จากนักแสดงสู่เจ้าของธุรกิจอาหาร เจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ กับชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ในวงการบันเทิง เผยไลฟ์สไตล์สุดขั้วในรายการ "Prime Cast" ดื่มหนักแต่ก็ฟิตหนักเหมือนกัน ยอมรับใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม แต่ยังเชื่อว่าจัดสมดุลได้ ไปจนถึงวินาทีช็อกหลังตรวจไมเกรนแล้วพบซีสต์ในสมอง 2.7 ซม. พร้อมเล่าความคิดที่เปลี่ยนไปหลังต้องเผชิญเรื่องไม่คาดฝันครั้งนี้

ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?

เจมมี่เจมส์ : หลัก ๆ เรามี JMJ LABEL ที่ดูแลตัวเอง มีทีมฝั่ง Content, Edit, Marketing แล้วพอเป็น Content Food เราก็ต้องมีทีมเชฟ อันนี้คือฝั่ง JMJ LABEL และจะมีฝั่งทะเลใจ ที่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า CEO เพราะบริษัทยังไม่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เราดูแลหลาย ๆ อย่าง พยายามเอาระบบเข้ามาจัดการให้ได้ มี 2 ขา ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเน้นธุรกิจอาหารเป็นหลัก คือตอนนี้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ประมาณแบบ 90%

ทำไมถึงมาทำธุกิจ F&B (Food and Beverage) ?

เจมมี่เจมส์ : ไปแข่งแล้วไม่อยากแพ้ ชอบเอาชนะ เพราะว่าตอนแรกไปพูดในรายการบอกว่า “หลังผมจบ เดี๋ยวผมจะจัด Chef's Table นะครับ” เราพูดไปแล้วในรายการ ทีนี้เราก็ต้องทำ

...

ทำ Chef's Table ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง?

เจมมี่เจมส์ : พอทำครั้งแรกที่จริงคนที่มาคือเพื่อนหมดเลย แต่พอเราเห็นว่าเพื่อนมาทานแล้วบอกว่าอร่อย แล้วเขามีความสุข แล้วได้พบปะพูดคุยสังสรรค์และดื่มไปด้วย คืออาหารเป็นหนึ่งอย่างที่ได้ใส่ความสร้างสรรค์เข้าไป ได้ใส่ความเป็นศิลปินเข้าไป ได้ใส่เรื่องราวที่เราอยากจะเล่าเข้าไป แต่สิ่งหนึ่งไม่ใช่แค่นั้น คือสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น มันคือบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น รสชาติอาหารที่ต้องดี คือเป็นมาตรฐานที่มันต้องดี พอบรรยากาศที่มันเกิดขึ้นแล้วมันดีมากๆ มันเจ๋งสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าพอจัด Chef's Table ครั้งแรก รู้สึกว่าหลงรักในการทำอาหารมากๆ

บทบาทนักแสดง คุณเป็นคนเล่นซีรีส์ เล่นละครเก่งแบบจริงจัง?

เจมมี่เจมส์ : งานหลักยังเป็นนักแสดงอยู่ คือสนุกแหละ คือตอนแรกตอนเล่นฮอร์โมนเราก็ไม่รู้ คือฮอร์โมนฐานหลักจริง ๆ เขาจะอิงจากตัวตนตัวเอง และให้เล่นเป็นธรรมชาติก่อน เพราะมันคือเรื่องแรกของทุกคน แต่พอเป็นเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 ตอนแรกยังไม่รู้ เพิ่งมารู้ตอนเรื่องฉลาดเกมโกง กับ SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ที่ถ่าย 2 เรื่องติดกัน เรื่องฉลาดเกมโกง เราได้ไปค้นคว้าเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบการดูเยอะๆ เช่น Leonardo Dicaprio ในเรื่อง Wolf of Wall Street แล้วก็ไปดูหนังประเภทนั้น เช่น Ocean's Eleven หรืออะไรทำนองนี้ เลยรู้สึกว่าเรื่องฉลาดเกมโกงสนุกมาก เราได้มีแนวทางการแสดงใหม่ๆ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย จอภาพยนตร์กับซีรีส์มีการแสดงต่างกัน 

แล้วพออีกเรื่องหนึ่งที่ติดกันเลย คือเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ซ้อมสเก็ตปีหนึ่งเลย ที่จริงกองฉลาดเกมโกงเคยเรียกคุยตอนแขนหัก เขาบอกว่าต้องหยุดซ้อมสเก็ต เพราะว่าถ้าอยู่ดีๆ มาแขนหักแล้วถ่ายฉลาดเกมโกงไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนตัวเดี๋ยวนี้ แต่เราก็ซ้อมเหมือนเดิม ซ้อมเหมือนเดิมแค่ไม่ให้มันหัก เพราะว่ากระดูกหักไปรอบหนึ่งตอนที่ซ้อมของ SOS แล้วมันคือเรื่องที่เราเข้าใจจริงๆ ว่าการเป็นนักแสดง คือการที่เราเปลี่ยนตัวตนไปอีกตัวตนหนึ่งเลย เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนทุกอย่าง มันเป็นยังไง พอหลังจากเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน รู้สึกเลยว่าสิ่งนี้แหละคืออาชีพที่เราชอบ และรู้สึกสนุก

เจมมี่เจมส์เป็นผู้ชายที่แต่งหน้าให้ตัวเอง?

เจมมี่เจมส์ : แต่ก่อนเคยเจอพวกข่าวที่บอกว่าแต่งหน้าแบบนี้เป็นเกย์ แต่เราไม่สนใจเลย แต่ตอนนี้จะแต่งอะไรก็ได้ ปกติมาก ทุกวันนี้ก็ยังแต่งหน้าเอง ถ้าเราต้องออกไปข้างนอกนิดหนึ่งอะไรอย่างนี้ จะแต่งหน้าเบาๆ แต่งเหมือนไม่ได้แต่ง (Make up no make up)

คิดว่าตัวเองเป็นคนแต่งตัวเก่งไหม และทำยังไงให้กล้าแต่งตัว?

เจมมี่เจมส์ : มันสอนกันไม่ได้ แล้วแต่ว่าแต่งอะไรแล้วเรามั่นใจไหม แล้วแต่ว่าแต่งยังไงแล้วเราชอบ แต่งยังไงแล้วมั่นใจ คุณเห็นผมใส่รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์แบบแนวเท่ ๆ แล้วจะให้มาใส่รองเท้าครึ่งข้อก็ไม่ใส่นะ เพราะใส่แล้วไม่รอด ใส่แล้วไม่มั่นใจ จะมีมุมของแต่ละคนที่ใส่แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเรามั่นใจหรือรู้สึกว่าเราดูดี

ตอนเด็กๆ ที่มักจะแคร์สายตาคนรอบข้าง มีวิธีอย่างไรถึงหลุดพ้นจากจุดนั้นมาเป็นตัวเองและแต่งตัวแบบที่อยากแต่งโดยไม่แคร์ใครได้?

เจมมี่เจมส์ : เริ่มจากกางเกงไม่มีไซซ์ เพราะแต่ก่อนผอมมาก เลยต้องซื้อกางเกงผู้หญิงเอา กางเกงผู้ชายมันเริ่มไซซ์ 28 นิ้ว เราใส่ไม่ได้ หลวม เราต้องไปใส่ของผู้หญิง แต่ก่อนใส่เอว 24-25 นิ้ว ตอนนี้ 28 นิ้วแล้ว ตอนนี้ใส่ไซซ์ผู้ชายได้แล้ว แต่ก่อนใส่ไม่ได้จริงๆ ก็เลยไปหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ แล้วรู้สึกว่าใส่กางเกงยีนส์ผู้หญิงแล้วทรงเข้ากับเรา เลยเริ่มใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมาเรื่อยๆ แล้วพอมีช่วงรองเท้าบูตมา ลองใส่ดู พอใส่แล้วรู้สึกว่าชอบสรีระตัวเอง คือไม่ได้ต้องการให้ตัวเองสูงมาก แต่พอจับคู่กับกางเกงที่ขากางเกงกองๆ หน่อย แล้วมีส้นของรองเท้าบูต รู้สึกว่าเราชอบแบบนี้

...

มีเคล็ดลับการแก้แฮงก์อย่างไรบ้าง?

เจมมี่เจมส์ : แฮงก์ก็ต้องไปเอาออก อย่างการออกกำลังกาย แต่ก่อนจะเข้ายิมเล่นเวท อัตราการเต้นของหัวใจมันโยนนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าไปวิ่งสวนจะไม่ไหว คือถ้าวิ่งปกติ เราคุมโซน 2 มันจะขึ้นไปโซน 3 อัตราการเต้นของหัวใจจะแรงขึ้นประมาณแบบ 10-20 bpm แต่ถ้าเป็นการเล่นเวทจะโอเค และเราชอบด้วย ก่อนไปเล่นเรากินอาหารเสริมก่อนออกกำลังกายด้วย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจขึ้นรัวๆ เลย มีอีกเคล็ดลับที่เพิ่งไปลองมาแล้วรู้สึกว่าชอบมาก คือการแช่น้ำแข็ง (Ice bath) และซาวน่า มีรุ่นพี่คนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปีนิดๆ และเขาออกไปปาร์ตี้ตลอด เราเลยถามเขาว่าทำไมพี่ยังหน้าเด็กอยู่เลย? เขาบอกว่าหลังดื่มเสร็จแล้วจะซาวน่าทุกวัน คือการขับสารพิษออกมา ดีมากๆ แล้วหน้าเขาเด็กมาก ๆ

คุณดื่มทุกวันเลยเหรอ?

เจมมี่เจมส์ : นั่งนับแล้ว 3 เดือน ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ดื่มสักวันเดียว แล้วกินแบบซัดเต็มข้อล่อเต็มแข้ง ไม่ใช่แบบนั่งดื่ม 2-3 แก้วแล้วแบบนับว่าดื่มนะ เราจัดเต็มทุกวัน ตื่นมาแล้วก็ดื่มต่อ

การที่ดื่มหนักในช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าสุขภาพเปลี่ยนไปบ้างไหม?

เจมมี่เจมส์ : ใช้ชีวิตได้ปกติมันคือความสมดุล คือไม่ได้อยากให้บอกว่าการดื่มมันดี สุดท้ายแล้วก็ต้องจัดสรรให้สมดุลแหละ คือดื่มเยอะจริงแต่ว่าถ้าเรากินของดี แล้วเราออกกำลังกายมากพอก็จะสมดุลกันไป คือเราอาจจะไม่ได้เป็นสายรักสุขภาพเหมือนคนอื่นเขา แต่เราชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชอบมาก ชอบรสชาติ คนเวลาคนดื่มมีหลายสาย บางคนชอบไปค็อกเทลบาร์ ชอบคุย ชอบลองอะไรใหม่ๆ บางคนคือดื่มเพื่ออยากสนุก อยากปาร์ตี้ แต่เราดื่มเพราะชอบรสชาติ ชอบความรู้สึก รู้สึกว่าอร่อย ชอบกลิ่นคอนยัค ชอบกลิ่นองุ่นขาวที่ถูกผสมผสานมา ถูกบ่มด้วยถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส

...

ทุกวันนี้มีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างไหม?

เจมมี่เจมส์ : มีอยู่เรื่อยๆ ที่จริงเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งบ้าน มี 4 คน พี่สาว 2 คน เรา และน้องชาย เป็นภูมิแพ้หมดเลย พี่สาวต้องไปฉีดยา และทานยาตัวที่เป็นแบบต้องทานยาไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีมั้ง กว่าจะครบทั้งหมด แต่เราไม่ทำ ก็เป็นภูมิแพ้ไปเรื่อยๆ แต่เราแพ้อากาศ เราไม่ได้แพ้แรงเท่าพี่ด้วยมั้ง และอีกอย่างคือจมูกจะบวมง่ายกว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่ง อันนี้คือเป็นปัญหาสุขภาพที่เป็นตั้งแต่มาเด็ก อย่างไซนัสจะมาเรื่อยๆ แล้วแต่ช่วง ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ แต่ว่าเป็นไม่หนัก พอออกกำลังกายแล้วดีขึ้น 

มีช่วงหนึ่งจำได้น่าจะเป็นช่วงภาพยนตร์เรื่อง โฮมสเตย์ (Homestay) กับโปรเจกต์ ไนน์บายนาย (9x9) จำได้เลยปีนั้น ปีหนึ่งเราถ่าย 3 เรื่องได้ยังไง ต้นปีถ่าย โฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งเรื่อง กลางปีถ่ายเรื่องเลือดข้นคนจาง สิ้นปีถ่ายเรื่อง Great Men Academy แล้วช่วงนั้นคือช่วงที่ต้องวิ่งกลับไปซ้อมคอนเสิร์ตที่กรุงเทพมหานคร แล้วบินกลับไปเชียงใหม่ คือถ่าย 4 วัน กลับมาซ้อมคอนเสิร์ต 3 วัน แล้วก็กลับไปถ่าย 4 วัน จนไมเกรนขึ้น เลยไปตรวจไมเกรน หมอก็ให้ยาไมเกรนปกติ 

...

แต่เวลาเราไปหาโรงพยาบาลเอกชนเขาก็จะจัดเต็มหน่อย จะให้ทำนู่นทำนี่ให้แบบพิเศษ ส่งไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เราก็โอเค นอนอยู่เฉย ๆ 30-40 นาที ออกมาก็ไม่มีอะไร แล้ว หมอเปิดผลเอกซเรย์ (X-ray) บอกว่าเรามีซีสต์อยู่ตรงสมอง ขนาดประมาณ 2.3*2.7 เซนติเมตร แล้วเราก็เงียบไป พอถามหมอว่าจะเป็นอะไรไหม หมอก็ให้ลองเดิน ให้เดินตามเส้นตรง เขาก็บอกว่าดูจากตอนนี้มันไม่ได้มีอะไร ถ้าสมมติซีสต์มันโตขึ้น แล้วมันดันไปโดนสมอง ตรงนี้จะทำให้เราเดินไม่ตรง ซึ่งตอนนี้ยังปกติ 

แล้วเขาก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นซีสต์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลายๆ คนหรือคุณอาจจะมีก็ได้ แต่คุณแค่ไม่ได้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง คุณเลยไม่เจอ เราแค่อยู่ดีๆ ไปตรวจแล้วเจอ แล้วเขาก็บอกดูไม่อันตราย แล้วก็ให้ติดตามอาการ 1 ปี, 3 ปี ก็ไปติดตามแล้วมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแค่นิดเดียว ซึ่งไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบมีนัยยะสำคัญที่น่ากังวล เพราะว่าการผ่าตัดสมองคือเหมือนที่รู้มาคือ 50/50 ไม่รู้มั่วไหมนะ 

แต่ตอนที่เราเจอซีสต์ ใจตกไปตาตุ่มจริงๆ ตอนนั้นห้องเงียบมาก แล้วออกจากห้องมามือสั่น โทรหาพี่ที่เป็นหมอ แต่เขาก็ไม่ได้เฉพาะทางสมองหรืออะไรหรอก เราบอกไปว่าตรวจไมเกรนมาแต่ว่าเจอซีสต์ในสมอง แล้วพี่เขาเงียบไปเลย 5 วินาที เราก็แบบอย่าเงียบสิ การเงียบไปแล้วเรารู้สึกไม่ดีมากๆ แต่ก็อธิบายเขาไปว่าหมอเขาวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็เอาแผ่นซีดีเอกซเรย์กลับบ้านมาเปิดให้เขาดู แล้วเขาบอกว่าแต่สิ่งที่กังวลเดียวคือถ้ามีอุบัติเหตุ แล้วหัวกระแทกแรง ถ้าซีสต์แตกอันนี้อันตราย

แล้วตอนนี้ยังมีอยู่ไหม?

เจมมี่เจมส์ : มีอยู่ ชื่อว่า “Johnny” ติดตามอาการตลอด แล้วการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คือสิ่งที่ไม่ชอบที่สุด เพิ่งรู้ว่าตัวเองกลัวที่แคบ บางคนบอกก็แค่นอนอยู่เฉยๆ แต่พอลืมตาขึ้นมามันกั้นอยู่อย่างนี้ แล้วเราขยับตัวไม่ได้ ตอนแรกเราคิดว่าอะไรคือตื่นตระหนก ตอนนี้คือเข้าใจแล้วว่าตื่นตระหนกคืออะไร เราหายใจไม่ได้ เข้าใจคำว่ากลัวจนรู้สึกเหมือนจะตายไหม ความรู้สึกกลัวตาย ความรู้สึกกลัวมากๆ ตรงนั้นจะมีปุ่มให้กดฉุกเฉินถ้ารู้สึกไม่ไหว แล้วเราก็กด พอกดออกมาก็ต้องเข้าไปใหม่ เท่ากับเริ่มใหม่ ปกติเขาใช้เวลา 30 นาที เราเข้าไปเป็นชั่วโมง

ทุกวันนี้ทำทั้งร้านอาหารและออกกำลังกาย เอาเวลาไหนไปจัดสรรความสมดุลให้ชีวิตตัวเอง?

เจมมี่เจมส์ : ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์เจมส์จะมีเวลาชีวิตอีกเยอะเลย 30% ของชีวิตใช้ไปกับการดื่ม เราไม่ได้เป็น Alcoholic เราแค่ชอบบรรยากาศที่เกิดขึ้น ดื่มแค่ในโอกาสพิเศษ วันนี้เริ่มสัปดาห์เป็นโอกาสพิเศษดื่ม ทำงานมากลางสัปดาห์เราดื่ม ศุกร์เสาร์เหงาได้ไงเราดื่ม วันอาทิตย์ฉลองพรุ่งนี้ทำงานดื่ม วันเกิดเพื่อนดื่ม มีคนรักดื่ม อกหักดื่ม เพื่อนอกหักดื่ม

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม