จากกรณีดราม่าเกี่ยวกับการขายบัตรคอนเสิร์ต ที่ชาวเน็ตรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขายบัตร ได้ออกมาเล่าความทุกข์และภาระที่ต้องแบกรับหลังจากที่ขายบัตรคอนเสิร์ตไม่ได้ เนื่องจากไปลงทุนรับซื้อทั้งบัตรแข็ง และบัตรอ่อน (บัตรสปอนเซอร์) หมดไปประมาณเกือบ 900,000 กว่าบาท งานคอนเสิร์ต “นั่งเล่น” ที่จัดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา มาขายหน้างาน หวังฟันกำไรเล็กๆ หน่อยๆ
แต่ปรากฏว่าไม่เป็นดังที่หวัง เพราะบัตรขายไม่ออก จากที่ตั้งใจขายใบละ 2,600 บาท ลดเหลือ 200 บาทก็ยังไม่มีคนซื้อ เรียกว่าขาดทุนหนักมาก ทำให้ต้องเอาของมีค่าที่เคยมีไปขาย เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ โดยเจ้าตัวได้โพสต์ลงโซเชียลกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมาก
ทางด้าน ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ในฐานะผู้จัดคอนเสิร์ต “นั่งเล่น” ก็ได้ออกโพสต์ถึงเรื่องนี้ บอกว่า
“ข่าวเรื่องการขายบัตรที่ห้ามซื้อขายตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ตอนแรกว่าจะไม่ออกมาแสดงความเห็น เพราะมีผู้แสดงความเห็นกันมากแล้ว แต่ในฐานะผู้จัดงาน ถ้าไม่ออกมาพูดเรื่องนี้บ้างเลย ก็คงจะไม่เหมาะ จึงขอใช้พื้นที่แสดงความเห็นในบางประเด็น
...
1. ในฐานะผู้จัด เราก็ต้องปรับปรุงระบบการซื้อขายบัตรให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเข้าชมซื้อบัตรได้ในราคาที่กำหนดไว้ ไม่ต้องไปซื้อต่อในราคาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่มีขั้นตอนที่วุ่นวายเกินไป เรารับปากว่าจะพัฒนาเรื่องนี้ต่อไปครับ
2. บัตรห้ามซื้อขาย บัตร Complimentary หรือที่หลายๆ คน เรียกกันติดปากว่าบัตรอ่อน ยังคงมีเหตุจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้เราต้องผลิตออกมาตามจำนวนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ (เหตุผลที่ต้องมีบัตรเหล่านี้รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมผมจะเล่าให้ฟังนะครับ ไม่อยากให้น้องๆ ที่ทำงานอยู่ต้องทำงานลำบาก) แต่เราก็จะเพิ่มข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เพื่อไม่ให้ได้สิทธิ์เทียบเท่าผู้ซื้อบัตรตามปกติ เช่น จำกัดเวลาในการแลกสายรัดข้อมือเข้างาน หรือมอบสายรัดข้อมือที่แตกต่างจากผู้ซื้อบัตรทั่วไป ซึ่งในแต่ละงานหรือแต่ละพื้นที่ก็จะใช้มาตรการแตกต่างกันไปตามข้อจำกัดต่างๆ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การนำบัตรไปขายต่อนั้นยากขึ้น (ทั้งที่ได้ไปฟรี ส่วนใครที่บอกว่ามีต้นทุนก็ต้องไปเช็กต้นทางว่ารับมากี่ทอด) แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังห้ามไม่ได้ แต่เราก็ไม่ท้อครับ จะดำเนินการให้ดีขึ้น ให้เอาไปขายต่อยากขึ้นต่อไป แต่ถ้าจะบอกว่าก็ไม่ต้องมีบัตรอ่อนสิ ก็ต้องตอบตรงนี้ว่า ถ้าทำได้พวกเราผู้จัดทุกคนก็ทำไปนานแล้วครับ ไม่มีใครอยากปวดหัวเรื่องนี้หรอกครับ และจริงๆ แล้ว ก็มีหลายหน่วยงานก็จำเป็นต้องได้รับบัตรเหล่านี้เพื่อเข้ามาสังเกตการณ์ หรือเป็นการตอบแทนในความช่วยเหลือต่างๆ ที่มอบให้แก่เรา
3. สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ที่สำคัญมากคือ เมื่อไม่มีผู้ซื้อ ก็ไม่มีผู้ขาย เมื่อมีผู้ตุนบัตรไว้มากแต่ไม่มีผู้ซื้อ คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือผู้ตุนบัตร นี่คือวิธีที่ได้ผลทันทีแต่ต้องแลกด้วยความอดทน ถ้าเราซื้อบัตรไม่ทัน ก็อดทน ไว้ดูงานอื่น ปล่อยให้พ่อค้าเหล่านี้ขาดทุนไป ทุกวันนี้มีงานเกิดขึ้นใหม่มากมาย เลือกสนับสนุนได้ตามสะดวก หยุดสนับสนุนคนที่ไม่ควรได้รับการสนับสนุน
4. เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด การขายบัตรต่อไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ ในกรณีที่เราซื้อบัตรไว้แล้ว เกิดเหตุที่ทำให้ไปร่วมงานไม่ได้ แม้การที่จะบวกราคาบัตรเพิ่มขึ้นในแบบที่เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ตามความพึงพอใจของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ต่อไปเราจะพยายามพัฒนาระบบให้ซื้อขายบัตรต่อกันได้อย่างปลอดภัย ไม่มีการโก่งราคาเกินไป ไม่มีการโกงกัน
แต่สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยคือ การกว้านซื้อบัตรเพื่อไปขายต่อในราคาสูง การนำบัตรฟรี บัตรห้ามซื้อขายไปขายต่อ ที่ถือเป็นการฉวยโอกาส และเอาเปรียบผู้ที่ต้องการซื้อบัตรไปชมจริงๆ
หวังว่าเหตุการณ์นี้จะปลุกให้เราทั้งคนในวงการ และผู้บริโภคได้คุยเรื่องนี้กันอย่างสร้างสรรค์ และนำไปสู่การพัฒนาวงการอีเวนต์ของบ้านเราให้ดีขึ้นครับ
หมายเหตุ โปรดแสดงความเห็นกันอย่างสุภาพและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์นะครับ”
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
...