รายการ “Sisterhood” ทางยูทูบแชนแนล MIRROR THAILAND โดย แนท ธนวลัย วัชรพล เป็นผู้ดำเนินรายการ สัมภาษณ์ แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ถึงชีวิตในวัยเด็ก ตลอดจนการใช้ชีวิตในวงการบันเทิง
โดยในช่วงหนึ่งของรายการ แพต ชญานิษฐ์ เล่าว่า ในวัยเด็กเธอเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนและเป็นโรงเรียนประจำ ซึ่งในยุคที่แพตอยู่ไม่ได้ดูละคร ข่าวจบปุ๊บครูปิดทีวี ไม่ได้อ่านการ์ตูน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีการใช้เงิน ไม่มีการได้กินขนมตามใจ กินข้าวเวลานี้ เรียนเวลานี้นอนเวลานี้ จนจบ ม.6 มีโอกาสกลับบ้านแค่เสาร์-อาทิตย์ ทุกอย่างสตริกมาก
เวลาไปเล่าให้ใครฟัง คนก็รู้สึกว่าอยู่ได้ไง แต่ตอนนั้นแพทไม่ได้รู้สึกว่าอึดอัด วันๆ ตื่นมากิน เรียน นอน เม้าท์วนไป มันสบายมากเลย สำหรับผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วนจะเรียบร้อยมาก แต่จริงๆ เด็กโรงเรียนนี้ไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น มันจะมีความกบฏเล็กๆ อยู่ในใจ
พอมาเรียนมหาวิทยาลัย มันจะมีความออกมาใจแตก คำว่าใจแตกไม่ได้แปลว่าแบบใจแตกแบบนั้น แต่มันจะเป็นความตกใจโลกภายนอก ไม่เข้าใจผู้ชาย ไม่เข้าใจมายด์เซตชายแท้ ไม่เข้าใจการพูดจาแบบชายแท้ เพื่อนบางคนก็จะกลัวเลย เพื่อนบางคนว้าวกับผู้ชายไปเลย ไม่มีตรงกลาง
ข้ามถนนไม่เป็น เพราะอยู่โรงเรียนไม่มีถนนให้ข้าม ไม่รู้สึกเห็นความสำคัญกับเงินทอน ใช้เงินแล้วแบบว่าไม่ทอนไม่ครบก็ไม่เป็นไร เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่ต้องจ่ายอะไรแล้ว ไม่เคยถือเงินเลย หรือพูดคำว่ากูมึงคือโคตรกบฏเลย แต่ออกมาโลกภายนอก คำว่ากูมึงนี่คือธรรมดามาก
เมื่อถามถึงการเข้าวงการบันเทิงของแพต แพตตอบว่า เป็นคำถามแมสที่ทุกคนชอบถาม แพตไม่สามารถตอบได้เลยว่าเริ่มยังไง แต่เริ่มจริงๆ แพตคิดว่าน่าจะเป็นการที่มีโอกาสได้ไปเล่นหนังเรื่องนึง ผู้กำกับก็ชวนไปเล่นหนัง ก็ไปแคสต์แล้วได้อีก แล้วโอกาสนั้นเป็นโอกาสที่ค่อนข้างเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ประมาณนึง แต่เป็นแบบหนังอินดี้ต่างประเทศ ไปฉายเมืองนอก
พอมันเริ่มทำปุ๊บ คนก็เริ่มเห็นมากขึ้น ประจวบเหมาะกับการที่ว่าพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) เขามีโปรเจกต์อันนึง ซึ่งแพตก็มีโอกาสได้เข้าไปแคสต์ แล้วก็ได้ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้อยู่ในค่ายเลย พอได้เสร็จปุ๊บ พี่ย้งก็เลยเหมือนแบบผู้ใหญ่เขาคุยกันว่าเอองั้นก็มาทำงานด้วยกัน มาอยู่ดูแลด้วยกันในค่าย
ตอนแรกไม่อยากอยู่ค่ายเลย ไม่อยากเซ็นเข้านาดาวเลยตอนแรก ยังคิดว่าจะเป็นนักออกแบบ ก็ปรึกษาที่บ้านเยอะมาก เขาก็เลยพูดประโยคนี้ขึ้นมาว่า อย่าไปซีเรียส แต่ว่าขอให้ไปอยู่กับคนที่เขาไว้ใจ เพราะเค้ารู้ว่าวงการบันเทิงเด็กเริ่มใหม่มันน่ากลัว อาจโดนเอาเปรียบได้
ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าใครจะมาเอาเปรียบ อีโก้สูงมากตอนเด็ก เถียงทุกคน เขาก็เลยบอกว่า งั้นอันนี้ขอแล้วกัน แพตก็เลยโอเคมาอยู่ มันเป็นการมาอยู่กับนาดาวโดยที่แพตรู้สึกว่าก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น พนักงานในบริษัททุกคนน่ารัก เฟรนด์ลี่ ก็ทำงานกลับบ้าน รู้สึกว่าโอเค
แต่แพตไปพูดกับพี่ย้งว่า พี่ หนูไม่ได้อยากเป็นนักแสดงนะ หนูอยากเป็นนักออกแบบ ไปพูดกับเขาอย่างนี้ ทุกวันนี้ยังไม่ได้ทำสักอย่าง ทุกวันนี้ก็ขอบคุณพี่ย้งมากๆ ที่เปิดประตูนี้ให้แพต มองย้อนกลับไปโคตรขอบคุณนาดาวเลยที่สอนเราเยอะมาก สอนเรื่องความรับผิดชอบ วินัย เรื่องการทำงาน เรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่น แพทได้มาจากนาดาวเยอะมากๆ เพราะแพทใหม่มาก เข้าไปแบบอุ๊ยเพื่อนๆ ฮอร์โมนเต็มไปหมด คืออะไรพวกเขาคือใคร ไม่ได้ดู
พอเข้าไปอยู่ในสังกัด เราต้องเรียนรู้ผ่านการอยู่ในสิ่งที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น มันจะมีคำว่าสูตรดารา ก็คือสูตรทำตัวให้เหมาะสม ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจ เขาทำอะไรกัน พอเข้ามาปุ๊บมันก็จะมีคนเยอะมากที่แพตรู้สึกว่าเราไม่ได้สนิท อ๋อ เค้าทำกันแบบนี้เหรอ สูตรดาราก็คือแบบว่า อย่าพูดคำหยาบ ทำอะไรต้องคิดภาพลักษณ์ ดื่มเหล้าปาร์ตี้ไม่ได้
มันก็จะมีแพตเทิร์นอยู่ ห้ามโชว์ว่าคบใคร คือมีแพตเทิร์นอะไรแบบนั้นอยู่ แต่แพตรู้สึกว่าค่ายค่อนข้างเปิดมากๆ ถ้าจะเปิดตัวว่าคบใครก็มาคุยกัน จะช่วยซัพพอร์ตกันไป แพตรู้สึกว่านาดาวเนี่ยชิลที่สุดแล้ว ก็จะมีสูตรของมันอยู่ว่าห้ามประมาณนึง ซึ่งเข้าใจเขาทุกอย่าง ตอนนั้นมันเด็กมาก เรายังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เลยว่าเราทำอะไรได้บ้าง ก็ต้องทำตามเขาไปก่อน
ถ้าอยู่นอกกรอบไปมันจะไม่ดี มันจะมีผลต่อการขายงาน เพราะเราต้องยอมรับว่าการเข้าไปมันคือธุรกิจเลย ถ้ายูทำนอกกรอบขายงานยังไง ถ้ายูทำในสิ่งที่คนจะไม่ชอบแน่ๆ คุณจะไปเสี่ยงทำไม เพราะมันเป็นบริษัท ถ้าพลาด 1 คน ทุกคนต้องรับผิดชอบด้วยกัน แพทก็เลยรู้สึกว่าโอเค มาลองดู อึดอัดมาก (ลากเสียง)
