หลังจากที่นักร้องสาว ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และ แมทธิว ดีน ออกมาเปิดใจครั้งแรกถึงประเด็นที่เคยออกมาโพสต์ประกาศยุติบทบาท โน้ต น.ส.ชาคริยา สมุทรคีรี ผู้จัดการส่วนตัวแบบฟ้าผ่า
หลังจากนั้นก็มีศิลปิน-นักแสดงอีกหลายคนออกมาโพสต์ยุติบทบาทของผู้จัดการคนดังอีกหลายคน ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง ทางด้านผู้จัดการคนดังก็ยังไม่ได้ออกมาเคลียร์ประเด็นดังกล่าว
ล่าสุดในวันนี้ (4 ก.ย. 67) ที่ร้านระเบียงแซ่บ ย่านเหม่งจ๋าย โน้ต ชาคริยา อดีตผู้จัดการของลีเดีย ได้เปิดใจครั้งแรกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้สื่อข่าวว่า
เหตุผลที่ไม่ออกมาชี้แจงแต่แรก
ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่ๆ ที่ให้เกียรติ และสละเวลามาในวันนี้ เหตุการณ์นี้มันมีคนสงสัยเยอะมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์นี้มันทำให้คนที่รักเรา และคนที่เรารักมากเสียใจ มันเกิดอะไร ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ รู้สึกเสียใจมากๆ เหมือนฟ้าถล่มทลายไปเลย มันเอ๋อ มันช็อก
ที่ถามว่าทำไมไม่ออกมาชี้แจงตั้งแต่แรก เราเลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบอะไรเลย คือ รักและให้เกียรติกับทุกๆ คน คิดว่าตัวเองเป็นแค่คนคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังกับทุกคน คอยสนับสนุนช่วยเหลือให้เขาประสบผลสำเร็จ มีกระแส มีงาน มีชื่อเสียง จะคอยมองอยู่หลังเวทีตลอด ถ้าสังเกตจะไม่ค่อยได้โผล่ออกไป
รู้สึกว่าการยืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่เบื้องหลัง มันเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากที่จะดูทุกคนเดินของตัวเอง ที่ไม่ออกมาพูดเลยเพราะไม่อยากจะพาดพิง ไม่อยากออกมาสัมภาษณ์พาดพิงถึงใคร ไม่อยากให้ใครเสียชื่อหรือมีผลกระทบ เลยเลือกที่จะคุยกับคนแต่ละคนมากกว่า คุยเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลยเลือกที่จะไปทางนั้น
แต่พอไม่ได้พูด มันทำให้ไปกันใหญ่ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดความเข้าใจผิดกัน แล้วยิ่งเงียบไปอีก มันก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปเรื่อยเปื่อย จะบอกว่าน้องแต่ละคนที่ดูแลมาจากคนละที่กัน บางคนเป็นเพื่อนแนะนำกันมา เขามาจากต่างการทำงานแต่ละที่มาก่อน ตนมีหน้าทำทุกคนให้รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้เป็นครอบครัวเดียวกัน ลักษณะการทำงานไม่เหมือนกันก็เลยทำให้มันเป็นแบบนี้
แต่ในความเป็นจริง เราดูแลทุกคนเป็นครอบครัว ไม่ได้ดูแค่เรื่องงาน แต่ดูในเรื่องส่วนตัวด้วย น้องติดขัดตรงไหนช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกๆ เรื่อง ที่ผ่านมาถ้าสัมผัสได้ จะเห็นว่าเราจะดูแลทุกคนมาอย่างดีโดยตลอด ดีในพาร์ตของเรา เราคิดว่านี่คือคนในครอบครัว เราจะทรีตเหมือนคนในครอบครัวของเราให้ดีที่สุด ไม่ให้ใครมาทำอะไรคนของเราได้
...
ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต
สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นการพลาดครั้งใหญ่ มันเป็นการพลาดสิ่งเดียวเลยของเรา มันคือเรื่องของการสื่อสาร พอมันไม่ได้มีการสื่อสารกัน เลยทำให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ ถ้าออกมาพูดแต่แรก ออกมาทำอะไรแต่แรก แต่ก็กลัวภาพของเรากับน้องๆ มันเสียไป ก็เลยเลือกที่จะเงียบก่อน
ซึ่งการทำงานของจริงๆ ถ้าพูดเรามองแค่เป้าหมาย โกลของเราคืออยากให้น้องได้งาน อยากให้น้องมีชื่อเสียง อยากให้น้องมีงานเยอะๆ มีงานตลอดต่อเนื่อง มองแค่จุดจุดนั้น ระหว่างทางมันจะเกิดอะไรขึ้นไม่เคยมองอุปสรรคระหว่างทางเลย จะคิดโกลให้ได้แค่นั้น จะทำอะไรมันต้องได้คำเดียวเลยสำหรับเรา มันต้องใช่
และเรื่องที่มันเกิดขึ้น ทุกอย่างมันตีแผ่ไป หลายๆ คนคิดว่าเราโกง ขออธิบาย โกงมันคืออะไร คนคิดว่าเราโกง อยากจะชี้แจงก่อน อยากจะชี้แจงในรายละเอียดของการทำงานให้มากขึ้น จะได้ง่ายสำหรับทุกคนอ่านแล้วเข้าใจมากขึ้น
ทำงานในรูปแบบบริษัท
รูปแบบในการทำงาน คือทำงานในรูปแบบบริษัท เรียกว่าผู้จัดการ แต่เป็นผู้จัดการแบบการจัดการ รับหัวโขนเป็นผู้จัดการดูแลและขายงานไปด้วย หางาน ขายงาน กระตุ้นให้น้องทุกคนได้งานมากยิ่งขึ้น เลยทำงานในรูปแบบบริษัท
ในบริษัทเรามีทีมทำงาน เราทำงานคนเดียวไม่ได้ ดูแลหลายคน อยากให้ทุกคนได้งาน ถ้าคนคนเดียวลูกค้าติดต่อมามันต้องรอ ก็เลยต้องเลือกใช้ทีมเข้ามาในบริษัท มีพนักงานมีหลายตำแหน่ง เพื่อให้ทำงานให้ทันท่วงที ตอบงานให้ได้ ช่วยคิดงานให้ลูกค้าเพื่อเอาไปขายงานเพิ่ม เพื่อให้น้องๆ มีงานตลอด
เรามีพนักงานหลายตำแหน่งเอามาซัพพอร์ตการทำงานของน้องๆ ซัพพอร์ตทุกๆ อย่างรวมถึงลูกค้าด้วย และเราก็เป็นคนจ่ายค่าทำงานของทีมทั้งหมด ทุกคนมีเงินเดือน แต่ละคนจะได้เงินเพิ่มตามจ๊อบ ถ้าไปดูหน้างานจะได้เงินเพิ่ม บางคนคิดคอนเทนต์เพราะมีงานรีวิวเยอะก็จะให้เงิน
ทุกคนต้องได้เงินเพราะทุกคนทำงาน ต้องได้เงินในทุกจุด ค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร บริษัทจ่ายทั้งหมดไม่เคยขาดเลย หรืองานฟรี เราออกไปโปรโมต เราก็ต้องส่งทีมงานไปประกบ และบริษัทเป็นคนจ่ายทั้งหมดในจุดๆ นี้ และมันมีต้นทุนของค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างในบริษัทเพื่ออำนวยความสะดวกของน้องๆ ทุกคน เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ มันอยู่ในค่าใช้จ่ายของบริษัท
ไม่เคยเซ็นสัญญากับคนที่ดูแล
ประเด็นคือเราไม่เคยเซ็นสัญญากับน้องเลยสักคนเดียว ไม่เคยมีสัญญาระหว่างกัน พอเราคิดว่าน้องๆ ทุกคนที่ไม่ได้เซ็นสัญญา เราทำงานแบบนี้ เลยทำให้เรารู้สึกว่า ค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายตรงนี้ของบริษัทไม่ได้เกี่ยวกับน้องๆ เลย เราเลยไม่ได้เลือกที่จะชี้แจงน้องๆ ในจุดนี้ว่ามันมีอะไรบ้างระหว่างทาง มันเป็นการรับผิดชอบของบริษัทมากกว่า
เวลาที่ลูกค้าติดต่อมา พอน้องมาอยู่กับเรา เราก็จะให้น้องเซตเรตราคาค่าตัว ราคาเบื้องต้น งานแบบนี้คิดเท่าไหร่ แนวทางของแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะให้น้องดูว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ แล้วทำเป็นเรตราคาเพื่อนำไปเสนอขายลูกค้า มีสินค้ามาตัวหนึ่ง นำเสนอไปเลย 20 คน ให้ลูกค้าเอาไปเลือก มันจะง่าย อันนี้คือเรตราคาเบื้องต้นที่ให้น้องๆ เซต
...
บางงานลูกค้าถามเรื่องการทำงานเพิ่มเติม ก็จะเอาไปถามน้องๆ ก่อนเสมอ ทำแบบนี้ๆ น้องคิดเท่าไหร่ แล้วเราเอามาดูและพูดคุยกับลูกค้า มีการบิดไปบิดมา ซึ่งเราติดแค่ว่าเราต้องได้ จะใส่อะไรเข้าไป จะแถมอะไรให้ลูกค้า หรือจะช่วยอะไร มันอยู่ในพาร์ตที่เราอยากได้งาน ต้องทำให้ได้
พอดีลกับลูกค้าเสร็จ ลูกค้าจะทำสัญญากับบริษัท วางบิลกัน ทำทุกอย่างในรูปแบบของบริษัท พอทำสัญญาเสร็จงานมันต้องเริ่ม หนูก็เริ่มทำงานตามที่ดีลกับลูกค้าให้สำเร็จ ระหว่างทางก็คิดคอนเทนต์ แก้งาน บริษัทเราต้องทำให้ดีที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมีทีมตรงนี้
พอลูกค้าจ่ายเงินและวางบิล เราก็เลือกที่จะจ่ายให้น้องทุกงานภายในเดือน เราจะไม่ค้าง เรารอลูกค้าได้ แต่น้องต้องได้ เดือนนั้นต้องได้ เราจ่ายครบทุกบาททุกสตางค์ในราคาที่เราดีลกับน้องเอาไว้ ไม่เคยหักค่าใช้จ่ายใดๆ เลย
ถามว่าทำไมไม่เซ็นสัญญา นั่นนะสิ คือทุกคนเคยผ่านการเซ็นสัญญามาหมดแล้วก่อนมาอยู่กับเรา รู้สึกว่าสัญญามันเอามาเพื่อล็อก ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยเลือกที่จะไม่เซ็นสัญญา เมื่อวันหนึ่งเขาอยากจะไปทำงานกับคนนี้ มันจะไม่มีตัวนี้ล็อก เราเปิดโอเพนมากกว่า และมันก็คือความพลาดอีกอย่างหนึ่งที่มันไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก มาดูแลแล้วไม่เซ็นสัญญา แต่ทุกคนโอเคแบบนี้ ไม่มีใครถามถึง
...
มีรับค่าส่วนต่างจากเงินค่าตัว
มันมีเงินส่วนต่างในบางงานที่เราเรียกค่าจัดการจากลูกค้าได้ ส่วนต่างนั้นเอาไปเป็นค่าบริหารจัดการในบริษัทนี้ เพราะว่ารายละเอียดการทำงานมันเยอะ แต่เราไม่สามารถได้ค่าจัดการ (บวกเพิ่ม) ได้ทุกงาน เพราะบางงานมันก็ทำไม่ได้ (สมมติน้องเรียกเรตไปเท่านี้ แต่ไม่สามารถไปบวกเพิ่มได้) เพราะบางทีต้องดูลูกค้าว่าเขามีงบเท่าไร ไหวมั้ย สู้มั้ย บางงานเขามีเงินบอกเลยว่ามีเท่านี้ ต้องการ 5 คน วางลิสต์มาหน่อย ใครที่ได้ในราคานี้บ้าง บางทีเอาไป 7 คนเพื่อให้ลูกค้ามากขึ้น เพราะมีน้องบางคนที่เราอยากจะดันเขา ให้เขาได้มีงานออกมา มันกระจายกันไป
หัก 15% จากค่าตัวของดารา
ถ้าพูดถึงเปอร์เซ็นต์ การดีลที่คุยกับน้องๆ สูงสุดคือได้ 15% จากค่าตัวน้อง ซึ่งมันก็ไม่ใช่ 15% บางทีมันต่ำกว่านั้น ไม่ได้ก็มี บางทีเราก็ไปงานฟรี จะมานั่งถามว่างานนี้มีค่าตัวให้เจ๊มั้ย มันก็ไม่ใช่ แต่ 15% ก็เอาเข้าบริษัท ไม่ได้เข้าตัวเรา ทุกอย่างวนอยู่ในบริษัท ค่าจัดการต่างๆ 15% จากค่าตัวของน้อง ไม่ได้รวมค่าจัดการ ค่าจัดการต่างหาก (สมมติ 1 แสน ค่าจัดการ 2 หมื่น เอา 2 หมื่นออกไป 1 แสนไปหัก 15%) เป็นการตกลงกันตั้งแต่แรก แต่น้องไม่รู้ว่ามันมีค่าจัดการ
ค่าจัดการที่จะบวกเพิ่มในแต่ละคนใช้อะไรในการคำนวณ คือเราจะคิดเห็นก้อนกลมๆ สมมติน้องเซ็ตเรตไว้ 1 แสนบาท ก็จะบวก 2 หมื่นบาท แต่ก็อยู่ที่ลูกค้าจะต่อมั้ย ถ้าลูกค้าต่อเหลือ 8 หมื่น ถ้าอยากได้งานนี้ก็รับ หรือจะ 1 แสนพอดีเราก็รับ เพราะเราไม่อยากทำงานหลุด ทำยังไงก็ได้ ต้องห้ามหลุดเลย เพราะน้อยมากที่จะหลุดออกไปเพราะเราเซฟลูกค้าอยากให้เขาได้มากที่สุดในสิ่งที่เขาต้องได้ และต้องการให้น้องได้งานให้มากที่สุด และให้ได้งานตลอด
ซึ่งก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด ทุกคนรับรู้ว่าตัวเองได้เรตเท่านี้ จะคอนเฟิร์มทุกอย่างกลับไปก่อนเริ่มงาน บางงานลดราคา บางงานแถม ซื้อเท่านี้ แต่ให้เท่านี้ จัดโปรให้
...
แต่การที่ไปขายงานด้วยการบวกค่าจัดการเพิ่ม ดารามองว่าเหมือนเราไปทำให้เขาดูเรตค่าตัวแพง เลยทำให้งานน้องหลุด บอกเลยว่า มันน้อยมากที่หลุด เพราะทุกงานที่เข้ามาปิดจบได้เกือบทุกงาน อย่างเช่น ค่าตัว 1 แสน แต่ในส่วน 5 หมื่น เราก็เติมอย่างอื่นเข้าไป เป็นการเกื้อกูลลูกค้าให้อยู่กับเรามากที่สุด เหมือนโปรโมชัน ซื้อน้อง A แต่เพิ่มน้อง B น้อง C หรือไปเพิ่มในส่วนต่างๆ ให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ผลตอบมากที่สุด และเขาก็ซื้อ งานเลยเยอะ ทุกคนมีงานมาโดยตลอด
ถามว่าที่ทุกคนมาทำงานกับโน้ต เพราะหักแค่ 15% แต่ที่อื่นหัก 30% คิดว่ามีโอกาสเป็นอย่างนั้น เพราะเราหักน้อย ผลตอบแทนน้อยกว่าที่อื่น ถ้าเซ็นสัญญาก็ควรเป็น 30% ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ค่าจัดการบริษัทก็อยู่ในนี้แหละ ที่เรียกแค่ 15% ถ้าอยากอยู่กับใคร แล้วไปขายได้มากกว่านั้นเราเพราะแฮปปี้ไง มันคือความสามารถที่พี่ๆ ไปขายให้เรา เราเสียแค่นี้ เป็นความคิดของเราว่ามันโอเคแหละ
ถามว่าคุ้มมั้ย สำหรับบริษัท 15% มันไม่ได้จริงๆ ถึงต้องไปบวกค่าจัดการมาทำงานในบริษัทตรงนี้ ถ้าบวก 30% ก็จบเลย ไม่เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น มันเป็นสิ่งที่จะต้องนำไปใช้ในอนาคตที่เราต้องคิดให้ชัดเจน อย่าเอาความช่วยเหลือของคนอื่นมาใส่ในตัวเรา เพราะถ้าเราแบกแล้ว
พอมันไม่ไหว มันเลยทำให้บริษัทที่ต้องแสวงหาผลกำไร มันไม่มีการบริหารบริษัทที่ไหนยิ่งทำยิ่งติดลบ เราเลยทำตรงนี้ แต่เราทำแล้วเราเอาเข้าบริษัท ไม่เคยเอาเข้าตัว มันวนอยู่ในบริษัททั้งหมด ขอให้คุณลูกค้าที่น่ารักจ่ายในพาร์ทนี้แทนที่จะเป็นน้องๆ จ่าย เพราะเราก็ไม่อยากเอาภาระไปให้เขาตรงนั้น เราอยากทำงานให้เขาสบายที่สุดมากกว่า
15% บวกกับค่าจัดการ ถามว่าที่ผ่านมาลูกค้าที่ผ่านมามีปัญหามั้ย บอกเลยว่าไม่ ถ้าลูกค้ามีปัญหาก็ต้องจัดการเอง มีบางครั้งที่ให้ดาราลดค่าตัว แต่ถ้าน้องยืนยันจะเอาราคานี้ก็ต้องเอาราคานี้ เราต้องเอาคำตอบสุดท้ายจากน้อง ราคาของเรามันจับต้องได้ เราไม่เคยดึงราคาโอเว่อร์ เพราะว่าเคยโดนด่า มีช่วงที่เขาดัง ดึงราคาสูง ลูกค้าด่า เราจึงมีเรตราคา แต่สุดท้ายก็ต้องถามน้องๆ ค่าตัวค่อยๆ ขยับตามปี ค่าตัวขึ้นๆ ลงๆ น้องๆ เราทุกคนน่ารัก เขาไม่ฟิกว่าต้องค่าตัวเท่านี้ ดูตามงานไปด้วย
ก่อนจะดูแลน้องคนหนึ่งได้คุยว่าจะมีการหัก 15% และมีค่าจัดการหรือไม่ ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงค่าจัดการ นั่นคือจุดที่เราพลาด แต่เราแจ้งว่าเรามีทีม เรามีทีมกฎหมาย มีทีมพีอาร์ มีทีมคิดคอนเทนต์เพื่อช่วยในการทำงานของน้อง มีทีมตัดต่อ มีทีมตากล้อง น้องแค่เอาตัวมาถ่ายแค่นั้น ลงทุนทำช่องให้เขามีกระแสขึ้นมา มันคือพาร์ตการจัดการบริหารของบริษัทที่เราต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือน
เป็นทั้งผู้จัดการ และเอเจนซี่
มันมี 2 ทาง บริษัทเราจัดตั้งเหมือนเอเจนซี่ เราสามารถขายงานได้หมด แม้จะไม่ใช่เด็กเรา แต่น้องๆ มาหาเรา เราบอกเรามีบริษัท มีทีมงานในการจัดการ แต่การสื่อสารเราไม่ได้สื่อสารรายละเอียดกัน แต่เราก็บอกนะว่าเรามีฝากโบรกเกอร์คนอื่นขายนะ
สำหรับโน้ตถือ 2 หัวเลย เพราะในพาร์ตของผู้จัดการเราดูแลทุกอย่าง แต่ละคนคำว่าผู้จัดการมันต่างกัน บางคนแค่รองานเพื่อทำงานอย่างเดียว แต่ของเราบริหารจัดการทั้งหมด
ซึ่งมันแล้วแต่คนคิดว่าเราเป็นผู้จัดการหรือเอเจนนี่ เราเหมือนเอเจนซี่คอยหางาน แต่ในพาร์ตของการดูแลเราก็ดูแล แต่ในความคิดว่าที่เขาขึ้นให้เราตรงนั้น เราเป็นผู้จัดการที่คอยรับงานเขาตรงนั้น แต่มันจะมีหลายๆ งานที่ไม่ได้โทรเข้ามาแต่เราวิ่งไปขาย นั่นคือเอเจนซี่ เป็น 3 บทบาท
ยืนยันไม่ได้โกงลีเดีย
ไม่อยากพาดพิงถึงลีเดียเลย อยากจะชี้แจงว่ามันไม่ใช่แค่กับบ้านน้องบ้านเดียว เอาจริงๆ พอดูแล้ว คนจะคิดว่าเราทำกับทุกคน แต่ของบ้านน้อง เราไม่ได้เป็นผู้จัดการพี่แมทนะ เราจะแค่ดูงานครอบครัว และดูในบางงาน ถ้าบอกว่าโกงทั้งครอบครัว เราคิดว่ามันไม่ใช่โกงทั้งครอบครัว มันเป็นการทำงานแบบที่เราอธิบายมากกว่า
จริงๆ แล้วการทำงานเหมือนกันเลย การทำงานของบ้านน้องก็ใช้บริษัทดำเนินการเหมือนกัน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วของน้องมันคือเราคนเดียว ยังไม่มีบริษัท ไม่มีทีมงาน ดูแลตั้งแต่วันแรกมาคนเดียว จนวันหนึ่งรู้สึกว่ามันต้องขยับขยาย มันต้องมีฟังก์ชันเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ลีเดียแล้ว ก็ต้องเอาทีมงานไปซัพพอร์ต เราคนเดียวดูแลน้องคนเดียวได้ แต่ถ้าระหว่างทางมีลูกค้าโทรมาเราก็ต้องหายไปเลย
เพราะฉะนั้นต้องเอาคนมาช่วย เราดูภาพรวม แต่ก็ต้องดูแลลูกค้าไม่ให้หลุดด้วย ไม่อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าติดต่อกับเราไม่ได้ ถ้าเขาติดต่อมาก็มีทีมคอยช่วย 7-8 คนที่ช่วยซัพพอร์ต เราก็ทำแบบเดียวกัน แต่ถ้าคิดว่าเราโกงบ้านเขามั้ย เราไม่ได้โกง แต่มันเป็นการเอาทีมมาซัพพอร์ต เหมือนกับทุกคน แต่น้องไม่ได้รู้ดีเทลทั้งหมด เรามองแค่ภาพให้งานมันผ่านไปด้วยดี ให้ทุกอย่างราบรื่น แต่ระหว่างทางจะจัดการยังไงก็คือวิธีของเรา
ยืนยันว่าไม่ได้โกงลีเดีย แต่เป็นรูปแบบการทำงาน ถ้าคำว่าโกงมันคือการให้เงินเขาไม่ครบ ไม่ให้เงินเขาเลย แต่ทางเราจ่ายครบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายใดๆ เขา
จากข่าวที่บอกว่าเขาเห็นตัวเลขที่มากกว่าค่าตัวที่เขาจะได้รับ เคยอธิบายให้เขาฟังมั้ย เอาจริงๆ เรามีการพูดคุยกันบ้างแล้ว โน้ตยังไม่ได้คุยกับพี่แมท แต่ได้คุยกับน้องแบบส่วนตัว ครั้งแรกเราเข้าไปคุยที่บ้าน แต่วันนั้นไม่ได้คุยกัน และมีโอกาสได้คุยกับน้อง 2 คนแบบพี่น้อง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเรายังไม่ได้คุยกันเลย เป็นการรับสารจากทางนั้นที ทางนี้ที
ล่าสุดที่คือคุยกันเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ช่วง 11 โมงที่ร้านอาหาร ก็ได้มีการปรับความเข้าใจกันว่ามันเกิดอะไร ทำไม เราพลาดเรื่องการที่เราไม่ปรึกษาและไม่ได้บอก การสื่อสารน้อยไป ไม่ได้คิดระหว่างทาง คิดแค่ว่าจะเอางานนี้ให้ได้ ต้องบิด น้องฉันต้องได้ ก็คุยหลายชั่วโมง วันนั้นก็เซ็นโอนหุ้นกลับไปให้น้อง เพราะเราทำธุรกิจร่วมกัน ก็ไม่ได้มีการจ่ายตังค์ซื้อขายกัน
บรรยากาศวันนั้นที่คุยกับน้องมันดีมาก มันคิดเอง อยากเจอน้อง หนูรักน้องมาก เจตนาของหนู (ร้องไห้) ไม่เคยคิดไม่ดีกับน้องเลย หนูรักเขามากๆ จริงๆ เหมือนเราทะเลาะกันไม่ได้คุยกัน ไม่รู้ว่าเขาไปรับฟังจากใคร ไม่รู้จริงๆ แต่แค่น้องมารับฟังให้หนูได้อธิบายในพาร์ตนี้ น้องจะคิดยังไงต่อก็ไม่อาจล่วงเกินไปได้ แต่วันนั้นดีใจ แฮปปี้มาก น้องพูดกับเราปกติ น้องอยากรู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ มันเกิดอะไร พออธิบายไปน้องก็เป็นน้องคนเดิมที่รับฟังคนเดิม น้องได้รับฟัง แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นมันเป็นการไปคิดยังไง เพราะตัวเราไม่ได้ออกมาพูดเลย วันนั้นเราเคลียร์ดีมาก ในมุมของเรานะ ที่เราเห็นคือน้องรับฟัง แต่ไม่ขอบอกว่าคุยอะไรกัน
วันนั้นคิดว่าน้องเข้าในใจระดับหนึ่งจากที่ไม่ได้คุยกันเลย ไม่ได้หวังให้น้องเข้าใจทั้งหมดในวันนั้น วันนั้นบรรยากาศอบอุ่น รู้สึกดีมาก ไม่ได้คุยกันตั้งแต่เดือน พ.ค. อารมณ์ดีใจมาก น้องโทรมา เราอยากโทรมากแต่ไม่รู้ว่าเขาอยากฟังเรามั้ย เขารู้สึกอย่างไร ด้วยปากเราไม่กล้า ก็เลยรอ ดีใจมากๆ จริงๆ วันนั้นตื้นตัน โล่ง ได้คุยกับน้อง
แต่วันที่เกิดเรื่อง เราอึ้งไม่รู้ว่าจะตอบยังไง จะทำยังไงให้น้องเข้าใจเราดี ก็เลยยังไม่ได้พูด เราได้พูดคุยกันก่อน ถ้าเป็นเหตุการณ์แบบนี้ขออนุญาตนะ เรารู้และเข้าใจ แต่ของน้องๆ คนอื่น เอ๋อเลยเพราะไม่ได้คุยกัน สิ่งที่ลีเดียไม่เข้าใจเราก็อธิบายไม่ได้เลยว่าสิ่งที่น้องไม่เข้าใจคืออะไร เรารู้ว่าน้องเสียใจ เราเลยตอบไม่ได้ว่าน้องไม่เข้าใจเพราะอะไร เราขอไม่ตอบอันนี้ มันเป็นความคิดของน้อง เรายอมรับผลของมันดีกว่า
ณ วันนั้นตอนพฤษภา เรารู้ว่าน้องเสียใจเพราะเราไม่บอกความจริงเขาทั้งหมด นั่นคือการสื่อสาร เพราะคิดว่ามันเป็นพาร์ตของบริษัทเรา เราก็เลยไม่ได้เอาตรงนี้ไปบอกเขา ไม่เคยโกงค่าตัวของน้องที่ตั้งมา แต่ก็อธิบายว่าไม่ได้เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง และไม่ได้เรียกค่าตัวเพิ่มเป็นเท่าตัวตามที่มีข่าวออกไป
แต่พอฟังสัมภาษณ์ล่าสุดของน้อง เราช็อกมาก มันทำให้รู้สึกว่าวันที่คุยกัน รู้สึกดีมาก คิดว่าน้องจะเข้าใจในพาร์ตเรามาก แต่พอน้องพูดมาเราก็เอ๋อ และในอีกทางทำให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนยังไง ยังลอยหน้าลอยตาทำงาน เป็นคำที่มาจิ้มในใจเรา วันนี้เลยขอมาพูดในมุมของเรา เพื่อปกป้องคนที่ให้โอกาสเราในการทำงาน หลังจากสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ติดต่อไป
ยุบบริษัทตั้งแต่เกิดเรื่องทันที
กระบวนการในช่วงที่ไม่ได้คุยกันของเราคือรื้อเอกสาร และทุกๆ อย่างเพื่อเอามาดู รื้อของทุกคน เอาเอกสารไปให้น้องบางคนไปดูมาบ้างแล้ว เรื่องกระบวนการทางกฎหมายเรามีที่ปรึกษาเพื่อปกป้องตัวเอง เป็นกระบวนการของบริษัท ก็ต้องปรึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งหมด
ไม่มีการโกงเกิดขึ้น คำว่าโกงของเราคือไม่ให้เงินเขา เชิดเงินไปเลย จ่ายไม่ตรง เบี้ยว ผลัดวันไม่ยอมจ่ายสักที เราจ่ายตรงตามที่คุยกันไว้ หักจาก 15% ที่คุยกันไว้ แต่ค่าจัดการน้องๆ ไม่ได้รู้ตรงนั้น เงินของน้องเข้าบริษัท แต่มีบางอันเข้าบริษัทน้อง ถ้าเป็นค่าตัวเล็กๆ จะเข้าบริษัทเรา ตีออกเป็นเดือนให้เขา
ถ้าเขาจะฟ้องโอเคมั้ย อันนี้ห้ามไม่ได้ ถ้าน้องจะฟ้องเพราะมันเป็นสิทธิ์ของน้อง เราสามารถตอบได้ว่าของทุกคนมีรายได้จากอะไร มีค่าซัพพอร์ตอะไรบ้าง สามารถแจกแจงได้ ก็มีถามน้องนะว่าจะฟ้องมั้ย ซึ่งน้องบอกว่าอยากฟ้องแต่ด้วยความรักที่อยู่กันมานาน แต่เราก็ต้องรับมือเป็นไปตามกระบวนการ คิดว่าจะจบอย่างไรถ้าน้องพอจะเข้าใจเราบ้างในพาร์ตของการทำงาน ก็อยากจบกันดีๆ ด้วยความรักที่เรามีมา ด้วยเจตนาดีๆ ที่มีมา ไม่เคยคิดไม่ดีอะไรเลย แต่มันมีจุดการทำงานที่ทำให้เราต้องบิดในการทำงานแบบนี้
อนาคตจะกลับมาร่วมงานกันได้มั้ย เป็นเรื่องของอนาคต ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการทำงานก็ได้ ยังพร้อมที่จะเป็นพี่ยืนอยู่ตรงนี้ ตอนนี้เหลือน้องๆ ที่ดูแล 2-3 คน จากเกือบๆ 30 คน ส่วนบริษัทเลือกที่จะยุบบริษัท ยุบตั้งแต่ พ.ค. เพราะเห็นสถานการณ์แล้ว เปิดมาตอนแรกเพื่อรับงานเต้น ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ดูแลทุกคนเยอะขนาดนี้ จนบริษัทเติบโต เรามีทีมงาน 10 กว่าคน
พอเกิดเหตุการณ์เห็นว่าไม่น่ารอด ก็เลยปล่อยทุกคนให้เดินทางของเขา ไม่มีใครเข้าใจเราเลย แต่เราจ่ายค่าชดเชยให้ทุกคน ยุบบริษัทไม่ได้หนีปัญหา ยังอยู่ตรงนี้ ทุกคนยังติดต่อได้เหมือนเดิม ไม่ได้ปิดช่องทางไหนเลย ส่วนพนักงานก็ไม่เข้าใจในกระบวนการทำงาน คนทำบัญชีก็รู้แค่รายรับแต่คนที่ดูแลการเงินทั้งหมดจะเป็นรายจ่าย คือคนที่ทำเอกสารให้ ทุกคนก็คิดว่าเรามุบมิบเงินเดือน ตอนนี้โน้ตทำงานคนเดียว
และตอนนี้ก็มีฟ้องอดีตทีมงานด้วย มีทั้งคดีอาญาและแพ่ง เป็นอดีตทีมงานที่ออกไปแล้ว และเอาเอกสารบางอย่างส่งให้บุคคลภายนอกดู มันเป็นความลับของเรากับลูกค้า ทำให้บริษัทเราเสียหาย โดยที่เราไม่ได้ออกมาอธิบายอะไรเลย ทำให้เราต้องฟ้อง
บทเรียนของชีวิต ขอบคุณที่ยังมีคนให้โอกาส
ตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง ยอมรับว่าทุกข์ แต่ต้องยอมรับความจริงว่าพลาดตรงไหน และลุกขึ้นมายืนให้ได้ กำลังใจสำคัญกับเรามาก เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราได้มองทุกด้าน การทำงานการสื่อสารสำคัญที่สุด สื่อสารให้ชัดเจน อย่ารับทุกอย่างมาอยู่ที่ตัวเรา มันจะเป็นความรับผิดชอบ อะไรก็รับปากว่าได้ มันไม่ดีเลย ต้องคิดให้รอบคอบและคิดให้ดี
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การสื่อสารสำคัญที่สุด ทำอะไรจ้องชัดเจน มีสติ คิดให้รอบคอบ อนาคตยังอยากอยู่ตรงนี้ในอาชีพที่เรารัก ต่อไปจะถนอมรักษาน้ำใจคน เพราะยังมีผู้ใหญ่และน้องๆ ให้โอกาส เราจะไม่ทำให้เขาเสียใจอีกในเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงานที่เราทำมา เราทำอะไรให้เขาบ้าง เลยต้องใช้เวลา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันกระทบ
น้องที่ยังอยู่กับเราน้องบอกว่า ทุกคนมีการพลาด ทุกคนคือมนุษย์ มีการพลาดไปแล้ว แต่ขอการเดินต่ออย่าพลาดอีก มันมีการพูดว่า เขาให้กำลังใจ ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้ สามารถพัฒนาหรือแก้ไขได้ เปลี่ยนการดูแลใหม่ น้องที่ยังอยู่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แต่จะบอกรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจนแล้ว เพราะเราเป็นคนชัดเจน แต่ถ้าคนในอนาคตที่จะเข้ามา เราจะบอกว่ามันจะชัดเจน จะเซ็นสัญญา
ส่วนลูกค้าก็เข้าใจ ขอเวลาเพื่อให้ตัวเราได้กลับมายืนอยู่ตรงนี้ แม้ตอนแรกจะถอยแล้ว เพราะไม่คิดว่าจะมีคนให้โอกาส แต่พอได้รับโอกาส ก็เลยต้องหันกลับมายืนเพื่อพวกเขา
หลังจากที่ได้ออกมาพูดในมุมของตัวเอง ก็รู้สึกโอเคแล้ว ห้ามไม่ให้คนคิดเห็นตามที่เราพูดไม่ได้ บางคนอาจจะไม่ถูกใจในการทำงานตามกระบวนการของเรา ไม่สามารถไปบอกให้เขาถูกใจได้ แต่วันนี้ได้พูดในมุมของตัวเอง ทำให้ตัวเองหลุดจากคำว่าฉันไม่ได้โกงคนจริงๆ แต่การทำงาน การสื่อสารที่มันไม่เคลียร์ ทำให้ทำร้ายความรู้สึกคนและตัวเอง