นักธุรกิจไฮโซสาว น้ำหวาน พัสวี พยัคฆบุตร ภรรยานักร้องนักแสดงหนุ่ม นาวิน ต้าร์ นัดแถลงข่าวสื่อมวลชน ณ ร้านอาหารบ้านก้ามปู ซ.โยธินพัฒนา 3 เลียบด่วนรามอินทรา เพื่อชี้แจงถึงเรื่องที่สาวนักไลฟ์คู่กรณีทำกิริยาและแต่งตัวไม่เหมาะสมตอนมาประชุมเสนองานกับสามี  ซึ่งในเวลานี้เธอยอมรับว่ายังโกรธและไม่มีสติพอกับเรื่องนี้ และรู้สึกผิดหวังที่สามีไม่ได้เทคแอ็กชั่นกับเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง พร้อมทั้งยอมรับว่าไปสำนักงานเขตกับสามีมาจริงๆ เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปหย่า แต่สุดท้ายไม่มีพยานไปเซ็นให้ ประกอบกับพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายช่วยพูดคุยเพื่อให้ตนได้ตั้งสติ

เมื่อนักข่าวถามว่าคนมองว่าเอาเรื่องในครอบครัวมาไลฟ์มาพูดออกสื่อทำไม น้ำหวานบอกว่า ตนไลฟ์ขายทุกวันหลังจากงานหลัก ในห้องที่ไลฟ์มีคนไม่เยอะ 40-50 คน และรู้จักคนที่ดูไลฟ์หมด ก็คุยกับพี่ๆ ในกลุ่มแค่นี้ ตอนแรกน้ำหวานก็มาระบายเพราะไม่อยากให้พ่อแม่รู้ แล้วจะมีใครที่พูดได้ ก็เป็นสังคมเล็กๆ ที่น้ำหวานคุยได้ทุกเรื่อง

สภาพจิตใจตอนนี้ก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกสามีเทคแอ็กชั่นน้อย แล้วอยู่ดีๆ ก็หายใจไม่ได้ มันเป็นเอง ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่รู้ว่าจะเป็น ถามว่าที่สามีออกมาเทคแอ็กชั่นผ่านไลฟ์เมื่อคืนแล้วโอเคมั้ย เอาจากใจ คำพูดใครก็พูดได้ เพราะมันผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้วไม่มีเทคแอ็กชั่น แต่ก็ถ้าทำก็รู้สึกดี แต่ก็รอดู

...

ส่วนความรู้สึกที่ลูกอาจต้องมาเห็นข่าวพ่อกับแม่ในอนาคต น้ำหวานบอกว่า มองว่าน้องๆ ยังเด็กอยู่ อาจยังไม่เข้าใจตรงจุดนี้ ด้วยสถานศึกษาของเขาโฟกัสเรื่องเรียนเรื่องเล่น โฟกัสสังคมเขาเอง ไม่ได้มาโฟกัสครอบครัว 

ถามว่ากังวลไหม สำหรับน้ำหวานมองว่ามันเป็นชีวิตปกติที่ใครหลายคนเจอ หาวิธีแก้ไขปัญหายังไง น้ำหวานเชื่อว่าถ้ามันจบไปในทางที่ดี ทุกอย่างตรงนี้จะหายไป แต่ถ้ามันจบไปในทางที่ไม่ดี มันคงเป็นข่าวใหญ่กว่านี้อยู่แล้ว เขาเกิดมามีคุณพ่อเป็นนาวินต้าร์ คุณแม่เป็นน้ำหวาน เขาต้องเข้าใจ ก็มีวิธีอธิบาย ลูกสำคัญที่สุดในชีวิต ที่เหนื่อยทุกวันนี้ก็เพราะลูก ฉะนั้นไม่ทิ้งบทบาทความเป็นแม่ และตลอดเวลาที่เป็นภรรยาก็จะทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด

ส่วนจุดที่จะทำให้ใจอ่อนกับนาวินต้าร์ ตอนนี้รู้ว่าตนสติหลุด ยังโกรธพี่ต้าร์มาก ก็พยายามที่จะหยุดตัวเองก่อน คิดให้ดีก่อน สงสารคุณพ่อคุณแม่พี่ต้าร์และน้ำหวาน ท่านอายุเยอะแล้ว ท่านก็อยากประคองชีวิตคู่ รู้สึกผิดกับพ่อแม่สามีที่ท่านอายุมากแล้วแต่ต้องช่วยเราแก้ปัญหา

ถามว่าเคยมีคิดว่าเราผิดพลาดตรงไหนและพร้อมปรับเพื่อครอบครัวไหม น้ำหวานบอกว่า น้ำหวานจะพยายามใจเย็นลงและคิดก่อนว่าผิดอะไรตรงไหน น้ำหวานรู้สึกว่าสิ่งที่น้ำหวานเป็นอยู่ น้ำหวานเชื่อว่าในความเป็นภรรยา ไม่น่าจะมีภรรยาคนไหนที่แฮปปี้ตรงจุดนี้กับการที่สามีไม่เทคแอ็กชั่นอะไร แต่ตอนนี้จุดนึงที่ยอมรับคือลืมไปว่าพี่ต้าร์เป็นคนช้า เขาจะประมวล อย่างที่น้ำหวานบอกว่าทำไมไม่จัดการตรงนั้นเลย แต่พี่ต้าร์บอกว่าเขาไม่ใช่พ่อแม่ คนนี้ไม่ใช่พนักงาน ญาติเขา เขาไม่จำเป็นต้องไปอบรม ทำไมเขาจะต้องไปแจ้ง

กับคำถามว่าหลายคนมองว่าดราม่าครั้งนี้เป็นการสร้างกระแสหรือเปล่า น้ำหวานตอบว่า “ไม่มีค่ะ คือน้ำหวานทำธุรกิจของน้ำหวานที่มันอยู่ในส่วนที่เราไม่ได้ใช้กระแสใดๆ แต่การไลฟ์เนี่ยถามลูกค้าน้ำหวานในไลฟ์ได้เลย น้ำหวานขายของขาดทุนหมด ขายของตามอารมณ์ เราไลฟ์เพราะว่าเราเครียดจากงานหลัก 

ทุกวันนี้พี่ต้าร์ก็บ่นค่ะ พี่ต้าร์บอกว่าโชว์ยอดบริษัทได้เลยว่าจากการไลฟ์ได้เลยว่าปีนี้ขาดทุนเท่าไหร่ เดือนนี้ขาดทุนกี่ล้าน ถ้าจะสร้างเทศกาลน้ำหวานแล้วขาดทุนเยอะขึ้น น้ำหวานว่าไม่มีใครอยากทำ รวมถึงคุณนาวินต้าร์เอง ทุกวันนี้เขาไม่อยากให้น้ำหวานไลฟ์ เพราะทำบริษัทติดลบ และน้ำหวานไม่ได้รับจ้างไลฟ์ 

...

น้ำหวานขายของที่มีของน้ำหวานเอง ไม่เคยรับจ้างปักตะกร้า ถามว่ามีมั้ยมี แต่ว่าน้ำหวานมีธุรกิจหลักที่ต้องทำอยู่แล้ว อันนี้ทำเพื่อความสนุก ให้มานั่งอวยไส้แตกเลย ได้เงิน 2 แสน พอใช้แล้วไม่ดี เขาไม่ได้ด่าแบรนด์ เขาด่าน้ำหวานที่อวย ได้เงิน 2 แสน แต่เวลาชื่อเสียงเสีย มันไปกับธุรกิจที่น้ำหวานทำด้วย 

ที่เชิญทนายมาวันนี้ คนนึกว่าจะฟ้อง ทนายบอกว่าคุณน้ำหวานไม่ได้จะฟ้อง แค่มาช่วยดูเรื่องการแถลงข่าวหรือประเด็นต่างๆ ด้านน้ำหวานบอกว่า บางทีโดนท้าทายเยอะๆ ว่าโชว์สิ เรามีในมือก็อยากโชว์ แต่ถ้าโชว์ก็โดนคดีเอง

ถามว่าอยากสรุปเรื่องนี้ยังไง น้ำหวานบอกว่า ตัวน้ำหวานยังหาเหตุผลที่ต้องสร้างเรื่องโกหกไม่เจอ น้ำหวานไม่ดัง แต่เราทำธุรกิจของเราได้ เราไม่ได้รวย แต่พอมีเงินใช้ประจำวันที่จ้างงานคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องเพื่อให้ครอบครัวเราดังในทางไม่ดี เรามีแต่ความจริง หลักฐานเราควรจะไปพิสูจน์ในที่ที่ควรไปพิสูจน์ถ้าต้องการจริงๆ ถ้าพูดอะไรไม่จริงฟ้องน้ำหวานได้เลย น้ำหวานมีทั้งพยานบุคคล พยานในคลิป ซึ่งวันนี้พยานในที่ประชุมก็มา ยืนยันสถานะตอนนี้ยังเป็นสามีภรรยาเหมือนเดิม

...

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม