เรียกว่าเป็นคนสู้ชีวิตที่สร้างพลังใจให้ใครหลายคน สำหรับอดีตนักร้องนักแสดงหนุ่ม เชน ธนา หรือ เชน ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ที่ในเวลานี้ยังคงขยันทำงานหนักเพื่อหาเงินใช้หนี้ทางธุรกิจจาก 800 กว่าล้านบาท ลดลงเหลือ 580 กว่าล้านบาทในระยะเวลา 3-4 ปี 

และก่อนหน้านี้เชนเพิ่งไปเปิดใจทั้งน้ำตาในรายการ “3 แซ่บ” ทางช่อง 3 และเล่าถึงน้ำใจของคนในวงการที่ช่วยเหลือซัพพอร์ตในวันที่ล้ม ทั้ง ตั๊ก บริบูรณ์, โฟร์ ศกลรัตน์, ดุ๊ก ภาณุเดช, แอฟ ทักษอร, ปั้นจั่น ปรมะ ล่าสุด เชน ธนา เปิดใจกับไทยรัฐบันเทิงถึงเรื่องดังกล่าว

ถามถึงที่ไปออกรายการ 3 แซ่บ มีที่มายังไง?

“คือที่มาผมว่าน่าจะเกิดจากช่วงที่ไปงาน TikTok แล้วออกสื่อครั้งแรกในรอบ 18 เดือน แล้วทีม 3 แซ่บติดต่อมา ซึ่งจริงๆ สภาพจิตใจยังไม่พร้อมพูดคุย เพราะต้องเก็บปัญหาอะไรไว้และขายของอย่างเดียว แต่พอเป็น 3 แซ่บก็เป็นพี่แอฟ พี่ชมด้วย ก็เลยรู้สึกว่าต้องไป”

ในรายการมีน้ำตา กลั้นไม่ไหวใช่ไหม?

...

“คือพอเป็นพี่แอฟถาม ภาษาผมคือเราตอแหxไม่ได้ เรารู้สึกว่าเราให้เกียรติพี่ๆ เขาด้วย มันเป็นคำถามที่ก็ไม่คิดว่าจะโดนถามด้วยในหลายๆ คำถาม อย่างเรื่องดราม่าหรือเครียด จริงๆ เราฝังเก็บไปแล้ว ไม่อยากขุดขึ้นมาพูด เพราะเราก็ต้องเก็บพลังบวกไว้ขายของ แต่พอแกถามมาก็ตอบหมดเลย ก็ดีครับ เหมือนได้คุยกับพี่สาว 

ก็ขอบคุณและขออภัยเพื่อนๆ ด้วย เพราะอย่างพี่ดุ๊กจริงๆ บางทีเขาอยากช่วยหลังไมค์หลังบ้านเนอะ แต่พอเป็นพี่แอฟพี่ชมถาม มันเลยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มันแวบเข้ามาในหัวแล้วเราอยากเล่าว่าในวันที่มันแย่ มันก็ยังมีกำลังใจ เราก็อยากขอบคุณครับ”

มีชื่อของตั๊ก บริบูรณ์ ด้วย?

“คือจริงๆ พี่ตั๊กเป็นคนแรกเลยที่ทักเข้ามาในวันที่เราแย่มากๆ วันนั้นยังจำได้เลยเป็นช่วงเย็น เพิ่งจอดรถ ก็อยู่กับลูกนี่แหละ แกก็โทรมาเอาเลขบัญชีมา ซึ่งตอนนั้นผมเริ่มมีการหยิบยืมเพื่อนๆ เล่าว่าผมมีปัญหา อย่างที่ไม่ได้ตอบใน 3 แซ่บ มีพี่เจมส์ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) ช่วยเข้ามา 

ผมก็เดาว่าเขาไปเจอพี่เจมส์ แล้วเขารู้ว่าเราเริ่มขอหยิบยืมเงิน แล้ววันนั้นแกขอเลขบัญชี ผมก็เลยถามว่าเฮ้ย ผมไปยืมเงินพี่หรือเปล่า ใครเล่าเรื่องนี้ไหม ซึ่งแกไม่ได้พูดอะไร แกก็ขอเลขบัญชีและโอนมาเลย ก็เป็นเหตุการณ์หมุดแรกในวันที่แย่มากที่สุดน่ะ ก็จะมีพี่ตั๊กเหมือนเป็นกระดุมเม็ดแรกที่แก้ปัญหาได้เลย”


อีกหนึ่งคนที่ช่วยก็คือโฟร์ เพื่อนสนิท?

“กับโฟร์ผมว่าหลายคนก็รู้เรื่องราวเรามาสักพักแล้ว เพราะเป็นเพื่อนกัน 20 กว่าปีแล้ว อย่างที่บอกว่าผมว่ามันเป็นความอบอุ่น และเป็นแรงบันดาลใจหลายๆ คน เพราะจริงๆ แล้วผมว่าในยุคออนไลน์ หลายคนจะมีประเด็นว่าเป็นเพื่อนกันแต่เด็ก เดี๋ยวโตมาก็แยกย้ายกันไป แต่ผมว่าเคสโฟร์ก็คือเป็นหนึ่งในคนที่ทั้งชีวิตผมว่าไม่น่ามีอะไรทำให้เราแยกกันได้ในความเป็นเพื่อนครับ”

อีกคนก็มีชื่อของพี่ดุ๊ก?

“พี่ตุ๊กเป็นความอบอุ่นที่บอกไม่ได้เลย มันเล่าไม่ถูก เพราะแกเป็นระดับผู้จัด มันเป็นช่วงชีวิตนึงที่ดารายุค 90 จะมีผู้จัดที่เป็นเหมือนพี่ เหมือนพ่อแม่ แล้วมันเป็นวันที่เราไม่ไหว เราก็โทรไปหาพ่อคนนึง 

คือเรื่องราวของพี่ดุ๊กที่เซ้นซิทีฟหนักมาก เพราะเป็นวันที่เกิดขึ้นหลังไปดรีมเวิลด์ แล้วพี่เมย์ วาสนา อยู่ที่โต๊ะอาหาร เป็นวันที่เรารู้สึกว่ากูจะโดนอะไรอีกไหมวะ กูไม่ไหวแล้ว มันเลยจะมีหมุดชีวิตที่ความรู้สึกมันจะรุนแรงกว่าเคสอื่นๆ 

เป็นวันที่ผมไปนั่งอยู่ที่ทีวีช่องนึงด้วย กำลังจะไปไกล่เกลี่ยหนี้ กำลังจะเซ็นสัญญา แล้วเป็นวันที่เรารู้สึกว่าต้องตุนเงินน่ะเพื่อมาไกล่เกลี่ยปัญหาในวันที่เราหมุนไม่ทันแล้ว ก็เป็นพี่ดุ๊กที่เรายกหูหา เพราะผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว แล้วมันแก้ปัญหาไม่ได้แล้วจริงๆ”

ทำไมถึงเป็นพี่ดุ๊กที่เราตัดสินใจโทรหา?

“จริงๆ เป็นเรื่องส่วนตัวแหละ เพราะพี่ดุ๊กเนี่ยผมทำรายการกับแกมา 10 กว่าปี ในเส้นทางนักร้องของผมมีช่วงนึงที่ฝันว่าอยากเล่นละคร ซึ่งจริงๆ บริษัทพี่ดุ๊กเป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิตที่เราอยากเข้าไป แต่ด้วยสถานการณ์ชีวิตมันก็เลยไม่ได้ร่วมงานกัน แต่ได้ไปร่วมงานกันในแง่ของรายการ ก็เลยเหมือนรู้จักกันมานานครับ”

...

มีอีกชื่อนึงคือแอฟ ทักษอร?

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนอาจฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เคสของผมคือผมโตมาจากเด็กบ้านนอกคนนึงที่สร้างเนื้อสร้างตัวเอง เราโตมาปุ๊บ เราก็เหมือนว่าเริ่มต้นจากค่าตัว 15,000 บาท 1 คอนเสิร์ต แล้วค่อยพัฒนาขึ้นมา แล้วก็เลิกร้องเพลง ก็มาเป็นพิธีกรตอนละ 5,000-10,000 ซึ่งเราก็เหมือนทำงานมาเรื่อยๆ จนมาเป็นพนักงานบริษัททำคลินิก เงินเดือนก็อัปขึ้นมา 3 หมื่น 5 หมื่น จนแสนกว่าแล้วลาออก 

ซึ่งตลอดเส้นทางที่เราดูแลตัวเองและครอบครัวด้วยลำแข้ง มันมีแต่ให้ แล้วตัวผมตอนเปิดบริษัท เราก็เป็นยุคที่อุดหนุนกันและกัน อย่างเราซื้อสื่อทีวีก็หลักร้อยล้านต่อปี เราไม่รู้ว่าวงการเอเจนซี่หรือซื้อสื่อเขามีของให้ พาไปเที่ยว แต่เราไม่เคยเรียกร้อง เรารู้สึกว่าเราให้มาตลอด 

แต่พี่แอฟก่อนที่จะมีข่าวอีก พอรู้จักเขาก็จะส่งของมาให้ น้องปีใหม่ก็เขียนการ์ดมาให้สเปซในวันเกิด มันก็เลยมีโมเมนต์ที่อบอุ่น และรู้สึกว่าปลอดภัย หลายคนอาจจะบอกว่าเวอร์หรือเปล่า แต่จริงๆ ผมนับครั้งได้เลยนะว่าผมรับอะไรมาบ้าง เพราะมันน้อยครั้งมากจริงๆ ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนแล้วกัน เพราะจริงๆ เรารู้สึกว่าไม่ต้องเทคตลอดก็ได้ เพราะจริงๆ โอกาสที่ผมได้รับในวันที่ผมล้มน่ะ 

มันอาจจะเป็นเพราะว่า 12 ปีในเส้นทางธุรกิจ กับ 8 ปีในเส้นทางนักร้อง เราเหมือนเราทำงาน ขยัน ให้มาตลอด ในวันที่เราล้มเลยอาจจะมีมุมที่คนรู้สึกว่าเฮ้ย เขาเลยช่วยเหลือเรา คือรู้สึกว่าโลกมันไม่ได้ร้ายไปซะหมด ก็อยากจะให้กำลังใจว่า เรื่องพี่แอฟกับบ้านผมเนี่ยมันอาจจะดูเล็กน้อย แต่มันมหาศาลมาก เค้กก้อนเดียวมันมหาศาลสำหรับคนอย่างผมที่ 12 ปีสู้ชีวิตและให้มาตลอด ในวันที่อยู่ๆ มีคนให้เค้ก ให้ของตอนลูกคลอด มันเป็นทัชแรกที่เราสัมผัสได้”

...

ตอนนี้ยอดหนี้เหลือเท่าไหร่?

“จริงๆ อย่างที่บอกไปในข่าว เหลือประมาณ 580 กว่าล้าน คือการใช้หนี้ของผมมันไม่ใช่การเอาเงินสดไปจ่ายนะ คือการขายสินค้า 1 กระป๋อง มันจะมีการออกแบบ 1 กระป๋องใช้หนี้ 20 บาท นั่นหมายถึงว่าถ้าเราขายได้เยอะได้ล้านกระป๋องในปีนึง เราจะลดหนี้ไป 20 ล้าน มันจะมีการใช้หนี้หลายแบบ หรือผ่อนชำระหนี้ หรือมีส่วนลดจากความเมตตาของเจ้าหนี้ หรือลดต้นลดดอก มันมีทุกทางที่ลดจาก 800 กว่าล้านใน 4 ปีที่แล้ว จนเหลือ 500 กว่าล้าน”

เรื่องสุขภาพตอนนี้ไปเช็กมาหรือยัง?

“ยังเลย (หัวเราะ) ก็ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคิดว่าหลัง 6.6 จะไปเช็ก คือรอบนี้มันจะหนักหน่อย รอบนี้คือ 17 พ.ค. จนถึง 7 มิ.ย. รอบนี้สัญญาใจกับตัวเองว่าจะไปแน่ๆ ถามว่าร่างกายส่งสัญญาณมาหรือยัง คือมันส่งมาตลอด และเป็นกำลังใจให้ทุกคนแก้ปัญหาด้วยนะ เพราะว่าผมรู้เลยว่าทุกคนจะรู้ว่าร่างกายตัวเองไม่ไหว แต่พอมันนอนก็หาย เลยรู้สึกว่าหรือเราแค่นอนน้อย แต่เดี๋ยวหมด 6.6 ก็จะไปตรวจแน่ๆ”

...

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม