ก่อนหน้านี้ เคยกลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทำเอาแฟนๆ ส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม เมื่อ เมย์ จีระนันท์ กิจประสาน ได้หนีออกจากบ้าน ทำให้คุณแม่ ต้องประกาศตามหาในโซเชียล จนกลายเป็นข่าวดัง และสุดท้าย เมย์ ก็กลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย 

ล่าสุด เมย์ กับ คุณแม่ ก็ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังต้องเผชิญกับภาวะเครียดสะสมจากพิษเศรษฐกิจและปัญหารายได้ จนถึงขั้นเกือบสิ้นชื่อเพราะถูกมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบของคนรัก ก่อนที่พระอาจารย์จะช่วยดึงสติบิณฑบาตชีวิตไว้ได้ทัน

ตอนนี้ครอบครัวเราเป็นยังไงบ้าง?

เมย์ "แม่ก็แฮปปี้ดีค่ะ เข้าใจกันมากขึ้นค่ะ คุณแม่ก็ปรับตัวเข้าหาด้วย แล้วก็ล่าสุดก็ทำสวยมาก็เลยแฮปปี้ขึ้นด้วยค่ะ"

ที่ผ่านมามันเกิดเรื่องอะไรมายังไง?

เมย์ "ก็คือมันก็สะสมมาเรื่อย ๆ ค่ะ จากเรื่องของเศรษฐกิจด้วย แล้วก็มีประสบปัญหาเรื่องของการทำงาน เรื่องของธุรกิจด้วย พอมันผิดหวังซ้ำ ๆ มันก็เลยเกิดความเครียดสะสมอะไรเงี้ยค่ะ แล้วเมย์ก็มีคุณแม่กันสองคน เวลามีอะไรคุณแม่ก็จะเป็นคนที่แบบเหมือนรับ เมย์เก็บทุกอย่างเอาไว้แล้วไม่รู้จะระบายกับใคร แต่ว่าคนที่ใกล้ชิดเมย์ที่สุดก็คือคุณแม่ 

ทีนี้พอเมย์เครียดปุ๊บ ผิดหวังซ้ำ ๆ คุณแม่ก็เลยรับเอาความทุกข์ใจของเมย์ แล้วเหมือนเมย์มาระบายที่เขาอ่ะค่ะ แล้วมันก็เลยเกิดจุดที่พอมีเหตุการณ์ที่มีคนเข้ามาทำร้ายเรา เมย์ก็เลยแบบเหมือนทุกอย่างมันประดังเข้ามาในเวลานั้นค่ะ"

ในมุมของเมย์ สำหรับเรา สิ่งที่มันเจอคืออะไร?

เมย์ "จริง ๆ แล้วมันคือเมย์อยู่ในจุดที่แบบ ตอนนั้นเมย์คิดว่าเมย์ไม่เอาอะไรแล้วอ่ะค่ะ แล้วก็คือยอมแพ้กับทุกอย่างแล้ว พอเราเจอคนที่แบบมาทำร้ายเราอย่างเงี้ย ซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อน เมย์ก็รู้สึกว่าการมองโลกอ่ะมันเปลี่ยนไป แต่ว่าก็ต้องขอบคุณคุณแม่ที่แบบคอยฉุดดึงให้เมย์แบบอยู่ต่อนะคะ แล้วก็ให้กำลังใจ ให้อภัย ให้ทุกอย่างนะคะ แล้วก็ที่สำคัญก็คือมีแฟนคลับเล็ก ๆ ที่เขาเห็นใจและให้กำลังใจเราสองคน ก็ทำให้มันผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ค่ะ ต้องขอบคุณทุกคนด้วยค่ะ"

...


สิ่งที่เจอกันมา เป็นยังไงบ้าง?

คุณแม่ "เราต้องอดทนอย่างมากเลยค่ะ ทั้งพอเรารับพลังงานที่ลูกเขาได้รับผลกระทบมาเนี่ย ก็ทำให้เราต้องรักษาใจตัวเองด้วย แล้วก็พยายามเข้าใจเขา ประคับประคองครอบครัวไว้ แต่ว่ามันก็มีบางช่วงที่ตัวเราเองเราก็แย่เหมือนกัน เพราะว่าเราอยู่กันสองคนอย่างเงี้ย ความทุกข์ของลูก เราก็แบ่งมา แต่เราไม่สามารถจะช่วยอะไรลูกได้ นอกจากการให้กำลังใจเขา 

มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราผิดพลาดอะไร ทำไมเราไม่สามารถจะปกป้องลูกได้จากคนไม่ดีอย่างเงี้ย ก็เลยมีความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นแม่ที่ไม่สามารถจะดูแลลูกได้เหมือนเมื่อก่อน ตรงเนี้ยค่ะก็รู้สึกโทษตัวเองมากกว่า แต่ก็เห็นใจเขาเพราะเขาแบกรับทุกอย่าง 

จากเมื่อก่อนเราช่วยกันได้ แล้วพอแม่อายุมากขึ้น แม่ก็ไม่สามารถจะซัพพอร์ตเขาได้ทุก ๆ เรื่อง แล้วภาระก็เลยไปตกแค่เขาคนเดียว คุณแม่ก็เลยพยายามเข้าใจเขา แต่ว่ามันก็มีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่บางครั้งเราก็อึดอัด แต่เราก็ไม่สามารถที่จะพูดอะไรแรง ๆ ได้ แต่มีวันหนึ่งเราพูดอะไรแรงไป มันก็เลยมีผลกระทบกับจิตใจเขา 

ตรงเนี้ยแม่ก็เลยรู้สึกว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์อย่างงั้นไม่ได้แล้ว ก็พยายามหาจุดที่มันอยู่ตรงกลางให้ได้ แม่ก็พยายามหาวิธีว่าเราจะประคับประคองครอบครัวยังไงให้ผ่านเรื่องร้าย ๆ ไปได้ และให้ลูกกลับมาทำงานได้ เพราะว่าตอนที่ลูกเจอปัญหาหนัก ๆ เนี่ย ลูกไม่เอาอะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตของเขาเขาก็ไม่อยากได้

แม่เอง แม่จะไปบวช ตัวเขาบอกว่า "หนูดีใจนะที่แม่จะไปบวช หนูจะได้หมดห่วง" แต่ตัวเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น ตัวเขาคิดว่าถ้าเราไปบวชได้ เขาจะได้ไปของเขาคนเดียว"

สิ่งที่ไปคือการจบชีวิต?

เมย์ "คือมันผ่านตรงนั้นมาแล้วที่มันเลวร้ายที่สุด แต่คุณแม่ก็พยายามดึงทุกอย่าง แล้วก็แบบถึงขั้นว่าพาไปปฏิบัติธรรมตามอาจารย์ที่นับถือ ท่านก็โทรมาขอบิณฑบาตรชีวิต"

คุณแม่ "วันนั้นคือวันที่เป็นวันที่คุณแม่มืดแปดด้านเลยว่าจะทำยังไงดี เพราะว่าลูกไม่เอาอะไรเลย ลูกมีความรู้สึกว่าโลกนี้มันโหดร้าย จากที่เขาเคยเข้มแข็ง พอมาเจอเหตุการณ์ที่มันต้องเสียใจหลาย ๆ ครั้งอย่างเงี้ย เขาก็บอกว่า "คุณแม่ขอชีวิตหนูเถอะ ขอหนูกลับคืนมาได้ไหม ชีวิตเป็นของหนูนะ หนูขอเลือกเอง" 

คำพูดประโยคนี้แหละที่ทำให้เราตัดสินใจโทรหาพระอาจารย์ท่านหนึ่ง (พระครูไทย) ขอให้ท่านช่วยหน่อยเพราะคุณแม่ไม่ไหวแล้ว พระครูไทยก็เลยบิณฑบาตชีวิตเขาไว้ ท่านก็ได้สติ ตั้งแต่วันนั้น แต่นานแล้วนะคะ ก่อนตอนที่เกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ ตอนนั้นน่ะค่ะ

พอกลับมาคุยกันว่า เอ๊ะเราจะเอายังไงดีกับครอบครัวของเรา คุณแม่ก็เลยต้องปรับตัว พยายามเข้าใจเขามากขึ้น พยายามอยู่กับตัวเองให้ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาเนี่ย เรารู้สึกว่าชีวิตเราทำไมต้องติดอยู่กับลูก อันนี้คือความผิดที่แม่รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดตรงนี้ เพราะเราไปยึดติดกับลูกมาก เราไปคิดว่า เอ้ย เราจะต้องอยู่กับลูกเหมือนเป็นเงาตามตัวอย่างเงี้ย จนบางครั้งทำให้ลูกเราเขาอึดอัดแต่ไม่กล้าที่จะบอก"

...

เมย์ "เป็นห่วงที่จะบอกค่ะ เพราะอยู่กันสองคน ถ้าแม่ไม่หยุดแล้วเราก็ยังแบบเหมือนยังไม่แข็งแรงพอ เรายังไม่มั่นคง แล้วก็ยังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝา เขาก็เลยกลัวว่าแบบถ้าไม่มีเขา เขาก็เลยพยายามแบบเคี่ยวเข็นให้หนูทำทุกอย่าง อยากให้เราได้ดี อย่างกระแสดราม่าเนี่ยก็บอกว่าที่เกิดเรื่องขึ้นเป็นเพราะคุณแม่บังคับหรือทำให้เรื่องราวมันบานปลาย จริง ๆ 

คุณแม่ไม่ได้เป็นคนที่บังคับอะไรเลยนะคะ เช่นแบบเมย์อยากจะทำอะไร เมย์อยากจะอยู่หรือไม่อยู่ในวงการ เรื่องตอนที่เมย์ไม่ต่อสัญญาเมย์ก็เป็นคนตัดสินใจเอง และทุกอย่างเลยในการทำงาน เมย์อยากไปเดินเส้นทางนี้แม่ก็สนับสนุน 

อย่างเรื่องเมย์โดนคนที่เข้ามาทำร้าย โดนที่หลอกอ่ะค่ะ คือคุณแม่ก็ไม่ได้ปิด แต่ว่าตอนหลัง ๆ เนี่ยเขาเริ่มเห็นแล้วว่าคนนี้เป็นคนไม่ดี ซึ่งก็ไม่ดีจริงๆ เขาเป็นคนที่มาหลอกเรา เป็นมิจฉาชีพอะไรอย่างเงี้ย คือทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นเร็วมาก แต่ด้วยความที่ตอนนั้นมันเร็วมาก ก็แบบรู้สึกว่าทำไมแม่ต้องแบบมาตัดสินใจแทน คือตอนนั้นก็ยัง 50-50 อยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อคุณแม่แต่ว่าตรงนั้นคือเราไม่เคยโดนหลอกอ่ะ เราก็เลยแบบไม่คิดว่าจะมีใครที่เลวร้ายได้ขนาดนี้ คือไม่เคยเจอมิจฉาชีพ สุดท้ายก็คือสิ่งที่แม่เตือนมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ"

มันเกิดจากเรื่องรักด้วยใช่ไหม ที่ทำให้คุณแม่และคุณลูกทะเลาะกันในสิ่งที่เป็น?

เมย์ "รู้สึกคืออย่างที่บอกแล้วว่ามันเริ่มต้นจากความรักมากๆ นะคะ แล้วก็ความหวังและอยากจะดูแล ใครที่เข้ามาเนี่ย ที่ผ่านมาที่เมย์เคยมีแฟน คุณแม่ก็ไม่เคยยุ่ง เมย์ตัดสินใจคบและเลือกเอง แต่คนล่าสุดเนี่ย เมย์ก็ไม่เคยมีแฟนมานานมาก แต่คนนี้เขาเป็นมิจฉาชีพ ซึ่งเขาเข้าตามตรอกออกตามประตู เขาเข้าทางคุณแม่ 

เขารู้วิธีที่จะเข้าหา ไปทานข้าว ไปเจอกันไม่กี่ครั้ง 2-3 ครั้งคุณแม่ก็ไปด้วย คือทุกอย่างมันแนบเนียนมาก ตอนแรกเราก็คิดว่าเพราะเขาคือมิจฉาชีพ เขาจัดฉากให้เราเห็น แล้วมันเกิดขึ้นเร็วในเวลาแค่ 2-3 เดือนที่ตัดสินใจคบกัน"

...


พอจะบอกตัวเลขได้ไหมว่าสูญเสียไปอะไรยังไง?

เมย์ "อ๋อ หนูยังไม่ได้สูญเสียเรื่องเงินค่ะ เพราะนี่แหละคุณแม่เขาได้กลิ่นก่อน เอ๊ะ ๆ ก่อน"

คุณแม่ เอ๊ะ ตรงไหนว่าเขามาหลอก มาไม่ดี?

คุณแม่ "ทีแรกเลยแม่ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ เขาไม่มีตัวตนนะ เพราะว่าในเพจของเขา ในช่องของเขาเนี่ย เขาไม่มีอะไรที่ชัดเจนเลย แต่เราก็พยายามให้โอกาสเขาเพราะว่าเขามาดี พยายามให้โอกาสให้เขาได้ศึกษากันก่อน แต่มันมีหลาย ๆ เหตุการณ์ที่แบบเขาพูดแบบนี้วันนี้ แต่เขาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่น เราจะไปเจอพาคุณแม่เขามา หาคุณแม่เรา เขาก็เลื่อนไปเลื่อนมาอย่างงี้หลาย ๆ ครั้ง หรือจะพาเรากับคุณแม่ไปหาคุณพ่อคุณแม่เขา เขาก็เลื่อนอีก จนคุณแม่ก็เริ่มเอะใจแล้วว่ามันหลาย ๆ อย่างด้วย มันดูปลอมไปหมด"

ในมุมของเมย์ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเรารักผู้ชายคนนี้ จนตอนนั้นไม่คิดว่าเขาจะมาหลอก?

เมย์ "ตอนนั้นคือเขารู้จุดที่เรารู้สึกชอบ เขาเป็นคนดี เข้ามาดูแล แล้วเขาก็ทำการบ้านมาดีมาก คือแบบรู้ว่าเราชอบไหว้พระ ธรรมะ อะไรอย่างเงี้ย เขาก็มาทางนี้เลย สวดมนต์อะไรอย่างเงี้ย เราก็เลยคิดว่า 'เฮ้ย คนดี' อะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็เลยแบบ... ตอนนี้เรารู้เลยว่าดูแค่ผิวเผินไม่ได้แล้ว ต้องเทสต์ค่ะ"

...

แล้วเรารู้ตอนไหนว่าเขามาหลอกเรา?

เมย์ "คือตอนที่เขาเริ่มเลื่อนไปเรื่อย ๆ แต่งเรื่องอะไรอย่างงี้ แล้วเขาเริ่ม Toxic กับเรา เริ่มแบบว่าปั่นหัวให้เราเป็นห่วงเขามากๆ เริ่มแบบบอกว่าเขาเป็นซึมเศร้า จะฆ่าตัวตาย ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเฮ้ยเราตกใจอ่ะ เพราะเรากลัวว่าเราจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนต้องตาย คือมันมีสตอรี่เยอะมาก ๆ ซึ่งคุณแม่เห็นแล้วว่าคบกันแล้วมันดิ่งลง เราก็ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ แม่ก็เริ่มแตกหัก แต่เราก็รู้สึกว่าเฮ้ยเราโตแล้วอะไรอย่างเงี้ย ช่วงนั้นมันเร็ว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว มันก็เลยทำให้เริ่มรู้สึกว่าแม่เข้ามาก้าวก่ายหรือเปล่า"

คุณแม่ "นั่นแหละค่ะ เขาเริ่มรู้สึกว่าเรากีดกัน ต่อต้านรึเปล่า แต่เราเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ในสายตาเราตลอด"

เมย์ "แต่คุณแม่เป็นคนที่เวลาโมโหแล้วด่าแรง หนูก็เลยเตลิดเลย"

ที่หนูหนีออกจากบ้านใช่ไหม?

เมย์ "ใช่ค่ะ ก็คือโดนด่า โดนอะไร แล้วเราคือดิ่งอยู่แล้ว คือทางนั้นเขาก็ใช้ไม้ตายว่า เขาเป็นโรคซึมเศร้า แม่ก็ขีดเส้นเลยว่าให้เลิกอย่างเงี้ย เราก็เลยไม่รู้จะเลือกยังไง เลยโดนไล่ออกจากบ้าน โดนด่าแรง ก็ไปละ"

แล้วเมย์เป็นไงบ้าง รู้สึกไหมว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา?

เมย์ "คือหนูมองว่ามันเป็นเรื่องของอาจจะเป็นเรื่องกรรมที่หนูอาจจะเคยไปทำร้ายในอดีตชาติของหนู เพราะหนูมั่นใจว่าชาตินี้หนูไม่เคยทำร้ายหรือว่าใครนะคะ ไม่เคยหลอกใคร ไม่เคยแบบนี้เลย แล้วก็ไม่คิดว่าจะมีใครที่กล้าทำร้ายเรา ก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของกรรม ก็ถือว่าชดใช้กันไปค่ะ ก็อโหสิกรรมกันไป ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มารบกวนอะไรแล้ว เพราะพอเรื่องไปถึงตำรวจ เขาก็กลัว เขาก็ไม่มายุ่งแล้วค่ะ เจอตอนนี้ก็ไม่เจอ ไม่อยากเจอด้วยค่ะ"

แต่พอแม่ลูกกลับมาคุยกัน ตอนนั้นลูกถึงขั้นรู้สึกว่าแม่ อย่ามายุ่งกับฉัน เลยไหม?

เมย์ "คือตอนนั้นมันไม่ใช่แบบนั้นค่ะ แต่อารมณ์คือ "แม่คะ หนูอ่ะไม่เอาชีวิตตัวเองแล้ว" คือตัวเองก็ยังไม่อยากเอา คือที่หนูหนีออกไปนั่นคือหนูจะไปจบชีวิตนะคะ เพราะว่าทางคุณแม่ก็ไม่ให้คบกัน ทางนั้นก็จะฆ่าตัวตาย หนูเองก็มีปัญหาเรื่องส่วนตัว หนูไม่ได้โทษเรื่องนี้อย่างเดียว คือหนูก็มีความเครียดในเรื่องของการงานด้วย ที่หนูมีปัญหาหนูก็ยังไม่รู้ว่าหนูจะแก้ยังไง มันก็เลยรวมกันไปหมดเลย ก็เลยคิดว่า เฮ้ย ยอมแพ้กับชีวิตแล้วในตอนนั้น 

คุณแม่พยายามพากลับมาปุ๊บ เราก็ยังไม่เข้าใจกันอยู่ แต่ว่าสุดท้ายเลยก็คือพระครูไทยที่ท่านขอบิณฑบาตชีวิตไว้ หลังจากนั้นเราก็มาปฏิบัติธรรม แล้วคุณแม่ก็ให้ความเข้าใจหนู จากที่เคยแบบว่าหนูแรง ๆ ก็เริ่มพูดคุยกันดี ๆ หนูก็เริ่มเย็นลง แฟนคลับ เรื่องงานเรื่องอะไรที่มันเริ่มค่อย ๆ ดีขึ้น หนูยอมรับความจริง และปล่อยวางมากขึ้นค่ะ"

คือเราไม่ได้ไปซึมเศร้าอะไร สภาพตอนนั้นมีอาการซึมเศร้าไหม?

เมย์ "หนูเคยไปพบคุณหมอนะคะ ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องอ่ะค่ะ ก็คือไปรักษา ทานยา แต่ว่าเขาบอกว่าหนูเป็นแค่เริ่ม ๆ จากเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหางาน ก็กินยาเดือนกระปุกหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเจอปัญหาอะไรวันนี้หนูก็คิดว่าหนูไม่ได้เป็นค่ะ"

วันนี้พอเรากลับมาคุยกับแม่ เราเป็นแม่ลูกที่มีกันสองคน มันต้องให้คำสัญญากันยังไงบ้าง?

คุณแม่ "แม่ไม่ได้ให้สัญญาเขานะคะ แต่ว่าแม่กลับมามองตัวเองว่า เอ้ย เราอ่ะรักลูกเกินไปหรือเปล่า ห่วงลูกเกินไปเปล่า จากคำพูดที่ลูกเคยบอกว่า "แม่ หนูโตแล้วนะ หนู 42 แล้วนะ" ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าโกรธที่ทำไมพูดแบบนี้ แต่ว่าเรากลับมาคิดว่าสิ่งที่ลูกพูด เนี่ยเราควรจะกลับมาคิดไหม พอเราคิดแล้วมันใช่ เพราะว่าเราควรจะปล่อยให้ลูกเขาได้ตัดสินใจเองอะไรเองทุกอย่าง 

การที่แม่บอกเขาต้องทำนั่นทำนี่ทำนู่นเพราะว่าเราห่วงเขาเกินไป เพราะว่าตัวเขาเองเขาไม่มีคุณพ่อ ไม่มีคนปรึกษา ก็มีเรากันสองคน พอเช้าขึ้นมาเราก็ไปเคี่ยวเข็นเขาว่าต้องตื่นเวลานั้นเวลานี้ เรื่องงานทั้งนั้นที่บอกเขา มันก็เลยทำให้เราคิดได้ว่า เฮ้ย ตรงนี้เราผิดนะ เราไปกดดันเขาเกินไปหรือเปล่า แม่ก็เลยกลับมาลดตัวเองว่า ปล่อยให้เขาตัดสินใจ ให้เขาดำเนินชีวิตของเขาเองด้วยความคิดของเขาเอง ให้เขาพร้อม มันก็เลยทำให้ทุกอย่างซอฟต์ลง อันนี้คือแม่ปรับที่ตัวของแม่ก่อนเยอะเลยค่ะ 

มีวันหนึ่งที่คุณแม่ไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน ล่าสุดเนี่ยค่ะ อันนั้นก็ทะเลาะกันคุณแม่ก็ออกไป แต่การออกไปครั้งเนี้ยคุณแม่คิดว่าเฮ้ย เราควรจะไปในที่ที่เรามีสติหรือเปล่า ก็เลยทำให้แม่ไปที่เสถียรฯ แล้วแม่ชีท่านบอกว่า แม่ก็ไปบอกท่านว่าลูกอ่ะทำไมลูกถึงอย่างงั้นงี้อย่างงี้ 

ท่านบอกว่า "ชีวิตเป็นของลูกนะ เราต้องเปลี่ยนที่ตัวเรา เราจะต้องให้เขาตัดสินใจเอง เราให้กำเนิดเขามาก็จริง แต่การตัดสินใจคือลูกต้องตัดสินใจเอง ลูกต้องใช้ชีวิตของเขาเอง ปล่อยเขา เรามีหน้าที่แค่ถ้าเขาผิดพลาดอะไร เราให้กำลังใจเขา โอบกอดเขา" นั่นแหละทำให้คุณแม่กลับมาเปลี่ยนตัวเองทุกอย่างเลย ก็เลยทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นค่ะ"

สุดท้ายแล้ว มีอะไรอยากบอกให้คุณแม่สบายใจได้ไหม?

เมย์ "เมย์ก็อยากขอบคุณคุณแม่ที่เข้าใจเมย์นะคะ แม่ปรับตัวให้หนูเยอะมาก ตัวหนูเองไม่ใช่ว่าไม่ดี คือหนูก็มีอะไรที่ทำไม่ดีเยอะนะคะ เช่นแบบเคยพูดจาไม่ดี ตะคอกอะไรอย่างเงี้ย หนูก็ต้องลดให้คุณแม่เหมือนกัน หนูก็ขอบคุณที่แบบคุณแม่เข้าใจและให้โอกาสเสมอ แล้วก็ดีใจที่วันนี้แบบคุณแม่เป็นคุณแม่ที่สวย พาคุณแม่ไปทำสวยด้วยแล้วคุณแม่ก็แฮปปี้ขึ้น"

คุณแม่ "คือเราสองคนไม่ได้ให้สัญญาอะไรกัน แต่เราใช้การกระทำที่เราปรับตัวเอง และเขาก็ปรับตัวเองเยอะมาก สิ่งอะไรที่เราไม่ชอบเขารู้ตัวเองอัตโนมัติเขาปรับเยอะมาก มันก็เลยทำให้เราคิดว่าการกระทำสำคัญกว่าคำมั่นสัญญาค่ะ ต่อไปถ้าคุณแม่หายไป ก็บอกเขาว่าไปเจอคุณแม่ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม"

เมย์ "ใช่แล้ว (หัวเราะ) ไปเติมฟิลเลอร์ ทำปาก" 

คุณแม่ "ทำให้กลับมาดูแลใจตัวเองและตัวเอง เมื่อก่อนปล่อยตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะว่าเราไปยึดติดอยู่กับลูก อันนี้คุณแม่ว่าสำคัญนะ พอสุขภาพจิตเราดีเราจะมองทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย นี่หน้ายังบวมอยู่เลยเพิ่ง 22 วันเองค่ะ ยังตึงอยู่ ขอบคุณมากนะคะ"

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม