สึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ เอส กันตพงศ์ ที่ได้เข้าพิธีบวชไปเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ล่าสุด เอส ได้มาเปิดใจหลังตัดสินใจบวชนานนับเดือน เผยเหตุการณ์ค้นพบเข้าใจสัจธรรมของโลกตอนบวชเป็นพระ และย้อนเล่าเรื่องประหลาดสาเหตุที่ต้องบวชที่วัดธรรมมงคลนี้เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นตอนนั่งสมาธิหรือว่าเห็นนิมิตเจ้ากรรมนายเวร ในรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 เอส เผยว่า

- บวชไปทั้งหมด 24 วัน จากที่ตอนแรกจะบวชแค่ 15 วัน 

- การบวชเป็นความฝันที่อยากทำมานานแล้ว พอได้บวชตามที่ตัวเองฝัน เรียกว่าปลื้มปิติ จะเรียกว่าสุขก็ไม่ใช่ มันมากกว่าสุข เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ไปหลายที่ว่าอยากบวชแต่เด็กแล้ว อันนั้นเป็นวัยเรียนเข้าใจได้ว่ายังไม่ได้บวช พอโตขึ้นมาก็ยังทำงานอยู่ จนกระทั่งที่จะไปอินเดียก็เข้าโรงพยาบาลก่อนที่จะไปอินเดียไม่เท่าไหร่เอง จ่ายเงินจองตั๋วเครื่องบินอะไรทุกอย่าง สุดท้ายก็ไปไม่ได้

- ส่วนเหตุผลที่เลือกวัดธรรมมงคล ก็เป็นเหตุบังเอิญอีกเหมือนกัน ตอนที่หายป่วยกลับไปที่วัดแล้วไปเจอพี่นุ้ย เกศริน เป็นพี่ที่เคารพ พี่นุ้ยถามว่า เคยปวารณาตนไว้ว่า จะเป็นโยมอุปัฏฐากวัดธรรมมงคล พี่นุ้ยเลยส่งรูปมาให้ดูที่ก่อนป่วย พบว่าเราเคยไปทำกิจกรรมที่วัดเยอะมาก เลยรู้สึกว่าการบวชที่วัดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญหรือเปล่า เพราะว่าจะไปอินเดียจะบวชก็ไม่ได้บวช ป่วยเข้าโรงพยาบาลเสียก่อน ตั้งแต่หายป่วยเข้าโรงพยาบาลไป 2 รอบแล้ว เชียงใหม่ก็ไม่ได้ไป ก็ไปวัดธรรมมงคลเลย

...

- และก่อนบวชมีเรื่องที่กังวลมาก คือเรื่องการนอน เพราะเครื่องกระตุ้นหัวใจอยู่ตรงด้านหลัง ตรงกลางๆ ไหล่ไปทางหลังนิดนึง กังวลว่าไม่ได้นอนเหมือนเตียงฆราวาสทั่วไปที่ไม่ได้นุ่มจะมีความแข็ง กลัวว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า สุดท้ายนอนสบายกว่าอยู่บ้านตัวเอง อันนี้เรื่องจริง ทำไมไม่เคยนอนหลับยาววันละ 8-9 ชั่วโมง ทำไม่ได้เลย 

- ตอนแรกคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดน่าจะถือศีล ทำไปทำมาการนุ่งจีวรยากสุด ชุดของพระเราไม่เคยสัมผัสเห็นด้วยตา เหมือนว่าผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวเอามาทำเป็นชุด ต้องมาหาวิธีใส่ ยังไงให้เป็นชุด ใส่ยังไงที่นั่งสมาธิแล้วชุดจะไม่หลุด เคยมีชุดเกือบหลุด มันยากมากสำหรับผมหรือเปล่า ถามพระท่านอื่นท่านก็บอกว่าไม่แปลก ท่านก็ 15 วันกว่าจะใส่ได้

- เอส เผยว่า ในช่วงที่บวชเป็นพระ ถ้าหากจะต้องจากไปทั้งที่กำลังบวช ก็จะรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้จากไปในชุดพระภิกษุ เพราะยังไงชีวิตนี้ก็ต้องไป ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปอยู่แล้ว แต่จะไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แล้วยิ่งเป็นเคสของผมทุกคนจะทราบได้ดี ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปลื้มปิติด้วยซ้ำถ้าจะไปในชุดพระภิกษุก็เลยไม่กังวลใดๆ ขณะบวช

- เมื่อถามว่าจะบวชอีกหรือไม่ เอส เผยว่า ถ้าเคลียร์ทุกอย่างในทางโลกเสร็จแบบไม่ค้างคาอะไรแล้ว ก็น่าจะบวช หลายคนอาจจะงงว่าอยากบวชทำไมถึงสึกออกมาแล้ว เราอยากบวชก็จริงแต่ลืมตระหนักเลยว่ายังมีทุกข์หลายๆ อย่างที่แบกไปด้วยในเพศฆราวาสที่แบกไปกับเพศพระภิกษุก็ไม่เหมาะ มันจะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติ

- พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นตอนนั่งวิปัสสนา บอกว่า เรื่องที่คิดว่าลืมหมดแล้วตอนเด็กๆ กลับมาหมดเลย สมมติว่าถ้าคิดว่าตอนเด็กทุกข์นั้น 100% แล้วนึกว่าเรากำจัดไปได้แล้วเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ เป็นไมเกรน อายุเท่านี้ยังอยู่อีกหรอเนี่ย ที่งงคือเพราะการใช้ชีวิตปกติ จำไม่ได้ด้วยเรื่องพวกนั้น แต่พอนั่งสมาธิทำไมหน้าคนนี้กลับมา เหตุการณ์ในวันนั้นทำไมกลับมา ซึ่งในชีวิตก่อนบวชจำไม่ได้เลย แต่อยู่ๆ เหตุการณ์ในตอนนั้นมันกลับมา 

- เมื่อถามถึงเรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาก่อนที่จะสึกออกมา เอส เผยว่า ไม่อาจกับถึงเสียน้ำตาแต่เสียใจมาก จำได้ว่าตอนสึกออกมาหลับตาตอนที่จะขึ้นรถกลับบ้าน ไม่อยากเห็นภาพอะไรในทางโลกเลย ก่อนที่จะหลับตามองแล้วเห็นรถติด ก็คิดว่าเขาสุขกันหรอ บ้านใหญ่เขาต้องผ่อนไม่รู้เท่าไหร่ ความสุขเขาคืออะไร พนักงานตอนเช้าเราบิณฑบาตรจะเห็นทุกเช้า ตี 5 6 โมงรีบวิ่งคนมีรถก็ขับรถ รถก็ติด คนไม่มีรถต้องเรียกรถประจำทางหรืออะไรก็แล้วแต่ สุขของพวกเขาคืออะไร สุขคือที่พวกเขาต้องดิ้นรนหาเงิน ดิ้นรนหาทางรอดในชีวิตแล้วสุขทางโลกคืออะไร เพิ่งเข้าใจว่าพระเขาจะมองที่พื้นอย่างเดียวเลยทำให้อยู่แค่นี้อยู่กับกายกับใจ เช่นกันพอสึกมาพอเริ่มรู้สึกอย่างนั้นพอมองเรื่องทางโลกก็เลยหลับตาดีกว่า แล้วทำสมาธิดีกว่า จะเรียกว่าเสียใจก็ไม่ใช่ เรียกว่าได้ตระหนักถึงความที่จะเสียใจในฐานะฆราวาส

...