หลังจากที่ บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ หรือ บิ๊ก ธิติวุฒิ ได้ถูกอดีตภรรยา แพรวพราว แสงทอง ซึ่งตอนนี้ศาลได้ตัดสินแล้วว่า บิ๊กได้ชนะในคดีนี้แล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็ได้ออกมาไลฟ์พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า ที่ดินผืนดังกล่าวได้มาถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกแล้ว โดย บิ๊ก บอกว่า

ตั้งแต่มีการซื้อขาย มันเป็นชื่อที่ถูกกฎหมายตั้งแต่แรก แล้วผมไม่เคยไปฟ้องใครเขาเลย เงินที่ไม่รู้กี่ร้อยล้านที่หามาด้วยกัน ขอ 10 ล้านมาตั้งตัวเขาก็ไม่ให้ เขาบอกว่าให้ไปฟ้องศาลเอา ก็ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ซีเรียส ไม่เอาก็ได้ ก็ไม่เป็นไร หาใหม่ และไม่คิดจะฟ้อง

จากนั้นช่วงปลาย พ.ค. ก็ได้ประกาศขายและขอให้ทุกคนออกจากบ้านหลังนั้น ทั้งแดนเซอร์และนักร้องออกไปให้หมด เพราะมันเป็นอาณาจักรของผม ภายใต้โฉนดของชื่อผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ ซึ่งตอนที่ประกาศขายไม่ได้ขับไล่ แค่บอกให้เขาออกจากพื้นที่ไปแบบดีๆ เขาก็ไม่ออก เขาเอาป้ายมาปักว่า ห้ามใครมายุ่งกับพื้นที่เขา และทีนี้เขาก็มาฟ้องผมเอง ซึ่งผมไม่เคยไปฟ้องใครเลย

จากนั้น บิ๊ก ก็ได้พูดสรุปถึงคดีนี้ บอกว่า ในคดีนี้ที่ดินเป็นของผมตั้งแต่แรก ตั้งแต่มีการซื้อขาย เป็นโฉนดตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าตามภาษาบ้านๆ ก็คือ ผมชนะ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

ในวันนี้ถามว่าผมดีใจไหม ผมไม่ดีใจ แต่ผมต้องปกป้องสิทธิผม ผมไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร แต่ในเมื่อเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มันก็ต้องแลกกันคนละหมัด

...

ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ คือเขาแพ้คดี และให้จำเลยขับไล่โจทก์และบุคลากร สิ่งก่อสร้างต่างๆ ออกจากพื้นที่ดินของจำเลย ภายในเวลาที่กำหนด และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้กับจำเลยซึ่งก็คือผม และตัวผม ต้องชำระเงินให้กับคนที่ฟ้องในราคาตามสภาพ ไม่ให้รื้อบ้าน แต่ให้จ่ายเงินแทน และในวันนี้มีเจ้าของพร้อมซื้อบ้านและที่ดินเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นตีมูลค่า 50 ล้าน

และได้มีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า ดูหนักแน่นมาก บิ๊กตอบกลับว่า จะไม่ให้หนักแน่นได้ยังไง เพราะที่ผ่านมาต้องกล้ำกลืนฝืนทน ต้องทนเห็นอะไรมานานแล้ว และผมไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร ถ้าทำอย่างนั้นจริง คงไม่ได้มีอย่างทุกวันนี้ เอาเปรียบผมไปเท่าไหร่ โกงผมไปเท่าไหร่ ได้คืนมาหมดแล้ว เพราะว่าฟ้ามีตา

จากนั้น บิ๊ก ก็ได้บอกว่า ที่เป็นคนแบบนี้เพราะว่าโดนมาเยอะมาก เพราะตอนนั้นเราเด็กมาก เรายังไม่ค่อยรู้จักอะไร เราไม่ทันผู้ใหญ่ ไม่ทันเขาเพราะเขาใช้ชีวิตมาเจนโลกแล้ว เราไม่เคยใช้ชีวิตกับใครไม่เคยใช้ชีวิตร่วมใคร เราเลยไม่รู้อะไรมากมาย อ่อนต่อโลก

และ บิ๊ก ได้ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น และบอกว่า 1 ปีที่ผ่านมา สู้มาหนักมาก เจอเรื่องมาหนักมาก กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ กว่าจะมีรถ มีบ้าน มีทุกอย่างที่เสียไป กว่าจะมีอะไรได้ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ร้องไห้ออกมาเพราะเรารู้สึกว่าเราเก่งมาก ปีหนึ่งเราทำค่ายมาหนักมากจริงๆ กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ ตอนที่เรามา เราไม่เหลืออะไรเลย เราสู้ เราอดทน ยึดมั่นในความดี

บิ๊ก บอกอีกว่า จากนี้จะเดินหน้าต่อเรื่องลูก สะสมข้อมูลมา 1 ปีเต็มที่เก็บมาเรื่อยๆ อดเปรี้ยวกินหวานมาค่อนข้างนาน พร้อมยืนยันเดินหน้าเต็มที่เรื่องลูกทั้ง 2 คน พูดคำเดียวว่า นาริตะ โตเกียว ต้องมาอยู่กับพ่อเท่านั้น ถ้าลูกทั้ง 2 มาอยู่กับผม ผมไม่เอาอะไรแล้วก็ได้ นอกจากลูก ผมวางแผนเรื่องงานวง งานคอนเสิร์ตไว้หมดแล้ว ถ้าลูกทั้ง 2 ต้องมาอยู่กับผม เลี้ยงคนเดียวได้สบาย

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม