เต้ย จรินทร์พร เปิดใจถึงความเป็น Perfectionist ที่ทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องยาก ความกลัวคำวิพากษ์จากสังคม จนกลายเป็นครูที่สั่งตัวเองตลอดเวลา และความสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหันในเวลาเดียวกัน ความกลัวการสูญเสียที่ทำให้ไม่กล้ากอดพ่อแม่เหมือนเดิม ทำให้เกิดกำแพงขึ้นมาภายในใจ ก่อนจะเรียนรู้การกลับมาโอบกอดคนที่รักอีกครั้ง ในรายการ How Are You Feeling? บทสนทนาที่ชวนเราหยุดถามตัวเองว่า เรากำลังเข้มแข็งเพื่อใคร และลืมดูแลหัวใจตัวเองหรือเปล่า

How are you feeling?

"ตอนนี้มีความสุขดีค่ะ แล้วก็ชีวิตช่วงนี้น่าจะมีความสุข แต่ว่าพยายามมีสติไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ที่มันเร็วขึ้นมากๆ แค่รู้สึกว่าช่วงนี้เหมือนโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ก็มีความสุขดี ยังบาลานซ์ได้อยู่ได้ แต่ว่าต้องมีสติมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนเร็ว"

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้ข่าวว่าช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเต้ย?

"ไม่ใช่ (หัวเราะ) มันไม่ได้ขนาดนั้น นอกจากช่วงนี้มีความสุขดีก็อาจจะมีความลังเลหรือว่าสับสนเกิดขึ้นในความคิดบ่อยๆ เพราะว่าคำว่า Big Change แต่มันไม่ได้ต้องเปลี่ยนแบบ ‘สวัสดีจ้าจะลาวงการ’ ‘สวัสดีจ้าจะไปแต่งงาน’ ไม่ใช่ค่ะ 

...

คือเต้ยแค่รู้สึกว่าคำว่า Big Change ของเต้ยมันเกิดขึ้นจากข้างใน วิธีความคิดบางอย่างมุมมองบางอย่างที่มันเกิดขึ้นกับการใช้ชีวิตมันเปลี่ยน ความเชื่อเดิมๆ ที่เราเคยเข้าใจมามันกว้างขึ้น มันถูกบางอย่างปลดล็อกแล้วมันเห็นอะไรมากขึ้น 

อาจจะเป็นแง่ของการทำงาน อาจจะตั้งแต่อายุ 10 กว่าๆ ก็เริ่มทำงานแล้ว พอมาถึงตอนนี้มันเหมือนกับการทำงานที่เต้ยเคยทำมา แล้วเหมือนเต้ยก็ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างในชีวิตเต้ยที่ตั้งใจไว้เพื่อให้ครอบครัว อันนี้มันเหมือนกับว่าอาจจะโชคดีที่มันก็สำเร็จได้ในจังหวะหนึ่งแล้ว ทีนี้พอมันจบแล้ว แล้วอะไรต่อนะ"

ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เราขี้เล่นไหม หรือว่าซีเรียส?

"ไม่ขี้เล่นค่ะ เต้ยเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยความซีเรียส และเติบโตมาด้วยการเล่นคนเดียว (หัวเราะ) ห่างกับน้อง 5 ปี เชื่อว่าเด็กหลายๆ คนก็อยากได้ความรักจากพ่อแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่ให้นะคะ คือเขาก็มีเรื่องราวของเขาเพื่อที่จะต้องทำงานเก็บเงินเพื่อดูแลเรา"

เวลาลังเลหรือขี้สงสัย แล้วคิดว่างานเราจะสวย ซึ่งเคยอยู่ในจุดนั้นถูกไหม?

"ก็เรื่อยๆ ค่ะ เต้ยว่ามันอาจจะมากับความเป็น perfectionist บางอย่างด้วยที่อยากทำให้ทุกอย่างมันดี"

การตัดสินใจไม่เคย Final ไม่มีใครตัดสินใจถูกครั้งแรก มันคือห้องแลบถ้าไม่สนุกกับมันเราจะหยุด?

"หลายๆ ครั้งหนูหยุดเพราะว่าไม่สนุกกับมัน หนูกลัว ช่วงนี้ก็พยายามเล่นอยู่ค่ะ(หัวเราะ)"

การจะให้บอกว่าให้เล่นหรือว่าพลาดก็ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย?

"ใช่ หนูจะไม่ค่อยกล้าเล่น จะไม่ค่อยกล้าเอาการตัดสินใจเป็นเรื่องเล่นๆ ค่ะ เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ อันนี้พูดตรงๆ เลยรวมถึงสังคมด้วย พอเป็นคนของสังคมแล้วเคยเล่น เคยใช้ชีวิต สมมติในเรื่องของความรักอย่างนี้ หนูทำนู่นทำนี่อะไรของ เป็นตัวเองมากๆ แต่กลายเป็นว่าพอทำอะไรไป หรือมันมีบางอย่างตัดสินใจมันมีคำวิพากษ์จากสังคม ซึ่งมันก็จะยิ่งทำให้เรายิ่งกลัว ไม่กล้าเล่นเข้าไปอีก"

หลายครั้งเราก็ไม่ค่อยฟังความรู้สึกเท่าไหร่?

"จริงๆ บางครั้งมันเหมือนอินเนอร์เรามันบอกอะไรมา แต่เราชอบไปเถียงอินเนอร์ว่าไม่หรอก สมมติอย่างเช่น เรามีสัญชาตญาณในการตัดสินใจ ในเรื่องความรักก็ได้ ว่าอยากลองคบกับคนนี้แต่ว่าข้างในเราก็จะพูดมาว่า ไม่หรอก ลองอันนี้ดูไหม เดี๋ยวคนนี้จะว่ายังไง เดี๋ยวอันนี้ยากไปหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ บางทีมันก็ปวดหัวเหมือนกันนะ"

เวลาเราเลือกคู่เห็นเลยว่าหลายคนกว่าจะเจอคนที่ใช่ ผ่านอะไรที่ไม่สนุกก็เยอะ คนที่เลือกครั้งแรกแล้วโดนเลยโชคดีมาก?

"จริง คือของเต้ยอาจจะมีแบบคำว่าทำไมมีความรักหลายครั้ง ซึ่งถ้าเกิดว่ามันใช่ตั้งแต่แรกก็โชคดีไง แต่เผอิญว่ามันก็ต้องใช้เวลา"

ตอนนี้ใช้อะไรนำทางในการที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง?

"ถ้าเป็นเมื่อก่อนเต้ยคงตอบว่าครอบครัว อะไรก็ได้ให้มั่นคงกับการดูแลครอบครัว การหาเงิน การทำงาน แต่ ณ วันนี้ใช้ความรู้สึกที่ข้างในเราบอกจริงๆ ค่ะ แต่ว่าความยากของเต้ยก็คือเต้ยมี Inner voice ที่ชัดเจน แต่เต้ยมีความคิดที่ทำให้ Inner voice เต้ยมันเบาลง"

...

เรื่องที่มักจะลังเลหรือว่าตัดสินใจยากที่สุดคือเรื่องอะไร?

"ณ วันนี้น่าจะเรื่องการรับงาน ว่างานนี้จะรับดีไหม ถ้าไม่รับอันนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แล้วก็เรื่องของความรักด้วย 2 เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ในการตัดสินใจ ณ ตอนนี้เพราะว่าเต้ยรู้สึกว่า Generation มันก็เริ่มขยับ ๆ ก็เลยไม่แน่ใจว่า การที่เราจะรับงานนี้ไม่รับงานนี้มันโอเคหรือไม่โอเค 

แต่ว่าตอบคำถามว่าช่วงนี้ใช้อะไรในการตัดสินใจ เอาความสุขของตัวเองเป็นหลัก ว่าถ้าเราทำงานนี้แล้วเราจะสามารถส่งมอบสิ่งที่เราเต็มที่กับมันได้เต็มที่จริงๆ ไหม ถ้าสมมติจะเป็นตัวละครตัวนี้ เราสามารถเป็นตัวละครตัวนี้ได้จริงๆ หรือเปล่า 

คือพยายามที่จะหาความหมายในสิ่งที่เราจะทำ มันเหมือนกับว่าสมองรู้ว่ามันจะต้องยังไง แต่ว่าการที่เราเป็นคนแบบนี้มา 35 ปี มันเหมือนกับตอนนี้เต้ยกำลังฝึกกล้ามเนื้อใหม่ ให้เราไปในทิศทางใหม่ที่เรารู้สึกว่าเราชอบมัน แล้วมันจะทำให้เรารู้สึกเบาขึ้น ไม่โบยตีตัวเอง ไม่ต้องมาเป็นครูวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองตลอด มันก็เลยเหมือนกับ Newborn baby ที่กำลังฝึกเดินในชีวิตใหม่"

นอกจากความล้มเหลวแล้วมีความสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย เรื่องน้องเคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ว่าหลังจากนั้นก็มีการสูญเสียคุณยาย?

"คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เต้ยข้ามมันไปนานมากๆ แล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่อง 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นน้องชายเต้ยไม่สบายเป็นมะเร็ง แต่ว่าตอนนี้คือหายเรียบร้อยทุกอย่าง แล้วก็ ณ ช่วงเวลาเดียวกันน่าจะประมาณอาทิตย์เดียว มีเรื่องน้องชายแล้วก็คุณย่าเสีย หมาที่เต้ยเลี้ยงมา 5 ปีก็เสีย แล้วก็มีพี่คนขับรถก็เสีย มันเกิดขึ้นภายใน 1 อาทิตย์ 

แต่ว่าตอนนั้นเต้ยได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ เลย คือเป็นช่วงที่ อลิน อลัน เกิด เหมือนช่วงนั้นเห็นการเกิดแก่เจ็บตายแบบเข้มข้นมากๆ ในช่วงอายุ 25 ทีนี้วันนั้นหนูรู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตนี้ จริงๆ แล้วที่มันสำคัญมากๆ มันคือชีวิตของคนที่เรารัก วันนั้นหนูก็เลยเหมือนปัดทุกอย่าง แล้วโฟกัสกับครอบครัวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากๆ 

...

ซึ่ง ณ วันนั้นก็พยายามโฟกัส ก็เป็นนักเรียน เรียนรู้กับมันไปเรื่อยๆ ทีนี้ ณ อายุ 25 เต้ยยังไม่ได้รู้จักคำว่า mental health หรือว่าการดูแลจิตใจตัวเอง สิ่งที่เรารับมือกับมันก็คือว่าก็รู้ว่ามันเกิดแก่เจ็บตาย มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วก็ปล่อยชีวิตให้รันไปเรื่อยๆ 

จนอยู่ดีๆ ไม่นานมานี้ก็จะมีเรื่องของความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวบ้าง เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากเพื่อนบ้าง จากครอบครัวของเพื่อนๆ บ้าง แต่กลายเป็นว่าอยู่ดีๆ มันเอฟเฟกต์กับเรา กลายเป็นมีความเย็นชาขึ้นมากับพ่อกับแม่กับน้อง เหมือนจะไม่กล้ากอดเขา จะไปแล้วนะ (ร้องไห้) 

ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนง่ายมากที่จะกอดเขา เพราะว่ากลัว กลัวว่าเขาจะไม่อยู่ให้เรากอดอีกต่อไป อยู่ดีๆ ก็จะกลัวใครจะเป็นอะไรไป ก็เลยคิดว่าวันนั้นน่าจะยังไม่ได้ฮีลตัวเองดี มันก็เลยมาโชว์ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป"

มีหลายคนที่มีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้ แล้วจากคนที่กอดพ่อแม่ได้บ่อยๆ กลายเป็นคนที่ไม่กล้าเข้าใกล้เขา ไปกอดเขาไม่ไหว?

"มันจะกอดไม่อิ่ม เหมือนปกติเราจะรู้สึกว่า ‘ไปทำงานก่อนนะ’ แล้วก็จะกอดเขาได้ง่ายมากๆ แล้วก็จะเล่นกับเขาได้ง่าย แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันจะเหมือนกับเราจะมีระยะห่างบางอย่างที่เหมือนกับเรากลัว หรือแม้กระทั่งสุนัขที่หลังจากที่เต้ยเสียสุนัขของเต้ยไป เขาเหมือนเป็นชักๆ เกร็งๆ อยู่แล้วค่ะ 

...

ณ วันนั้นที่คุณย่าเต้ยอยู่ที่โรงพยาบาล เหมือนหมาเต้ยเขาก็ไม่ค่อย 100% อยู่แล้ว เพราะเขาก็อยู่ที่โรงพยาบาลเหมือนกัน หนูก็ไปรับเขากลับมาที่บ้าน แล้วก็หนูก็ออกไปหาพี่คนขับรถที่ป่วยเหมือนกัน คือวันนั้นหนูวิ่งไปวิ่งมามากๆ แล้วหนูขับรถกลับมาบ้าน หนูเห็นเขานอนอยู่ที่พื้นนิ่งๆ (ร้องไห้) หนูก็ตกใจว่าเขาเป็นอะไร แล้วเต้ยก็อุ้มเขาขึ้นมา แล้วก็พยายามที่จะพาหมาไปหาหมอที่โรงพยาบาลโดยที่เขาอยู่ในอ้อมกอด 

แล้วเต้ยก็ขับรถไปด้วย เหมือนอยู่ในละครมากๆ เหมือนเต้ยเรียกชื่อเขา พอไปถึงที่โรงพยาบาลใกล้ๆ หนูก็ยื่นให้เขาไป แล้วหนูไม่กล้าเดินเข้าไป คือตอนนั้นเขาไม่มีอะไรแล้ว ร่างกายเขาแบบเหลว คือมาถึงเต้ยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาอยู่หรือไม่อยู่ เต้ยแค่พาเขาไปโรงพยาบาลก่อน แล้วพอไปถึงหนูเพิ่งได้สติว่าเขาไม่อยู่แล้ว แล้วพยาบาลก็เดินออกมาว่าน้องไม่อยู่แล้วนะคะ ซึ่งเต้ยก็ไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่"

เราจะทำให้เขาเห็นว่าเรากอดเขา เพราะเราพร้อมเสมอสำหรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เราไม่ยื้อแล้วเราปล่อยได้แล้วแต่ให้กระบวนการมันเกิดอย่างธรรมชาติ?

"หนูเรียนรู้สิ่งนี้จากพี่จ๋าค่ะ พี่จ๋าเคยเล่า"

จ๋า ยศสินี "จ๋าหมาป่วยตายในอ้อมกอดเหมือนกัน แต่เราเอามาเป็นครู คือเขาสอนเราจนวันสุดท้ายเลยว่ามันคือการจากไป เขาคือครูของเราเลยว่านี่คือการจากไปที่ดีที่สุดแล้ว แล้วก็เราเลี้ยงเขาดีที่สุดแล้ว แล้วก็ดีแล้วที่เขาไปก่อน ถ้าเราไปแล้วเขายังอยู่ เขาจะเคว้งมาก เพราะฉะนั้นให้เขาไปดีที่สุดแล้ว แล้วก็สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จะพูดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อยากบอกเต้ยว่ากอดพ่อเถอะ (ร้องไห้)"

"คือเต้ยรู้มากๆ แต่ว่าอันนี้ไม่ได้ไม่กอดเขานะคะทุกวันนี้ (ร้องไห้) เหมือนเรารู้ตัวว่าเมื่อก่อนเราเคยกอดเขายังไง หนูคิดว่าคำว่ายื้อของ ดร. ต้อง มันคือการที่เหมือนมีระยะห่างนิดหนึ่ง เพราะว่าเรากลัว แต่คือจริงๆ แล้วเราอยากกอดเขาให้แน่นๆ แต่ว่ามันยังไม่สามารถก้าวข้ามความอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง หรือการไม่พร้อมเผชิญการสูญเสีย 

เต้ยว่ามันเป็นสิ่งนั้น แล้วเหมือนมันค่อยๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนที่เข้าไปเล่นกับเขาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ไม่กล้าเหมือนมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็หมาก็ไม่ก็เมื่อก่อนก็จะกล้าเล่นด้วย กลายเป็นหนูจะมีระยะห่างกับสุนัขหลายๆ ตัว หนูว่าตอนนี้พ่อกับแม่หนูที่ดูงงแล้ว เพราะว่าเต้ยไม่เคยพูดเลยค่ะ แต่ว่าเต้ยรู้สึกจริงๆ แล้วเต้ยก็เชื่อว่ามันน่าจะมีหลายๆ คนที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน ที่เราเคยกอดเขาแบบอิ่มมากๆ แล้ววันหนึ่งเราไม่กล้ากอดเขาแบบอิ่มๆ 

พ่อกับแม่เต้ยอาจจะมีคำถามก็ได้ว่าทำไมช่วงนี้ลูกไม่มาเล่นด้วยเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รัก แต่ว่ามันกลัวอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งมันเพิ่งมาเป็นเมื่อปี 2 ปีนี้ แต่ว่าทำไมมันเหมือนเต้ยรู้สึกตัวช้าหรืออะไรก็ไม่รู้ก่อนหน้านี้ไม่เป็น ตั้งแต่สูญเสียครั้งนั้น แต่ว่าเพิ่งเป็นตอนนี้"

อยากบอกว่าเรามีสิทธิ์ที่จะขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ถ้าสัตว์เลี้ยงเราตายมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายๆ คน?

"อยากบอกคนทุกคนเหมือนกันว่าในเคสของเต้ย เจอมันมา 10 ปีที่แล้ว แล้วเต้ยพยายามทำเป็นเข้มแข็งเหมือนกับเราเข้าใจโลกว่า เดี๋ยววันหนึ่งคนก็จะต้องจากไป เหมือนเราพยายามโอเค แต่กลายเป็น 10 ปีผ่านมาแล้ว เหมือนเต้ยอยากจะมายอมเป็นนักเรียนค่อยๆ เคาะ กระเทาะตัวเอง เหมือนนักเรียนมันเริ่มออกมา สิ่งนี้มันเริ่มผุดขึ้นมาในวันที่เราอ่อนลง ในวันที่พร้อมแล้วเรายอมให้โลกสอนเราบ้าง เหมือนซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง"

สมมติว่านั่งอยู่กับเต้ยที่เป็นครูคนนั้นอยากบอกอะไร อยากกอดเขาหรืออยากพูดอะไรกับเขาบ้าง?

"ใช้ชีวิตให้มันสนุกขึ้นบ้างก็ได้ (ร้องไห้) เล่นให้เยอะขึ้นบ้างก็ได้ ผิดพลาดได้ไม่เป็นไร แล้วก็คนที่เราอยากเล่นด้วย คนที่เราอยากใช้เวลาอยู่กับเขาก็คือพ่อกับแม่ ในวันนี้เขายังอยู่ก็ไปเล่นกับเขาเถอะ ไปใช้เวลากับเขาให้เยอะๆ อย่ามัวแต่เป็นคุณครูแล้วเราทำตัวเย็นชามันไม่เกิดประโยชน์ค่ะ 

แล้วก็แค่อยากบอกทุกคนเฉยๆ ค่ะ เต้ยเชื่อว่ามีเด็กหลายๆ คนที่โตมาเหมือนเต้ย ที่เล่นคนเดียว ที่เป็นคุณครูกับนักเรียนในตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางทีเราอาจจะชินกับความหนักนั้น กับก้อนหินที่เราแบกไว้ สมมติว่าเราแบก 15 กิโลกรัมมา 35 ปี มันมีวันหนึ่งที่เราเริ่มจะเห็นหินก้อนนี้ว่า เราแบกอยู่ 15 กิโลกรัมเลย มันหนักแบบนี้ 

แต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แบกมาตลอด มีคนมาบอกเราว่าไม่เป็นไรวางลงก็ได้ เดี๋ยวเขาช่วยแบกไหม เราก็อาจจะไม่ยอม เพราะว่าเรามัวแต่คิดว่าไม่ๆ ฉันต้องแบกความรับผิดชอบนี้เอาไว้มันเป็นของฉัน แต่ว่า ณ วันนี้เต้ยเริ่มรู้จักการเอาหินนั้นลง แล้วก็ยอมให้คนอื่น เขาได้มาช่วยกันบ้าง 

จะบอกทุกคนว่ามันอาจจะมีช่วงที่เราโหวงนิดหนึ่ง ในการวางหินนี้ลง เพราะว่ามันไม่ชิน แต่เชื่อเถอะว่าเรากับกำลังฝึกกล้ามเนื้อใหม่ของเรา ให้ใช้ชีวิตอย่าง healthy ขึ้น ให้เรามีคุณภาพมีความหมายในชีวิตมากขึ้น แต่ว่ามันจะต้องผ่านความโหวงนี้ไป ก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน"

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม