หลังจากที่นักร้องนักแสดงไฮโซสาว ดาต้า ดรัลชรัส ศุขีวิริยะ โพสต์ไอจีกรณีไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ ต. นาน 3-4 ปี ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกให้โอนเงินเพื่อทำบุญลดละกรรม และโอนที่ดินไปบางส่วนเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม รวมมูลค่าความเสียหายของดาต้าและครอบครัวมากถึง 50 ล้านบาท

ล่าสุด ดาต้า ดรัลชรัส ไปร่วมรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 เพื่อเล่าถึงประเด็นดังกล่าว ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

...

- รู้จักกับอาจารย์คนนี้เพราะมัดหมี่ (พิมดาว พานิชสมัย) ชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน เราเชื่อเพื่อน เรารู้ว่าเพื่อนเป็นคนดี เพื่อนเห็นเราปวดหัวไมเกรนตลอด ไปหาหมอก็ไม่หายสักที เราก็จนปัญญา เป็นจุดที่ดิ่งสุดในชีวิต ในตอนนั้นปวดแบบหาสาเหตุไม่ได้ หาหมอปัจจุบัน แผนไทยแผนจีนอินเดียก็ไปหมด 

- มัดหมี่ก็ห่วงเรา เลยบอกว่าลองมาที่นี่สิ รุ่นพี่เขาบอกว่าช่วยได้ รุ่นพี่เขาเนี่ยเราก็รู้จักเหมือนกัน ดูเป็นคนน่ารักน่าเชื่อถือ เราก็เลยไม่คิดอะไรก็เลยไป ดาต้าไปหลังจากมัดหมี่ครึ่งปี

- ช่วงแรกดาต้าโอนเงินเข้าที่อื่นมาเป็นปี จนกระทั่งการ์ดตกว่าเขาคงไม่ได้จะมาหาผลประโยชน์จากตรงนี้จริงๆ เพราะเราโอนเข้าที่อื่นเป็นปีๆ โอนเข้า รพ.สงฆ์ พอการ์ดตกเขาก็เริ่มเปลี่ยนคำว่าโอนมาที่เขาดีที่สุด เป็นบุญสูงสุดเพราะว่าสำนักช่วยคนกลับนิพพาน เขาจะไปสร้างประโยชน์ 

- แต่สุดท้ายพอเราเข้ากองปราบไป กองปราบสืบเก่งมาก ได้ทราบเส้นทางการเงินว่าเงินธุรกรรมทั้งหมดมันกลายเป็นบ้าน 35 ล้านด้วยเงินสด รถพอร์ชเงินสด 10 กว่าล้าน แล้วกลายเป็นพวกของแบรนด์เนมที่เขาซื้อต่างๆ

- เรื่องยอดเงินที่คนโอนไปบัญชีทั้งหมดของเขาอาจจะต้องถามทางกองปราบ แต่ของดาต้ากับครอบครัวคือ 50 ล้าน เพราะมีเรื่องของที่ดินด้วย ที่ดินสิ่งปลูกสร้างก็คืออาคารปฏิบัติธรรมที่เขาขอให้เราช่วยลงตรงนั้น ที่ดินทั้งหมด 18 ไร่

- ยอดที่ใหญ่ส่วนใหญ่สร้างสถานปฏิบัติธรรม ซื้อที่ แล้วเงินทำบุญไม่ใช่แค่เรากับมัดหมี่ที่โอน มันเป็นทั้ง 300 คนโอน ตอนนั้นเขามีลูกศิษย์ประมาณ 300 คนในตอนที่เราออกมา มันใหญ่แล้ว 

- เงินค่าครูมันจะน้อย แต่ลดละกรรมก็จะแล้วแต่คน ซึ่งส่วนใหญ่ทำกันเยอะเหมือนกัน มีทั้งหลักแสนหลักล้าน หลัก 10 ล้านก็มี เขาจะบอกว่าต้องสื่อจิตเอาเองว่ามันต้องเท่าไหร่  ตอนที่เขาคิดมูลค่ากรรมเป็นตัวเลข เราก็เอ๊ะ ที่ผ่านมาไม่ใช่เราไม่เอ๊ะ แต่ทุกครั้งที่เราเอ๊ะและถาม เขาจะมีเหตุผลมาซัพพอร์ตเสมอ เขาก็บอกว่าถามเยอะๆ เดี๋ยวมารจะลง อย่าไปเอ๊ะ เขาก็จะบอกวิธีสื่อจิต ฟีลเดียวเหมือนกับเชื่อมจิตมั้งคะ ไม่แน่ใจ ง่ายๆ เหมือนเราคุยกับตัวเอง คู่กรณีที่เป็นกรรม ให้ถามกรรมเราเลย ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วย

- ส่วนยอดสูงสุดที่เคยโอน ถ้าโอนตัดกรรมน่าจะหลักหมื่น แต่โอนหลายครั้ง คือมันเป็นความเชื่อที่เกิดจากการฝังมาเป็นปีๆ ร่วมกับที่เขาให้เราไปทำบุญที่อื่นก่อน พอการ์ดตกก็เริ่มเชื่อใจเขา

...

- ที่ทำให้เราศรัทธาเขา น่าจะที่เขาเคยบอกว่าจิตของเขา (อาจารย์) กลับนิพพานไปแล้ว ตอนนี้จิตองค์ผู้สร้างมาอยู่กับเขา 100% และมีพุทธะ พระศิวะอยู่ด้วย หมายถึงว่าอยู่ในร่างเขา เขาไม่ได้พูดชัดว่าเป็นศาสนาอะไร เขาบอกแค่ว่ามีพระผู้สร้างอยู่ในร่างเขา เป็นพุทธบวกพราหมณ์ อดีตชาติเขาเป็นอะไรมา

- หลังจากออกมา พวกเราก็เข้ากองปราบเลยตั้งแต่ตอนนั้น ตั้งแต่เข้าไปก็เพิ่งได้ทราบตอนเข้ากองปราบ พอคีย์ชื่อจริงของอาจารย์คนนี้ขึ้นมาก็พบว่ามีคดีติดตัวหลายอย่าง มีคดีฉ้อโกง พอคีย์ชื่อของภรรยาอาจารย์ก็เป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็คือเป็นคดีแจ้งตายเท็จ ซึ่งอาจารย์เป็นคนชี้ ภรรยาเป็นคนตาย ตอนนั้นเราก็ช็อกว่านี่มันคืออะไรกัน ตกใจมาก เราได้ทราบว่าเขาก็มีคดีฉ้อโกงมาแล้วหลายอัน ของเราก็เป็นคดีฉ้อโกง เจ้าหน้าที่บอกว่าน่าจะเป็นฉ้อโกงประชาชน เพราะมีผู้เสียหาย 10 กว่าคน

- ส่วนคนที่ยังเชื่อเขาอยู่ก็มีประมาณนึง ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ แต่ทราบมาว่าช่วงที่ดาต้ากับมัดหมี่ออกมา ตอนนั้นมี 300 คน แล้วออกมาพร้อมกันจนเหลือ 50 คน เขาก็หยุดปฏิบัติไปประมาณครึ่งปี แล้วค่อยๆ งอกกลับมาทำใหม่ หาคนใหม่เข้าไป เตะคนเก่าๆ ที่รู้จักเขามานานออก เพราะไม่อยากให้คนใหม่ไปรู้ข้อมูลเก่าของเขา คนบันเทิงก็เคยมี ตอนนี้ไม่มั่นใจ แต่ว่าเท่าที่เคยเห็นมาตลอดก็มีมาตลอด สถานปฏิบัติธรรมก็ยังมีอยู่

- เขาใช้ความน่าเชื่อถือของทุกคนในนั้น แล้วความที่รู้จักกันมาบ้างอยู่แล้วเลยทำให้การ์ดตก เขาใช้เครดิตของพระด้วย มีพระไปนั่งฟังในนั้น ใครที่มีชื่อเสียง นามสกุลดัง เขาจะใช้ทั้งหมดเป็นเครดิตว่าคนเหล่านี้คือลูกศิษย์เขา ได้ดีเพราะเขา

- ถามว่าตำรวจให้ความมั่นใจแค่ไหน วันก่อนไปพบท่านบิ๊กเต่า (พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว) ก็รู้สึกมั่นใจ ท่านก็ช่วยดูแล กองปราบก็ดูแลอย่างเต็มที่ 

...

- เรื่องทรัพย์สินของเขา เท่าที่ทราบเขาโอนบ้านเป็นชื่อลูก รถก็เป็นชื่อพ่อและขายไปแล้ว แบรนด์เนมเห็นว่าทยอยขาย มีคนบอกว่าทยอยขายแล้ว

- ก็รู้สึกเข็ด มันคือการที่ครั้งนึงเราไว้ใจคนมากเกินไป ตรวจสอบน้อยเกินไป ยอมรับเลยว่าโง่ แต่จะขอโง่ครั้งเดียวพอ หลังจากนี้จะไม่มีอะไรมาหลอกเราได้แล้ว เพราะเราจะมีภูมิคุ้มกันมากๆ เลย ด้วยความที่มองโลกในแง่ดีมาตลอด เราไม่คิดร้ายกับใคร เราก็อาจจะเหมารวมว่าคนอื่นไม่คิดร้ายกับเรา หวังดีกับเรา ตอนนี้ต้องอยู่บนโลกความเป็นจริงมากขึ้น 

- ในแง่คดีก็ดำเนินถึงที่สุดแน่นอน อยากให้เขารับผิดชอบให้ถูกต้อง ที่บอกว่าจะคืนพูดมา 3-4 ครั้ง ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ตำรวจออกหมายเรียกก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ ไม่มาเลย นานๆ ทีส่งทนายมา 2-3 ครั้ง อยากให้เขาทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ถ้าบางอย่างมันพลาด เราแค่ทำให้ถูกต้องและเริ่มต้นใหม่ เชื่อว่าทุกคนควรมีชีวิตที่ดีโดยไม่เบียดเบียนใครก็พอแล้ว

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม