“คุยกับบูม” สัปดาห์นี้เปิดชีวิตอีกด้านของ “ดีเจภูมิ” จากลูกนักการทูตที่โตต่างแดนสู่วีเจปากกล้า ที่เคยโดนดราม่าถล่มทั้งประเทศ เล่าย้อนช่วงชีวิตทำงาน 7 วัน 10 ปีไม่เคยหยุด จนเสียงพังต้องเข้าโรงพยาบาลฉีดสเตอรอยด์เพื่อขึ้นเวทีต่อ พร้อมเผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลิกกลัวดราม่า และค้นพบมหาสมุทรของตัวเองในโลกคอนเทนต์ที่พาไปถึงพันตอน 1,000 ล้านวิว และวันที่พูดได้เต็มปากว่า ผมไม่ต้องแสดงว่าชีวิตเพอร์เฟกต์อีกแล้ว
มาเป็นดีเจได้ยังไง?
"พี่ตัดสายสะดือเข้าสู่วงการบันเทิงตอนนู้นเมื่อ 23 ปีมาแล้วมั้ง เพราะปีนี้พี่ 46 เข้ามาในวัยอายุ 23 จบมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณสัก 2 ปี 7 ขวบคุณพ่อตอนนั้นเป็นนักการทูต ก็เลยถูกส่งไปอยู่ที่ออสเตรีย พวกเราทั้งครอบครัวก็ย้ายกันไปอยู่ที่ออสเตรียตอนพี่ 7 ขวบ
คุณพ่ออยู่ที่ออสเตรีย 3 ปีก็ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษไปประจำที่อังกฤษ เป็นนักการทูตแต่เป็นผู้ช่วยทูตนะไม่ได้เป็นทูต อยู่ที่อังกฤษตั้งแต่ 10 ขวบไล่ยาวจนเรียนจบ แต่คุณพ่ออยู่ที่นั่นประมาณสัก 3-4 ปี แล้วก็ย้ายกลับมาเมืองไทยพี่ก็เข้าสู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ แล้วก็มหาลัยฯ ที่อังกฤษจนเรียนจบแล้วก็ค่อยกลับมาเมืองไทยตอนอายุ 21"
อายุ 21 จนถึง 23 ทำอะไรก่อนจะเป็นดีเจ?
"ช่วยคุณแม่ คือพี่จบวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมา ตอนนั้นที่เมืองนอกบูมมาก แต่จำได้ว่าตอนที่ไปเรียนครูก็บอกว่า ถ้าเกิดว่าคุณอยู่ที่ยุโรปมีงานเยอะนะ แต่ในเอเชียตอนนั้นคือยังไม่ค่อยดี เราล้าหลังยุโรป 10 ปี คือคุณเลือกผิดวิชามันล้ำไปนิดหนึ่ง วิชาผมล้ำไปหน่อย"
ตอนนั้นชอบไหม?
"ไม่ชอบ ไม่ได้อินด้วยแล้วในช่วงที่พี่ปิดเทอมพี่ก็ลองมาฝึกงานทางด้านนี้ พี่มาฝึกกับบริษัท Volvo Thailand ซึ่งมีเหมือนกับเป็นจุดแข็งก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม มันก็ไม่ได้ทางเราเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกว่างั้นเราลองหาอะไรอย่างอื่นทำ ระหว่างที่กำลังรอหาอะไรอย่างอื่นทำเแม่ก็บอกมาช่วยแม่เรื่องของ recruitment แม่พี่ทำโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ พี่ไปเป็นเหมือนกับ Camp leader ก็เหมือนกับเป็นครูผู้ช่วย ช่วงเวลาปิดเทอมแล้วพาเด็กๆ ไปเข้าค่าย แล้วเราก็รู้สึกว่าสนุกกับการได้อยู่กับเด็กๆ สนุกกับการได้ใช้เวลากับเขา
...
ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าเราจะชอบเด็ก คืออย่างนี้เด็กคนหนึ่งตอนนั้นที่เรายังอายุไม่ได้เยอะมากเราก็จะมีจินตนาการว่าเราเป็นคนยังไง หรืออยากจะเป็นอะไร แต่อยากจะบอกหลายๆ คนที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าคุณอาจจะยังไม่ได้มีแพชชั่นกับอะไร หรือไม่รู้ ไม่มีเป้าหมายกัน ถ้าคุณยังไม่รู้ก็ลองอะไรเยอะๆ เพราะของพี่ก็ไม่คิดหรอกว่าผมจะชอบกลายเป็นครู ก็เลยก็คิดว่าผมเป็นแบบเด็กห้าวๆ จะชอบได้ไง
แต่พอไปแล้วเราชอบมากในการทำอาชีพนี้ แล้วมันก็ต่อยอดเข้ามาถึงจุดที่เราไปประกวด MTV เราไปอกหักมาจากเด็กเลานจ์คนหนึ่ง ในวันนั้นที่พี่เป็นเด็กน้อยเคยมีความเข้าใจผิด หลงคิดว่า เราโคตรเจ๋งเลย ตอนนั้นคือจบมาจากอังกฤษใหม่ๆ
ตอนนั้นแบบเป็นเด็กนอกขับรถเบนซ์สปอร์ต แล้วตอนนั้นคือฟิตแล้วซิคแพคตัวใหญ่กล้ามโต คิดว่าโคตรเจ๋งเลย พอดีไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เรารักเขาเราอยากให้ความมั่นคงเขาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไม่ได้ ดูแลเขาไม่ได้ สรุปคือไม่มีอะไรเลย เราคือเด็กโง่ๆ เรามีทุกอย่างถ้าเปรียบเทียบกับเด็กในวัยของเรา
แต่ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เลยคิดว่าผมเข้าใจผิดหมดเลย คิดว่าผมเจ๋ง ผมเก่ง เราคือเด็กโง่ๆ ที่ใช้ตังค์พ่อแม่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง become your own man หรือว่าต้องเป็นลูกผู้ชาย ตอนนั้นก็จะได้ว่าเราเลิกกับน้องคนนั้นแล้วก็โทรไปบอกเดี๋ยวจะลองไปประกวดดู
ตอนนั้นเวทีแรกคือ Channel VJ Search ถ้าเราไปแข่งกับคนสัก 2-3,000 คนเราจะอยู่ตรงไหน อยากรู้เหมือนกันว่าในห่วงโซ่อาหารอยู่ตรงไหน ตกรอบเลย ก็คือตอนไป Channel VJ Search ก็คือเข้าไปถึงรอบ 20 คนสุดท้ายก็ตกรอบไป อีก 3 เดือนให้หลัง MTV ประกวด MTV VJ Hunt ก็เป็นโครงการคล้ายๆ กัน เป็นครั้งแรกของ MTV Thailand ก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดจาก Channel V ก็เอาไปแก้หมดเลยแล้วก็ชนะ VJ Hunt มาก็เลยตัดสายสะดือ สมัยก่อนคนจะเรียกว่าวีเจภูมิ ก่อนที่จะเป็นดีเจภูมิ เรียกว่าวิดีโอจ๊อกกี้ตอนนั้น คนที่ควบคุม music video"
ตอนที่รับงานเยอะที่สุดเป็นยังไง?
"พอเป็น VJ ได้สักพักหนึ่งตอนแรกๆ คือมีงานติดต่อเข้ามาเยอะ แต่ว่าพี่ไม่ได้รับงานข้างนอกเลย เพราะว่าเราหวงงาน VJ มากเพราะพี่เข้าไปในฐานะ VJ ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย แล้วก็จำได้ว่าในช่วงประมาณสัก 2-3 เดือนแรกคือเราไม่ได้รับงานอะไรเลย เพราะว่าเวลาลูกค้ามา เขาอยากได้วีเจที่ดังอยู่แล้ว พี่วู้ดดี้ก็เป็น VJ รุ่นพี่ที่นั่น
สมัยก่อนนี่คือซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้น เขาก็จะเอาพวกคนที่ดังๆ ไป แต่เวลาที่มีงานแบบไม่ได้สวยหรูเหลือ งานแรกพี่น่าจะแข่งชนควายที่สุพรรณฯ หรือสักอย่าง มันจะเป็นแบบโซนๆ อย่างนั้นแล้วเราก็ไป ตอนนั้นคือเสียดายที่เราเริ่มเข้ามาในวงการนี้ช้า ถ้าเกิดว่าเราเริ่มเร็วกว่านี้คงดี
แต่ตอนนี้เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือเรา work hard หมายความว่าอะไรหมายความว่าปีหนึ่งสมมติว่าคุณมี weekend อยู่ 52 weekend วันหยุดที่ชาวบ้านเขาหยุด 52 weekend แต่ถ้าคุณทำงานคุณน่าจะเริ่มไล่ตามได้แล้ว ปีหนึ่งได้ 104 วันแล้ว ถ้าคุณไม่หยุดปีใหม่บวกไปอีก 5-6 วัน คุณไม่หยุดสงกรานต์บวกไปอีก 4-5 วัน คุณไม่หยุดอะไรเลยคุณจะสามารถบวกได้ทุกๆ 2 ปี
...
คุณแทบจะตามได้ปีหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ mindset เลยว่าตามให้ทัน แซงเขาให้ได้ โดยการขยันและห้ามหยุดเลย สงกรานต์เป็นช่วงที่แบบเหนื่อยมากเพราะว่าต้องลดน้ำหนัก ต้องรีด ของพี่มันจะเหนื่อยตรงที่ว่าพี่จะขึ้นเวทีที่ Route 66 ซึ่งเป็นเวทีที่เราต้องโชว์หุ่นทุกปี หมายความว่าคุณกินได้น้อยมาก แต่คุณต้องอยู่บนนั้นทั้งวัน โดนน้ำฉีด ใช้เสียง 6-7 วันติดต่อกัน
หลังจากนั้นวันไหลจ้างอีก ซึ่งภายในประมาณวันที่ 2 ที่ 3 คือพี่จะน็อคแล้ว เสียงจะฟรีซ พูดไม่ได้แล้ว ลงจากเวที เข้าโรงพยาบาลฉีดสเตอรอยด์ขยายหลอดเสียงนอน วันรุ่งขึ้น ขึ้นเวทีอย่างนี้ทุกวันแล้วไม่หยุดเลย 10 ปี 7 วันไม่เคยหยุดเลย mindset ตอนนั้นมันคือพยายามที่จะสร้างตัวเองให้มันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ของพี่รายการสด MTV คือจันทร์-ศุกร์ แล้วก็มีงานอีเวนท์ มีงานโชว์ตัว มีงานอะไรก็ประปรายกันไป ส่วนทุกเสาร์อาทิตย์ตอนเช้าตรู่พี่จะไปจัด Virgin Radio แล้วก็ทุกวันอาทิตย์จะไปจัดรายการสดที่ Nation TV อันนี้คือตารางตอนนั้นที่เป็นรายการล็อคไว้แล้ว แล้วก็มีอยู่ปีใหม่วันหนึ่งก็คือพี่เพชรน่าจะจัดได้ประมาณ 5-6 เดือนแล้วเขาก็มีแฟนคลับเขาก็โด่งดังแล้ว
เหมือนกับตอนนั้นน่าจะเป็นพี่ลีน่าเป็นบอสใหญ่ของ Virgin Radio เขาก็บอกคุณ 2 คนเคมีดีนะ ตอนนั้นเรายังไม่เคยได้จัดกันด้วย แต่ดูเหมือนเอเนอร์จี้ถ้าเข้ากันน่าจะดี วันปีใหม่ 2 ชั่วโมงลองมาเคาท์ดาวน์ด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่เราได้มาจัดรายการด้วยกัน ตอนนั้นพี่ก็มีชื่อเสียงในฐานะ ‘วีเจปากหมา’ ส่วนเพชรจ้าก็จะดัง ‘ดีเจบ้าพลัง’ ประมาณนั้น แล้วก็มาเจอกันในวันปีใหม่
จำได้วันปีใหม่นั่นเครื่องทำ sound effect มันพัง เราก็ “ฉิบหายแล้วเดี๋ยวไม่มัน เอาไงดี” วิ่งเข้าครัวไปหาหม้อ หาตะหลิว หาอะไรคือเป็นเหมือนตลกคาเฟ่เลย มันสนุกมากแล้วมันก็เดือดมาก มันปากกันมากซึ่งอยู่ๆ แมสเสจมันเข้ามา มันสนุกมาก เรตติ้งสูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เขาก็เลยคิดแล้วงั้นพวกเธอ 2 คนมีมีศักยภาพ คือต้องทำด้วยกันแต่ว่าต้องเอาให้อยู่ในกรอบเกณฑ์ให้ได้"
...
เริ่มทำ Content creator ประมาณเมื่อไหร่?
"มันจะเริ่มแบบที่เราไม่รู้ตัวเลยตอนที่ Instagram เริ่มเข้ามา พอยุค Instagram เริ่มเข้ามา Facebook เริ่มเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัวเราก็เริ่มสร้าง social Branding แล้วก็คือ Personal Branding เราก็จะอัพรูปของเรา อัพไปอัพมาแต่ว่าเราไม่ได้คิดว่ามันจะสามารถเปลี่ยนเป็นอาชีพหรืออะไรได้
แล้วมันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เวลาที่เราไปออกงาน บางทีเขาจะขอให้เราช่วยลง Instagram ให้หน่อยได้ไหม ว่าจะมางานนี้ สมัยก่อนพี่จะมีอาชีพเป็นพิธีกรบ้างหรือว่าไปเป็นแขกรับเชิญ หรือเป็นเซเลบริตี้ที่ไปเดินถ่ายรูปในงานอะไรประมาณ ซึ่งมันมีอยู่ช่วงหนึ่งเวลาเรารับรับงานอีเวนต์เมื่อประมาณสัก 15-16 ปีแล้ว แค่ไปโชว์ตัวในงาน รายได้เขาอาจจะจ้างเราสัก 10,000-20,000 แล้วแต่งาน
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งจำได้ว่าดีเจภูมิไม่ต้องมางานก็ได้แต่ช่วยฝากโปรโมทงานหน่อย เดี๋ยวให้ 30,000 แล้ว เราก็แบบอะไรวะทำไมแค่โพสต์ของลงมีค่ามากกว่าชีวิตผมอีก นั่นคือความคิดของผมในตอนนั้น แล้วมันก็เริ่มที่จะมาอยู่ยุคแรกๆ เลยที่ดาราเริ่มทำธุรกิจ
ตอนแรกๆ นั่นก็คือจะเป็นดาราจับมือกันกับนักธุรกิจก่อน เดี๋ยวคุณหมอคนนี้ก็จะเอาคอลลาเจนมาเสนอดาราคนนี้ ซึ่งพี่ก็มานั่งคิดดูว่าเราสามารถที่จะใช้โซเชียลแพลตฟอร์มของเราช่วยทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ได้ก็คิดอย่างนี้ แล้วในวัยนั้นของพี่การจ้างรีวิวหรือว่าโปรโมทสินค้าได้โพสต์ละ 50,000 บาท
ซึ่งเราก็เลยมองว่าถ้าเกิดเราทำธุรกิจส่วนตัวพี่ก็ตีว่ามูลค่าการตลาดพี่คือ 50,000 บาทต่อโพสต์ สมมติว่าเราโพสต์แค่อาทิตย์ละ 1 ภาพ โปรโมทธุรกิจของตัวเราเองก็มูลค่าการตลาด 200,000 แล้วต่อเดือน ก็ปีละ 2,400,000 แล้ว มูลค่าการตลาดเรามีมูลค่าตั้งปีละ 2,400,000 เลยเหรอก็คิดง่ายๆ แค่นี้ งั้นเราทำลองทำผลิตภัณฑ์ดีกว่า นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการทำผลิตภัณฑ์ตัวแรกซึ่งก็คืออาหารคลีนดีเจภูมิ"
...
ทำเองหรือว่าพี่มีทีมช่วย?
"อันนั้นคือพี่ทำกันน้องชาย พี่ทำเองประมาณสัก 2 สัปดาห์แรกแล้วก็เจอกับปัญหาเยอะแยะมากมาย ซึ่งสนุกมากเรียนรู้เยอะมาก ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้แบบเริ่มการทำธุรกิจด้วยตัวเองครั้งแรกๆ ดีเจภูมิเมนูเป็นจุดริเริ่มให้ทำอยู่ YouTube คือดีเจภูมิเมนูตอนนั้นเป็นอาหารคลีนซึ่งเป็นสูตรที่เราคิดค้นขึ้นมาเอง
แต่ว่าสมัยก่อนก่อนที่เราทำการตลาดตอนแรกๆ สุดเลยแค่คุณถือกล่องอาหารแล้วก็ยกนิ้วโป้งคนซื้อแล้ว ขายกันแบบขายดิบขายดี แล้วก็สักพักหนึ่งดาราทุกคนหรือว่าคนที่มี Follow เยอะๆ ก็เริ่มทำการตลาดออนไลน์มันก็เต็มไปด้วยการโฆษณา
พอมันเต็มไปด้วยการโฆษณาคนก็เริ่มที่จะเบื่อกับการมานั่งดูโฆษณาพวกนี้ เราก็ต้องเปลี่ยน จำได้ว่าจากที่ถ่ายรูปหรือให้เพื่อนถ่ายรูปมันไม่ได้แล้ว เราต้องมี Testimonial ด้วย ‘ฉันกินไป 2 อาทิตย์ลดลงไป 4 กก.’ ถึงจะเริ่มขายได้ หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ได้อีกการตลาดก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เริ่มที่จะทำวิดีโอสอนการทำอาหารคลีนในบ้านของเรา ‘ทุกคนเดี๋ยวไปทำข้าวผัดแบบไร้น้ำมันให้กิน’ ‘ทุกคนเดี๋ยวจะทอดไก่โดยไม่ใช้น้ำมันให้กิน’ ‘เดี๋ยวจะมีไข่เจียวเดี๋ยวจะมีไข่ดาวโดยไม่มีน้ำมันให้กิน’ แล้วทุกคนอาหารคลีนสำคัญมากดีต่อตัวคุณสุขภาพคุณและคนที่คุณรัก คุณต้องลองไปฝึกทำกันนะมันจะช่วยชีวิตคุณดีเลย ถกซิกแพคให้ดูอีก แต่ถ้าคุณไม่สะดวกจริงๆ ผมมีขายนะครับ มันเป็นคอนเทนต์ในการให้ก่อน เขาก็เอาไปฝึก ได้ความรู้ เอาไปลองทำ แต่ว่าวันนี้วันไหนไม่สะดวกก็ซื้อของเรา"
คนที่เข้ามาตามช่องเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยตามมาก่อนเปล่า?
"มันอย่างนี้คือตอนที่พี่เริ่มทำพวก Instagram มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ได้ไปเป็นพิธีกรบน Route 66 ทุกวันสงกรานต์ที่ต้องโชว์ซิคแพค มันก็มีช่วงหนึ่งที่พี่อินกับสุขภาพมาก แล้วพี่ก็ไปซื้อ Online Coaching มาจากเมืองนอกแล้วซิคแพคแน่นมาก ในสมัยนู้นคนไทยยังไม่มีซิกแพคเลย ไม่มีใครมีเลย เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องของโภชนาการและการออกกำลังกาย
พี่ก็เริ่มทำบบงงๆ เลยคือโพสต์ไปใน IG เลยว่า เห็นคนสนใจเรื่องของโภชนาการเยอะมาก วันนี้ผมมาเดินที่พารากอนนะครับ ผมจะนั่งอยู่ที่ Starbucks ใครสนใจก็มาถามผมได้ มาเต็ม Starbucks เลย แล้วหลังจากนั้นพี่ก็จัดเป็นสัมมนาคือไม่เคยคิดตังค์ใครเลยนะ
ก็มี FC นี่แหละเป็นเจ้าของแลมป์ติจูดที่ทองหล่อ เขาให้พื้นที่ใหญ่เลย คนมากันเต็มเลยเพื่อมานั่งฟัง เพราะฉะนั้นเราเลยกลายเป็นไอดอลเรื่องออกกำลังกาย แล้วก็ไปทำรายการกับ VRZO ชื่อ What the Fat ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกาย สร้างซิคแพค มันก็เลยมีคนที่ติดตามเรื่องของ Health และ Wellness เยอะ ผนวกกับตอนแรกคืออยากทำธุรกิจเราคิดว่าเราต้องทำธุรกิจที่เราแพชชั่นและมีความรู้มากที่สุด
มันก็เลยคิดถึงอาหารคลีนก็เลยมาทำอาหารคลีน เพราะฉะนั้น Follower ของเรากลุ่มหนึ่งก็เป็นคนที่ติดตามเรื่องของ Health and Wellness อยู่แล้ว มันผนวกกันดีมาก ทีนี้กลับมาเรื่องของพาร์ทของการทำธุรกิจ ต้องบอกว่าผมเป็นนักธุรกิจที่แย่มาก
คือหลายคนมองว่าเราประสบความสำเร็จแต่ว่าไม่ใช่ เงินก่อนหน้านั้นก่อนทำธุรกิจ มีเงิน มี Lamborghini มีเรือยอชต์ มีอะไรคือเงินจากเป็นอาชีพบันเทิงมา 10 กว่าปี 7 วัน 7 คืนไม่ได้นอน พอมาทำธุรกิจตรงนี้พี่ก็มาให้น้องชายมาบริหารจัดการ แล้วจำได้ว่าน้องชายพี่จบธุรกิจมา พอเข้ามาในห้องประชุมน้องชายก็จะรู้แล้ว โอเคทุกคนเดี๋ยวเราต้องมาลดคอสต์อย่างนี้ เดี๋ยวสต็อกของตัวนี้ เราต้องพยายามปรับกันการใช้ค่าไฟคือเขาวางระบบธุรกิจ ซึ่งผมงง เหวอ ครับ พูดอะไรกันอยู่ไม่เข้าใจเลย พี่ก็เลยถามน้องแบบมันมีอะไรที่พี่ทำได้ไหม มีอะไรให้ช่วยบอกนะ
คือถ้าไม่บอกพี่ก็ไม่รู้ น้องพี่ก็บอกพี่ผมทำการตลาดให้ดีสุดก็แล้วกันก็แค่นี้ ซึ่งในวันนั้น Instagram ทำวิดีโอคลิปการตลาดที่พี่ทำอยู่ มันทำได้แค่ 1 นาที เรารู้สึกการทำเมนูหนึ่งกว่าผมจะไปหั่นหมู สับมัน ต้ม ผัด ชิม ผมตัดได้นาทีหนึ่ง แล้วตอนนั้นไม่มี voice over ด้วย เอาภาพเรียงอย่างเดียวมันเลยไม่ได้อรรถรส งั้นเราลองทำ YouTube ก็แล้วกัน ก็เลยไปจ้างโปรดิวเซอร์มาคนหนึ่ง ก็มาถ่ายตัดต่อลง YouTube ซึ่งคลิปหนึ่งก็ 5-7 นาที
ถ้าเกิดกลับไปดูวันแรก ๆ เลยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่พี่เริ่ม YouTube ก็คือทำอาหารคลีนที่บ้าน แล้วก็ใช่แล้วก็ประมาณสัก 2-3 เดือนแรกก็จะเป็นรายการที่แบบไร้ชื่อ คือผมจะคิดชื่อไม่ออก แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มที่จะเบื่อแล้ว ก็เดินไปตลาดไปหาซื้อวัตถุดิบแล้วก็มาทำ จนมันออกไปจับกุ้ง จับปลา แล้วมาทำ เรารู้สึกว่าเราคือคนทำครัว มันเลยเป็นที่มาชื่อแบรนด์คือคนหัวครัว คือผมคือคนหัวครัวเลย ผมอยู่ในครัวแต่ผมเป็นคนเหี้- คนหนึ่ง แล้วจักรวาลคนหัวครัวมันก็เลยเกิดขึ้นจากตรงนั้น"
จุดที่มันทำให้รู้สึกว่าอาชีพ Content Creator กลายมาเป็นอาชีพหลักคือตอนไหน?
"งงมากคือตอนแรกคือพี่ทำเพื่อเป็นการตลาดให้กับแบรนด์ แต่ว่าสิ่งที่พี่ได้กลับมาคือพี่เจอโคตรพ่อโคตรแม่แพชชั่นของตัวเอง คือเราอยู่หลังกล้องมา 10 กว่าปี เราไม่รู้เลยว่าเราเก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรมาบ้าง เราไม่รู้ตรงนั้น แต่พอเรามาทำโปรดักชั่นของเราเองมันเข้าใจหมดทุกอย่างเลย วิธีการนำเสนอ จังหวะการพูดคุย การตัดต่อต้องอย่างนี้
อันนี้ต้อง medium อันนี้ wide อันนี้ต้อง close คือโปรดักชั่นมันดันไปอยู่ในจิตวิญญาณของเรา แล้วมันเลยกลายเป็นเหมือนที่ไอน์สไตน์ได้เคยพูดไว้ ‘ถ้าคุณวัดคุณค่าของปลาตัวหนึ่งจากความสามารถในการปีนต้นไม้ของเขา ปลาตัวนั้นจะรู้สึกว่าเขาไม่มีคุณค่าในชีวิตนี้’ พี่เคยเป็นปลาที่พยายามปีนต้นไม้กับการทำธุรกิจ ไม่เข้าใจระบบ ไม่เข้าใจการบริหารจัดการ ไม่เข้าใจการทำบัญชีหลังบ้าน พี่ก็เป็นปลาที่พยายามปีนต้นไม้นั้น
แล้วก็ทำไมฉันไม่เข้าใจ ทำไมฉันไม่เก่งเลย แต่วันหนึ่งที่ฉันเจอ Content Creating ฉันคือปลาที่เจอมหาสมุทร เราว่ายแบบมีความสุขมาก แล้วพี่มีความสุขมากกับการทำคอนเทนต์ ในวันแรกก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอาชีพเป็นอะไรได้หรอกแต่คือมันสนุกมากแล้วมันก็จากที่เราอยู่ในวงการนี่มาหลายปี
พี่ไม่ได้เป็นคนที่มีแฟนคลับ ดีไม่ดีคนไม่ชอบเราเยอะกว่าคนชอบเราด้วย ดราม่าเยอะมากทั้งจริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนไม่ดีเลย เราไม่เคยคิดร้ายทำร้ายอะไรกับใคร แต่ว่าไม่ว่าทำอะไรก็ตามก็จะเป็นข่าวที่รุมต่อว่า รุมด่าว่าเราโดยที่มันไม่ใช่สิ่งที่เราทำจริงๆ เลย หรือเจตนาเราเลย แต่พอมีคนหัวครัวคนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของดีเจภูมิ
เขาเข้าใจเรา 1000 EP พันล้านวิวอยู่ด้วยกันมา เขารู้เลยว่าเราเป็นคนยังไงแล้วรู้สึกว่าเราดีใจที่มีคนที่เข้าใจเราจริงๆ แล้วนอกเหนือจากนั้นก็คือโดยที่เราไม่รู้ตัวคือเงินเยอะมาก พี่จำได้ว่ากับโปรดิวเซอร์ที่จ้างมาเคยให้ตอนแรกๆ นะ หรือว่าคุณไม่เอาเงินเดือนไหม แล้วคุณมาทำกับผมแล้วก็แบ่งค่าวิวกันครึ่งๆ ซึ่งเขาก็บอกว่า ไม่พี่เพราะมันไม่ได้เงินไม่ได้อะไรเลย
ก็จริง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ ก็ทำโง่ๆ ไปปี 2 ปีโดยที่พี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลับมาย้อนดูเงินในบัญชีคาบัญชีอยู่ 2 ล้านกว่าบาท ไม่เคยดูเรื่องเงินเลย นอกเหนือจากนั้นแล้วอยู่ๆ พอมันเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาสปอนเซอร์เข้าอีก จนพี่เลิกรับงานเลยดีกว่า เพราะไปออกงานอีเวนต์หนึ่ง พี่ไปถ่ายรายการพี่ได้เงินมากกว่า ออกสมัยก่อนรายการหนึ่งได้เกือบแสน เดือนหนึ่งแค่ค่ายอดวิวไม่รวมสปอนเซอร์ 800,000-900,000 บาท เราไปทำสิ่งที่รักที่สุดเลยดีกว่า"
มี Mindset ต่อคำว่าดราม่ายังไง?
"ตอนนี้คือดราม่า ผมไม่กลัวเลย แต่วันแรกเรารู้สึกมาก เราเป็นคนที่ไม่เคยเจอมาก่อนมันทำร้ายจิตใจเรามากที่อยู่ๆ ก็มีคนมาเขียนข่าว แล้วก็คนทั้งประเทศก็ไปเสพข่าวตรงนั้นแล้วก็เข้าใจเราผิดหมดเลย แล้วพอเรามาอธิบายมันก็ไม่มีใครดูตรงนั้นแล้ว เพราะว่าเอนเกจมันไม่ได้ รู้สึกว่าทำไมเข้าใจเราผิดหมดเลย
ก็พยายามแบบออกมาอธิบายว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เจตนาผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดด้วย ก็รู้สึกเสียใจมีการต่อต้านมีอะไรเยอะมาก ในวันนั้นเราเป็นคนตัวเล็กๆ ที่กระบอกเสียงเล็กด้วย เพจใหญ่ๆ มีคนติดตามเป็นล้านเขามาถล่มเราทีหนึ่ง คนแห่เข้ามาไม่รู้กี่ล้าน พอผมบอกว่าขออนุญาตชี้แจงนะครับคนดูอยู่ 3,000 คน แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้คือ Follower เข้าใจเรา รู้จักเรา รู้ว่าเราเป็นคนยังไง กระบอกเสียงของเราก็ใหญ่พอที่สามารถที่จะออกมาชี้แจงได้
แล้วเพจที่เคยเล่นเราทั้งหมดทุกวันเขาก็ไม่ค่อยกล้าที่จะเอาชื่อเรามาหากินแล้ว สมัยก่อนเขาก็อยากได้แค่เอนเกจ ถูกผิดไม่รู้ เอนเกจดีเขาก็ได้ ทุกวันนี้คือไม่ค่อยมี FC เราก็น่ารัก ก็ดูแลปกป้องเราตลอดเข้ามาช่วยตลอด แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่สภาพจิตใจของเราแล้วกัน เข้าใจดราม่ามากกว่า ซึ่งทุกวันนี้พี่จะรู้เลยว่าดราม่ามันเล็กหรือมันใหญ่ มันจะอยู่ที่รีแอคของโทรศัพท์มือถือ
พี่ตื่นขึ้นมากำลังจะชงกาแฟกินแล้วก็มือถือดัง อุ้ยดราม่า ถ้าเริ่มรับสายกันรอบๆ วงอันนี้ตัวใหญ่เลย รู้แล้ววางมือถือเลยไม่ต้องรับเลย ไปนั่งกินเบียร์ ไปเตะบอลกับเพื่อน คืออย่าเพิ่งรีบไปอินกับมัน อย่าไปให้ความสนใจแล้วอย่าเพิ่งไปให้ไฟกับมันด้วย เพราะตอนนี้คนอารมณ์กำลังร้อนเราไม่รู้หรอกมันร้อนเลยปล่อยไป 6-7 ชั่วโมง ตกมาตอนเย็นๆ มันดูหน่อยว่ามันเรื่องอะไร
พอดูปุ๊บ 1 คือเรามีสติเต็มที่แล้ว สังคมก็เบาลงแล้ว พอดูปุ๊บอย่างแรกเลยผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย ถ้าไม่ผิดกฎหมายเรื่องนี้ชิล ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย แล้วก็รอสักวันหนึ่ง แล้วก็ออกมา ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือพูดในสิ่งที่เขาต้องการให้ได้ยินเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ทุกคนที่เป็นดราม่าพี่ก็จะบอกว่าแค่พูดในสิ่งเขาอยากได้ยิน มันคือแค่นั้นจบ มันแค่ไม่เข้าใจ
บางทีผมไปแล้วผมแบบเกิดมาโชคดีจริง ๆ ได้เป็นคนไทยเขามันก็มีคนไม่รักคนไทย ตอนนั้นก็เป็นข่าวที่บอกจิ้มจุ่มบ้านเราดีเกิดมาโชคดีเป็นคนไทย ดราม่าผมเฉย ขอโทษนะครับที่แบบผมอาจจะสื่อสารบางคนอาจจะเป็นชีวิตที่มันยากลำบาก ซึ่งผมไม่ได้เข้าใจตรงนั้น ก็โอเคก็ขอมุมมองต่างแต่ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะครับ
แล้วก็เป็นข่าวดีเจภูมิออกมาขอโทษสังคมอะไรทุกอย่างก็เงียบจบ มันก็แค่นั้น คืออะไรอย่างนี้เราก็รู้ว่าใช้อารมณ์ไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะไปเถียงกับคนที่เขาไม่เข้าใจคุณทำไม ก็เสียเวลาเปล่า ๆ ก็เลย ผมขอโทษนะครับที่การสื่อสารของผมอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจกันผิด ความหมายของผมคืออย่างนี้ ผมเข้าใจแล้วว่าความคิดคุณเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวรอบหน้าผมจะสื่อสารให้ดีกว่านี้นะครับ"
อินฟลูฯ คนอื่นที่ไม่ชินกับการเจอดราม่าเข้ามาปรึกษาจะให้คำแนะนำว่ายังไง?
"ให้แบบที่พี่ทำเลยซึ่งมีหลายคนมาปรึกษา แค่พยายามปรับความเข้าใจกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มที่เข้าใจแล้วโอเค กลุ่มที่ไม่เข้าใจก็ปรับความเข้าใจกัน คุณไม่ได้ไปฆ่าใครตายนึกออกไหม อย่าพยายามที่จะเปลี่ยนความเข้าใจของเขา แล้วโลกทุกวันนี้ความเข้าใจกันมันยิ่งแตกแยกมาก
ทุกวันนี้สิ่งที่มันน่ากลัวอย่างหนึ่งก็คือเวลาที่คุณคิดและคุณเชื่อในเรื่องอะไรก็ตาม คุณจะไม่ได้รับข่าวที่เป็นกลางเพราะว่าอัลกอริทึมจะส่งแต่แค่ความคิดที่คุณเชื่อ มัน bias มันลำเอียง สมัยก่อนเวลาคุณอ่านหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง มันจะมีแล้วนักวิเคราะห์คนนี้บอกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น นักวิเคราะห์คนนี้บอกว่าหุ้นกำลังจะลง คุณก็ได้อ่านทั้ง 2 อัน แต่ทุกวันนี้ไม่ สมมติว่าพี่ลงทุนกับทองอยู่ทุกวันนี้อันไหนที่แบบทองคำกำลังจะขึ้นส่งให้ผมทุกวันเลย แต่คนที่เขากลัวว่าทองกำลังจะลง เขาก็จะได้แต่เสพแต่ข่าวที่ว่าตอนนี้ทองกำลังจะลง ระมัดระวังเก็บเงินไว้ก่อน มันเลยกลายเป็นว่าความคิดของคนมันแตกต่างกันไปหมดเลย คุณเลือกที่จะเชื่อแบบไหนคุณจะยิ่งโดนล้างสมองจากอัลกอริทึมและ AI"
อยู่กับมันยังไง?
"ผมว่าก็ต้องมีสติ เราต้องเข้าใจว่ามันมีคนที่คิดแตกต่างกัน 100% อย่าไปคิดว่าความคิดของเรามันจะถูกต้อง 100% จริง ๆ แล้วมันมี mindset หลาย ๆ อย่างที่เขาเรียกว่าการเลี้ยงดู culture สังคม ความเชื่อการปลูกฝังความคิดมันแตกต่างกันมาก ๆ เพราะฉะนั้นต้องพยายามที่จะเปิดกว้าง แต่สำคัญที่สุดก็คือต้องเคารพความคิดต่างให้ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่งั้นอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้"
พี่ภูมิก็ไม่ได้ทำธุรกิจแค่อย่างเดียว ทำอะไรมาบ้าง?
"ก็อาหารคลีนดีเจภูมิเมนู ทุกอย่างเราก็ไปเรียนรู้แล้วก็ไปทำธุรกิจที่ 2 คือน้ำ Zerocal น้ำเพื่อสุขภาพ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีแคลอรี่เลย หลังจากนั้นก็เป็นสเปรย์ฉีดผมชื่อ Zubzero แล้วก็มีเสื้อผ้าออกกำลังกายแบรนด์สนิม แล้วตอนนี้ก็ทำรองเท้ายาง Khkshoes แล้วก็เริ่มมาจับอสังหาริมทรัพย์ การตลาดสื่อที่เรามีเพราะว่าทำสื่อมาเยอะ แล้วก็ได้ทำงานให้กับแบรนด์หลาย ๆ แบรนด์ เราขายมาหมดแล้วทุกอย่างแล้ว ทำไมถ้าเราขายของเล็กได้เราจะขายของใหญ่ได้ไหม ก็เลยเข้ามาสู่ยุคที่ลองทำอสังหาริมทรัพย์"
ทำไมถึงอยากทำบ้าน?
"น้องชายพี่กับกลุ่มญาติพี่เขามาเริ่มทำโปรเจกต์ด้วยกัน เขาก็ทำกันมาแล้วเขาก็เก่งมากแหละ โดยเฉพาะฝั่งญาติพี่เขาทำโปรเจกต์มาก่อนหลายๆ โปรเจกต์แล้วแล้วก็ประสบความสำเร็จมาก แล้วตรงนี้เขาก็ดึงน้องชายพี่มาด้วยแต่น้องชายพี่ยังไม่มั่นใจเรื่องการตลาดก็เลยดึงพี่เข้ามาช่วย
เราก็ทำด้วยกันแล้วก็ภายในโพสต์แรกนก็ขายหมดทั้งโปรเจกต์ เลยอาทิตย์เดียวมั้ง แล้วหลังจากนั้นเราก็เลยแยกกันทำเป็นโครงการที่ทำเดี่ยว ๆ ไม่ได้มีญาติที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญมามาช่วยสอนช่วยแนะนำแล้ว เราก็มาลองทำกันดูว่าโปรเจกต์ที่ 2 จะทำกันได้ดีขนาดไหน การบริหารจัดการออกแบบธุรกิจผมไม่รู้เรื่องเลย ผมให้น้องจัดการ แล้วเราค่อยมาคุยกันเหลี่ยมและมุมของการทำการตลาด มันก็จะมีการวาง RoadMap การตลาดหน่อย ๆ จนมันถึงเสร็จแล้ว แล้วก็ค่อยมาทำการตลาดแบบว่าเต็มสตรีม"
Enjoy อะไรกับมัน?
"พี่เป็นคน enjoy การทำ Content Enjoy การได้มานั่งครีเอทีฟ มานั่งดูว่าเราจะทำ Content ออกมาในรูปแบบไหนให้มันไวรัล หน้าที่ของพี่หลัก ๆ ก็คือทำให้คลิปมันไวรอลให้ได้ เพราะถ้ามันไวรัลได้มันสามารถขายของได้ ไอเดียบางอันมันดีมากหนังโฆษณามันสวยมาก แต่ว่าถ้าคนมันไม่ได้สนใจมันไม่ได้แชร์เขาก็บอกว่าไอเดียที่ดีมีค่าอะไรถ้าไม่มีใครเห็น
เพราะงั้นบางทีหนังโฆษณาแบบอย่างสวยอย่างดีแต่มันไม่มีใครดูก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรใคร คือเราสนุกกับการที่ การขายบ้านหลังหนึ่ง 20 กว่าล้านไม่ได้เรื่องง่าย ทำยังไงดีวะ นั่งคิดนั่งประชุม มันมีไอเดียหนึ่งปุ๊บนั่งคุยกับทีมงานสะท้อนออกมาจนมันลงตัว เพราะจริง ๆ แล้วคลิปบางคลิปของพี่ตอนนี้ที่ถ่ายบางคลิปเป็นคลิปตลกคลิปสั้น 7 วินาที 6 วินาที บางทีถ่ายกัน 6-7 เทคนะ เราตัดกันเป็นระดับเสี้ยววินาที อันนี้เร็วไป 0.1 วินาทีตัดออก อันนี้ก็เป็นศาสตร์หนึ่งเหมือนกับเราเป็นเชฟคนหนึ่งที่ต้องรังสรรค์อาหารให้ออกมาให้รสชาติกลมกล่อมที่สุด"
ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งยังไงให้ไม่กลัวที่จะเริ่มโปรเจคต่อไป?
"พี่เป็นคนไม่กลัวคำว่าล้มเหลวเลย 0% เพราะว่าเริ่มทุกโปรเจกต์เลยยกเว้นอสังหาฯ ไม่ได้ใช้เงินทุนอะไรเยอะเลย รองเท้าก็เริ่มกันคนละ 200,000-300,000 บาท ภูมิเมนูก็เริ่มมกันคนละ 100,000-200,000 บาท คือพี่คิดว่าถ้าคุณอยากจะเรียนธุรกิจ คุณต้องไปที่มหาวิทยาลัยหนึ่งเสียเวลา 2-3 ปี เสียเงินเป็นแสน เอามาลงได้ความรู้เยอะกว่าอีก จะรู้ละเอียดหมดทุกระเบียบนิ้ว
เริ่มเล็กๆ ของพี่สมัยนี้คือออนไลน์มันไม่ได้ต้องเริ่มอะไรใหญ่โต มันไม่เหมือนสมัยก่อนสมัยก่อนจำได้ว่าจะทำร้านดีเจภูมิเมนูที เพชรจ้าก็จะบอกว่าระดับดีเจภูมิต้องเปิดร้านที่ทองหล่อ ต้องแบบ 2-3 คูหาใหญ่ ๆ มันต้องสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่พี่บอกก็ไม่จำเป็นผมนั่งผัดอยู่ในห้องครัวของผมทำวันละ 10 กล่องก่อน แล้วมันก็เป็น 20 กล่องแล้วก็วันละ 30 กล่องจนมันขายวันละ 300-400 กล่อง มันก็ค่อยๆ โตไปกับมัน โตไปกับประสบการณ์และความรู้ของเราได้ เพราะฉะนั้นคือเริ่มเลยแล้วถ้าเกิดเราทำดีที่สุดแล้วเรียนรู้จากมันแล้วรู้สึกอันนี้ยังไงก็ไม่เวิร์ค หยุดอย่าไปฝืน"
ถ้าไม่ได้กลัวเสียตังค์แต่กลัวเสียหน้า?
"ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้วไง (หัวเราะ) คือแบรนด์พี่มันดีตรงนี้เพราะว่ามันเริ่มต้นมาจากการที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง 100% ในรายการก่อนหน้านี้ของพี่อาจจะมีแบรนด์ที่ติดลักชูรีดูหรูหราเพราะในวัยนั้นที่เราเป็นเด็กเราก็ต้องการความยอมรับของสังคมว่าเราสำเร็จแล้ว แต่ทุกวันนี้คือพี่รู้สึกมันเบามากเพราะว่าพี่สามารถที่จะตื่นมาแล้วก็หัวฟูๆ น้ำลายยืดแล้วก็เปิดกล้องแล้วโอเคเดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน โดยที่เราไม่ต้องเขินไม่ต้องอาย
เดินมาพุงพลุ้ยๆ แล้วก็คือเขาเห็นตัวเราในทุกมิติจริงๆ แล้วเขาก็รู้ว่าเราเป็นคนยังไง คำว่าเสียหน้าหรือว่า fail หรือเขินไม่เคยรู้สึกเลย ร้านดีเจภูมิเมนูก็เพิ่งเจ๊งไป ก็มาคุยกันเล่นได้เพราะว่า 10 ปีแล้ววัฏจักรมันเปลี่ยน มันเป็นเรื่องธรรมชาติแล้วยิ่งเรายอมรับกับความเป็นจริงได้คนก็ยิ่งยอมรับเราว่าเราเป็นคนจริงใจ เราเป็นคนไม่ต้องมาแสดงว่าทุกอย่างมันดีหมด ของพี่เจ๊งสัก 70% ไม่ได้เป็นนักธุรกิจเก่ง แต่ enjoy การทำแบรนด์แล้วก็สนุกกับการได้ลองอะไรใหม่ๆ"
พอเรายอมรับความเป็นตัวเองได้แล้วเดี๋ยวคนอื่นเขาก็จะยอมรับ?
"ถูกต้องซึ่งสำคัญมาก ๆ เมื่อไหร่ที่คุณทำได้คุณจะเบาเลย ซึ่งทุกวันนี้มันมีคนที่เป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะ กดดันเยอะ เครียดเยอะ เพราะว่าเรามองแต่สื่อแล้วทุกคนมันสวยไปหมดแล้วทำไมมันรวยกันหมด โซเชียลก็คือโซเชียล เขาก็เหนื่อยเหมือนกันเพื่อไปอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเกิดว่าตราบใดไลฟ์สไตล์คุณมันไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตจริงๆ คุณจะเหนื่อยตลอดกาล เมื่อไหร่ที่ยอมรับตัวเองได้เราโตเร็วที่สุด"
3 สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวิธีการดำเนินชีวิต?
"ถ้าในชีวิตจะแตกต่างกับธุรกิจ ถ้าธุรกิจ 1 เลยคือผลิตภัณฑ์ต้องดีก่อน สามารถจะตอบสนองหรือช่วยชีวิตให้ชีวิตบางคนดีขึ้นได้จริงๆ แล้วแทบจะแค่ 2 อย่างเลย อย่างที่ 2 คือทีมทีมนี่คือที่สุดของที่สุดแล้ว เพราะทีมมันรวมมาถึงเรื่องของ mindset ที่ดี เรื่องของวินัยมันรวมถึงความรับผิดชอบมันรวมหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณมันดีมาก แล้วก็ทีมคุณเก่ง
พี่ว่า 2 อันนี้สำคัญมากแล้วสุดท้ายก็ค่อยๆ สร้างแบรนด์ไปก็ 3 อันนี้น่าจะเป็นจุดที่ขาดไม่ได้ของการทำผลิตภัณฑ์หรือเซอร์วิสหรือธุรกิจอันหนึ่ง ถ้าเกิดชีวิตส่วนตัวสุดๆ ไปเลยก็คือวินัยก่อน วินัยนี่คือให้เป็นเบอร์ 1 มันสำคัญกว่าแพชชั่นเยอะมาก สมัยก่อนตอนเด็กๆ พี่ก็จะพูดคำว่าวันนี้ฉันมีแพชชั่นวันพรุ่งนี้ฉันไม่มีแพชชั่นเลย แต่วินัยคือคุณลุกขึ้นมาทำสิ่งที่คุณเหนื่อยเกลียดทุกวันเหมือนกับคุณรักมัน
นั่นคือแชมเปี้ยนจริงๆ 2 พี่ว่าน่าจะเป็นเรื่องของความรู้ ความรู้สำคัญ อยากจะเก่งอะไรไปหาความรู้เยอะๆ ไปศึกษาเยอะๆ ทำจนกว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ เงิน โอกาสจะเข้าหาคุณเอง มันก็คือทำ 10 อยากทำอะไรเป็นทำให้ 10 ครั้ง อยากทำอะไรเก่งทำให้ได้ 100 ครั้ง อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทำให้ได้ 1,000 ครั้ง
แล้วเงินและโอกาสจะวิ่งเข้าเข้าหาคุณเอง 3 พี่ว่าก็คือ mind set ที่ดีเพราะหลายๆ คนคือเราท้อเร็ว เรากลัวเร็ว เราอยู่ในกรอบความคิดของเราเองว่ามันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดถ้าคุณมีความคิดบวก คุณจะไม่รู้สึกท้อเลย พี่บอกเลยว่าถ้าคุณอยากมาทางนี้นะ คุณแค่ลงคลิปวันละ 2-3 คลิปเท่านั้นแหละ
แล้วเรียนรู้จากมันยังไงภายในปีนี้คุณก็ดัง ยังไงคุณก็ดัง เชื่อเลยเพราะคุณจะค่อยๆ เรียนรู้แก้ไขปรับจูนจากทุกและประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุดของประสบการณ์จะไม่หยุดสอนคุณจนกว่าคุณจะเข้าใจมัน ถ้ายังไม่เข้าใจมันก็ยังจะมาตีก้นคุณอยู่ดีเพราะนั้นถ้าอยากดังก็ทำไปเรื่อยๆ"
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม