รายการ “Sisterhood” ทางยูทูบแชนแนล Mirror Thailand ดำเนินรายการโดย คุณแนท ธนวลัย วัชรพล ผู้ก่อตั้ง MIRROR THAILAND สัมภาษณ์ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม ถึงเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของเธอที่ต้องผ่านความทุกข์มาต่อเนื่อง ทั้งการสูญเสียคุณพ่อ คุณย่า น้องหมาที่อยู่มานานนับ 10 ปี และประเด็นรักที่เพิ่งผ่านพ้นไปและกลายเป็นกระแสร้อนมาก่อนหน้านี้

เมื่อให้รีวิวปีที่ผ่านมา และถามว่าตอนนี้โอเคขึ้นหรือยัง เพลงตอบว่า ปีที่แล้วมันขึ้นสูงสุดแฮปปี้มากๆ แล้วก็สามารถลงมาอยู่ในจุดที่เราไม่คาดคิด เป็นปีที่เจอตัวเองในเวอร์ชันที่น่าจะแหลกสลายที่สุด ด้วยความที่ปีก่อนหน้านั้นสูญเสียคุณพ่อด้วย พอมาเจอปีนี้อีก มันเลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะแหลกสลาย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เจอเวอร์ชันตัวเองที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเหมือนกัน ถามว่าวันนี้ดีขึ้นหรือยัง น่าจะเกือบ 80-90% แล้ว

พอถามถึงการเยียวยาจิตใจตัวเองในวันที่ผ่านมา เพลงตอบว่า เพลงเป็นคนชอบรีเฟล็กซ์ตัวเอง ได้คำตอบว่ามี 3 อย่างที่ทำให้ข้ามความเสียใจหลายครั้งในชีวิตได้ คือ 

...

1. ปล่อยให้ตัวเองได้เป็นมนุษย์แล้วรู้สึก ไม่ปิดกั้นความรู้สึกใดๆ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข การได้เจอทุกข์ก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราได้รู้ว่าความทุกข์เป็นยังไง เพราะเราจะไม่มีวันชื่นชมความสุขในชีวิตเราเลยถ้าเราไม่เคยเจอสิ่งที่อยู่ตรงข้าม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง คุณมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดและดับด้วยอะไร วันไหนที่ความรู้สึกเยอะไปหมด อาจจะเสียใจ ดีใจ เศร้า ตื่นเต้น จะเขียนระบายออกมาให้อารมณ์มัน flow ออกมา

2. พอเรารู้สึกแล้ว เราต้องมีระบบที่มัน logical คือต้องมีเหตุและผล คุณแม่จะสอนเพลงตลอดว่าให้อยู่กับความจริง ฉะนั้นจะใช้เวลารีเฟลกซ์ตรงนี้ว่าความจริงที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร เป็นเพราะอะไร คำถามที่มักจะถามตัวเองเสมอคือสิ่งเหล่านี้เราควบคุมได้มั้ย ถ้ามันควบคุมไม่ได้ เราก็ปล่อยให้มันเป็นไป ถ้าวันนี้คำตอบของเราคือทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือคือการยอมรับความเป็นจริง เราสามารถยอมรับความจริงนั้นได้ แต่ไม่จำเป็นต้องยอมรับผลกระทบนั้น ถ้ามันบั่นทอนชีวิตเรา

3. เพลงมี support system ที่ดีมาก ถ้าไม่ได้เจอเรื่องที่สุดๆ ในชีวิต 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็น episode ที่สูญเสียคุณพ่อ สูญเสียคุณย่า สูญเสียน้องหมาที่อยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปี แล้วก็มาเรื่องนี้ มันต่อเนื่องกันหมด แต่ความโชคดีคือพอหันมาก็รู้สึกดีใจที่ support system ไม่เคยไปไหน ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ หันมาก็เจอ เพลงมีคนที่รายล้อมด้วยความรักจริงๆ และพร้อมที่จะเข้าใจ เคารพการตัดสินใจของเพลงจริงๆ ทำให้เพลงเดินข้ามผ่านทุกอย่าง เพราะความรักของของเขาเหมือนกำแพงในการปกป้องเรา

ถามว่าคนที่เป็น support system เป็นคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือแฟนคลับด้วย เพลงบอกว่าทุกคนเลย นอกจากคุณแม่ คุณยาย จะมีพี่ๆ แก๊งที่เพลงเรียกว่าเป็นพี่ๆ ผู้ปกครอง เหมือนเป็น Guardian (ผู้คุ้มกัน) ตั้งแต่สมัยเพลงไปเรียนต่อที่อเมริกา พี่ๆ เขาก็เอาประสบการณ์ต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง แต่ไม่ได้ตัดสินหรือต้องบอกว่าเหมือนกัน เพื่อนๆ ก็ด้วย ด้วยความที่วัยเดียวกันแต่อาจไม่ได้ผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่เขาก็พร้อมรับฟังและพูดความจริงกับเรา แต่เลือกพูดในวันที่เราพร้อม

ส่วนแฟนคลับหรือคนที่เป็นพลังเงียบที่พิมพ์ส่งคำหนุนใจหรือกำลังใจจากทางบ้าน มันเยอะมากจนเพลงขอบคุณไม่ถูกเลยจริงๆ เพลงรู้สึกว่าว้าว มันเยียวยาจิตใจของเพลงจริงๆ เพลงรู้สึกว่าเขาเห็น เขามีเมตตากับเรา แล้วในขณะเดียวกันเขามีคำหนุนใจ บางคนส่งธรรมะ ส่ง psychology มาให้อ่าน ให้เราเข้าใจเรื่องราวของชีวิตเรามากขึ้น 

พลังเงียบเหล่านี้มันรายล้อมอยู่รอบตัว แล้วมันทำให้เพลงในวันที่อ่อนแอ ขอให้รู้ไว้เลยว่าหัวใจของเพลงมันขอบคุณมากที่คุณส่งสิ่งเหล่านี้มาให้กับเพลง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เพลงอยากจะส่งต่อสิ่งที่เพลงได้รับให้กับคนที่กำลังทุกข์ อันนี้เป็นเหตุผลที่เพลงรู้สึกอยากแชร์สิ่งนี้

...

กับคำถามว่า เรื่องราวของเรามันถูกเปิดเผย เพราะความเป็นคนสาธารณะ ความเจ็บปวดหรือความผิดหวัง มันต้องถูกเผยแพร่ไปให้ทุกคนได้เห็นและรู้สึกร่วมไปกับเรา เพลงรู้สึกยังไง หรือรับมือกับสิ่งนี้ยังไง บางทีช่วงที่แย่ที่สุดเราอยากอยู่กับตัวเองหรือไพรเวท ไม่อยากให้ใครต้องรับรู้ตอนที่เศร้า

เพลง ชนม์ทิดา ตอบว่า จริงๆ ช่วง 3 เดือนแรก ไม่พูดกับใครเลยนอกจากคุณแม่ อาจจะมีเพื่อน 1-2 คนที่รู้เรื่อง เพลงฮีลตรงนี้กับตัวเอง อยู่กับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ไม่อยากเล่า ไม่อยากพูด เพราะทุกครั้งที่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น มันเหมือนการรีเพลย์ภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพลงเลยใช้เวลาตรงนี้อยู่กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง ที่ความรู้สึกที่มันเกิดดับทุกวันน่ะ เพลงใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อน 

หลังจากนั้น 3-4 เดือน เพลงถึงจะเริ่มพูดกับเพื่อนในวงที่กว้างขึ้น หรือเพื่อนสนิทที่ห่างออกไปหน่อย จนวันที่เพลงรู้สึกว่าเพลงพร้อมแล้ว เพลงยอมรับได้แล้วว่าไม่ว่าผลในวันเนี้ยมันเลื่อนหรือยกเลิกงานแต่ง ในวันนั้นที่เพลงพร้อมแล้ว อันนั้นถึงเป็นวันที่เพลงพร้อมที่จะพูดต่อสาธารณชน

ฉะนั้นก่อนหน้านั้นที่เพลงพร้อมจะออกมา เพลงใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะมาก เพลงร้องไห้เยอะมาก เพียงแต่เวลาที่เราร้องไห้ เราแค่ไม่ได้ออกไปร้องไห้ให้ทุกคนเห็นเท่านั้นเอง

...

ถามว่ามันมีความคาดหวังบางอย่างที่เรารู้สึกว่าเราสูญเสียมันไป เช่น การที่เราพูดหรือทุกคนรู้แล้วว่าจะหมั้นหรือแต่งงาน แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้น เราเสียหน้าหรือเสียความรู้สึกตรงนั้นไหมในที่สาธารณะ เพลงตอบว่า มันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อสิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับมัน แล้วก็รู้สึกแค่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันมีเหตุผลของมันเสมอ 

มันมีเรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในเหตุการณ์ร้ายๆ มันเกิดขึ้นวันนี้ย่อมดีกว่าเราอาจจะใช้ชีวิตไปแล้วอีกไม่รู้กี่ปีแล้วเราต้องเดินออกมา ทนกับมัน บั่นทอนตัวเอง บั่นทอนความรู้สึก ไม่เคารพตัวเอง แล้วมันอาจถลำลึกไปมากกว่านี้ ฉะนั้นเพลงรู้สึกว่าสุดท้ายมันคือชีวิตของเรา มันคือความสุข มันคือสันติสุข 

เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มันไม่มีอะไรที่ต้องอาย แล้วอยากจะบอกทุกคนว่า choose yourself จงเลือกตัวเอง เพลงไม่รู้สึกอายกับเรื่องนี้ และไม่ได้รู้สึกเฟลด้วย เพราะในการใช้ชีวิตของเรา ทุกอย่างมันเป็นบทเรียนให้เราทั้งสิ้น มันจะทำให้เราเป็นเราในวันนี้ และเราที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นคิดบวก ทุกอย่างมันมีสิ่งที่ดีอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกมองด้านไหน

ชีวิตเราไม่มีใครมีความสุขอย่างเดียว ทุกข์อย่างเดียว ฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือชีวิตของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ สุขทุกข์มันจะเกิดขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นเพลงโอบอุ้มมันด้วยความภาคภูมิใจเลยว่านี่คือชีวิตของเพลง แล้วเราเดินต่อมาได้แบบนี้

...

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม