ก่อนหน้านี้ทำเอาโซเชียลร้อนระอุ เมื่อนางงาม-พิธีกรตัวแม่ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เคยเตือนก่อนหน้านี้ว่าราคาน้ำมันมีสิทธิ์แตะ 40-50 บาท จนเกิดกระแสดราม่า แต่ล่าสุดตอนนี้น้ำมันขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่ 26 มี.ค. 2569
งานนี้ แจ็คเกอรีน ไทยรัฐบันเทิง สัมภาษณ์ บุ๋ม ปนัดดา ถึงกรณีน้ำมันปรับขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท ซึ่งเจ้าตัวก็ร่ายยาวพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ประชาชนแบกภาระทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียว พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทภาครัฐในการควบคุมสถานการณ์ด้วย
ถามถึงเรื่องน้ำมันขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท?
“ก็บอกแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า น้ำมันยังไงก็ขึ้น คุณได้เห็นตัวเลข 40-50 แน่นอน ที่พูดไปแล้วคนด่าตอนนั้น แล้ววันนี้เห็นมั้ยไม่ผิดเลย ไอ้คนที่ด่าฉันวันนั้น วันนี้รู้สึกกันหมดแหละ ที่บุ๋มพูดไปคราวที่แล้วไม่ได้บอกว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แต่หมายถึงว่าอย่างน้อยทางภาครัฐจะต้องแสดงความเกรงใจ และออกมาสื่อสารกับประชาชนด้วยความจริง และใช้อำนาจรัฐที่พวกเราประชาชนไม่มี ในการไปบอกโรงกลั่น บอกผู้ค้ารายใหญ่ว่าไม่ควรให้ประชาชนแบกภาระทุกสิ่งทุกอย่างแบบนี้ ณ วันนี้คือโรงกลั่นจะไม่ยอมเสียรายได้อะไรสักบาท ไม่ยอมเสียกำไร ไม่ได้ขาดทุนอะไรเลยนะ แต่เขาไม่ยอมเสียกำไรที่เขามี
...
สมมติต้นทุนน้ำมัน 20 บาท เขาขายเราอยู่ที่ 20 บาท โดยเป็นราคาสมมติขึ้นมาจากการอ้างอิงว่าน้ำมันถูกผลิตจากซาอุฯ บ้าง จากประเทศอื่นบ้าง จำเป็นต้องขาย 20 บาท ซึ่ง 5-7 บาทที่จ่ายเกินเนี่ยมันเป็นค่าสมมติทั้งหมดเลยว่าน้ำมันต้องมีการเดินทางเข้ามา มีการเสียภาษีเข้ามา ซึ่งจริงๆ ไม่มี เราไปอิงราคาต่างประเทศ แล้วเราสมมติมโนว่าน้ำมันฉันไม่ได้ผลิตในไทย ผลิตจากซาอุฯ เอาเข้ามา ทั้งที่จริงแล้วน้ำมันในโซนนั้นเนี่ยอยู่สักประมาณ 25% ที่นำเข้ามา
ทีนี้น้ำมันในส่วนที่เราจ่ายที่ผ่านมา พอวันนึงต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น เราก็มีเงินกองทุนสำรองที่ไปอุดตรงนี้เพื่อให้มันคงอยู่ที่ 20 บาท สมมติราคาอาจถูกบีบไปที่ 23 บาท 3 บาทตรงนี้ก็เอาเงินกองทุนสำรองที่ประชาชนจ่ายมาโดยตลอดไปอุดตรงนั้น เพื่อให้มันคงที่ที่ 20 บาท ทีนี้พอเอาเงินไปอุด พอวันนึงมันขึ้นไปที่ 25 บาท เงินตรงนั้นก็เอาไปอุดเพื่อให้คงที่ที่ 20 บาท เงินกองนั้นก็คือเงินเรา
แต่ไปๆ มาๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าเงินกองทุนตรงนี้มันติดลบแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้มันไม่มีให้อุด ราคาน้ำมันมันก็ดีดขึ้นมาอย่างที่เราจ่ายกัน ดังนั้นวันนี้มันถึงเวลาที่ต้องถามแล้วว่า ที่ผ่านมาเงินประชาชนทั้งนั้นเลย วันนี้ก็เป็นเงินของประชาชนที่ต้องประคองตัวเองกันไป โดยที่โรงกลั่นไม่มีขาดทุนอะไรเลยค่ะ
คือจริงๆ แล้วเงินกองทุนสำรองตรงนั้นมันควรจะอุดที่ 10 บาท ไม่ใช่ไปอุดที่ 20 อันนั้นมันค้ำประกันกำไร ไม่ใช่ค้ำประกันขาดทุน ดังนั้นกลายเป็นว่าที่ผ่านมาเขาไม่มีคำว่าขาดทุนในชีวิตเขาเลย มีแต่กำไรเท่าไหร่ด้วยซ้ำไป จนกระทั่ง ณ วันนี้สต๊อกที่เราจ่ายกัน 50 กว่าบาทเนี่ย ก็กลายเป็นว่าเป็นน้ำมันสต๊อกเก่า คือยังเป็นของเดิมที่ยังมีหุ้นอยู่แล้วเติม 20 บาท ไม่ใช่ 20 บาท ณ ปัจจุบัน
ก็กลายเป็นว่าคุณได้กำไร 40 กว่าบาท กำไรหมดเลยจากการที่สัปดาห์ที่แล้วไม่ยอมปล่อยน้ำมัน บางปั๊มไม่มีน้ำมันขาย บางปั๊มขายแค่คันละ 500 บาท เพราะเขาต้องการตุนไว้ เพราะเขารู้ว่าวันที่นายกสั่งทุกปั๊มจะต้องมีน้ำมันขาย แต่นายกไม่สามารถบังคับเงิน บังคับโรงกลั่นให้คงที่ราคาเดิมได้ กลายเป็นเขาเพิ่มเงินตรงนั้นเข้าไปเพราะนี่คือกำไร เพราะต้นทุนอยู่ที่ 20 บาทเหมือนเดิม แต่ ณ วันนี้ราคาขายอยู่ที่ 50 กว่าบาท”
พูดแบบนี้ภาษาชาวบ้านต้องบอกว่าใจดำจังเลย ประชาชนเดือดร้อน ได้ยินมาเยอะว่าไอ้โม่งก็คือโรงกลั่น?
“โรงกลั่นเท่ากับไอ้โม่งเหรอ ก็ ณ วันนั้นที่บุ๋มออกมาบอกว่าจะมาบอกว่าประชาชนกักตุนได้ยังไง เราใส่แกลลอนเข้าไปก็ไม่ได้เป็นแสนลิตรขนาดนั้นหรอก ทุกคนก็มาด่าว่าพูดอะไร ทำไมไม่ให้กำลังใจการทำงานรัฐบาล
เราพูดความจริง เพราะเราไม่มีอำนาจไปบังคับโรงกลั่นให้กลั่นน้ำมันออกมาได้ ไม่มีอำนาจไปบังคับปั๊มน้ำมันว่าเธอขายฉันเดี๋ยวนี้ เธอมีแต่เธอไม่ขายฉัน ฉันถึงต้องเป็นเสียงให้ประชาชนว่าทางภาครัฐต่างหากที่มีอำนาจในการบังคับ รัฐมนตรีรู้อยู่แก่ใจว่าโรงกลั่นมีกี่จุด น้ำมันอยู่ตรงไหนบ้าง ปลัดกระทรวงพลังงานรู้ดีสุด วันที่มีปัญหาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่เคยออกมาแถลงอะไรเลย
นายกฯ ดูตามกระดาษที่ปลัดรายงานว่าน้ำมันยังมีนะ ท่านก็ออกมาพูดว่าน้ำมันก็มี แล้วบอกว่าประชาชนแตกตื่น จะไม่ให้แตกตื่นได้ยังไง ในเมื่อหน้าปั๊มบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ดังนั้นอย่าดูแต่กระดาษ ต้องลงมาดูพื้นที่ประชาชนจริงๆ บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ ณ วันนี้ ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทางภาครัฐก็ยังไม่สามารถบังคับอะไรพวกนายทุนได้ ทุกคนก็ต้องเป็นแบบนี้กันต่อไป
...
สิ่งที่จะเกิดปัญหาอีกอย่างนึงคือใครที่เตรียมของไว้ช่วงสงกรานต์ รายได้จะดี คนจะไปเที่ยวกัน คนก็แคนเซิลกันเต็มเลย การท่องเที่ยวบอกเลยกระทบแน่นอน ณ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น อีกหน่อยอะไรที่เกี่ยวกับพลาสติกก็จะขึ้น หรืออย่างน้ำดื่มก็สูงขึ้น เพราะว่าราคามันแพงขึ้น แต่รายรับเราเท่าเดิม
วันนี้สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือประชาชนต้องทำยังไง เพราะมันสายเกินแก้แล้วค่ะ เพียงแต่ทางประชาชนอย่างเราที่อยากจะส่งกำลังใจให้ รู้ว่ามีภาวะเครียดเกิดขึ้นแน่นอน เราต้องรัดเข็มขัดค่ะ ยิ่งสภาวการณ์แบบนี้ยิ่งมักจะเกิดอะไรแปลกๆ เช่น คนป่วยแล้วดันต้องใช้เงินก้อนใหญ่เข้า รพ. แล้วมาเป็นตอนที่เงินขัดสน ดังนั้นดูแลสุขภาพตัวเองให้มากๆ ดูแลสภาวะจิตใจอย่าให้เครียดจนเกินไป มองตาและให้กำลังใจกัน นี่คือสิ่งที่เราทำได้ค่ะ”
น้ำมันจะราคาพุ่งกว่านี้มั้ย?
“(พยักหน้าแทนคำตอบ) เพราะว่ามันจะมีช่วง shortage (ภาวะขาดช่วง) สมมติน้ำมันถูกส่งเรียงมาที่ปั๊ม 1 2 3 4 5 แต่บังเอิญมีระเบิดเกิดขึ้น ตอนที่ปั๊ม 1-2 ช่วง 3 4 5 ที่มันขาดช่วง ช่วงนั้นแหละที่มันขาดช่วง มันจะมีราคาที่พุ่งสูงขึ้น เพราะมันขาดช่วงเกิดขึ้นช่วงนึง ถึงบอกว่าต้องรัดเข็มขัดกันมากๆ มันจะช่วงพุ่งขึ้นค่ะ กว่าของจะมาเติมสต๊อกได้ นั่นแหละราคามันจะขึ้นอีก”
...
ค่าไฟฟ้าก็จะขึ้นอีก?
“เราก็จ่ายและแบกค่าไฟฟ้าเปล่ามานานมากแล้ว ดังนั้นเมื่อน้ำมันเข้ามาไม่ได้ ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเขาก็ใช้พวกแก๊สในการเข้ามาผลิตเติมพวกนี้ แต่ปัญหาคือแก๊สเอามาจากไหนเพิ่มเติม ราคาตรงนั้นสูงกว่าตัวน้ำมันด้วยซ้ำไป มันก็คือต้นทุนที่สูงขึ้น เราก็ต้องใช้ค่าไฟสูงขึ้น โรงกลั่นกับโรงไฟฟ้าไม่ต่างกันเลยค่ะ ให้เราแบกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ไม่มีขาดทุน”
อยากบอกอะไรนายกฯ?
“คงไม่ฝากถึงท่านเดียวหรอกค่ะ เพราะว่าวันนี้มันต้องทำงานร่วมกันค่ะ ท่านอนุทิน คุณศุภจี ทุกตำแหน่งที่ประชาชนคาดหวัง มันเป็นเรื่องของทุกกระทรวงที่ต้องจัดการ ภาระอาจตกไปอยู่กระทรวงท่องเที่ยวเยอะหน่อย เพราะต้องชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะๆ เพื่อมีรายได้เข้ามาชดเชย
มันถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันมากกว่าค่ะ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการต่างๆ หรือบริษัทต่างๆ บางทีคุณเหยียบหมวก 2 ใบ ในใบที่ยืนอยู่ฝั่งประชาชน และฝั่งการหารายได้สู่บริษัทนั้นๆ แต่บางทีมันถึงเวลาแล้วมั้ยคะที่ตรงนี้ต้องมาก่อนผลประโยชน์”
ตอนนี้นายกฯ ถอยรถใหม่เป็นรถไฟฟ้ามาแล้ว?
“ท่านมีตังค์ ท่านทำอะไรก็ได้ (ยิ้ม)”
ให้กำลังใจแฟนๆ?
“ช่วงนี้ก็จับมือกันแน่นๆ ให้กำลังใจกันต่อไป เป็นกำลังใจให้กับแฟนๆ ไทยรัฐทุกคนค่ะ”
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม