ถ้าพูดถึงเชื่อของ ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักแสดงคงไม่มีใครไม่รู้จักพระเอกหน้าคมมากฝีมือคนนี้ ที่สะสมฝีมือทางการแสดงมาไม่น้อย ชื่อของภณจึงกลายเป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่แฟนๆ ชื่นชอบ
วันนี้รายการ The Story Of... ก็ได้ตัวพระเอกหนุ่มสุดหล่อคนนี้มาพูดคุยอัปเดตเรื่องราวชีวิตหลังจากที่เข้ามาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงกลายเป็นดวงดาวประดับวงการนี้ ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ภณก็ต้องพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงของตัวเองไม่น้อยเช่นกัน
"ถ้าเปรียบตัวเองในวัย 29 อยากเปรียบตัวเองเป็นอะไร ในวัย 29 ปี ก็รู้สึกว่า เป็นเหมือนเรือที่กำลังอยู่ทางแยก เป็นวัยเหมือนเป็นรอยต่อเหมือนกัน ที่เราจะเลือกเดินไปทางไหนดี เริ่มโตขึ้นเยอะ จากตอนเด็กๆ ที่อายุ 18-19 ที่เราคิดว่า 29 เป็นวันที่โตมากๆ แล้วพอมาถึงจริงๆ มันต้องในการทำงาน แต่ข้างในเรายังรู้สึกเรายังเป็นเด็กอยู่
ในเรื่องของการทำงาน ตอนนี้ก็คือเป็นนักแสดง เราก็พยายามทำทุกๆ วันให้มันดี เหมือนจะวนลูปนิดนึง แต่เราก็พยายามที่จะหาลู่ทางต่างๆ ในส่วนที่เราชอบ เหมือนเป็นงานอีกจ๊อบหนึ่งด้วย
ก่อนหน้านี้มันจะมีช่วงอยู่ช่วงหนึ่ง ก็ไม่นานมากหรอกเป็นช่วงเหมือนอารมณ์จะอิ่มตัวนิดๆ คือเราถ่ายละคร กลับบ้าน ถ่ายละคร กลับบ้าน พอละครออน ก็เท่านี้ มีงานเท่านี้ กลับบ้าน ถ่ายละครใหม่ มันก็เหมือนกับจะวนลูปอย่างนี้ มันค่อนข้างที่จะบางทีเราก็นั่งคิดตกตะกอนตัวเองว่า เราได้อะไรจากวงการบันเทิงมันเป็นความคิดที่แบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก มันจะเหมือนทำให้เราหมดแพชชันด้วย
...
แต่พอมันเริ่มมีหนึ่งบทที่ท้าทายมากขึ้น อะไรที่แปลกๆ ที่เราไม่เคยทำ เป็นบทที่แปลกใหม่จากเมื่อก่อน ฉีกๆ ออกไปเลย มันทำให้รู้สึกตื่นเต้นกับการที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่านักแสดงมันเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันจะมีบทแปลกๆ ใหม่ๆ มาตลอด ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เราจะได้รับมากกว่า เพราะฉะนั้นตอนยังมีสิ่งที่ท้าทายได้อีก ไปได้อีกเรื่อยๆ หลายๆ สิ่ง บทบาทที่ยังไม่เคยได้รับ มันก็ยังไปได้อีก
คือผมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าแล้วว่า ถ้าเราเป็นนักแสดง เราต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ไม่ว่าเราจะได้รับบทไหนก็ตาม แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นบทพระเอกด้วย ไม่ว่าเราจะได้บทอะไร เราก็ต้องเล่นให้ได้ เพราะว่าเราคือนักแสดง ตอนนี้ก็ถือว่าดี มันก็ได้แต่ดี แต่มันไม่มีคำว่าดีที่สุดหรอกครับ มันจะเป็นดี เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้ดีกว่าเดิมในเมื่อวาน
ตอนละครเรื่องแรก ผมเรียนอยู่ ตอนนั้นอยู่ปี 2 ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องค่าตอบแทนเลย ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าไปทำงาน คือผมคิดว่า เรียน และก็เหมือนไปสนุกกับการถ่ายละคร อันนั้นคือจุดเปลี่ยนของภณเหมือนกัน คือตราบาปสีชมพู ตอนแรกเรื่องนี้ผมชั่งใจว่าจะรับหรือไม่รับด้วย ช่วงปี 4 คือตอนนั้นผมทำโปรเจคต์จบอยู่ ผู้จัดการผมก็บอกว่ามีเรื่องนี้ติดต่อเข้ามานะ แต่มันจะเครียดและดราม่ามากเลยนะ ผมก็ชั่งใจว่าเอาไงดี เสนอโปรเจคต์ก็ยังไม่ผ่าน ละครก็มาอีก เอาไง เอาไงดี จะดรอปไหม หรือยังไง หรือทำงานอย่างเดียว หรือยังไง สุดท้ายรับ ทำทั้งคู่ให้มันดี และผลตอบรับมาคือมันดี ดีมากๆ ทุกคนรู้จัก คือมันหายเหนื่อยเลยในตอนนั้น
แต่ผมแค่รู้สึกว่า สิ่งที่เสียไปคือช่วงเวลามหาวิทยาลัยแค่นั้นเอง เพื่อนเขาเลิกเรียน จะไปเที่ยวนู้นนี่นั่น ของผมคือ บางทีเรียนยังไม่หมดคาบบางทีผมก็ต้องออกไปถ่ายละครก่อน อาจจะเข้าเรียนไม่ครบ ส่งงานก็พยายามตามให้ได้มากที่สุด แค่นั้นแหละที่ผมรู้สึกว่าเสียไปช่วงเวลาในมหาวิทยาลัย อย่างอื่นผมรู้สึกว่าเราได้ประโยชน์จากนี้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสหรือว่าคอนเน็กชั่นต่างๆ ผมรู้สึกว่ามันก็คุ้มที่จะแลกครับ
คือผมเคยอ่านคอมเมนต์อยู่คอมเมนต์หนึ่ง บอกว่า คนนี้ ก็คือภณเนี่ย มีการแสดงประมาณหนึ่งแล้ว หน้าตาประมาณหนึ่ง อยู่ที่โอกาสและจังหวะของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบทต่างๆ หรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็มีความเชื่อตรงนั้นเหมือนกันนะว่ามันอยู่ที่จังหวะ ช่วงจังหวะชีวิตด้วย คือเราเต็มที่กับทุกผลงานอยู่แล้ว เราเต็มที่กับมันจริงๆ แต่อยู่ที่ว่าจังหวะนั้นมันจะดีไหมในช่วงที่ออนแอร์หรือว่าอะไร บางทีช่วงโควิดเป็นละครที่เราตั้งใจ ตั้งใจว่ามันน่าจะดี แอบคาดหวังเล็กๆ แต่พอออกมา มันไม่ได้เป็นตามคาด เพราะว่าติดช่วงโควิดบ้างนู้นนี่นั่น คนไม่ดูบ้าง มันก็ โอเค ไม่เป็นไร เราก็เริ่มใหม่ เริ่มใหม่ พอมันเริ่มใหม่ มันไม่ได้แล้วสิ่งที่เราคาดหวังมันก็อาจจะรู้สึกท้อบ้าง แต่พอเรื่องนี้มันเลยทำมันเลยทำให้ปลุกไฟขึ้นอีก นักแสดงเราก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในแต่ละวัน แต่บางทีมันก็อาจจะไม่ค่อยมีอะไรท้าทายมั้ง คือมันต้องหาสิ่งที่ท้าทาย แล้วรู้สึกว่ามันยาก ถ้ายากแล้วเราทำมันได้ นั่นแหละ มันจะเป็นแรงผลักดันให้เราเคลื่อนต่อไปข้างหน้าให้ได้ มันก็ต้องหา บางทีโชคดีที่เหมือนจะหมดไฟแล้ว เจอซีนยากเจอซีนที่แบบ โอ้ย ทำไมมันยากอย่างนี้ รู้สึกกดดันแอบกดดันนิดนึง แต่พอเราทำมันได้ รู้สึกว่า เฮ้ย เจ๋งอ่ะ เราเอาตรงนี้ไปต่อยอดอะไรได้ มันรู้สึกว่าได้ ดีเลย
...
ช่วงที่ละครตราบาปสีชมพูออนแอร์ เป็นช่วงที่ผมไปอีเวนต์หรือไปงานที่เซ็นทรัลพระราม 9 ผู้จัดการเดินมาบอกว่า เดี๋ยวไปถ่ายรูปกับแฟนคลับก่อนกลับนะ ผมก็เดินไป 5-6 คนพอ เต็มที่ ประมาณนั้น ไปถึงปุ๊บ พี่หน่องเขามาทำอะไรกัน ถ่ายรูปกับแกนั่นแหละ ผมช็อกมาก ร้อยกว่าคนทุกคนคือมายืนรอต่อแถวยาวมากเลย ผมก็แบบ โห จริงเหรอเนี่ย อันนั้นคือยังจำได้อยู่ถึงทุกวันนั้น เด็กผู้ชายคนหนึ่ง มี FC มา 5-6 คนตามนิดหน่อย นี่คือแบบเป็นร้อยเลย ผมแบบใจเต้นเลย มาเลยครับ ถ่ายรูป 1:1 ยืนเท่าไหร่ก็มาเลยครับ ตอนนั้นคือแบบยินดีให้เลย เหมือนเขามาเชียร์เราด้วย มาให้กำลังใจเราด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะมอบรอยยิ้มให้เขาด้วย
วงการบันเทิงเปลี่ยนชีวิตภณมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนน้อยมาก ก่อนเข้าวงการเป็นยังไง พอทำในวงการผมก็ยังเป็นประมาณนั้นอยู่ แต่อาจจะมีอะไรต่างๆ ที่แตกต่างกันบ้างอย่างเช่น สมมติผมเดินตลาด เมื่อก่อนเดินก็เดินไป กินก็กินไป แต่พอคนเริ่มรู้จัก อาจจะต้องมีการระวังมากขึ้นในเรื่องของภาพลักษณ์นิดหน่อย แต่ถามว่าถ้าคนมาขอถ่ายรูปก็ยินดีนะ เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าผมเคยเป็น FC มาก่อน คือผมรู้สึกว่า การที่เราได้เจอดาราคนหนึ่งที่ไม่ใช่ในทีวีก็อยากจะถ่ายรูปกับเขา ถ้าสมมติเราเดินเข้าไป พี่ครับ ขอถ่ายรูปได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ โห มันเฟลมากเลยนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าผมออกจากบ้านแล้ว ใครขอถ่ายรูปผมยินดีเสมอ (ต่อให้ตอนนั้นกำลังจะอ้างปากกินลูกชิ้น) ยินดีครับ แต่ผมขอเช็กนิดนึงแค่นั้นเพื่อให้ภาพมันออกมาดูดีนิดนึง แต่ยินดีเพราะว่าเราเข้าใจความรู้สึกนั้นดี
มีช่วงงอแงไหมไม่อยากไปทำงาน งอแง มี มันมีอยู่แล้ว ทุกคนมี ผมก็มี ก็ช่วงนี้แหละช่วงที่ใกล้ๆ จะหมดแพชชั่นนี่แหละ มันจะเป็นแบบ เฮ้อ วนลูป ตื่นเช้ามันขี้เกียจตื่น คือปกติผมชอบตื่นไปกอง แต่นี่ตื่นแล้วรู้สึก เหมือนผมตื่นขึ้นมาแล้วนั่งถอนหายใจ วันนี้เป็นตัวละครอะไร คือตอนนั้นเล่น 2 เรื่อง จันทร์-อังคาร-พุธ เรื่องหนึ่ง พฤหัส-ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เรื่องหนึ่ง มันก็เลยแบบ เล่นเป็นตัวอะไร เฮ้อ โอเค แล้วก็ค่อยๆ ลุก มันเหมือนต้องทำใจก่อนที่จะลุกนิดนึง
...
นั่นแหละครับ พยายามหาจุดที่สนุกกับมันหรือว่าไปเจอพี่ๆ ในกอง หรือว่าอะไรเฮฮาในกอง มันก็ช่วยให้เราเคลื่อนไปได้ ณ ตอนนั้น สิ่งที่ปลุกใจจริงๆ ก็คงเป็นเป้าหมาย (คลิปสั้นตัวที่ 2) นักแสดงทุกคนก็อยากจะประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดง อยากให้เป็นที่รู้จัก อยากให้ทุกคนชื่นชอบว่าคนนี้แสดงเก่งนะ ซึ่งอันนี้ ผมอยากได้ฟีตแบ็กแบบนั้น มันรู้สึกมันเป็นไฟที่มีพลังงานมากๆ ที่จะทำงานตรงนี้ต่อไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ต้องขอบคุณโอกาส ทุกๆ อย่างที่มอบให้ภณด้วย คือไม่ใช่ว่างานที่ได้มามันไม่ดี คือทุกอย่างมันดีแล้วก็ทำให้ภณเก็บสะสมประสบการณ์อย่างที่บอกไป และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง รอวันที่พร้อมจริงๆ ก็ได้ เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจังหวะของชีวิตจริงๆ
คือเอาจริงๆ นะ ถ้าผมเป็นคนที่รีบป่านนี้ผมอาจจะไม่อยู่วงการแล้วก็ได้ ที่แบบ เฮ้ย ทำไมมันไม่สำเร็จสักที แต่พอไม่เป็นไร เรารู้สึกว่าสนุกกับมัน เราทำมันไปเรื่อยๆ เต็มที่ทุกผลงานไป เดี๋ยวมันก็คงถึงเวลาของมันเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อาจจะมากกว่านี้ก็ได้ หรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็อยู่ที่นั่น แต่สิ่งที่เจอ ณ ตอนนี้ มันทำให้มีไฟที่จะเดินต่อไปอีก"
...
หลงใหลการวิ่งมาราธอน
หากใครที่ติดตามโซเชียลของ ภณ ก็พอจะทราบว่าพระเอกคนนี้หลงใหลกับการวิ่งมาราธอนสุดๆ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ก็จะเห้นเจ้าตัวลงวิ่งมาราธอนเพื่อกวาดเหรียญมาครองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งภณได้เล่าถึงเรื่องราวความชอบนี้ให้ฟังว่า
"คือชอบออกกำลังกายตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว มันเหมือนเปลี่ยนตามยุคสมัยไปเรื่อยๆ ชอบวิชาพละอยู่แล้ว รู้สึกว่าเราเหมาะกับกีฬา เคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมรู้สึกว่าเราชอบเล่นกีฬาตั้งแต่ตอนนั้นมา ก็เหมือนออกกำลังกาย พอเริ่มเข้าวงการ เอาล่ะ ต้องมีการฟิตเนส ดูแลรูปร่างเราก็เข้ายิมเวทๆ บ้าง
แต่ถ้าถามว่าเข้าวงการวิ่งได้ยังไง เพราะว่าพี่สาวครับ พี่สาวเขาจะไปวิ่ง trail ก็เหมือนวิ่งตามเขาไม่ใช่วิ่งถนน พี่ไปเดินซื้อของ จะไปซื้อเป้น้ำ พวกของต่างๆ ที่จะเข้าป่า พี่ไปซื้อผมก็เห็น ก็เฉยๆ แต่แม่พูดมาคำหนึ่ง ไปวิ่งเป็นเพื่อนพี่สิ พี่เป็นผู้หญิงเข้าป่าคนเดียว อะๆ ไปก็ได้ มาเลยครับ อุปกรณ์เป้น้ำมาครับ พร้อมทุกอย่าง มีงานลงไหม มีเดือนเมษาใช่ไหม โอเคมีนาเริ่มซ้อมเลย
ปรากฏพอจะถึงช่วงลงงาน ช่วงที่มีงาน กลุ่มเสี่ยงโควิด เพราะฉะนั้นเราก็ไปไม่ได้เราก็กักตัว งานนั้นก็ล่มไป ไปไม่ได้ หลังจากนั้นก็ทำไงล่ะ วิ่งไม่ได้วิ่งแล้ว พยายามไปซ้อมวิ่งหน้าบ้านเพื่อให้เรารู้สึกว่าเราได้ออกกำลังกาย หลังจากออกกำลังกายมาเราก็มาหางานวิ่งลง พอมีงานที่หนึ่ง มันก็มางานที่สอง ที่สาม เรื่อยๆ แล้วเริ่มรู้สึกอินกับงานวิ่งมาเรื่อยๆ
แต่ที่วิ่งจริงๆ งานแรกเลยอันนั้นคือยังไม่รู้จักคำว่าวิ่งเลย เป็นงานวิ่งของช่องครับ เป็นงานแรกแล้วก็ 10 กิโลด้วย นี่ครับผม งานนี้ ชื่องานวิ่งว่า วิ่งทะลุมิติ เพลิงพรางเทียน ตอนนั้นละครเรื่องเพลิงพรางเทียนออนแอร์ครับ เขาก็เลยจัดงานวิ่งที่เชียงใหม่ วิ่งรอบคูเมือง ณิชากับพี่โยเกิร์ตวิ่ง 5 โล พี่เต้ยกับภณวิ่ง 10 โล พี่เต้ยเขาสายวิ่งอยู่แล้ว เขาจบภายใน ตอนนั้นประมาณ 47 นาที ภณล่อไป 1 ชั่วโมง 14 นาที หายไปเลย ทุกคนเข้าเส้นชัยไปหมดแล้ว คือภณอยู่ไหนๆ แล้วผมตอนที่วิ่งรู้สึกแบบทำไมมันเหนื่อยจัง แล้วคนที่อายุเยอะกว่ามากๆ 50-60 คือวิ่งแซง เฮ้ย ทำไมเขาวิ่งกันได้ไง ผมวิ่งไปเดินไป มาวิ่งต่อ แล้วก็เดิน แล้วก็วิ่ง แล้วก็เดิน เมื่อไหร่จะถึงสักที 10 โลมันไกลมาก ตอนนั้นก็ปล่อยให้เป็นความสงสัยกันต่อไป
จนพี่สาวชวนก็เริ่มวิ่ง วิ่ง 5 โล สักพักหนึ่งมา 10 กิโล พอ 10 กิโลปุ๊บ 21 โล เริ่มพัฒนาไปเป็นฟูลมาราธอน ฟูลมาราธอนแรกของภณคือไม่ได้ซ้อมเลยนะ ซ้อมมากสุดแค่ 25 โล แต่ต้องวิ่งจริงๆ คือ 42 กิโล นี่เลย งานแรก ไปของโตเกียวมาราธอนเลย ไปที่ญี่ปุ่น ก็คือวิ่ง 42 โลวิ่งแบบไม่รู้อะไรเลย วิ่งแบบไม่มีการวางแผน ไม่รู้ว่าต้องเติมเอนเนอร์จีเจลตอนไหน เติมพลังงานตอนไหน ควรวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ ไม่รู้ เรารู้ว่าเราออกกำลังกายประจำ เพราะฉะนั้นเราวิ่งเบาๆ จ๊อกๆ ไปเรื่อยแต่ก็จบ ภูมิใจมาก อันนี้ 42 กิโลเมตรแรก ตอนเข้าเส้นชัยผมยังเคยถ่าย Vlog ไว้อยู่เลย น้ำตาซึม 4 ชั่วโมง 52 นาที ตอนนั้น โห เหนื่อยมาก เหนื่อยเพราะว่าขามันก้าวไม่ออกและพอมันเป็นรายการ 42 กิโล มันเป็นรายการเมเจอร์ของโลก มีทั้งหมด 6 ที่ทั่วโลก ก็จะมีโตเกียว เบอร์ลิน ลอนดอน ชิคาโก บอสตัน นิวยอร์ก 6 ที่ พอได้ 6 ที่ 6 เหรียญ มันก็จะได้เหรียญพิเศษอันหนึ่ง ที่เป็นเหมือนเหรียญโดนัท เรียกว่าเหรียญพอนเดอะริง มันก็เป็นความฝันของนักวิ่งมาราธอนทั่วโลกเหมือนกันที่อยากจะให้ได้ พอเราได้เหรียญหนึ่งที่เป็นเมเจอร์แล้วเพราะฉะนั้นอีก 5 รายการต้องไปให้ได้ เราก็เลยมีความฝันว่าเราต้องเก็บ Six Star Finisher ให้ได้
อันนี้ก็เป็นอีกเหรียญรายการเมเจอร์เหมือนกันอีกรายการหนึ่ง เป็นเบอร์ลินมาราธอนที่เยอรมันครับ เพิ่งจบเมื่อปีที่แล้วอันนี้เริ่มมีการซ้อมที่ดีขึ้นจากเมื่อมาราธอนแรก เวลาดีขึ้นเยอะ จบที่ 3 ชั่วโมง 57 นาที เวลาดีขึ้นเป็นเหรียญที่ 2 แล้ว ดีใจมาก อันนี้เป็นรายการของประเทศไทยครับ บางแสน คือผมเก็บปี 2023 ผมเก็บครบเลย คือบางแสน 1 งาน ปกติเวลางานทั่วไปเวลาเขาจัด 1 งาน แล้วเขาจะมีหลายๆ ระยะ 5 กิโล 10 กิโล 21 กิโล 42 โล แต่อันนี้ บางแสนเขาจะพิเศษตรงที่ งานๆ หนึ่งเขาจะมีแค่ระยะเดียว อย่างอันนั้นคือบางแสน 10 กิโล ก็คือทั้งงานคนจะวิ่ง 10 กิโล อันนี้คือบางแสน 21 กิโล ทั้งงานคนก็จะวิ่ง 21 กิโล อันนี้คือบางแสน 42 กิโล และทั้งหมดนี้ผมเก็บภายในปีเดียว ก็เลยรู้สึกว่าดี รู้สึกว่าบ้า ค่อนข้างบ้า ปี 2023 คือบ้ามาก ผมวิ่งหลายงานมาก
อันนี้คือมาราธอนที่ 2 ที่ 3 คือเบอร์ลิน แต่อันนี้มันไม่ใช่รายการเมเจอร์แล้วผมก็วางเป้าไว้แล้วว่า ผมจะวิ่งฟูลมาราธอนแค่เมเจอร์เท่านั้น เพราะว่ามันเหนื่อยมาก เหนื่อยซ้อมนี่แหละครับ คือวิ่งจริงๆ มันก็เหนื่อย แต่วิ่งต่างประเทศฟีลมันดีกว่าด้วย มันไม่ใช่แค่ซ้อมเดือนเดียว สองเดือน มันซ้อม 6 เดือน แล้ว 6 เดือน ช่วง 2 เดือนแรก ก็อาจจะซ้อมประมาณหนึ่ง แต่ 3 เดือนสุดท้าย ระยะมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่ม 25 โล 30 โล 35 โล มันเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าวิ่ง 42 โลแค่วันเดียวเอง ก็เลย โอเค แค่นั้นแล้วกัน พอ วิ่งแค่รายการเมเจอร์นะ ถ้าในไทยก็อาจจะวิ่งแค่ฮาล์ฟมาราธอน 21 โล
และอีกเหรียญหนึ่งก็คือ เหรียญไตรกีฬาแรก ก่อนหน้านี้ก่อนที่เราจะเข้าวงการวิ่ง ผมก็มีจักรยานอยู่แล้วคันหนึ่ง ด้วยความที่โดนเพื่อนป้ายยามา ตอนแรกผมก็เอาจักรยานเสือภูเขาพ่อไปปั่นรอบสุวรรณภูมิ แล้ววันนั้นเป็นวันที่โชคดีมากที่เห็นฟ้าระเบิด เป็นวันที่ฟ้าระเบิดพอดี สวยมาก Sunset เฮ้ย มันเป็นกีฬาที่ตอบโจทย์มากๆ ใช่ๆ สนุก กลับมาถึงปุ๊บ ซื้อจักรยานเลย หลังจากนั้นพอเรามีจักรยานแล้วก็ปั่นๆ แล้วพอเข้าวงการวิ่งปุ๊บ มันเหลืออีกอันหนึ่งไตรกีฬามันมีว่ายน้ำ แล้วเราเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตอนเด็กเอาล่ะสักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอไตรกีฬาสักครั้งหนึ่ง
ซึ่ง Laguna มันเป็นงานที่ คือผมบอกใครว่าไตรแรกรึเปล่า แล้วไปลง Laguna คือทุกคนแบบจริงเหรอ มันหนักมากเลยนะ เพราะมันปั่นขึ้นเขา ไม่ใช่ทางเรียบๆ ธรรมดาปั่นจักรยาน แล้วผมบอกมันไตรแรกมันมีครั้งเดียวในชีวิต เพราะฉะนั้นต้องทำให้ได้ 1.8 กิโล ว่ายในทะเล แล้วก็มาต่อบึง รวมแล้วระยะทาง 1.8 กิโล แล้วก็ปั่นจักรยาน 50 กิโล แล้วก็วิ่งอีก 12 กิโล จบด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 47 นาที ประมาณนี้ครับ ก็คือต่ำกว่า 4 ชั่วโมงก็คือตามเป้า แล้ว โอเคแล้ว"
โชคดีที่เจอ คุกกี้ ญดา
จากนั้น เราชวน ภณ ณวัสน์ พูดคุยถึงเรื่องความรัก หลังจากที่เปิดตัวว่ากำลังคบหาดูใจกับนักแสดงสาว คุกกี้ ญดา ซึ่งพระเอกหนุ่มพูดถึงเรื่องความรักให้ฟังว่า
"โลกสีชมพูมากไหมตอนนี้ ไม่ชมพูขนาดนั้น ปกติครับ ปกติ มีบ้างแต่ไม่ได้เยอะขนาดชมพูแหววขนาดนั้น เพราะส่วนตัวภณคือไม่ใช่โรแมนติกขนาดนั้น จะเป็นแนวลุยๆ แต่ถามว่ามีมุมนั้นไหม มันมีบ้าง คือมันไม่ใช่ความรักเมื่อตอนเด็กๆ ที่มันแบบ โอเคก็คือตอนเด็กๆ แต่อันนี้มันแบบ ต่างคนต่างทำงาน หลายๆ อย่างด้วย คือมันต้องเป็นความสบายใจจริงๆ ที่เป็นความสัมพันธ์ที่สบายใจ ไม่งั้นจะมีทำไมอยู่คนเดียวดีกว่าไหม คือผมก็เคยพูดก่อนหน้านี้ ตอนที่ยังไม่มี ผมก็รู้สึกว่า ตอนนี้มันก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามีแล้วมันแย่กว่าเดิมไม่มีดีกว่า
มันก็เป็นหลายๆ เรื่องนะ ไลฟ์สไตล์ มีความเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน บางทีอาจจะมีมุมที่ต่างกันบ้างมันมีอยู่แล้วแหละ เหมือนเป็นความสบายใจพอเราอยู่กับเขาแล้วเราเป็นตัวของตัวเอง ใช่ มันดีครับ คือภายนอกเขาเหมือนจะเป็นคนที่หวานไปเลยใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนที่สตรองเหมือนกันนะ แล้วเป็นคนที่ลุยๆ บางมุมเขาแข็งแกร่งกว่าผมเยอะเลย จริงๆ เป็นจังหวะพอดีไหม พอดีแหละ ฟลุก ฟลุกไม่ได้ เอ้า มันเป็นจังหวะไง บังเอิญ เป็นความที่แบบอาจจะถูกกำหนดมาแล้วหรือเปล่า หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ถือว่าเป็นความโชคดี"
คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”