สุดรันทด คุณยายวัย 70 ปี พิการขาขาด ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เดินทางมาร้องเพจ “สายไหมต้องรอด” ขอความช่วยเหลือ หลังให้เพื่อนยืมเงิน 1 แสนบาท อ้างรอลูกสาวเป็นนางเอกดังใช้คืน แต่ผ่านไป 7 ปีไร้วี่แวว ขณะเจ้าตัวไร้เงินรักษา ต้องการเงินไปทำขาเทียม
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 เม.ย. 2569 ที่เพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กทม. นางชลธิชา พยัคฆ์พงศ์ อายุ 70 ปี อดีตข้าราชการตำแหน่งนักวิเคราห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ต้องตัดขาขวาช่วงต่ำกว่าลงมา (ด้วน) นั่งรถเข็นเดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือ นายเอกภพ เรืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกอดีตคนรู้จักยืมเงินไป 100,000 บาท แล้วไม่ยอมชดใช้คืนเป็นเวลานานกว่า 7 ปี ตนป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย วอนแม่นางเอกดังแถวหน้าของเมืองไทยคืนเงิน แต่อ้างรอเงินจากลูกสาว รอจนไม่มีเงินจะรักษาตัว ส่วนลูกหนี้กินหรูอยู่สบาย แจ้งความไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2562
ผู้เสียหายกล่าวทั้งน้ำตาว่า ปี 2562 หลังจากได้รับเงินบำนาญจากการเกษียณอายุราชการ ได้ให้เพื่อนสนิทยืมเงิน เงินดังกล่าวเป็นเงินบำนาญก้อนสุดท้าย 100,000 บาท นำไปให้เพื่อนที่รู้จักกันผ่านแวดวงราชการยืมลงทุนโครงการปลูกป่า
แต่เมื่อครบกำหนดชำระไม่ได้เงินคืน กลับถูกผัดผ่อนมาโดยตลอด อีกฝ่ายอ้างว่าจะนำเงินมาคืนให้ภายหลัง พร้อมยอมให้ดอกเบี้ย อีก 200,000 บาท รวมเป็น 300,000 บาท ทำสัญญากันในเดือน เม.ย.นี้ จะทยอยให้ 3 งวด เหลืออีก 10 กว่าวันสิ้นเดือน ยังไม่ได้เงิน อ้างรอเงินจากลูกสาว เป็นนางเอกและพิธีกรชื่อดัง
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ตนยังไม่ได้รับเงินคืนตามที่ตกลงไว้ ซ้ำยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก เริ่มป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่ปี 2561 ก่อนลุกลามไปยังปอดและกระดูก ต้องตัดขาขวาในที่สุด และปัจจุบันต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ
...
ผู้เสียหายกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเงินติดบัญชีเพียงหลักหมื่นต้นๆ เป็นเงินที่ญาติโอนช่วยเหลือ ขณะที่ค่าขาเทียม มีราคาสูงตั้งแต่ 200,000–400,000 บาท ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามกำหนด
ผู้เสียหายยืนยันว่า จุดประสงค์ในการร้องเรียนครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเป็นข่าว แต่ต้องการเพียงให้ลูกหนี้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เพื่อนำไปใช้รักษาตัวและทำขาเทียม โดยมีกำหนดเข้ารับการประเมินเพื่อใส่ขาเทียมในช่วงเดือน พ.ค. นี้
ทั้งนี้ ตนฝากถึงลูกหนี้และครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ให้แสดงความรับผิดชอบ และคืนเงินที่ยืมไป เพื่อช่วยให้เธอมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
ผู้เสียหาย เปิดเผยทั้งน้ำตาต่ออีกว่า หลังแพทย์ประเมินอาการล่าสุด ระบุจำเป็นต้องใส่ขาเทียมโดยด่วน มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ประมาณ 200,000 ถึงกว่า 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ แต่ด้วยสภาพการเงินในปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้
นอกจากนี้ ภายหลังทำสัญญาทวงหนี้และกำหนดงวดชำระครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา กลับได้รับเงินคืนเพียง 2,400 บาท และเมื่อติดตามทวงถามเพิ่มเติม ได้รับเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5,000 บาท ไม่เพียงพอแม้แต่ค่าออกซิเจนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ผู้เสียหายกล่าวว่า ปัจจุบันต้องพึ่งพาเครื่องออกซิเจนตลอดเวลา เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปที่ปอด ทำให้หายใจลำบาก ค่าใช้จ่ายเฉพาะอุปกรณ์ออกซิเจนก็สูง โดยสามีต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากขาดอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า กรณีนี้เป็นข้อพิพาททางแพ่ง ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายได้ แต่เนื่องจากเหตุการณ์ยืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี และผู้เสียหายมีอาการป่วยหนัก อยากขอวิงวอนให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบโดยเร็ว
พร้อมฝากถึงลูกหนี้และครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ขอให้เห็นใจผู้ป่วยและนำเงินมาคืนโดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นฟ้องร้อง เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลานาน และอาจไม่ทันต่อความจำเป็นในการรักษาของผู้เสียหายในขณะนี้
ทั้งนี้ผู้เสียหายย้ำว่า ต้องการเพียงเงินคืนตามจำนวนที่ยืมไป เพื่อนำไปใช้รักษาตัวและจัดทำขาเทียม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้เท่านั้น
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม