นักร้องนักแสดงสาว เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม เปิดใจเล่าละเอียดถึงสาเหตุจบความสัมพันธ์ในรักครั้งเก่าที่คบมานาน 7 ปี ในรายการ “คลับฟรายเดย์โชว์” ทางช่องวัน 31 โดย 3 พิธีกร ดีเจพี่ฉอด สายทิพย์, ดีเจอ้อย นภาพร, อั๋น ภูวนาท และมีคุณแม่อย่างนักร้องดีว่าสาว ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย ร่วมพูดคุยด้วย

ซึ่งในช่วงหนึ่งดีเจอ้อยถามว่า ความสัมพันธ์ครั้งที่ผ่านมาสามารถเรียกคำว่าแฟนได้เต็มปากเต็มคำที่สุด เพลงบอกว่ามันใกล้คำว่าคู่ชีวิตมากๆ ดีเจอ้อยถามว่าที่ผ่านมาอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าคนนี้คือแทบจะข้ามเส้นคำว่าแฟนไปสู่คู่ชีวิต เพลงตอบว่า “เพลงว่าเราเดินทางในความสัมพันธ์นี้ ผ่านเวลา 7 ปี ไม่รวมช่วงเวลาที่เราเจอกันในวัยเด็กที่สปาร์ก ฉะนั้น 7 ปีที่เราร่วมเดินทางกันมา เราเติบโตด้วยกันมาหลายช่วงชีวิตเลย จนทุกวันนี้ในวัย 30 ปี เพลงก็คิดว่าเราเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่ได้เต็มปากแล้ว เพลงรู้สึกว่าเราผ่านอะไรกันมาเยอะมากๆ ค่ะ มันก็เลยมองไปข้างหน้าแหละว่านี่แหละคู่ชีวิตของเรา

เพลงมีความสุขค่ะ เพลงเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์มันมีสิ่งที่ดีและมีบทเรียนให้เราเสมอ เพราะฉะนั้นในวันนั้นที่เพลงได้มีโอกาสรัก เพลงรู้สึกว่ามันก็จริงแหละ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตนั้น มันก็เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ เพียงแต่ว่าพอเวลาเปลี่ยน เราได้เติบโต หรือมีอะไรในชีวิตเราที่เปลี่ยนไปในหลายๆ ด้าน การให้คุณค่าเราอาจจะเปลี่ยนไป เป้าหมายในชีวิตเราอาจจะเปลี่ยนไป สังคมที่เราอยู่อาจจะเปลี่ยนไป มันอาจจะหล่อหลอมให้เราเป็นอีกคนหนึ่ง แต่ช่วงที่มีความรัก เพลงก็กล้าที่จะบอกว่าเพลงมีความสุข และขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น”

...

ดีเจอ้อยถามว่ามันมีสัญญาณอะไรที่รู้สึกว่าเริ่มมีปัญหาในความสัมพันธ์ เพลงตอบว่า “จริงๆ แล้วเพลงไม่ใข่เป็นคู่ที่ทะเลาะกัน หรือมีปัญหาอะไรเยอะ แต่บางครั้งพอมันถึงจุดๆ หนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม คือมันเปลี่ยนไป เหมือนกับเวลาหรือการให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่บางครั้งเรารู้สึกว่า ทำไมวันนี้เราอยู่ในความสัมพันธ์ แต่เรารู้สึกเหงาจังเลย โดดเดี่ยวจังเลย ทั้งๆ ที่เวลาเราอยู่ในความสัมพันธ์มันควรจะอุ่นใจ แต่ทำไมวันนี้เรากลับบ้านแล้วรู้สึก ทำไมมันเหมือนเราอยู่คนเดียว เหมือนเรารออะไรบางอย่างอยู่ เราไม่มีคนนั้นที่เราสามารถกลับมาเล่าอะไรให้ฟังได้ เหมือนเราไม่ได้รู้สึกอุ่นใจเหมือนเคย ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เป็น

เราเหมือนอยู่กับความรู้สึกนี้ แล้วเรารู้สึกว่าไม่เป็นไร เราพยายามหาเหตุผล เขากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ เขากำลังทำหน้าที่อยู่ ด้วยความที่เรารู้ว่าเรากำลังพุ่งไปเป้าหมายตรงไหน เป้าหมายของเราสองคนคืออะไร จนเรารู้สึกว่าเราหาเหตุผลทุกอย่างเพื่ออธิบายความรู้สึกนี้แหละ คือด้วยความที่คุณแม่จะบอกเพลงเสมอว่าอย่างี่เง่า อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งในทุกอย่าง 

ฉะนั้นเพลงจะเป็นคนที่เวลาจะเอาเรื่องอะไรพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจในความสัมพันธ์ เพลงจะค่อนข้างย่อยความรู้สึก คือปกติคนเราโกรธหรือเสียใจปุ๊บพูดเลย แต่สำหรับเพลงคือย่อยแล้วว่าเสียใจเพราะอะไร สิ่งไหนที่ทำแล้วรู้สึกบั่นทอน ย่อยก่อนแล้วเอาความคิดนี้ค่อยมาพูด เพราะฉะนั้นเพลงจะไม่เคยพูดอะไรจากอารมณ์ จะไม่เริ่มความสัมพันธ์หรือการทะเลาะ เพราะรู้สึกว่าทะเลาะแล้วถ้าไม่ได้ทำให้ดีขึ้นอย่าทะเลาะ ถ้าคุยเพื่อปรับให้อะไรดีขึ้น มันต้องเป็นอะไรที่ดีสำหรับเรา

ในวันหนึ่งที่เราไม่ได้มีเขาแล้ว เพลงจำประโยคนั้นได้เลยว่า เพลงหันไปพูดกับคุณแม่ว่า แปลกเนอะแม่ที่เพลงไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะความรู้สึกนี้มันอยู่กับเพลงมานานจนมันชินไปแล้ว เหมือนเราร้องไห้ข้างในใจมาพอสมควรแล้ว จนวันที่ไม่มี มันไม่ได้แตกต่างแล้วนี่นา”

ดีเจอ้อยถามว่า ตรงนั้นเราพอเห็นปัญหาไหมว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เพลงตอบว่า “ยกตัวอย่างเช่น สมมติเพลงบอกว่า เราสองคนให้คุณค่าตรงกันเรื่องครอบครัว คนหนึ่งพูดว่าฉันกำลังทำเพื่อครอบครัว ทุกวันนี้ฉันกำลังเสียสละเพื่อครอบครัวฉันนะ เวลาทั้งหมดฉันทำเพื่อครอบครัวเหมือนกัน สำหรับเราครอบครัวอาจจะหมายถึงว่า กลับบ้านมาเราดูแลคนที่บ้าน เวลาเจ็บป่วย มีเหตุฉุกเฉิน เราอยู่ตรงนั้นเคียงข้างคนที่เรารัก ครอบครัวสำหรับเราคือการที่เราอยู่ตรงนั้นด้วยกันในช่วงเวลาที่สุขและทุกข์ นั่นคือครอบครัว

แต่ทำเพื่อครอบครัวสำหรับใครหลายๆ คนอาจจะเป็น ฉันกำลังทำเพื่อมรดกตกทอดและชื่อเสียงของฉัน การเติบโตของมรดกตกทอดของตระกูลของฉัน ซึ่งเราสองคนทำเพื่อครอบครัวไหม คำตอบคือใช่ เพื่อครอบครัว แต่ครอบครัวของเราคือบ้าน คือคนที่บ้านที่มีคนที่เรารักรออยู่ แต่ครอบครัวสำหรับอีกคนหนึ่งอาจจะไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้นี่แหละค่ะที่ทำให้เราค่อยๆ ห่างเหินกันออกไป”

...

ดีเจพี่ฉอดถามว่ามีโมเมนต์ใช้อารมณ์ใส่กันไหม เพลงบอกว่า “มีค่ะ อาจจะน้อยมากค่ะ อาจจะเพราะว่าแบบตอนนี้ร้อนอยู่ ไม่คุย แต่ไปสะท้อนคิดว่าทำไมเพลงถึงโกรธขนาดนี้ เพราะเพลงเชื่ออย่างหนึ่งในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะฝ่ายผู้หญิงหรือผู้ชายมันไม่มีใครอยู่ดีๆ แรงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

คือถามว่าเพลงพูดเลยไหม พูดค่ะ แต่บางทีผู้รับสารมันแบบคลื่นไม่จูน คือจะมามีตรรกะตลอดเวลามันก็แบบว่าไม่ได้ เพราะเพลงก็ไม่ใช่หุ่นยนต์”

ดีเจพี่ฉอดถามว่านานไหมกว่าจะมาถึงจุดที่แยกย้าย เพลงบอกว่า “เพลงใช้เวลาทบทวนอยู่นานนะคะว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องอดทน ความรักที่ดีที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ การให้เกียรติ ความซื่อสัตย์ สิ่งเหล่านี้เพลงว่ามันคือพื้นฐานความรักที่ดี เป็นพื้นฐานขั้นต่ำ เพราะฉะนั้นเพลงเลยรู้สึกว่า เพลงได้คำตอบกับตัวเองแล้วว่าเก็บคำว่าอดทนไปอดทนกับเรื่องอื่นที่ต้องใช้ความอดทนจริงๆ แต่พื้นฐานความรักตรงนี้ไม่ต้องอดทน ไม่ต้องใช้คำว่าปิดตาข้างเดียว”

ดีเจอ้อยถามตู่ นันทิดา ว่า ช่วงที่มีปัญหาพี่ตู่รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับน้องเพลงไหม ตู่ตอบว่า มีบ้าง ถามว่าเบรกไหม ตู่บอกว่า “ไม่ แล้วแต่ลูก ก็บอกมาบ้างค่ะ ส่งสัญญาณมาให้บ้างค่ะ แต่ไม่มีสัญญาณเตือน อันนี้เซอร์ไพรส์จริงพี่" อั๋น ภูวนาท ถามว่า ที่บอกเซอร์ไพรส์คืออะไร เพลงตอบว่า “วันนั้นเซอร์ไพรส์หมายถึงว่าโดยไม่ทันตั้งตัว เหมือนวันธรรมดาเลย เพลงเพิ่งไปลองชุดแต่งงานมา เขาบอกไม่พร้อม ขอเวลา มันเป็นคำตอบที่ค่อนข้างเปิดกว้างค่ะ แล้วแต่จะตีความ”

...

ตู่ นันทิดา เสริมว่า ตอนนั้นเพลงบอกว่าแม่ เพลงขอให้เวลาความรักอีก 3 เดือนมันไม่มีคำตอบ ตอนนั้นเราก็ปล่อยนิ่งๆ เฉยๆ เพลงบอกว่าตอนนั้นเพลงมีคำถามอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่มีคำตอบอะไรที่เราจับต้องได้ ได้แค่คำว่าไม่พร้อม ขอเวลา ดีเจพี่ฉอดพูดว่า เขาบอกว่ามีประโยคหนึ่งจากคุณแม่สอนไว้ เพลงเลยหยุดแค่นี้ ซึ่งตู่ นันทิดา บอกว่า “ไม่มีใครที่เสียใจกับการร้องไห้จนขาดใจตายในเรื่องของความรัก อย่าร้องขอความรักจากคนที่เราเคยรัก อย่าไปร้องขอ ในเมื่อหมดรักแล้วก็ไม่ต้องไปร้องขอ หมดคือหมด”

ถามว่าตอนนั้นกลับมาคุยกับตัวเองว่ายังไงบ้าง เพลงบอกว่า “เพลงใช้คำว่าช่วงเวลาสุญญากาศ เพลงให้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน อย่างมากคือ 6 เดือน ช่วงเวลานี้ไม่ต้องคิดให้สมองแตก วันนี้ข้อมูลมีแค่นี้จบแค่นี้ ไม่ได้ด่วนสรุปว่าคือแบบนี้ แล้วให้ทุกอย่างมันค่อยๆ โฟลว์เข้ามาในวันที่เราพร้อม ถามว่าช่วงนั้นในความสัมพันธ์วางตัวอย่างไร เราสองคนไม่คุยกันเลย เพลงเดินออกไปแล้ว ถอดปลั๊กตัวเอง ไม่มีการส่งข้อความอะไรหากัน ไม่ได้เป็นข้อตกลง ก็คือเดินออกไปแล้ว เขาเลือกแล้ว เขาไปด้วยคำว่าไม่พร้อม เพลงไม่รู้จะถามอะไรแล้ว”

...

ดีเจอ้อยถามว่า ใครที่เป็นคนลุกขึ้นมาบอกก่อนว่าไม่เป็นไรถ้าไม่ตัดสินใจ ฉันเองตัดสินใจ เพลงยกมือตอบว่า “เพลงเองค่ะ เพลงรู้สึกว่า พอสิ่งที่เราได้ยินจากคนในสังคมพูด กับสิ่งที่เราเข้าใจว่ามันคือการเลื่อน หรือการพูดกับเพื่อนเราว่าใช้คำว่าเลื่อนไป แต่สิ่งที่สังคมพูดว่า อ้าว ทำไมเพลงยังใช้คำว่าเลื่อนออกไปอีกล่ะ ในเมื่ออีกฝ่ายพูดว่าโสดแล้วนะ เรื่องราวมันเริ่มไม่ตรงกัน เหตุผลที่เพลงขอคุยเพราะเพลงรู้สึกว่าข่าวเรื่องของเรามันกระเพื่อมในวงกว้าง แต่เพลงยังไม่ได้คำตอบนั้นเลย ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไง มาคุยกันไหม ขอความชัดเจน

วันนั้นที่เพลงเลือกที่จะติดต่อไปคือวันที่เพลงพร้อมแล้ว ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง ชุดแต่งงานต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไปเอาอีก สรุปจะเอายังไง เพลงจะได้แจ้งให้ถูก อย่างที่บอกเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ ในการจัดงานนี้หรือไม่จัด เพราะฉะนั้นเพลงขอความชัดเจน เขาตอบว่า ไม่ใช่ว่าไม่รัก แต่วันนี้ไม่พร้อม ขอเวลา แต่ก็ขอให้เก็บชุดแต่งงานไว้ แต่ก็คือขอยุติความสัมพันธ์ สิ่งที่เพลงได้เรียนรู้จากความรักในครั้งนี้คือ ให้ดูที่การกระทำมันชัดเจนมากกว่าคำพูด อันนี้คือบทเรียนของเพลง เพลงรู้สึกว่าในวันนั้นมันชัดเจนด้วยการกระทำ”

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม