ออกมาอัปเดตเล่าเรื่องราวชีวิตในครึ่งปีแรกที่ผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ สำหรับ ใบเฟิร์น อัญชสา มงคลสมัย ซึ่งเจ้าตัวได้เผยว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้ผ่านความเจ็บปวดมามากมาย ในวัย 33 ปี เหมือนชีวิตนั่งรถไฟเหาะตลอดเวลา มีทั้งรู้สึกดีใจ ใจแตกสลาย และลุ้นระทึก ในนาทีที่ตั้งท้องโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายใจแตกสลายเพราะน้องไม่อยู่แล้ว อีกทั้งเกือบจะเป็นมะเร็ง

ใบเฟิร์น เล่าว่า อัปเดตชีวิตในวัย 33 ปี เกือบเป็นมะเร็งแล้วก็เกือบได้เป็นแม่คน คลิปนี้จะเล่า ยาว ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะว่า 2 เหตุการณ์นี้มันค่อนข้างจะทับซ้อนกันอยู่ และอยากเล่าแบบเรียลที่สุด

ตั้งแต่แต่งงานมา 4 ปี มีคนถามตลอดว่าเมื่อไหร่จะมีลูก 2-3 ปีแรกเราอยากใช้ชีวิตผจญภัยให้เต็มที่ก่อน จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ตัดสินใจว่าพร้อมจะมีลูก สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปถอดห่วงคุมกำเนิดที่ใส่มา 4-5 ปีออก และเป้าหมายของการใส่ห่วงคุมกำเนิดเพราะอยากให้ปวดท้องประจำเดือนลดลง และหมอบอกว่ามันอาจจะทำให้ก้อนเนื้อเล็กๆ พวกนั้นหลุดออกไปได้

4-5 ปีที่ใส่ห่วงคุมกำเนิดมาแฮปปี้มากๆ เพราะแทบจะไม่มีประจำเดือนเลย และมาน้อยมาก และไม่เคยปวดท้องประจำเดือนเลย 4-5 ปี ซึ่งมันคือผลพลอยได้

หมอบอกว่าหลังถอดห่วง 1-3 เดือนก็น่าจะพร้อมมีลูกได้ ก็เลยไปถอดห่วงเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ปรากฏว่าประจำเดือนไม่มาเลย 3 เดือน พออัลตราซาวด์ดูพบว่าผนังมดลูกบางมากแค่ 4 มิลลิเมตร ปกติควรจะ 8 มิลลิเมตรขึ้นไป จนต้องส่องกล้องและเจอว่า มีผังผืดในมดลูกเต็มไปหมด แทบจะเป็นสีขาวเลย เป็นไปไม่ได้ที่ตัวอ่อนจะฝังตัว

คุณหมอสันนิษฐานว่าเกิดจากห่วงคุมกำเนิด มันเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปอยู่ในร่างกายเรา และเคลื่อนผิดตำแหน่ง อยู่ลึกเกินไปในจุดที่ใส่ในระยะเวลานาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนี้ทุกคน แต่ตัวเองคือคนที่โชคร้ายเลยก็ว่าได้

...

วิธีแก้คือต้องส่องกล้องทำลายผังผืดในมดลูกให้หมด แล้วฉีดเจลเข้าไปในมดลูก ซึ่งต้องรอเจลไหลออกหมดอีก 2-3 เดือน ทำให้แผนมีลูกลากยาวมาจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งจริงๆ ตั้งใจจะมีลูกตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

แต่พอเจลออกหมด ก็ตั้งใจว่าจะมีลูก แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น มีช่วงหนึ่งเฟิร์นได้คุยกับเพื่อนที่เป็นมะเร็งตั้งแต่อายุ 24 เลยฉุกคิดได้ว่าอยากไปตรวจสุขภาพประจำปีดูบ้าง เพราะไม่เคยตรวจเลย ตอนทำแมมโมแกรมไม่เจออะไร แต่พออัลตราซาวด์เต้านม เจอก้อนเนื้อขนาดเซนติเมตรกว่า ๆ และค่า BI-RADS อยู่ที่ 4A ซึ่งเป็นระดับที่ต้องตรวจอย่างละเอียดเพื่อเช็กว่าเป็นมะเร็งไหม จึงต้องทำการเจาะสุ่มตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) สุ่มเจาะไป 4 จุด

ใบเฟิร์น ได้เล่าวินาทีที่เข้าไปฟังผลตรวจชิ้นเนื้อ บอกว่า วันที่ไปทำการเจาะสุ่มตรวจชิ้นเนื้อคือวันที่ 4 มกราคม หมอบอกว่าผลจะออกอีก 2 อาทิตย์ แต่ผลออกเร็วกว่าที่คิดคือ วันที่ 8 มกราคม ไปฟังผล ซึ่งตอนนั้นไม่ได้กังวลอะไรเลย เพราะคนในครอบครัวไม่ได้มีใครเป็นมะเร็งเลย และตัวเองก็ใช้ชีวิตเฮลตี้มาตลอด

หมอบอกว่า ชิ้นเนื้อนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และเข้าข่ายลักษณะของมะเร็งชนิดหนึ่ง ตอนนั้นในหัวเฟิร์นไม่ได้กลัวเรื่องมะเร็งเลยนะ เพราะคิดว่าก้อนเล็กคงรักษาหาย แต่คำถามแรกที่ถามหมอเลยคือ “แล้วหนูจะมีลูกได้ไหม?” เพราะช่วงที่ฟังผลมันเป็นช่วงที่เฟิร์นกำลังทำภารกิจมีลูกธรรมชาติพอดี เหมือนโลกถล่มลงมาเลย เพราะการมีลูกคือความฝันของเรา

หมอบอกว่า ต้องดูว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน ระยะไหน ถ้าผลออกมาดีที่สุดคือรักษาจบใน 6 เดือน และต้องพักยาวไป 1-4 ปี กว่าจะมีลูกได้ ตอนนั้นไม่ได้เครียดเลยว่าจะเป็นมะเร็ง แต่เครียดมากกว่าว่าถ้ามีลูกไม่ได้ ถ้าต้องรอให้หายถึงตอนนั้นอายุก็จะเยอะเกินไปแล้ว

และในตอนนั้นอยู่ในช่วงภารกิจทำลูกพอดี เพราะเราทำแบบธรรมชาติ และไม่รู้ว่าที่ทำไปแล้วจะติดหรือเปล่า ก็เลยถามหมอว่า แล้วที่เราพยายามมีลูกแบบธรรมชาติไปแล้ว แล้วถ้าติดจะทำอย่างไรต่อ หมอก็บอกว่า มีแค่ 2 ทางเลือก คือ

1. ท้องต่อ เก็บลูกไว้ แต่เท่ากับว่าเฟิร์นจะไม่ได้รักษามะเร็งไปอีกเป็นปีเหมือนกัน ซึ่งในระยะเวลานั้นไม่รู้ว่ามะเร็งจะลามไปถึงไหน

...

2. เอาเด็กออก แล้วรักษาตัวเราให้หายก่อน แล้วค่อยเริ่มใหม่

ถึงแม้จะรู้ว่าต้องเลือกทางที่ 2 แต่ในใจคนอยากมีลูกมันตัดสินใจยากมาก ๆ แต่คุณหมอก็ปลอบใจว่ามันเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่ดุร้าย ไม่กระจายตัว ตอนนั้นรู้สึกเสียใจอยู่ 3 เรื่อง คือ ทำไมไม่นอนให้เร็วขึ้น, ทำไมไม่เครียดให้น้อยลง และรู้สึกว่าทำประกันโรคร้ายแรงไว้น้อยเกินไป

ตนเองนัดผ่าตัดก้อนเนื้อออก พร้อมกับผ่าตรวจต่อมน้ำเหลืองเพื่อเช็กการลาม ฟื้นขึ้นมา หมอบอกข่าวดีแรกคือต่อมน้ำเหลืองไม่พบเชื้อมะเร็ง และหลังจากผ่าตัดผ่านไป 1 อาทิตย์ หมอนัดไปฟังผลก้อนเนื้อทั้งหมด หมอบอกว่า “สรุปหนูไม่ได้เป็นมะเร็ง” ตอนนั้นคือเหวอและงงมาก เพราะใช้ชีวิตในฐานะคนเป็นมะเร็งมาเดือนกว่า ปรับอารมณ์ไม่ถูก

แต่มันคือข่าวดีที่สุด เหมือนชีวิตมอบโอกาสครั้งที่ 2 ให้เฟิร์นได้กลับมาปรับเปลี่ยน Mindset ปล่อยวางเรื่องเครียด ๆ และรีบทำประกันโรคร้ายแรงทันที

หลังจากที่เรื่องมะเร็งผ่านไป ใบเฟิร์น ก็ได้เล่าถึงภารกิจการมีลูก บอกว่า

“พอมรสุมเรื่องมะเร็งผ่านพ้นไป ก็เริ่มภารกิจมีลูกต่อทันที ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปล่อยธรรมชาติแบบไม่ได้กินยาฮอร์โมนกระตุ้นเลย ผนังมดลูกตอนนั้นแค่ 6 มิลลิเมตร คิดว่าอย่างไรก็ไม่ติด เดือนมีนาคมเฟิร์นยังไปทริปดำน้ำที่มัลดีฟส์ แบกแทงก์หนัก ๆ กระโดดน้ำโครม ๆ ทุกวัน ประจำเดือนก็มาแบบกะปริดกะปรอยเลยมั่นใจว่าไม่ท้องแน่ ๆ

จนวันสุดท้ายรู้สึกง่วงผิดปกติ พอกลับมาไทยไปหาหมอตรวจอัลตราซาวด์มดลูกเพื่อวางแผนต่อ คุณหมอทักขึ้นมาว่า “นี่ไง ถุงการตั้งครรภ์” ช็อกมาก! ภาพแฟลชแบ็กตอนดำน้ำกระแทกคลื่นลอยมาเลย แต่หมอบอกถุงตั้งครรภ์สมบูรณ์ดี เฟิร์นเลยกลับมาทำคลิปเซอร์ไพรส์พี่บอม (สามี) พี่บอมดีใจจนน้ำตาซึม

...

ตอนอายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ ไปอัลตราซาวด์กับพี่บอม ได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นตุบ ๆ วิเศษมาก แต่พอสัปดาห์ที่ 7 กว่า ๆ กลับมาจากทำงานที่จีน ไปตรวจซ้ำเพราะหมอบอกรอบนี้จะได้ยินชัดขึ้น ปรากฏว่าหมอเงียบ... แล้วบอกว่า “หมอหาเสียงหัวใจน้องไม่เจอ” เป็นโมเมนต์ที่ช็อกที่สุดในชีวิต เหมือนชีวิตมันโรลเลอร์โคสเตอร์ เพราะตั้งใจมาฟังหัวใจของลูกเรา กลายเป็นว่าเสียงหัวใจมันหยุดไปแล้ว

มันทนทุกข์อยู่ 4 วันเพื่อรออัลตราซาวด์ซ้ำตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ในใจเฟิร์นรู้เลย เพราะอาการคนท้อง เช่น อาการง่วง หรืออยากกินตลอดเวลา มันหายไปหมดเลย พอตรวจซ้ำสรุปว่าน้องไม่อยู่แล้วจริง ๆ (แท้งในระยะเริ่มต้น) เสียใจมาก โทษตัวเอง วนเวียนถามว่าเราทำอะไรผิด

เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ตอนนี้ดีขึ้นพอที่จะเล่าได้แล้ว หลังจากนี้ตั้งใจว่าจะ “ใส่ตัวอ่อน” (ทำเด็กหลอดแก้ว) ไปเลย เพราะหลอนและกลัวการท้องธรรมชาติแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก อย่างน้อยการคัดตัวอ่อนก็ช่วยลดความเสี่ยงที่ควบคุมได้

ช่วงนี้ยอมรับว่าเล่นโซเชียลน้อยลงเพราะเห็นคนคลอดลูกแล้วมันทริกเกอร์ แต่เฟิร์นผ่านมาได้เพราะคนรอบข้าง ทั้งพี่บอม ครอบครัว และน้อง ๆ ในออฟฟิศ

เฟิร์นอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอภาวะเดียวกันนะคะ วันหนึ่งมันจะเป็นวันของเรา คลิปนี้ถือเป็นการอัปเดตชีวิตในวัย 33 ปีที่เจออะไรมาเยอะมาก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นค่ะ”

หลายคนที่ได้ฟังคลิปดังกล่าว ต่างเข้ามาส่งกำลังใจให้กับ ใบเฟิร์น กันจำนวนมาก.

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

...