จากดราม่าของ เด๋อ ดอกสะเดา หลังจากที่ ปู กนกวรรณ ออกเปิดเผยว่าได้เลิกรากับ เด๋อ แล้ว หลังอยู่กินกันมา 29 ปี แต่เพิ่งมารู้ว่าสามีของตัวเองมีโลกอีกใบมา 29 ปี จนทำให้ตัดสินใจบอกเลิกขณะที่ เด๋อ นอนป่วย เพราะได้เห็นกับตาว่า ผู้หญิงอีกคนมาดูแลแทนแล้ว
ซึ่ง ขวัญ แฟนเก่าของ เด๋อ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ได้เปิดเผยกับ ไทยรัฐบันเทิง บอกว่า เธอนั้นไม่ใช่โลกอีกใบ ยอมรับเคยเป็นแฟนกับ เด๋อ จริง แต่เลิกกันก่อนที่ เด๋อ จะไปคบกับปู กนกวรรณ และเธอนั้นก็มีลูก มีครอบครัวแล้ว และที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่โทรหาเด๋อตอนเที่ยงคืนเพราะเมา ซึ่ง ขวัญ นั้นได้กล่าวขอโทษปูแล้ว ที่เธอมาช่วยดูแลเด๋อ เพราะสงสารและที่ผ่านมาเด๋อเป็นคนดีมาก
จากเรื่องนี้ทำให้ เปิ้ล ณภัทร ลูกสาวคนโตของ เด๋อ โดนมองว่า ช่วยพ่อปิดบังเรื่องนี้ และเข้าข้าง ขวัญ ซึ่งเจ้าตัวนั้นโดนคอมเมนต์ถล่มหนักมาก
ล่าสุด ไทยรัฐบันเทิง ได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์ เปิ้ล ณภัทร อีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ไล่เรียงไทม์ไลน์ของพ่อเด๋อให้ฟัง ตั้งแต่เริ่มป่วยแรกๆ เปิ้ลเผยว่าเธอดูแลพ่อมาตั้งแต่แรกๆ ที่ป่วย เพราะภรรยาของพ่อโทรหาให้ช่วย พร้อมเผยเหตุผลที่ให้ ขวัญ มาช่วยดูแลพ่อ
เปิ้ล ณภัทร ไล่เรียงไทม์ไลน์ตั้งแต่พ่อเด๋อป่วยสโตรกในช่วงแรก
พี่เป็นลูกสาวคนโตของคุณเด๋อ ดอกสะเดา กับภรรยาเก่าที่จดทะเบียนสมรส แล้วคุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน จดทะเบียนหย่ากันตอนช่วงที่พี่อายุ 15-17 พี่อยู่กับคุณพ่อมาตลอด เพราะคุณแม่อยู่ต่างประเทศ
ตอนนี้พี่ก็อยากจะอธิบายว่าทำไมพี่ถึงเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือว่าดูแลคุณพ่อ ที่ทุกคนกล่าวหาว่าพี่มาทำร้ายครอบครัว จะมาแย่งเอาพ่อไป พี่อยากจะบอกและพูดความจริงในส่วนของพี่ ไทม์ไลน์ก็คือ
...
วันแรก 23 มี.ค. 2568 พี่ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของคุณพ่อตอน 8 โมงเช้า ว่าคุณพ่อมีอาการลิ้นชาๆ ขาไม่มีแรงนะ เราก็เลยถามว่าเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาก็บอกว่า เป็นเมื่อวาน 22 มี.ค. ตอนเย็นๆ แล้ว ซึ่งพี่ก็ต้องรอสามีพี่เพราะพี่ขับรถไม่เป็น และได้ไปรับคุณพ่อประมาณ 10 โมง พาเข้าโรงพยาบาลของรัฐ เพราะใช้สิทธิ์และเซฟค่ารักษาพยาบาลให้ครอบครัว พี่เดินเรื่องทุกอย่าง
พอตกเย็น ภรรยาคุณพ่อก็มาเยี่ยม ซึ่งเขาอาจจะไม่สะดวกพามาส่งโรงพยาบาล เราทำอันไหนได้เราก็ทำ เพราะเขาคือพ่อเรา พี่เขาก็พูดว่าป่วยเราก็ดูแลรักษากันไป เราก็ดีใจที่เขารักพ่อเรา พี่ก็เต็มที่ที่จะช่วยเหลือ บอกเขาว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือ บอกได้
คุณพ่อนอนอยู่โรงพยาบาล 7 วัน รักษาสโตก แล้วก็ออกจากโรงพยาบาลวันที่ 31 มี.ค. และก็มาอยู่บ้าน ตอนกลับมาอยู่บ้าน พี่ต้องเข้าไปดูแลพ่อตลอดนะคะ ทุกๆ 11 โมงเช้า เพื่อมาเทกระบอกฉี่ทุกวัน และดูแลพ่อทุกวัน ตอนนั้นเขายังกินได้เองอยู่ และจัดยาให้กินก่อนจะกลับบ้าน เป็นแบบนี้อยู่ 2 อาทิตย์ จนช่วงสงกรานต์ลูกหลานก็มาไหว้พ่อ พ่อเขายังหัดเดินได้ ใช้ไม้เท้า อาบน้ำเอาได้ เราแค่คอยประคองพ่อ
แต่พอช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งผู้จัดการเขารับงานไว้แล้ว และคุณพ่อเขาเป็นคนที่ทำงานตลอด และไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะหาเงิน แต่เขาไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน เขาอายุเยอะแล้ว แต่ก็ยังที่จะไปทำงาน พอกลับมาวันรุ่งขึ้นภรรยาของพ่อก็โทรมาอีกว่าคุณพ่อมีอาการคล้ายเดิม ซึ่งพี่ก็ต้องรอสามีพี่มาขับรถพาพ่อไปโรงพยาบาล คุณหมอเคยบอกแล้วว่า ถ้าซ้ำมา “คุณต้องทำใจนะ เขาอาจจะติดเตียง” แต่เราไม่อยากคิด เราก็คิดว่าเดี๋ยวเขาคงหายเหมือนเดิม
วันแรกๆ ที่อยู่โรงพยาบาลยังอาการดีนะคะ แต่พอตกเย็นหมอบอกว่าคุณพ่อลิ้นตกลงไปแล้ว มันอันตรายมากแล้วกับการหายใจ และต้องใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจ เราก็ถามว่า คุณพ่ออยากให้ใครมาเยี่ยมมั้ย เขาก็บอกชื่อมา เราก็โทรหาทุกคนโดยใช้มือถือคุณพ่อโทร เราก็ใจไม่ดีแล้ว ก็บอกว่าคุณอามาเยี่ยมพ่อได้มั้ย ซึ่งทุกคนบอกว่าได้ๆ และเดี๋ยวนัดกับทุกคนไปเยี่ยมในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเขาบอกว่ามีอะไรบอกอาได้เลย แต่เราบอกว่า โรงพยาบาลใช้สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่ได้ไปรบกวนคุณอา
ในระหว่างนั้นภรรยาคุณพ่อเขาก็มานะคะ เขามาดูแล ช่วงแรกเขามาทุกวัน เพราะว่าแฟนพี่ไปช่วยรับให้ เขาก็มีการตอบแทนช่วยค่าน้ำมันรถที่ไปรับ จากนั้นพ่อก็ย้ายออกจากห้อง CCU มาอยู่ห้องธรรมดา เขาก็จะให้ช่วยยกแข้งยกขาให้ ซึ่งภรรยาคุณพ่อเขาบอก พี่ไม่ไหว มันคงจะหนักไปสำหรับเขา เขาบอกว่าพี่ไม่ไหว พี่เมื่อยมาก เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูทำเอง แต่ในระหว่างนั้นเรามาตลอดนะ มาเช้า มาเย็น แต่ถ้าตอนไหนเรามาไม่ได้ก็จะบอกภรรยาเขา รบกวนให้เขามาช่วงนี้ได้ไหม ซึ่งอันไหนเขาทำไม่ได้เราก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราทำเอง แค่นี้ก็ดีแล้ว
พ่ออยู่โรงพยาบาลไปได้ 10 กว่าวัน หมอแจ้งว่า ท่อช่วยหายใจมันอยู่ไม่ได้ มันอยู่ได้แค่ 14 วัน เลยต้องมีการเจาะคอ พี่ก็ปรึกษาภรรยาคุณพ่อ พี่เขาก็บอกว่า แล้วแต่ณภัทรเลย คิดเห็นอย่างไร เราก็คิดว่า พ่อยังมีสติ เขารับรู้ บอกได้ว่าอยากเจอใคร เราก็คิด ด้านพยาบาลบอกว่า คุณต้องสู้ ๆ นะ การเจาะคอไม่ได้เป็นอันตราย เพราะมันสามารถหายได้ ทุกอย่างที่เราคุยกับหมอพยาบาลเราก็จะรายงานภรรยาพ่อตลอด ที่ผ่านมาเราคุยกันดีตลอด
...
19 พ.ค. 2568 วันที่เจาะคอ ภรรยาเขาไม่มา เขาบอกว่ากลัว ทำใจไม่ได้ เราก็ไม่ว่าอะไร แต่พี่เขามาเยี่ยมตลอด มีมาวันหนึ่งสามีภรรยาเขาพูดคุยกัน และเราก็แค่นั่งฟัง ภรรยาเขาก็บอกว่า คุณ เอาเลี่ยมทอง เอาทองของคุณไปขายเป็นเงิน ดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ เนอะ จะได้เป็นค่ารักษาตัวคุณ เราก็นั่งฟัง รับทราบแค่นั้นเอง ซึ่งเขาขายทองได้ 65,000 บาทค่ะ ซึ่งเขาเอาไว้ใช้จ่าย และพี่จะไม่ก้าวล่วงเรื่องเงินของครอบครัวเขา
พอตอนกลับบ้านเราก็ปรึกษาพี่เขาว่าจะให้อยู่ศูนย์ฯ หรือจะให้อยู่บ้านเล็ก ที่เป็นห้องแพ็กของหน้าบ้านเขา พี่เขาก็บอกแล้วแต่เรา เพราะเรารู้ว่าพี่เขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งส่วนตัว แล้วพออีกวันหนึ่งพี่เขาก็โทรมาบอกให้พ่ออยู่บ้านดีกว่า เดี๋ยวเขาจะเหงา เราก็ต้องแล้วแต่เขา เพราะเราคนนอก มาทำหน้าที่ลูกสาว
พี่ก็บอกว่าเดี๋ยวเราไปดูเตียงด้วยกัน แต่ภรรยาคุณบอกว่าให้ณภัทรไปเลย แล้วเท่าไหร่ค่อยมาบอก พี่ก็ไปดูและจัดการหมดเลย ทั้งเตียง เครื่องออกซิเจน อุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้ป่วย พี่จัดการโดยที่ภรรยาคุณพ่อเขาโอนเงินมา แต่ก่อนจะซื้ออะไรแต่ละครั้งพี่จะถามเขาก่อนทุกครั้ง ซึ่งเราก็คำนวณให้เท่ากับเงิน 65,000 ที่เขาจ่าย เราไม่เคยคิดเอง ถามทุกอย่าง ถ่ายรูปส่งไปให้ดู พี่เขาก็โอนเงินให้ตามบิล
จนเขาย้ายมาอยู่บ้าน ในคืนแรกที่คนดูแลยังไม่มา พี่ก็ต้องมานอนดูแลพ่อก่อน ซึ่งหมอเคยบอกไว้ว่า คนป่วยติดเตียงจะมีภาวะซึมเศร้า เพราะเขาเคยเดินได้ ทำอะไรเองได้ แต่ตอนนี้เขาทำไม่ได้ พี่ก็แจ้งครอบครัวว่าพ่อจะมีอาการแบบนี้ ก็ต้องค่อยใจเย็น ค่อย ๆ พูด
ยืนยันไม่เคยทอดทิ้งพ่อ มาดูแลพ่อทุกวัน
แต่ในระหว่างที่มีพี่เลี้ยง พี่ก็มาดูแลทุกวัน ไม่เคยทิ้งพ่อเลย แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ พี่เขาก็คงเริ่มเหนื่อยมั้ง อาจจะมีการไม่พอใจอะไรรึเปล่าไม่รู้ พี่ก็อึดอัดเหมือนกัน พอเราเข้าไป เขาไม่พูดกับเราแล้ว หรือว่าพูดน้อยลง เราให้เกียรติเขาตลอด ไม่เคยไปพูดถาม เพราะว่าเขาเป็นภรรยาคุณพ่อและเป็นผู้ใหญ่ที่เรานับถือ และเรารู้จักเขามานานแล้ว ก็เก็บไว้ในใจมาตลอดว่า จริงๆ แล้วพ่อป่วย เขาไม่ควรพูดแบบนี้
...
จนมาวันที่พ่อทำสายท่อพลาสติกสอดรูจมูกที่ให้อาหารหลุด เขาก็ไลน์มาบอกว่า พ่อดึงออก พี่ไม่ยุ่งไม่อยู่แล้วนะ เราก็ถามว่าเป็นอะไรคะ มีอะไรกันรึเปล่า เราก็ถามปกติในไลน์ แต่เขาไม่รับสายแล้ว ทั้งภรรยาและลูกของพ่อ เขาไม่รับสายแล้ว
พอมาพี่เลี้ยงคนที่ 2 ตอนนั้นพี่มีงานเยอะมาก ก็ไม่ได้เข้าไป แต่ในระหว่างที่ไม่ได้เข้าไป พี่ทำอาหารปั่นส่งไปให้ตลอด ค่าอาหารก็จ่ายเอง ไม่เคยบอกหรือขอ แต่แจ้งทุกอย่าง ส่วนพี่เขาจะให้หรือไม่ให้ก็แล้วแต่เขา เวลาไปโรงพยาบาลพี่ก็จะเรียกรถพยาบาลมารับ และพ่อเขาก็จะนั่งไปกับพี่เลี้ยง
จนมาวันที่ 20 กว่า ภรรยาพ่อเขาก็บอกว่า พี่จะไม่จ้างพี่เลี้ยงแล้วนะ จะดูแลเอง ซึ่งทางด้านพี่เลี้ยงก็บอกว่าเดี๋ยวจะทำถึงวันที่ 26 พี่ก็แจ้งภรรยาคุณพ่อไว้ และบอกว่าพี่ให้เขาสอนดูดเสมหะก็ได้นะคะ ซึ่งภรรยาของพ่อก็บอกว่า ณภัทรรับผิดชอบแค่การทำอาหารก็พอ ถือว่าเขาสั่งเรามาแล้ว พี่ไม่ได้ยุ่งแล้ว ทำหน้าที่ของพี่และเอาอาหารเข้าไปส่ง
จนเขาไม่ไหว เขาเริ่มเหนื่อยมั้ง เขาไม่พูดกับพี่แล้ว เขาบอกว่าพี่ไม่ไหวแล้ว ปวดตัวไปหมด ซึ่งเราก็บอกว่า ตอนนี้ยุ่งจริงๆ เดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะเข้าไปช่วยนะ
มาถึงวันที่เราพาพ่อไปหาหมอ ไปทำกายภาพ ซึ่งตอนนั้นเราติดต่อกับน้องปรายมากกว่าแล้ว ไม่ได้คุยกับภรรยาเขาแล้ว คุยน้อยลง เพราะเวลาเราไป เขาไม่พูดกับเรา คุยกันน้อยลง เราก็รู้สึกว่าเขาคงไม่อยากคุยกับเรา แต่เราให้เกียรติเขาทุกอย่าง เพราะยังไงเขาก็คือผู้ใหญ่ ภรรยาของพ่อเรา ซึ่งเราก็คุยกับน้องปรายมากกว่า
น้องปรายเขาก็ส่งมาว่า แม่ฝากถามว่า ถ้าพ่อเป็นอะไรไป ให้แม่จัดการเลย หรือว่าต้องบอกพี่ณภัทรก่อน พี่ก็เลยเอะใจว่าพ่อเป็นอะไรรึเปล่า น้องเขาก็ส่งรูปมาว่า พ่อไอแล้วมันมีสีแดงๆ พ่อไม่ดูทีวีเหมือนเดิม พ่อซึม แล้วพ่อก็บอกปวดท้อง เราก็เอ๊ะ ทำไมไม่บอกเราเลย จนมาถามเราคำนี้ ก็เลยบอกเขาว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เรียกรถพยาบาลไปรับ เพราะเราไม่สบายใจ
...
พอเราเห็นพ่อ ก็ร้องไห้ไม่ออก พ่อเราน่าสงสารเหมือนกันเนอะ ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็พ่อเรา เราคิดแค่นั้น ทุกคนทำดีที่สุดแล้ว ทุกคนเหนื่อย ถ้าเทียบความเหนื่อย พี่น่าจะเหนื่อยมากกว่า เพราะเราซอฟท์อารมณ์ทุกคนให้มันดีที่สุด
เผยตอนที่มีข่าวพ่อป่วยครั้งแรก โดนภรรยาพ่อว่า
พอมานอนโรงพยาบาลตอนที่เป็นข่าว ที่ทุกคนรู้แล้ว พี่ก็โดนอีก ทางครอบครัวก็มาว่าอีกว่าทำไมต้องให้เป็นข่าว ข่าวออก เราก็บอกใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ แก้ไป มันพูดคุยกันได้อยู่แล้ว เขาก็บอกว่า ถ้ามากล่าวหาว่าแม่เขาไม่ดูแล เราก็บอกน้องก็บอกว่าเราช่วยกันดูแล เราบอกได้ทุกอย่าง ซึ่งพี่ก็พยายามปกป้องทุกคนอย่างดี นั่นก็น้อง นี่ก็ภรรยาพ่อ มันเกิดเรื่องไปแล้ว ทำยังไง เราไม่สามารถห้ามใครได้ และคิดอีกอย่างว่า ก็ดีนะที่คนจะได้รู้ว่าพ่อป่วย เพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถบอกใครได้ว่าพ่อป่วย
จากนั้นก็ไลน์คุยกัน เขาบอกว่า พี่ไม่ไหวแล้วนะ ให้ณภัทรจัดการไปเลย พี่ก็บอกว่า เดี๋ยวดูก่อนว่าจะไปที่บ้านญาติหรือที่ศูนย์พักพิง พอมาเห็นศูนย์ฯ ก็เลยบอกว่าให้พ่ออยู่ที่ศูนย์ดีกว่า และเราก็ไม่ได้คุยกันมากแล้ว แค่รายงานเขา ตอนเขามาเยี่ยมพ่อ เขาก็ไม่ได้บอกพี่ว่าจะมา เขาใช้วิธีโทรถามที่ศูนย์ฯ ว่าอยู่ตรงไหน และพี่ก็จะไลน์บอกน้อง
รู้สึกสงสารพ่อเด๋อ เขาไม่มีใครที่ควรอยู่ด้วยตลอดเวลา
พอพ่อมาอยู่ที่ศูนย์ฯ พี่เขาจะมาอาทิตย์ละครั้ง ทุกวันพุธ แต่ครั้งหนึ่ง 20-30 นาที พี่ก็สงสารพ่อ มันไม่มีใครเลย จริงๆ มันควรมีคนอยู่กับเขาตลอดเวลา เพราะว่าเป็นห้องเดี่ยว เจ้าหน้าที่จะเข้ามาให้ข้าว เปลี่ยนแพมเพิร์สทุก 2 ชม. แต่ระหว่างนั้นมันไม่มีใครไม่ได้ มันควรมีญาติ และญาติคนนั้นต้องเป็นพี่ใช่มั้ย คนเดียวแล้ว เพราะไม่มีใครมาช่วยพี่แล้ว อาทิตย์ละวัน วันละไม่กี่นาที มันไม่ควรจะได้นะ ก็ไม่เป็นไร ก็พ่อเรา
เผยสิ่งที่คนสงสัยว่าทำไมต้องไปอยู่ศูนย์ฯ หรือบ้านญาติ
ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะอยู่บ้านญาติหรือบ้านพี่ แต่พอคิดไปมาศูนย์ฯ น่าจะดีกว่าในการดูแลรักษาความสะอาด มีคนใส่ใจ และมีคนมาเยี่ยมพ่อได้ พ่อจะมีความสุข อาหารก็ไม่ต้องทำเอง เขามีให้หมด ซึ่งค่าใช้จ่ายของศูนย์ฯ ทั้งหมดประมาณ 43,000 - 45,000 บาท
ทางภรรยาคุณพ่อเขาเคยเสนอว่าจะให้พี่เดือนละ 10,000 นะ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามาอยู่ศูนย์ฯ เขาคิดว่าอยู่บ้านญาติ พี่เขาก็โอนมา 10,000 เดือนแรก พอเดือนที่สอง พี่เขาก็ไม่ได้โอนมา เราก็ส่งข้อความไปว่า วันที่นี้ 10,000 บาท เขาก็บอกว่า ตกลงไว้ว่าถ้าอยู่บ้านญาติ เขาจะให้ เหมือนให้ค่าช่วยญาติ 10,000 แต่ถ้าอยู่ศูนย์ฯ เขาก็เงียบไป เราก็ไม่ได้ตื๊อเอาอะไร ก็เฉยๆ ไป
เขาก็มาหาพ่อและถามเราว่า “ณภัทรจ่ายไหวเหรอ คนเดียวไหวเหรอ” เราก็บอกว่ามีคนมาเยี่ยมพ่อ เพื่อนพ่อเขาก็ช่วยเหลือ กลับกลายเป็นว่า มีคนมาช่วยแล้ว เขาไม่ต้องจ่าย เราก็เลยบอกภรรยาคุณพ่อว่า เขาไม่ได้มาให้เราทุกเดือนนะคะ เขามาเยี่ยมครั้งแรกทุกคนมีน้ำใจ มีจิตใจที่ดี เมตตา ก็ให้ ช่วยเหลือเป็นแพมเพิร์ส อะไรอย่างนี้ก็แค่นั้น และไม่มีการคุยกันอีกเลย เวลาเขามาเยี่ยมเขาก็ไม่พูดกับเรา
เปิ้ล ณภัทร เผยไม่เคยรู้เรื่องผู้หญิงของพ่อมาก่อนเลย
จนมาวันที่เริ่มจางๆ แล้ว ที่เขาพูดว่าเราเข้าข้างพ่อ และพูดขออโหสิกรรม เราขอบอกเลยว่า เราไม่ได้พูดนะ พี่ไม่ได้เป็นคนพูดเริ่มแรก เขาบอกว่า พี่รู้นะ พี่รู้ทุกอย่าง พี่รู้หมดแหละ แต่พี่อโหสิกรรมให้ เรานั่งอยู่หลังรถ แล้วก็หัวเราะและพูดว่าก็อโหสิไป ซึ่งเราจะตอบอะไรได้ พอไม่ตอบก็ว่าเข้าข้างพ่อ
เราไม่เคยเข้าข้างใคร เป็นความจริงทุกอย่าง บอกทุกอย่าง บอกพ่อว่า พ่ออยู่กับพี่เขาแล้วดีแล้วนะ อย่าไปมีใคร พ่อบอกเขาไม่มีใคร ก็แค่นั้นเอง เราไม่รู้เรื่องว่ามีผู้หญิงหรือไม่มีผู้หญิงนะคะ เราไม่รู้จริงๆ จนเขามาพูดว่า พี่รู้นะ เราก็ได้แต่พูดว่า ค่ะ ก็อโหสิไป เราก็พูดตามปกติ เราไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น
และเขาก็พูดว่า “คุณอยู่กับลูกคุณเถอะ อยู่กับปูจะแย่ เลือดต้องข้นกว่าน้ำ” เราก็เอ๊ะ หมายความว่ายังไง เขาจะไม่มาดูแลพ่อเราแล้วรึเปล่า เขาไม่พูดกับเราไง และเขาก็กลับออกไปเลย ซึ่งในอาทิตย์หนึ่งเขามาวันเดียว ครั้งละ 20 นาที แต่มาทุกอาทิตย์
เผยนาทีที่ ปู เจอ ขวัญ ครั้งแรก ตัวเองไม่อยู่และไม่ทราบเรื่องที่เขาคุยกัน
ตอนที่มาเจอพี่ขวัญครั้งแรก คือตอนที่พี่ขวัญเขาไปโรงพยาบาล ขอเข้าเยี่ยมกับลูกสาว เราก็ไม่ได้คิดอะไร เยี่ยมได้ก็เยี่ยมไป จนวันที่มาศูนย์ฯ พี่ขวัญเห็นเราถือของพะรุงพะรัง ทำทุกอย่าง เขาบอกขอมาด้วยได้มั้ย จะได้ช่วยถือของ เราก็บอกได้ และพี่ขวัญก็บอกว่า ถ้าไม่มีใครช่วยดูแล บอกพี่นะ พี่ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้มีอะไรกับพ่อณภัทรนะ เราก็เออ เดี๋ยวถ้ามีอะไรจริงๆ จะบอก
จนวันนั้นเขามาเจอกัน ถ้าเราไม่บริสุทธิ์ใจหรือทำให้ครอบครัวเขาแตกแยก เราก็ต้องหลบซ่อน หรือแกล้งโทรถาม พี่ก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น เพราะเขาไม่มาแล้ว และตอนนั้นน้องชายเราไปต่างจังหวัด พยาบาลก็ดูแลตามเวลาและดูแลหลายห้อง เราก็เลยรบกวนพี่ขวัญมาช่วยหน่อย แค่วันสองวัน และเขามาเจอกัน ซึ่งเราไม่รู้เรื่องในวันนั้น เพราะเราไปทำธุระ
ยืนยันไม่เคยคิดทำร้ายครอบครัวพ่อ ภรรยาของพ่อมาหาอาทิตย์ละ 20 นาที
เราไม่เคยคิดเลยในการทำร้ายครอบครัวใคร เราก็มีครอบครัว มีสามี ไม่ได้อยากมีปัญหาเรื่องชู้สาว แต่เพียงแค่ว่าเขามาอาทิตย์ละวัน วันละ 20 นาที พี่มีความรู้สึกว่าพ่อจะโดดเดี่ยวไปรึเปล่า เราก็ต้องหาคนมาอยู่กับพ่อเราได้ทั้งวันและตลอดเวลา
เหตุผลที่เราให้พี่ขวัญมาดูแลพ่อ เพราะวันแรกที่พี่ขวัญไปเจอพ่อที่โรงพยาบาล เท้าพ่อดูไม่ได้เลย และพอวันที่พี่ขวัญมาช่วยดูแลพ่อให้ เท้าพ่อสะอาดทุกอย่าง เรามาคิดเรื่องชู้สาวไม่ได้อยู่แล้ว และมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะเขาติดเตียง เงินที่จะไปดูแลเขามันก็ไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับเรา ถึงบอกว่าการที่คุณจะคิดเอาเรื่องผู้หญิงที่เจอกันเพียงวันเดียว มาพูดแบบนี้ น่าจะสงสารพ่อให้มากหน่อย ดูรุนแรงเกินไป แต่เราควรจะคุยกัน พี่ไม่ได้ไปก้าวล่วงอะไรเลย ซึ่งเราไม่ได้พยายามจะติดต่อเขาด้วย เพราะรู้นิสัยว่า ถ้าเขาไม่คุยด้วย คุณก็ไม่ต้องไปคุยกับเขา เป็นมาแบบนี้ตลอด
ถ้าโดนคอมเมนต์ว่าอีก อาจจะต้องมีการดำเนินคดี
เมื่อถามว่า เสียใจไหม พูดก็โดนว่า ไม่พูดก็โดนว่า เปิ้ลบอกว่า เสียใจมันก็ต้องมีนะคะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราอ่านคนที่ด่าตลอด แต่ก็พยายามคิดว่าเขาไม่รู้ความจริง เขาไม่ได้มาเป็นเรา ไม่ได้ประสบเรื่องแบบนี้กับเรา เขาไม่รู้จริงๆ เราก็ทำใจได้ เราพูดความจริงหมดแล้ว ถ้ามีการก้าวล่วงพี่อีกในพื้นที่ส่วนตัวพี่ ก็ต้องขอโทษด้วยถ้ามีการดำเนินคดี ถ้าคุณรู้จักเรา คุณจะไม่พูดแบบนี้เลย พี่มีหน้าที่เดียวตอนนี้คือดูแลคุณพ่ออย่างที่สุด
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม