Together festival 2024 ครั้งที่ 11 ยังคงคราคร่ำไปด้วยขาปาร์ตี้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่หลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่แต่ละบีตของทุกบทเพลงที่เปิดออกมาผ่านลำโพงที่มีระบบเสียงที่แน่นปึ้กสุดๆ ได้เข้าไปกระตุกต่อมแดนซ์ให้ทุกคนพร้อมใจกันวาดลีลาออกสเตปแดนซ์กันแบบนอนสต๊อปเลยทีเดียว ในปีนี้ความเก๋าของงานคือการคัดสรรดีเจระดับท็อปของโลก ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้มาอวดทักษะการมิกซ์เพลงเสิร์ฟเหล่าแฟนๆ ที่ยังคงเต็มที่ไปกับทุกบีตและทุกฮุกที่บรรเลงออกมา

และหนึ่งในดีเจคนสำคัญที่แฟนเพลงชาวไทยรอคอยก็คือ KAYZO เป็นศิลปินสาย Bass Music ที่แจ้งเกิดเร็วที่สุดคนหนึ่งในทศวรรษนี้ เขาขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานดนตรีแนว Dance และ Rock เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ด้วยท่อนดนตรีอันหนักแน่นและการแสดงสดอันทรงพลัง

Kayzo ทำให้แดนซ์ฟลอร์ลุกเป็นไฟด้วยการสาดบีตของดนตรีแนว Break Beat, Dubstep, Trap ไปจนถึง Happy Hardcore และด้วยความชื่นชอบในดนตรีร็อก, เมทัล และฮาร์ดคอร์ร่วมสมัยก็ทำให้โชว์ของเขาไม่ต่างไปจากโชว์ของวงเฮฟวีเมทัลดีๆ สักวงนึงเลย โดยเฉพาะในช่วงที่นำเพลงของวง Break Beat Hardcore ระดับตำนานอย่าง The Prodigy มารีมิกซ์ใหม่

KAYZO เป็นศิลปินสาย Bass Music ที่แจ้งเกิดเร็วที่สุดคนหนึ่งในทศวรรษนี้ เขาขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานดนตรีแนว Dance และ Rock เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ด้วยท่อนดนตรีอันหนักแน่นและการแสดงสดอันทรงพลัง

...

หลังจากที่ได้ชัยชนะการแข่งขันค้นหาดาวรุ่งอย่าง Discovery Project ของ Insomniac ในปี 2012 ชื่อเสียงของ KAYZO ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผลงาน Remix เพลง "Last Resort" ของวง Papa Roach เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กับ Heavy Metal ได้อย่างลงตัว และเขานั้นก็ยังมีโอกาสได้ขึ้นแสดงใน festival ระดับโลกอย่าง Coachella, Bonnaroo, Tomorrowland และ Lollapalooza ร่วมกับศิลปินแนวหน้าอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น Alex Gaskarth, Knife Party และ Tommy Lee

เส้นทางดนตรีของ KAYZO คือสัญลักษณ์ของการผสมผสานความหนักแน่นของ Heavy Metal เข้ากับพลัง Bass หนักแน่นของ Dubstep ตั้งแต่ผลงานเพลง Collab ในสตูดิโอไปจนถึงการแสดงสดอันดุเดือดบนเวที!

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มต้นอาชีพด้านดนตรี และคุณเริ่มต้นในวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ (EDM) ได้อย่างไร?

ผมโตมากับการเล่นกีฬา ไม่ได้โตมาเล่นดนตรีเลย ครอบครัวก็ไม่ได้บังคับให้เรียน ผมเล่น Hocky มาตลอดชีวิต จากนั้นตอนอายุ 14 ผมเล่นให้ทีม Salt Lake City ซึ่งสมาชิกในทีมมาจากหลายหลายที่ จากทั่วโลก และเด็กๆ ที่มาจากยุโรปจะเล่น Electronic Music กันในห้องล็อกเกอร์ ซึ่งผมไม่รู้จักดนตรีประเภทนี้มาก่อนเลย จนกระทั่งเริ่มฟัง ผมว่ามันเจ๋งสุดๆ

จากนั้นมาผมก็รู้จัก Bass Music และ Dubstep เริ่มไป Music Festival ซึ่งงานแรกที่ไปก็คือ Lollapalooza ที่ Chicago ตอนปี 2011 ผมได้ดูโชว์ของ Skrillex, Afrojack และศิลปิน EDM คนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง ตอนนั้น Perry ยังไม่ได้โชว์เวทีใหญ่เลย ยังเล่นเวทีเล็กๆ

สำหรับผมตอนนั้น Music Festival คือยิ่งใหญ่มาก ทั้งการแสดงของศิลปิน เวที สถานที่ ผมรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำให้คนอื่นรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน และด้วยผมชอบ Electronic Music มาก Passion การอยากเป็น DJ ก็เลยเริ่มจากตรงนี้

ปี 2012 ผมย้ายไป Los Angeles และเข้าเรียนที่ Icahn Collective ซึ่งเป็นมหาลัยที่ค่อนข้าง strict กับการทำเพลง EDM แต่ผมได้เพื่อนจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในวงการด้วยกัน เช่น Slander, Nightmare, Sullivan, Laws และอีกหลายๆ คน พวกเราเรียนและเริ่มทำดนตรีจากที่นั่น ซึ่งก็ 12 ปีมาแล้ว ที่พวกเรารู้จักกันมา เวลาผ่านไปไวมาก จากที่ไม่มีความรู้กันเรื่องดนตรี มาถึงตอนนี้ที่พวกเราเป็นศิลปิน แต่สิ่งที่เจ๋งคือพวกเรายังได้เจอ ได้เล่นด้วยกันตามงาน Music Festival ทั่วโลก หรือการที่มาเมืองไทย มันเจ๋งมาก

เพลงของคุณมักจะผสมผสานองค์ประกอบจากแนวต่างๆ เช่น EDM ร็อก และฮาร์ดคอร์ คุณช่วยบอกเราเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์ของคุณเมื่อรวมสไตล์ต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันได้ไหม?

ผมฟังเพลงพวก Matalcore, Hardcore, Pop และ Punk โตมากับเพลงพวกนี้ก่อนจะเริ่มฟัง Electronic Music จำได้ว่าปี 2016 ผมอยากทำเพลงที่มีการผสมในสิ่งที่ผมชอบ ดนตรีที่ผมโตมา และนั่นทำให้ผมต้องประหลาดใจว่า Melodies และ Harmonies จังหวะของดนตรี Rock ไปด้วยกันได้ดีมากกับ Electronic Music ซึ่งนั่นก็กลายมาเป็นสไตล์ของผม ถ้าผมทำเพลงคนเดียวผมจะ riffs กีตาร์ กลอง ด้วยตัวเอง ซึ่งผมพบว่าการประสานกันของเสียงทั้ง 2 นั้นแตกต่างกันมากในเรื่องของเสียง การทำให้มันมาอยู่ด้วยกันและเข้ากันได้ดี เป็นการเรียนรู้ตลอดหลายปีของผม ถึงจะ challenge แต่ผมสนุกมาก แล้วยิ่งได้ร่วมงานกับวงดังต่างๆ มันเจ๋งมากที่ได้ทำงานกับพวกเขา กับนักดนตรีซึ่งมาจากหลากหลายแนวดนตรี เป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด ผมรักการทำเพลง

...

การทำงานร่วมกันดูเหมือนจะเป็นส่วนสำคัญในงานของคุณ โดยได้ร่วมงานกับศิลปินจากภูมิหลังทางดนตรีที่แตกต่างกัน คุณเข้าใกล้การทำงานร่วมกันอย่างไร และคุณมองหาอะไรจากผู้มีโอกาสร่วมงาน?

ขึ้นอยู่กับวงดนตรีหรือโปรดิวเซอร์ แต่ผมเปิดกว้างมากที่จะร่วมงานกับใครก็ได้ เพราะส่วนตัวแล้วผมก็ทำเพลงออกมาหลากหลายสไตล์ ซึ่งทำให้ง่ายกับการไปร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนดัง ผมยินดีและสนุกที่ได้ร่วมงานกับศิลปินหน้าใหม่ เพราะพวกเขาคืออนาคตของวงการ ดังนั้นผมจึงอยากจะช่วยให้ศิลปินรุ่นต่อไปได้มีที่ยืน สำหรับผมไม่มีหลักเกณฑ์ในการเลือก

ความสัมพันธ์ของคุณกับแฟนๆ แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะผ่านโซเชียลมีเดียและการแสดงสด คุณรักษาความสัมพันธ์นี้ได้อย่างไร?

ตั้งแต่วันแรกเลย ผมค่อนข้างชัดเจนกับแฟนๆ มาโดยตลอด ผมอยากจะทลายกำแพงความเป็นคนดัง ยิ่งตอนนี้โซเชียลมีเดีย ช่วยให้แฟนเพลงได้เห็นชีวิตส่วนตัวของศิลปิน ผมอยากแน่ใจว่าแฟนๆ ของผมสามารถเข้าถึง หรือส่งข้อความหาผมได้ และถ้าผมมีเวลาผมจะตอบพวกเขาด้วยตัวเอง ผมดูแลแอ็กเคานต์ตัวเองไม่ได้ให้ทีมตอบ จุดนี้ทำให้ได้สร้างความสัมพันธ์กับแฟนๆ ได้จากทั่วโลก หรือผมได้สานต่อมิตรภาพกับพวกเขาหลังการแสดง มันเหมือนการมีกลุ่มคนของตัวเองที่พวกเขาจะมาแชร์เรื่องราวว่าเพลงของผม ส่งผลกับพวกเขา ในทางกลับกันพวกเขาก็เป็นฝ่ายที่สนับสนุนผมเช่นกัน ดังนั้นผมจะพยายามตอบพวกเขาทุกคนครับ

...

สุดท้ายนี้ คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ดีเจและโปรดิวเซอร์ที่ต้องการบุกเข้าสู่วงการและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองบ้าง?

เป็นคำถามดีมากเลยครับ จริงๆ คำตอบของผมนั้นมาจากดีเจที่จะเล่นในวันพรุ่งนี้ ผมพบเขาที่ Guitar Center ใน West Hollywood โดยบังเอิญ ตอนผมต้องไปซื้อคีย์บอร์ดเพื่อใช้เรียน ผมซึ่งในตอนนั้น คือเด็กที่เป็นแฟนเพลงของเขา ผมตื่นเต้นมากที่ได้เจอเขา เขาดังมาก และผมถามคำถามเดียวกับคุณเลย Steve Angello ตอบผมว่า Just break the rule มันไม่มีกฎเกณฑ์อะไร ซึ่งเป็นคำตอบที่เรียบง่าย แต่ให้พลังกับผมมาก เพราะผมทำเพลงแบบหลากหลาย มันคือศิลปะที่ไม่มีกฎ มันคือ passion และนี่ก็คือคำแนะนำจากผมเช่นกัน อย่าคิดว่าต้องโฟกัสกับรูปแบบเดียว ยิ่งทุกวันนี้คุณทำเพลงยังไงก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเป็นตัวเอง แล้วคุณจะได้พบคนที่ชื่นชอบคุณ และสนับสนุนคุณอย่างจริงใจ