เป็นเรื่องราวสุดซึ้งระหว่างคู่พ่อลูก มิกซ์ เพทาย วงษ์คำเหลา กับคุณพ่อตลกซุปตาร์ หม่ำ จ๊กมก ออกมาเปิดใจในรายการ ตีท้ายครัว ถึงปมในอดีตที่ทั้งคู่เคยเงียบใส่กันและไม่คุยกันนานถึง 4 ปีเต็ม เพียงเพราะความคิดเห็นเรื่องการเรียนต่อที่ไม่ตรงกัน
มิกซ์ เล่าว่า ด้วยวัยนั้นตัวเองยังไม่ได้คิดภาพกว้าง เพราะตอนนั้นเราแค่ 20 และตอนนั้นเราอยากเรียนภาพยนตร์ มุมพ่อคือจะเรียนทำไม เพราะพ่อก็ทำหนังอยู่แล้ว ก็มาเรียนรู้จากพ่อก็ได้
ด้าน หม่ำ บอกว่า เอ็ม ลูกสาวคนโตเขาก็เรียนภาพยนตร์แล้ว จะไปเรียนซ้ำทางกันทำไม เพราะเราอยากให้เรียนมาร์เก็ตติ้ง เรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนกฎหมายหรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์
สรุปแล้ว มิกซ์ ก็เรียนด้านการสื่อสารทั่วไป เพราะด้วยตอนนั้นเรายังไม่ได้มีความคิด หรือมีวุฒิภาวะเหมือนตอนนี้ด้วย เลยคิดไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้คุยกับพ่อเลย อาจจะคุยแต่คุยกันน้อยมาก พยายามไม่เจอหน้าพ่อ เพราะเราเองก็อยากรู้ว่าทำไมพ่อถึงไม่ให้เรียนภาพยนตร์ แต่เขาก็ไม่เคยบอก
...
ด้าน พ่อหม่ำ บอกว่า ที่ไม่บอกก็เพราะถ้าคิดไม่ได้ก็ตายซะ อย่าอยู่เป็นผู้เป็นคนเลย เพราะด้วยตัวเราออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 17 อยู่คนเดียวมาโดยตลอด ก็เคยคิดแต่ว่าพ่อแม่ไม่ได้รักเรา แต่เพิ่งมารู้ตอนสุดท้ายว่า พ่อแม่เขารักเรามาก อยากให้หางานทำ จะได้มีเงินซื้อข้าวกิน และพอเราเลือกที่จะไม่ได้อธิบายลูก พอเงียบกับเงียบมาเจอกัน บ้านก็เลยเงียบ
พ่อหม่ำเล่าต่ออีกว่า เอ็ม ลูกสาวคนโตก็เหมือนกัน กลับมาจากต่างประเทศก็เที่ยว ตนเองพูดอยู่ประโยคเดียวว่า “ชีวิตเอ็มมันแค่หนังตัวอย่าง เหมือนเทรลเลอร์เท่านั้นเอง ไม่มีทางเข้าเรื่องได้หรอก ถ้าไม่หยุดเที่ยว” ผมพูดเท่านี้เลย
กับมิกซ์เหมือนกัน ผมก็ไม่อยากบอก ด้วยตอนนั้นวัย 17, 18, 19 ซึ่งตอนที่ผม 17 ผมคิดได้แล้วนะ 18 อยู่กับเมียผมก็ซื้อข้าวมาตุนแล้วนะ เมียท้องเอ็มตอนที่ผมอายุ 19 กว่า ก็ซื้อปลากระป๋องมาตุนเอาไว้ เพราะไม่รู้จะมีงานวันไหน แต่เรายังมีข้าวกินอยู่ ถ้าปลากระป๋องหมดก็กินกับน้ำปลา และตอนนี้มิกซ์ก็เริ่มจะ 30 กว่า ก็เริ่มคิดเป็นแล้ว เริ่มจะรู้แล้วว่าเงินมีคุณค่า
เมื่อถามว่า อะไรที่ทำให้มิกซ์เริ่มเข้าใจพ่อแล้วหันมาคุยกัน มิกซ์บอกว่า คนขับรถคนเก่าของพ่อที่ทำงานกับพ่อมานานและเขาก็ขับรถให้ผมด้วย เขาก็อยากรู้ว่าทำไมผมไม่คุยกับพ่อ เขาเลยไปบอกพ่อว่าทำไมไม่คุยกับลูก พ่อเขาก็พูดกับคนขับรถว่า “ถ้าวันหนึ่งมันไม่ทำหนัง ไม่ทำอะไร ก็ยังมีใบ (ใบปริญญา) ที่ไปทำงานที่ออฟฟิศได้” ถ้าเลือกที่จะไม่ทำ ก็ยังสามารถไปทำงานทั่วไปได้ ผมก็เลยคิด พ่อมองกว้างมากเลย เราเลยกลายเป็นรู้สึกแย่เลยที่ไม่คุยกับพ่อ 4 ปี ด้วยตอนนั้นที่เราคิดไม่ได้เหมือนที่พ่อวางไว้ให้เรา
พ่อหม่ำบอกว่า พูดไปยังไงก็ไม่เข้าใจหรอก เราก็อยากให้เขาคิดได้เองบ้าง (พี่หม่ำก็ใจแข็งมากนะ?) ผมเป็นคนแบบนี้เลย นิสัยแบบนี้เลย หลังๆ เขาก็เริ่มรู้ตัวแล้ว ลงมาดูงานเอง มาเป็นโปรดิวเซอร์เอง จะได้เห็นภาพรวมของงานทั้งหมด.
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
...