ถามว่าสุดท้ายแล้วช่วงไหนเป็นช่วงที่สุดท้ายโอเคกับมัน หรือว่าเป็นตอนที่เราไม่มีสังกัดแล้ว เราได้เป็นตัวของตัวเอง แพตบอกว่า แพตว่ามันส่งเสริมกันมา ตอนอยู่ในค่ายด้วยความที่ว่า เนเจอร์แพตเป็นคนพุ่งไปข้างหน้า ให้ลองอะไรลอง ให้ทำอะไรทำ มีอะไรมาก็ทำ ถูกมันเกิดการ digest แล้วมันเป็นการพัฒนาที่มาถึงตรงนี้
ณ ตอนนั้นแพตไม่รู้ด้วยซ้ำแพตต้องการอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นคนประเภทไหน แต่แพตรู้แค่ว่าเค้าเอามาให้แพตลองก็ลอง แพตไม่ชอบก็เดินออกไปจบ มัน repeat อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเหมือนทำให้เราได้รู้ว่าเราต้องการอะไร แล้วเราชอบอะไร เราสบายตัวกับอะไร ถ้า ณ ตอนนั้นแพตไม่เคยได้ลองสิ่งเหล่านั้น แพตไม่รู้นะว่าทุกวันเนี้ยแพตชอบอะไร แล้วแพตอยากได้อะไร แพตอยากทำอะไร ไม่ได้รู้สึกโกรธกับที่ผ่านมาเลย ไม่ได้รู้สึกว่าเสียเวลากับที่ผ่านมาเลยสักวินาทีเดียว
ถามว่าแต่การที่ได้ปลดล็อกแล้วออกมาเป็นศิลปินที่ไม่มีสังกัด ตัวตนของตัวเองออกมาเยอะขนาดไหน แพตกล่าวว่า ตอนมหาวิทยาลัยใจแตก รอบที่ 2 คือตอนที่ออกมาจากค่าย มันแบบว่าออกมาโว้ย ไปสุด คือมันไม่ต้องมีใครที่ต้องรับผิดชอบ มันไม่ต้องมีใครที่ต้องรับผิดชอบแล้วมันไม่มีใครที่จะต้องมารับผิดชอบความฉิบหาxของแพตแล้ว เราไม่ต้องเกรงใจใครอีกแล้ว
กับคำถามตอนแรกที่บ้านห้ามไหม แพตบอกว่า ไม่ได้ห้ามอยู่แล้ว เพราะปะป๊าแพตรู้ว่ารับผิดชอบตัวเองได้ แพตกลับบ้านทุกวัน เพราะติดเตียงนอนบ้านตัวเองมาก ตอนที่อยู่ในค่ายเต็มร้อยเป็นตัวเองประมาณ 50-60 มันเป็นวัยที่แพตพยายามอยากทดลอง เป็นวัยทดลองเลย มีการทดลองต่างๆ ที่มีทั้งเหมาะสม บ้างและไม่เหมาะสมบ้าง เป็นเรื่องปกติในช่วงค้นหาตัวเอง
ถามว่าแล้วการที่บางทีถูกปฏิเสธงานหรือถูกปฏิเสธอะไรหลายๆ อย่างในช่วงนั้นเพราะว่าเราไม่ได้เป็นตัวของเราเองหรือว่าเรายังไม่ดีพอ แพตบอกว่า ต้องย้อนเล่าว่าจริงๆ ไม่ได้วางแผนชีวิตให้มันอยู่ตรงนี้ ไม่ได้มีความต้องการในเป้าหมายจุดสูงสุดอะไรเลย ใช้ชีวิตกึ่งหลับกึ่งตื่น ใครให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้คิดว่าจะต้องประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ ไม่ได้คิดว่าจะต้องดังเท่าไหร่ บวกกับการเป็นคนชิล
แล้วแพตเจอคำพูดเยอะมาก มีที่ไปแคสต์แล้วอยากเล่นมากแต่สุดท้ายไม่ได้ แพตก็จะถามตลอดว่าเราอยากรู้เหตุผลเพราะอะไร เขาตอบแพตกลับมาว่าพี่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับแคสติ้งแพตเลย แต่ผู้ใหญ่เขาก็มองว่าเราอาจจะดังไม่พอ เราเข้าใจทุกอย่าง
แต่พอกลับบ้านมาแล้วแบบเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คิดว่า หรือการที่อยู่ตรงนี้แล้วต้องดังขึ้น ไม่ต้องเท่าไหร่ก็ได้ แต่ดังให้คนพอรู้จักหรืออะไรก็ตามแต่ หรือว่าความดังมันมีผลจริงๆ มันครั้งแรกในชีวิตเลยที่คิดว่าเพื่อนๆ ในค่ายที่พยายามกัน เขาพยายามกันเพราะอะไร เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เริ่มเข้าใจและตั้งคำถามกับตัวเองว่าหรือว่าการที่โอกาสดีๆ หรือโอกาสในการเล่นโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ยูก็ต้องดัง นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่แพตเริ่มรู้สึกว่าต้องพยายามมากขึ้น มันชาไปนิดนึง
นอกจากนี้แพตเล่าถึงเรื่องที่มีคนนึงมาพูดกับแพตว่า “เนี่ย มึงมัวแต่เลือกรับงานแบบเนี้ย มึงมัวแต่ทำตัวแบบเนี้ย มึงวางตัวแบบเนี้ย การที่มึงเป็นของมึงแบบเนี้ย เมื่อไหร่มึงจะได้ดีวะ” แพตแบบได้ดีคืออะไร เราไม่เคยมีมายด์เซตด้วยซ้ำว่าเราจะต้องเอาอะไร จากการที่เป็นนักแสดง ณ ตอนนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำ แล้วตอนนั้นโกรธมาก รู้สึกว่ามองหน้าแบบตาแข็งเลยว่าแบบได้ดีของพี่คืออะไรวะ แบบยูไม่รู้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องมาสอนขนาดนี้
มันจะมีคนในวงการบันเทิงเยอะมากๆ ที่สอนเยอะมากจนแพตรู้สึกว่า โห มันไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะ take ซีเรียสกันขนาดนั้น แพทเป็นคนชิล แต่การที่ต้องเจอคนพูดแบบนั้นที่มันกระแทกใจในครั้งนั้น แพตจำจนถึงทุกวันนี้ว่าเขาเคยพูดประโยคนี้กับแพต แล้วแพตก็คิดว่า 10 ปีฉันรอได้นะ มันอาจจะไม่ได้ได้ดีในเวอร์ชั่นที่เขาคิด แต่แพตจะดีกว่าวันที่เขาพูดต่อหน้าแพตให้ดู แล้วแพตจะทำให้เขารู้ว่ากูสามารถดีขึ้นได้มากกว่าวันนั้น โดยที่กูเป็นตัวเอง แล้วกูจะดีในเวอร์ชั่นที่กูโคตรรักตัวเองเลยด้วย
เมื่อแนท ธนวลัย บอกว่า "แต่นี่ไงเธอทำแล้วนะ empower แล้ว" แพตบอกว่า "เฮ้ย ฉันทำแล้วเหรอ ฉันทำได้แล้ว เออ..แต่แพตไม่ได้รู้สึกจะเป็นจะตายกับการที่เราต้องอยู่กับสิ่งนี้เป็น 10 ปี รู้สึกแบบจำได้ สบายๆ เดี๋ยวมึงคอยดู เวลาไปเจอกันตามงานก็จะแบบว่าไงพี่ (ทำหน้ามอง) ซึ่งวิธีการของเขาเป็นวิธีการที่แพตไม่ทำกับเพื่อน เราจะไม่เอาเขามาอยู่ในชีวิต มันเป็นการคัดกรองคนประเภทนี้ ทำให้ชีวิตมีความสุขง่ายมาก"
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม