รายการ PrimeCast With PUNPUN เปิดใจนักแสดงสาว ญดา นริลญา กุลมงคลเพชร จากเด็กอินโทรเวิร์ตหลังกล้อง สู่การเป็นนักแสดงที่แบกความกดดัน เล่าชีวิตหลังกล้องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ การเติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว กดดันจากบทบาทและการโดนคอมเมนต์รูปลักษณ์ รวมถึงประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ หอบหืด และแพนิกจากการโหมงานหนัก ความคาดหวังในวงการ อาการแพนิกที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเริ่มดูแลใจตัวเองมากขึ้น

ญดาเข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ใช่ไหม?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เริ่มจากแคสโฆษณาค่ะ แล้วก็ค่อยๆ ได้มาเล่นซีรีส์ของนาดาว ปีแรกเลยจะเป็นโฆษณาอย่างเดียว พอเริ่มเข้าปีที่ 2 ก็จะเริ่มมาซีรีส์แล้วก็ละครเลย 

คิดว่าเป็นคนที่โตมาแบบไหน?

ญดา นริลญา : โตมาแบบคุณแม่เข้มเข้มงวดมากๆ เลย เหมือนคุณแม่เป็น single mom ใช่ไหม แล้วก็จะสนิทกับคุณแม่มาก คุณแม่ก็สอนมาแบบให้มีความเป็นผู้หญิงมากๆ ก็คือต้องมีระเบียบวินัย จะต้องพูดเพราะ ต้องเรียบร้อย

...

ชีวิตวัยเด็กของเราโดยที่เราทำงานตั้งแต่เด็ก ต่างกับเพื่อนที่โรงเรียนไหม?

ญดา นริลญา : ต่างค่ะ เพราะว่าเพื่อนคนอื่นๆ เขาก็อาจจะมีวันหยุด ไปหาความสุขจากครอบครัวหรือจากเพื่อน หรือหากิจกรรมทำ แต่เราก็คือไม่ใช่แค่เฉพาะวันหยุด วันธรรมดาเราก็เริ่มต้นทำงานแล้ว 

วัยเด็กเป็นคนยังไง?

ญดา นริลญา : เงียบมาก เป็นเด็ก introvert เลย ขี้อายด้วย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่ถ้าเกิดไปอยู่ที่หน้ากล้องหรือว่าเป็นการแคสต์งาน ชอบมากจะกล้าแสดงออก

คุณแม่สนับสนุนให้เข้าวงการ?

ญดา นริลญา : คุณแม่สนับสนุนนะคะ คุณแม่เป็นคนเดียวเลยในบ้านตอนนั้นที่สนับสนุน อยากให้ทำงานในวงการบันเทิง จริงๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าทำงานหรอก เหมือนคุณแม่รู้สึกว่าเห็นลูกทำแล้วทำออกมาได้ แล้วคุณแม่ภูมิใจ เหมือนทุกครั้งเวลาที่คุณแม่ไปยืนดูเราทำงานอย่างนี้ เขาจะร้องไห้ทุกครั้งเลย เขารู้สึกว่าภูมิใจ มันตื้นตัน

จุดไหนที่รู้สึกว่าอยากจะมาเป็นนักแสดงเต็มตัว?

ญดา นริลญา : ตั้งแต่ปีแรกเลยค่ะ ปีแรกก็เริ่มต้นแคสโฆษณาแล้วก็ได้งานโฆษณาเยอะมากๆ ไปโรงเรียนแค่เป็นหลัก 10 วัน แล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าอันเนี้ยแหละที่เราจะต้องทำมันเป็นอาชีพหลัก รองคือการเป็นนักเรียน ก็เลยเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ตอนอายุ 13-14 เลย เพราะว่าปีแรกถ่ายโฆษณาไปตั้ง 70 กว่าตัว แล้วมันทำงานทุกวันเลย จะวันฟิตติ้งวันถ่าย 70 กว่าตัว

เป็นคนโครงหน้าสวยตั้งแต่เด็ก?

ญดา นริลญา : ไม่เลย ไม่ได้เป็นเด็กหน้าตาน่ารักขาว ของหนูผอมๆ แห้งๆ แล้วก็แบบผิวเข้มๆ ฟันเหยินด้วยตอนเด็ก ๆ 

เป็นหอบหืดแล้วก็เป็นไทรอยด์เป็นพิษ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ หอบหืดคิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่เป็น แล้วเหมือนเราก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่ว่าพอเราทำงานเยอะๆ ในช่วงหลังๆ มา แบบ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้วเราเริ่มมีอาการเป็นหอบหืด แต่คือเราไม่เคยไปทำ allergy test เราไม่เคยตรวจว่าแพ้อะไรด้วย ซึ่งที่บ้านเราเลี้ยงแมว 8 ตัว แล้วเราเพิ่งไปตรวจเจอว่าเราแพ้แมวขั้นรุนแรง แบบแพ้ขนแมว มันก็เลยทำให้เราเพิ่งจะเริ่มมีอาการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาการที่มันเกิดขึ้นคืออะไร?

ญดา นริลญา : อาการก็คือจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แน่นหน้าอก แล้วก็รู้สึกว่าเราหายใจเข้าไปได้แค่นิดเดียว เหมือนหลอดลมเรามันคล้ายหลอด แล้วเหมือนกับว่าเราบีบหลอดไว้ แล้วมันมีรูหายใจแค่นิดเดียว 

การเป็นหอบหืดกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงานไหม?

ญดา นริลญา : กระทบนะคะ เหมือนตอนช่วงที่เราต้องถ่ายฉากใต้น้ำอย่างนี้ อันนี้คือมีผลมากๆ เพราะว่าเจออากาศชื้น อากาศหนาวเย็นเกินไปก็ไม่ได้ เหมือนยิ่งลงไปใต้น้ำเหมือนเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว แล้วมันยิ่งไปกระตุ้นข้างในด้วย เคยถ่ายใต้น้ำแล้วแล้วเหมือนหายใจได้ไม่ทัน แล้วก็ตะคริวกินท้องไปเลย เหมือนมันมีอาการแพนิกร่วมด้วย เพราะเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยเข็ดกับฉากใต้น้ำอยู่ 

ฉากบู๊ต้องวิ่งมีผลไหม?

ญดา นริลญา : ก็มีผลกับอะไรที่มันมีฝุ่นควัน smoke ก็ต้องเลี่ยงค่ะ แบบว่าอยู่ให้ได้น้อยที่สุด เหมือนกับว่าจะถ่ายจริงๆ แล้วเดี๋ยวค่อยเข้ามาหรือไม่ก็ใส่แมสก์ตลอดเวลา

...

เรื่องของไทรอยด์เป็นพิษอยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น?

ญดา นริลญา : เราไม่รู้ไงว่ามันเป็นไทรอยด์ เหมือนก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราเป็นหอบหืดอย่างเดียว แล้วเราก็ไม่เคยไปตรวจจริงๆ จังๆ ว่าอาการที่เราเป็นแบบหัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย เราคิดว่ามันมาจากหอบหืดตลอด แล้วมันมีวันหนึ่งอยู่ๆ ญดาเดินในบ้าน เป็นวันหยุดใช่ไหม เดินจากโซฟาไปเข้าห้องน้ำ แล้วเราใส่นาฬิกา มันขึ้นว่าหัวใจเราเต้น 150 คิดในใจแล้วว่าโรคหัวใจถามหา ต้องให้หมอดูแลหัวใจ (หัวเราะ) ก็เลยไปหาคุณหมอเรื่องโรคหัวใจ สุดท้ายแล้วคุณหมอก็จับตรวจไทรอยด์ด้วย เพราะว่ามันอาจจะมาจากโรคแล้วมีผลข้างเคียงเรื่องหัวใจ ก็ได้รู้ว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ 

อาการที่หมอบอกว่าจะเกิดขึ้นคือ?

ญดา นริลญา : เราจะหัวใจเต้นเร็ว เราจะเหนื่อยง่าย ฮอร์โมนเราจะแปรปรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ แล้วก็เรื่องของอารมณ์เราด้วย ก็อาจจะ sensitive ง่ายหน่อย คุณหมอรักษาโดยการให้ทานยาค่ะ เป็นยาควบคุมอาการไทรอยด์ แล้วก็ยาลดการอัตราการเต้นหัวใจ 

ไฮเปอร์ไทรอยด์ ซึ่งปกติแล้วคนที่เป็นคือ?

ญดา นริลญา : มันจะมีไฮเปอร์กับไฮโป ก็คือเราเป็นไฮเปอร์จะผอม ไฮโปรเป็นแบบอ้วน แต่เราอ้วน

เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ต้องผอมไม่ใช่เหรอ ต้องกินเยอะๆ เพราะว่าเราไม่ชอบตัวเองผอม?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนพอเรามีอาการไทรอยด์ แล้วมันทำให้เราผอมลงไปเรื่อยๆ เลย ก่อนหน้านี้แก้มบุ๋มลงไปเลย เพราะมันแบบแก้มตอบแล้วก็ตัวผอมมาก ตรงนี้ผอมสุดๆ เลย แขนผอมหมดเลยแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ชอบ เหมือนเราไม่ชอบเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ แล้วมันดูเหมือนคนป่วย มันดูสุขภาพไม่ดี ดูไม่ Healthy ก็เลยพยายามกิน แล้วมันก็กินอร่อย 

น้ำหนักลงไปก็คือต้องฝืนกินใช่ไหม?

...

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะฝืนกิน เหมือนแบบว่าจริงๆ แล้วคนที่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์จะหิวทั้งวันอยู่แล้ว แต่ปกติคือเหมือนกินเท่านี้ก็อิ่มแล้ว แต่เราพยายามเอาเข้าไปอีก เหมือนกินเข้าไปอีก 

ดูแลสุขภาพตัวเองยังไง?

ญดา นริลญา : routine ชีวิตของญดาก็คือก่อนหน้านี้ต้องยอมรับเลยว่า ก่อนที่เราจะรู้ว่าเราเป็นโรคหอบหืดแล้วก็เป็นโรคไทรอยด์ เราใช้ร่างกายหนักมาก เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราอยากทุ่มเทให้กับงานมันออกมาดีที่สุด โดยที่เราอาจจะไม่ได้ถามสุขภาพขนาดนั้น ว่าไหวไหม ไม่ได้ถามร่างกาย แต่คือลึกๆ ก็รู้แหละว่าเราใช้เยอะ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไรเหมือนใจเราไหว แล้วเราก็คิดเองว่าเรายังอายุน้อยอยู่ 

ซึ่งอยากเตือนทุกคนตรงนี้เลยว่า มันไม่ใช่แค่อายุน้อย แล้วมันจะสุขภาพแข็งแรงดีไม่เป็นอะไร ไม่ป่วย อายุน้อยก็ป่วยได้ เหมือนครั้งแรกที่ญดารู้ว่าญดาป่วยเป็นไทรอยด์ ร้องไห้เลย ตกใจ คือรู้ว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรง รู้แต่เสียใจ ที่ผ่านมาเราละเลยร่างกาย ไม่ได้ดูแลสุขภาพเราขนาดที่มันควรจะเป็น เพราะเราใช้เขาเยอะมาก ตอนนี้ก็คือดูแลสุขภาพโดยการที่พยายามไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ เพราะว่าร่างกายมันอยู่ข้างในเหมือนรถต้องเข้าเช็กระยะ เรามองไม่เห็นว่าเขาเป็นยังไงบ้างแล้ว ก็พยายามติดตามสถานะอาการสุขภาพของเราเรื่อยๆ 

แล้วก็พยายามหันมาออกกำลังกาย จากก่อนหน้านี้เราไม่ออกกำลังกายเลย เพราะว่าเหนื่อยแล้วจากการทำงานก็กลับมานอน กลับมานอนพักเลยทันที ก็พยายามออกกำลังกายมากขึ้น เลือกทานอาหารที่มันมีประโยชน์มากขึ้น ชอบเล่นโยคะ เพราะว่าเหมือนตอนคุณหมอบอกว่ายังไม่อยากให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือทำอะไรที่หัวใจมันจะเต้นเร็วขึ้นมา

...

เรื่องอาหาร?

ญดา นริลญา : ก่อนหน้านี้กินแซ่บ กินอร่อย กินแต่ของทอด ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด ทงคัตสึอะไรอย่างนี้ค่ะ ตอนนี้ก็คือลดน้อยลง พยายามเลือกกินของต้ม แบบชาบูอะไรอย่างนี้ ชาบูน้ำใส ไม่จิ้ม จิ้มนิดหนึ่ง โซเดียมเยอะเดี๋ยวเลือดหนืด 

การนอนเป็นยังไง?

ญดา นริลญา : การนอนนี่คือของหนูคือยากมาก เพราะว่าเราออกกองถ่ายตั้งแต่เช้ายันมืด บางทีก็เลิกเลท หลังจาก 22:00 น. ไปอีก มันก็ทำให้ระยะเวลาการนอนเรามันคือ 4-5 ชั่วโมงประมาณนี้ หรือบางวันอาจจะน้อยกว่านั้น แต่ถ้าเกิดเป็นวันหยุดจริงๆ จะพยายามนอนให้เกิน 5 ชั่วโมง นอนให้มันถึง 7-8 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ค่ะ

มีเคล็ดลับอีกไหม?

ญดา นริลญา : พยายามที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มันเป็นคาเฟอีน แต่เราดันเป็นไทรอยด์ด้วยก็เลยดื่มเยอะไม่ได้ ได้แค่จิบนิดๆ อย่างเช่นชา ชาเขียว กาแฟ อะไรอย่างนี้ค่ะ พูดไปงั้นแหละความจริงกินอะไร น้ำอัดลม (หัวเราะ)

เป็นคนที่อินกับบทซีรีส์ หนังมากจนถึงขั้นออกจากตัวละครไม่ได้?

ญดา นริลญา : ไม่เชิงว่าออกไม่ได้ เพราะว่าคัตปุ๊บเราก็ออกแล้ว แต่หมายถึงว่ามันจะมีอาการแบบนี้ค่ะ มันจะเป็นพฤติกรรมที่เราทำสิ่งเดิมซ้ำๆ วนลูปซ้ำๆ บ่อยๆ จนกว่ามันจะจบเรื่อง แล้วพอจบเรื่องมันยังติดพฤติกรรมนั้นมาอยู่ อย่างเช่นเรื่องสืบสันดานที่รับบทเป็นไข่มุก ที่เป็นเมด คือเหมือนไข่มุกเขาจะเป็นคนที่ไม่พูด เหมือนเขาจะเป็นคนคิดวางแผนอยู่ในหัวตัวเองตลอด แล้วปกติเราเป็นคนช่างพูด เหมือนเราคิดอะไรเราก็พูดเป็นแบบปกติธรรมดา แต่ว่าพอถ่ายเรื่องนั้นจบเหมือนเราไม่พูด เหมือนเรากลายเป็นว่าติดนิสัยการเก็บแล้วคิดคนเดียว จนคนรอบข้างมาบอกว่าทำไมนิสัยเปลี่ยนไป ทำไมแปลกๆ คุณแม่บอก

ไม่ได้เป็นขั้นรุนแรง? 

ญดา นริลญา : เข้าใจได้นะเพราะว่าจริงๆ มันอาจจะมีบางฉากที่เข้าไปไปกระตุ้นความรู้สึกเขา ความทรงจำเขา หรือบาดแผลในใจเขา แล้วพอเราไปเปิดมันออกมาบางทีมันหยุดไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่แสดงแล้ว มันคือการเอาเรื่องจริงออกมา มันก็เลยไม่ควรทำ

ตอนที่เล่นเป็นมิ้งในเรื่องร่างทรงมีอาการแบบนั้นไหม เพราะเรื่องนั้นน่าจะน่าจะหนักมาก?

ญดา นริลญา : หนักมากค่ะ เรื่องนั้นคือไม่รู้ตัวเลยดีกว่า คือคนรอบข้างบอกว่าเราเปลี่ยนไป แต่เรารู้สึกว่าเราปกติ คือเรารู้สึกว่าไม่ได้เป็นไร แต่ว่าคุณแม่บอกว่าแบบทำไมไปนั่งคนเดียวตรงนั้น อย่านั่งก้มหน้าแบบนั้น ชอบติดบุคลิกมา ตอนถ่ายเรื่องสืบสันดานที่เป็นเมดก็จะติดบุคลิกโดนหลังตรงเลย 

เรื่องร่างทรงลดน้ำหนักไปจนน้ำหนัก 38 ปกติหนักเท่าไหร่?

ญดา นริลญา : ปกติตอนนั้นที่ก่อนเริ่มถ่ายคือหนัก 45 แล้วตอนที่ต้องลดน้ำหนักก็มีนักโภชนาการมาดูแล แล้วเขาก็วัดน้ำหนัก วัดมวลกล้ามเนื้อ แล้วก็เหมือนเขาคำนวณแล้วเขารู้สึกว่าถ้าเกิดลดจาก 45 ไป 35 เหมือนมันจะอันตราย หมายถึงว่ามันมีมวลของกระดูกไปด้วย แล้วเขารู้สึกว่าไม่อยากไปทำร้ายสุขภาพเรา เขาก็เลยให้เราเพิ่มน้ำหนักจาก 45 มา 48-49 แล้วเริ่มถ่ายตอนช่วงนั้น ตอนช่วงน้ำหนักเท่านั้นก่อน ช่วงแรกของเรื่อง แล้วก็ตอนหลังก็คือลดลงไปเป็น 38 ใน 1 เดือน กินน้อยมาก ๆ เลย เหมือนเขาจะส่งอาหารมาให้ตลอด มีนักโภชนาการดูแลแบบใกล้ชิด ก็ส่งเป็นอาหารแบบเก็บได้ 2-3 วัน 3 วันส่งที แล้วก็ทุกๆ 3 วันอาหารจะถูกเปลี่ยนไปในแบบที่น้อยลงเรื่อยๆ 

ช่วงนั้นมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ญดา นริลญา : เยอะมากค่ะ sensitive ง่าย ผมร่วงเป็น 2 กำมือ มารู้สึกว่าร่วงจริงๆ คือ 1 เดือนหลังจากลดไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแค่นั้น เพราะว่ามันเบลอ ต้องประคองร่างไปถ่ายหนังด้วย เรียนมหาวิทยาลัยด้วย ต้องสอบด้วย หิวมาก โมโหหิว 

เคยเป็นไทรอยด์จนถึงขั้นเป็นโรคแพนิกเลย?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนกับว่ามันจะเป็นหอบแล้วก็บวกกับไทรอยด์แล้วก็กลายเป็นแพนิก จริงๆ น่าจะ 2 อย่างควบคู่กันด้วย เพราะว่าเหมือนหอบหืดทำให้เราหายใจได้ไม่สะดวก เวลาที่เราถูกกระตุ้นแล้วคือช่วงนั้นเราถูกกระตุ้นจริงๆ เพราะเราออกกองถ่ายที่เราเจอ smoke แล้วมันกระตุ้นหนักมาก เป็นช่วงที่เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยมาก เลิกกองหรือยังไม่ทันเลิกกองก็คือถูกหามเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะมันเจอ smoke หนัก หลอดลมมันตีบมากๆ จนมีเสียงวี้ดในปอด 2 ข้าง แล้วก็ตอนนั้นคือเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นไทรอยด์ 

แต่ตอนนี้คือเรารู้แล้วว่ามันบวกกับอาการไทรอยด์ด้วย ตรงที่ว่าหัวใจเรามันเต้นเร็วมากๆ แล้วมันบวกกับตอนนั้นเราเจอกับเหตุการณ์ที่มันสะเทือนใจ กับการเหนื่อยจากการทำงานด้วย มันประดังประเดมากทับถมหนูมาก จนอยู่ๆ ก็กลายเป็นว่าอยู่ในที่สาธารณะแล้วร้องไห้ฮือออกมาเลย แบบโฮออกมาเลย เหมือนเป็นแพนิกออกมา เหมือนมันค่อยๆ เริ่มจากมันมีอะไรไปกระตุ้นความรู้สึกเรา แล้วเราก็มีอาการหอบอยู่แล้วไทรอยด์อยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่ามือสั่น คือตอนนั้นใจมันไปแล้ว แต่ว่าอาการทางร่างกายมันออกจากมือก่อน เหมือนมือสั่น ใจเต้นเร็ว หายใจติดขัดไม่สะดวก รู้สึกเลยว่าเหมือนที่มันแคบลง เหมือนภาพเราถูกบีบลงมา แล้วเหมือนเรากำลังจะถูกทับ หายใจไม่ได้ เหมือนกำลังจะตาย

ทำยังไงตอนนั้น อยู่กลางงานคนเยอะๆ เลย?

ญดา นริลญา : อยู่ที่สาธารณะค่ะ วันนั้นไม่ใช่อีเวนต์ วันนั้นเหมือนเสร็จจากงานแล้วไปกินข้าว แล้วโชคดีที่อยู่กับหมอเจี๊ยบ ลลนา พี่เจี๊ยบก็บอก “เป็นไรป่าวเนี่ยๆ” แล้วคือสัญชาตญาณของแพทย์ เขาก็รีบพาเราออกไปอยู่ในที่โล่ง ที่อากาศถ่ายเท แล้วเขาก็แบบว่าใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ หายใจเข้า หายใจออก แล้วพอเราถูกย้ายบรรยากาศจากอยู่ในอินดอร์มาเอาต์ดอร์ มันก็รู้สึกว่ามันค่อยๆ ดีขึ้น

ในฐานะของดาราสาว มีโดนคอมเมนต์แบบจี๊ดใจบ้างไหม?

ญดา นริลญา : มีอยู่แล้ว ทุกเรื่องเลยมั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ส่วนมากจะเป็นหน้าตานะ คือเหมือนตอนที่เราเล่นละครแล้วเราเล่นซีรีส์กับหนัง ทุกเรื่องแทบจะไม่ได้เมกอัพเลย คือเหมือนแต่งหน้าน้อยมากๆ แล้วก็เราไม่ได้ติดขนตาสวย ทาปาก ทำผมลอน เหมือนเราธรรมชาติมากๆ makeup no makeup ของแท้ แล้วทีนี้เหมือนก็จะมีคอมเมนต์ว่าหน้าสวยไม่พอนางเอก เหมือนหน้าไม่ถึงนางเอกเลยอะไรอย่างนี้

แล้วทำยังไง?

ญดา นริลญา : ก็ปล่อยผ่านค่ะ แต่คือถามว่ามันมากระทบใจเราไหม มันกระทบแน่นอน แล้วก็เหมือนเรารู้สึกว่าเราก็ตั้งใจทำงานนะ เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้มันเป็นแบบนั้นดีแล้ว เพราะว่ามันจะได้ดูสมจริง คนดูจะได้เชื่อไปกับตัวละคร เหมือนเราฟินกับการแสดง แต่คือคนดูอาจจะคาดหวังให้มันเป็นภาพสวยงาม หนูเข้าใจนะ แต่ว่าเวลาที่เราเจอคอมเมนต์เชิงบวกใจเรามันก็ฟู แต่ว่าพอเราเจอคอมเมนต์เชิงลบมันเป็นปกติที่เราอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราปรับปรุงดีไหม เราพัฒนาต่อไปดีไหม ประมาณนี้

สมัยก่อนเป็นเด็กผิวเข้ม หน้าตาไม่สวย ทำยังไงขอเคล็ดลับหน่อย?

ญดา นริลญา : เริ่มจากผิวข้างนอกก่อนค่ะ แบบว่าผิวกายก่อน แล้วก็เริ่มจากเริ่มเปลี่ยนอาหารการกิน ตอนเด็กๆ ชอบกินแต่น้ำอัดลมกับขนมกรุบกรอบ แล้วเหมือนกับว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องออกแดดหรืออะไรอย่างนี้ เราก็เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของการอยู่ในที่ร่มมากขึ้น เลี่ยงแดดนั่นแหละ พยายามไม่เอาตัวเองออกไปเจอแดดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าแสงแดดมันจะทำร้ายผิวเรามากๆ แล้วมันจะทำให้เรา Aging กินอาหารดีขึ้น จากน้ำอัดลมแล้วก็ขนมกรุบกรอบก็ไม่เลิก กินบ้าง แต่ว่าหันมากินน้ำผักผลไม้มากขึ้น คุณแม่ปั่นให้เอง 

เราต้องท่องไว้ว่าด่าไปเลย เราสวย เราไม่อ่าน เราปล่อยผ่าน?

ญดา นริลญา : จริงนะ แต่ว่าจริงๆ กำลังใจสำคัญมาก คือถ้าเราไปจมปลักอยู่กับคอมเมนต์พวกนั้น มันจะยิ่งทำให้เราเป็นไปตามที่เขาพูด เหมือนเขาพูดว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องสวย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่นๆ ด้วย ถ้าเกิดเราไปอินกับคำพูดเขามันจะเป็นไปตามนั้นเลย 

ตอนนี้เอาธรรมะมาฮีลใจเหรอ?

ญดา นริลญา : ฮีลใจไหมก็น่าจะใช่นะ จุดเริ่มต้นมาจากตอนนั้นเราอายุ 18 แล้วเราก็ถูกคุณแม่ส่งไปปฏิบัติธรรมตอนช่วงสิ้นปี เพราะว่าแม่ไม่อยากให้เป็นเด็กดื้อ ก็ไปตามคุณแม่ แต่คือตอนนั้นไม่ได้อินเลย แล้วพอเหมือนเราไปนั่งสมาธิวันแรกตอนที่เรานั่งก็รู้สึกเหมือนตามันยุบยิบๆ เหมือนเรามีมดไต่ คือมันต้องลืมตาให้ได้ เหมือนคนเรามันเคยลืมตาแล้วมันมานั่งหลับตานานๆ มันไม่ได้ เดี๋ยวคันตรงนู้นคันตรงนี้ มันต้องลืมตาให้ได้ 

แล้วพอเราก็อดทนไป พอวันที่ 2 วันที่ 3 เราจะชอบพูดเปรียบเทียบให้ฟัง เพราะมันเหมือนแก้วน้ำที่เหมือนกับว่าเราคนมันตลอดเวลา แล้วน้ำมันแกว่งอยู่ในนั้น แล้วมันมีตะกอนในนั้น แล้วพอเรานั่งสมาธิ มันทำให้น้ำที่อยู่ในแก้วมันนิ่ง มันใส แล้วตะกอนมันตกไปนอนพื้น ตอนนั้นรู้สึกว่าความสงบมันเป็นแบบนี้เอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยสงบเลย เหมือนลูกลิงแบบลุกลี้ลุกลนซุกซนไปเรื่อย พอมันสงบมันเริ่มรู้สึกถึงความเบาสบาย แล้วก็เริ่มมีสติคิดได้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ คิดทันสติ   

มองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง?

ญดา นริลญา : คิดภาพไม่ออกเลย เพราะว่าเอาจริงๆ รู้สึกว่าเราโตทางด้านความคิดแล้วก็วุฒิภาวะมากกว่าอายุอยู่แล้ว คือไม่อยากจะคิดเลยว่า ณ วันนั้นกว่ามันจะไปถึงระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง คือชีวิตเราแน่นอนว่าชีวิตทุกคนมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราเจอปัญหาในทุกๆ วัน แล้วแต่ละปัญหามันก็ทำให้เราโตขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปอีก กลัวใจตัวเองมากว่าวันหนึ่งจะออกบวช (หัวเราะ) ล้อเล่น 

นึกขึ้นมามันผุดขึ้นมาคือเหมือนกลัวใจจริง ๆ ว่าวันนั้นกว่าเราจะมาถึง เราจะยังสามารถรักษาความเป็นเอนเนอร์จี้สดใสแบบนี้อยู่ได้ไหม เพราะเหมือนเราเจอโลกมันโบยตีเราทุกวัน เรารู้สึกแบบนั้นนะ แต่คือมันจะดีถ้าสมมติว่าเรายังสามารถแบบฮีลใจตัวเองได้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วเราเจอคนรอบข้างที่เขามีเอนเนอร์จี้ดีๆ มาช่วยเรา มาช่วยสนับสนุนเรา

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม