หลังจากที่ โค้ชส้ม นักไลฟ์ขายของจากแอปดัง มาร่วมรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 โดยมี หมวย อริสรา กำธรเจริญ เป็นพิธีกร โดยหลังจากที่โค้ชส้มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ไปสอนงาน ต้าร์ นาวิน เยาวพลกุล หรือ นาวิน ต้าร์ และทีมงาน
ซึ่งโค้ชส้มยอมรับว่ามีการจับหน้าอกตัวเองเพื่อดึงสติว่าอย่าตื่นเต้น แต่ไม่แน่ใจว่ามีพูดว่าผัวทุกคนหรือสามีแห่งชาติ ส่วนเรื่องครางนั้นไม่มีแน่นอน น่าจะเป็นเสียงถอนหายใจกับตัวเอง และอาจทำให้คนเข้าใจผิด พร้อมทั้งย้ำชัดว่าไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดกับนาวิน ต้าร์ เพราะนั่งอยู่ที่ของตัวเองตลอด
หลังจากนั้นหมวยถามถึงเรื่องที่ไฮโซน้ำหวานไลฟ์สดว่ารู้ตัวไหมว่าอีกฝ่ายว่าเรา ซึ่งโค้ชส้มก็บอกว่ารู้ เพราะตอนก่อนอีกฝ่ายไลฟ์ได้คุยกับคุณต้าร์ก่อน ซึ่งคุณต้าร์ตำหนิว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก ส่วนตนก็ขอโทษ จากนั้นก็มีคุยกับคนที่พาไปสอนงานและคุณน้ำหวาน ซึ่งเราก็ขอโทษทางโทรศัพท์แล้ว แต่ทางคุณน้ำหวานบอกว่าให้ไปขอโทษที่บ้าน ซึ่งตนไม่สะดวกที่จะไป เพราะมีงานที่จะไลฟ์ด้วย หลังจากนั้นเขาก็ไลฟ์พูดเรื่องนี้
...
เรื่องที่เขากล่าวหาว่าระริกระรี้ โค้ชส้มยืนยันว่าตนแค่ตื่นเต้น ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนั้นในการสอน สิ่งที่คุณบอกส้ม ส้มยอมรับไป 2 ข้อ คือเรื่องจับหน้าอกกับเรื่องคำพูด แต่เรื่องที่บุคคลที่ 3 ไปเล่า ตนไม่รู้ว่าเขาเล่าแบบไหน แต่ยืนยันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด
ในขณะที่ บีม ทีมงานที่ไปกับโค้ชส้ม เล่าว่า พี่ส้มจับหน้าอกตัวเองจริงเพราะใจสั่นมาก ตนนั่งข้างเขาตลอด เขาก็บอกว่าขอโทษนะคะ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ซึ่งเขาไม่ได้โน้มตัวไปข้างหน้า แต่เขาโน้มตัวมาหาทางตน ซึ่งคุณต้าร์ไม่มีทางเห็นอะไรแน่นอน และคุณต้าร์ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร คุยเรื่องงานก็ปกติดี เรื่องโค้ชส้มพูดว่าผัวทุกคนที่ทุกคนอยากได้ ตอนนั้นใกล้ 4 โมง สอนจบหมดแล้ว พี่ส้มถามว่ามีคำถามอะไรเพิ่มเติมมั้ย เป็นช่วงท้าย ก็มีการพูดเรื่องทำงานร่วมกัน มีการแอดไลน์ แต่พี่ส้มกับคุณต้าร์ไม่ได้แอดไลน์ส่วนตัว แต่เป็นทางพี่ส้มสแกนไลน์กับทีมงานเพื่อสร้างกลุ่มกัน
ทีนี้พอเลิกสอนแล้วพี่ส้มยังตกใจตื่นเต้นอยู่ คุณต้าร์เลยถามว่าทำไมถึงเกิดอาการแบบนี้ พี่ส้มเลยบอกว่าสมัยก่อนคุณต้าร์ดังมาก เลยพูดคำนั้นออกไป แต่ในมุมพี่ส้มเขาเป็นคนที่มีมุมเฮฮาแบบนี้อยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่าเขาพูดว่าผัวของทุกคนมั้ย แต่ในมุมพี่เขาคือเขาแค่พูดแบบพาดหัวข่าวที่บอกว่าสามีแห่งชาติ
ที่เขามีอาการแบบนี้เพราะได้มาเจอดาราที่เคยชื่นชอบมาก่อน วันนี้เป็นเกียรติที่มาสอนเขา จากนั้นทีมงานคุณต้าร์ยังถามว่าคุณส้มอายุเท่าไหร่ ก็ตอบไปว่า 40 เขายังบอกว่าเข้าใจได้ เพราะยุคนั้นคุณต้าร์โด่งดัง ตอนที่จับหน้าอก พี่ส้มก็พูดว่าโอ๊ย ทำไมใจเต้นแรง เขาสอนใครก็ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แล้วเขาชอบจับหน้าอกตัวเอง ตอนนั้นใจมันเต้นแรงมาก เลยทำแบบนี้ไว้ แต่ยืนยันไม่มีเสียงคราง
พอจบประชุมก็แยกย้าย พอ 16.30 น. ตนยังอยู่ข้างล่าง ยังคุยกับทีมงานเขาเรื่องงานอยู่ แต่หลังจากนั้นครึ่ง ชม. ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาเลย ตอนนั้นแลกไลน์กันแล้ว สร้างกลุ่มกันแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นวันนั้นเลย ซึ่งตอนแรกกลัวว่าเขาเข้าใจผิดว่าตอนที่ตนถ่ายคลิปพี่ส้มจะติดคุณต้าร์ แต่ไม่ใช่เรื่องนั้น พอตนกลับมาไลฟ์ขายของช่วง 5 โมงก็เกิดเรื่อง
ส่วนกรณีที่น้ำหวานแถลงข่าวว่าไม่โอเคถึงเรื่องที่โค้ชส้มพูดคำว่าผัวทุกคนหรือสามีแห่งชาติ โค้ชส้มขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสียใจขนาดนี้ ก็เชื่อว่าคุณน้ำหวานและทีมงานได้ดูอยู่
หมวย อริสรา ถามถึงเหตุการณ์ที่บานปลาย นาวิน ต้าร์ ไลฟ์สดขอโทษภรรยาและพ่อแม่ของน้ำหวาน และจะดำเนินคดีกับโค้ชส้ม โดยบอกว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ ไม่ควรจะมีใครถูกทำแบบนี้อีก
...
ด้าน ฝน พี่สาวคนสนิทของโค้ชส้ม บอกว่ามันน่าจะคุยกันได้ ไม่น่าจะถึงขั้นฟ้องร้องกัน พวกเรามีแต่เจตนาอยากให้พี่ดัง ทำให้ปังมากๆ พวกตนอยากช่วยให้ปัง แต่การแต่งกายของโค้ชไม่ถูกจริตพี่ แต่ถูกจริตน้อง แต่ขอยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก วันที่มีข่าวน้องส้มกลัวมาก พอเจอกันเขามือสั่น นอนไม่หลับ ตนเตรียมข้าวให้และบอกว่าเดี๋ยวไลฟ์กับพี่ แต่เขาก็ไม่กินสักคำ เขากลัวจนแพนิก
จนเมื่อวานนี้หลวงตามาพอดีเลยขอพร ฝนขอย้ำอีกครั้งว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก และขอให้น้องไม่ต้องไปสอนใคร มาค้าขายดีกว่า ยืนยันว่าเจตนาของน้องส้มไม่ได้จะเอาเขามาเป็นสามี ฝนขออภัยถ้าน้องไปทำให้ไม่สบายใจ ยืนยันว่าโค้ชส้มเครียดหนักมาก ที่มาร่วมรายการวันนี้เพราะตนเป็นห่วงน้องมาก น้องพูดวนไปวนมา ก็เลยให้น้องบีมที่นั่งข้างๆ ในวันเรียนเป็นคนพูดแทนอีกครั้ง เราไม่มีเจตนาจริงๆ ถ้าจะให้ฝนไปช่วยขายของตนยินดีมาก
หมวยถาม ทนายพัฒน์ ว่าถ้าไม่มีเจตนาก็ไม่ผิดใช่ไหม ทนายพัฒน์ ตอบว่า โดยหลักมันต้องแยก คดีอาญาต้องดูที่เจตนา ในคดีแพ่งน่าจะเข้าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 คือเรื่องของละเมิด จะไม่ใช้คำว่าเจตนา แต่ใช้คำว่าจงใจ ซึ่งความคาบเกี่ยวก็เหมือนกัน ดูว่าในใจเราคิดยังไงตั้งแต่ต้น แต่บริบทที่ดูมันไม่มีบริบทอื่นๆ ประกอบ ถ้ามีเจตนาจริงๆ อาจมีการแลกคอนแท็ก แล้วบรรยากาศในห้องที่มันห่างกัน มันดูไม่มีจังหวะอะไรแบบนั้น
ถ้าคนจะชอบกันทำนองชู้สาวอาจจะต้องมีคอนแท็ก เดินใกล้ ให้มันมีจังหวะมากกว่านี้ เท่าที่มองจากมุมมองของตน ส่วนการฟ้องเราต้องดูก่อนว่าหลักจริงๆ ในบ้านเราใครมีสิทธิ์ฟ้องใครได้ปกติ เพราะบ้านเราเป็นระบบกล่าวหา แต่สุดท้ายทางจำเลยมีสิทธิ์นำพยานหลักฐานเข้าสืบอยู่แล้ว อีกทั้งการพิสูจน์ก็ตกแก่ผู้ที่กล่าวอ้าง ต้องนำสืบได้ว่าเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ ต้องมีพยานหลักฐานด้วย
...
ยิ่งคดีอาญา การดำเนินคดีกับคนทำผิดต้องตีความโดยเคร่งครัด และพยานหลักฐานต้อง 100% คดีแพ่งดูว่าพยานหลักฐานใครมีน้ำหนักกว่ากัน ประมาณ 51% กับ 49% แต่เท่าที่ดูมองว่าไกลกว่าเหตุมากส่วนเรื่องคำพูดว่าผัวทุกคน เป็นการพูดต่อหน้าคน 7 คนที่อยู่ในนั้น ก็ต้องดูจากบริบทของ 7 คนนั้นจริงๆ ไม่ใช่ดูจากบริบทในโซเชียลเวลานี้
ด้านโค้ชส้มไม่กลัวหากอีกฝ่ายจะเปิดหลักฐาน พร้อมให้เปิดคลิป ไม่กลัวหลักฐานที่ทางไฮโซน้ำหวานมี ยืนยันว่าหลังสอนไม่ได้ไปแลกคอนแท็ก ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว ในขณะที่ฝนยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ทำให้โค้ชส้มเกิดความเสียหาย พร้อมทั้งบอกว่าเรื่องกรุ๊ปไลน์ที่สร้างขึ้นทำเพื่อคุยกันในเรื่องงานสอนในวันนั้น แต่พอเกิดเรื่องก็มีการลบทุกอย่างออกไป โค้ชส้มบอกว่าตั้งแต่เกิดเรื่องไม่มีสมาธิเลยเพราะกลัวมาก เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้
จากนั้นทางโค้ชส้มได้ส่งหลักฐานการแชตกับทีมงาน ซึ่งหมวยก็อ่านข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองว่าไม่เรียนแล้ว โดยส่งมาในช่วง 16.42 น. ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งเลิกสอนมาไม่นานด้วย
...
ปิดท้ายฝนบอกว่าขอโทษทางครอบครัวคุณน้ำหวานและนาวิน ต้าร์ ยินดีที่จะไปขอโทษถึงบ้าน ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้อยู่ต่างจังหวัด แต่ตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ แล้ว พร้อมจะไปขอโทษ เตรียมพวงมาลัยขอขมาไว้แล้ว แต่หากไม่ได้ติดต่อมาก็ไม่รู้จะทำยังไง ด้านส้มขอโทษคุณน้ำหวานกับคุณต้าร์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไม่ระวังในวันที่ส้มไปสอน ไม่มีเจตนาจริงๆ
ด้านทนายพัฒน์บอกว่า เหตุการณ์เฉพาะตอนนั้นไม่รู้ว่าคุณส้มเป็นยังไง ตนเข้าใจว่าอาจไม่เหมาะสม แต่ ชม.นั้นอาจจะเพราะความตื่นเต้น อันนี้สัมผัสได้เลยว่าเขาตื่นเต้นมากๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนแรกมันมีแค่ 7 คน ด้วยความที่น้ำหวานเป็นภรรยา ก็เลยรู้สึกอีกแบบนึง แต่มันก็คือการมองคนละมุมเท่านั้นเอง แต่พื้นที่เกิดมันมีแค่ 7 คน แต่พอขยายมาในโซเชียล การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติมาก แต่เราเป็นคนนอกก็ไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์แค่นั้นเอง
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม