีครับ”

และมีช่วงหนึ่งที่ ทิม พิธา จะดีดกีตาร์ร้องเพลงในรายการ แต่ทิมนั่งกดโทรศัพท์มือถือเหมือนตอบแชต ก่อนที่สรยุทธเดินเข้ามาแล้วถามว่ามีใครส่งข้อความมา พิธาบอกว่าก้อย สรยุทธถามว่าส่งมาว่าไง พิธาบอกว่าเขาส่งมาว่ากำลังจะไปทำงาน สรยุทธเลยแซวว่าให้ตอบไลน์ไป ลืมไปว่าเขาต้องสื่อสารกัน 

จากนั้นสรยุทธถามว่าบอกไปเหรอว่ากำลังจะร้องเพลง พิธาบอกว่าเปล่า บอกว่าโอเคครับ สรยุทธบอกว่าบอกเขาสิว่าฟังเพลงด้วยนะ แต่พิธาบอกว่าอาย ร้องให้ฟังที่บ้านก็ได้ ก่อนจะบอกว่าไม่เคย กีตาร์เพิ่งเอากลับมา ไม่ได้เอาไปบอสตันด้วย สรยุทธถามว่าเวลาเจอกันร้องบ้างไหม พิธาบอกว่าไม่ เขาซ้อมละครเวที กลับบ้าน 3 ทุ่ม

ก่อนที่ทิม พิธา จะเลือกดีดกีตาร์ร้องเพลง “ก่อน” ศิลปิน Moderndog และบอกว่าร้องเพลงให้ทุกคน สรยุทธบอกว่าจริงเหรอ พิธาบอกว่าจริง สรยุทธถามอีกว่า เขาเข้ามาทำให้เป็นพลังไหม พิธาบอกว่า “ก็ใช่ๆ แข็งแรงขึ้น”

เฟิร์น สุชาดา บอกว่า รู้แล้วว่าคุณพิธาเรียกคุณก้อยว่าอะไร และหัวเราะเขิน ก่อนจะบอกว่าไม่รู้ว่าจริงไหม จากนั้นเปิดข้อความจากผู้ชมให้สรยุทธดู สรยุทธอ่านว่า “ที่รัก” ก่อนที่พิธาจะยิ้มและบอกว่า “ใช่ หนึ่งในนั้น และยังมีอีกหลายคำ อันนี้ก็เป็นอันนึง อันอื่นมีแต่ไม่บอกแล้วครับ”

จากนั้นสรยุทธถามว่า แล้วเราไปเข้ากับคุณแม่เขา โอเคใช่ไหม พิธาบอกว่าโอเค น่ารักๆ สรยุทธบอกว่า ก้อยเขาเป็นคนทำงานไง แล้วก้อยกับน้องพิพิมล่ะ พิธาบอกว่า “สนิทกันๆ เพราะว่าเขาชอบศิลปะ ชอบดนตรี ชอบอะไรเหมือนกันอะไรอย่างนี้ ก็อยู่ด้วยกันก็วาดรูปด้วยกัน วาดรูปโน่นวาดรูปนี้ ทำพวกศิลปะ แล้วก็ดูพวกบรอดเวย์โชว์ เขาก็จะชอบดนตรี ไปในแนวเดียวกัน  เหมือนกันเลย อันนี้จะมีมีความคล้ายกันอยู่ ก็ถือว่าโชคดีครับ (ยิ้มเขิน) เข้ากันได้ 

อย่างที่บอกว่า... ตอนที่เขาก่อน 10 ขวบเนี่ย เขาหวงมาก แต่ก็เพราะว่า... มันก็เพราะเขาเป็นน้าก้อยด้วยนะ พอเป็นน้าก้อยเขาก็เปิดใจ เพราะว่า... ตอนที่เป็นเพื่อนกันก็คือพาไปเจอ แล้วน้าก้อยก็... คุณก้อยเขาก็แบบปรับตัว เขาก็รู้ว่าพี่พิพิมชอบอะไรอย่างนี้ แล้วก็ตรงกับที่เขาชอบอยู่แล้ว พอสนิทกันสักพักหนึ่งแล้วพอเปิดตัวปุ๊บ เขาก็บอก เออ ถ้าเป็นน้าก้อย พี่พิพิมโอเค ก็ถือว่าโชคดีไป สบายใจไปเปลาะนึง”

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม