จากประเด็นที่ทำหลายคนช็อกทั้งวงการ กับกรณีของ หนิง ปณิตา ที่ได้พูดกับอดีตสามี จิน จรินทร์ ธรรมวัฒนะ หลังอีกฝ่ายโทรเข้ามาในระหว่างที่ หนิง และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ ไปนั่งพูดคุยในรายการ Club Pride Day x ธัญญ่า-หนิง เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ล่าสุด หนิง ปณิตา ได้ออกมาเปิดใจเรื่องนี้หลังจากที่จบรายการ คุยแซ่บโชว์ ณ สตูดิโอ GMM Grammy ชั้น 11 พร้อมหลุดปากพูดถึงประเด็นสาวๆ ของอดีตสามี ว่าไม่ได้มีแค่คนเดียว และวิธีจัดการขั้นเด็ดขาด
ล่าสุดสร้างตำนาน?
“อันนี้ต้องยกให้คุณธัญญ่า ไม่ใช่หนิง เขาโทรเข้ามาแหละ มันเป็นรายการสด แต่ตัวเราเข้าใจว่าน่าจะอัดเทปดีเลย์อะไรอย่างเนี้ย พี่ญ่าบอก พี่รับเอง (เขาโทรมาทำไม?) เขาบอกว่าเขาฟังรายการอยู่ หนิงก็เลยบอกว่ากรุณาให้เกียรติคนที่คุณคุยด้วยนะ (หัวเราะ)”
โทรเข้าเครื่องหนิง?
“เขาโทรเข้าเครื่องหนิง หนิงก็ขำๆ ไปล่ะ แต่จริงๆ คุณจินเองกับพี่ธัญญ่าเขาก็สนิทกันอยู่แล้วกับทางบ้านพี่เป็ก สัณณ์ชัย พี่ญ่าเขาก็รับและเขาบอกว่าอัดรายการอยู่ แล้วเขาก็บอกพี่ญ่าว่าเขากำลังฟังอยู่”
แต่ก่อนหน้านี้เราไม่มีอะไรพูดถึงเขา?
“ไม่มีอะไรพูดถึงเขาเลยในรายการ ไม่ได้พูดถึง เพราะรายการเพิ่งเข้าด้วย เราเข้าใจว่าพอถ่ายเสร็จแล้ว เดี๋ยวเขาค่อยเอาเทปออนแอร์แบบสดต่ออะไรอย่างเนี้ย”
...
เขาฟังรายการแล้วอยากที่จะโทรหา?
“อันนี้หนิงก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะคนรับโทรศัพท์คือพี่ญ่า แล้วเขาก็บอกกับพี่ญ่าว่าเขากำลังฟังรายการอยู่ หนิงก็เลยพูดสวนกลับไปว่า คุณคะ คุณกรุณาให้เกียรติคนที่คุณกำลังคุยด้วยอยู่ค่ะ”
ประโยคนี้คนก็ก้ำกึ่งว่าพี่หนิงหมายถึงอะไรเอ่ย?
“ต้องพูดอย่างนี้ว่า หนิงเองเนี่ยนะหลังจากที่เรามีเรื่องมีราวกัน ถามว่ามันมีโอกาสพูดคุยกัน คือ หนิงกับจินจะคุยกันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกันณิรินอยู่แล้ว แต่มันก็จะมีบ้างที่เขามาบ่นๆ ถึงเรื่องราวของเขาสัพเพเหระ
ในมุมของหนิง ก็จะบอกว่า บางทีคนเราเวลาเราจะทำอะไรก็แล้วแต่มันต้องมองถึงตัวเองด้วย เรื่องบางเรื่องที่มันทำให้ชีวิตคู่ของเรามีปัญหาเกิดจากอะไร ดังนั้นวันนี้ถ้าเราจะไปเริ่มต้นใหม่กับใคร เราต้องไม่ทำสิ่งที่เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่
อย่างกรณีโทรเข้ามาอย่างเนี้ย หนิงก็ต้องพูดสวนกลับเข้าไป เพราะพี่ญ่าหยิบโทรศัพท์แล้วรับแล้วอะ พอรับแล้วถ้าเกิดสมมติมันเป็นข่าวออกมา มันก็กลายเป็นว่า อ้าว เขาจะโทรมาหาหนิง หนิงไม่อยากตกเป็นเป้า หรือเป็นมือที่สามของใคร (หัวเราะ)
หนิงไม่อยากให้ใครมาคิดว่า หนิงยังอาลัยอาวรณ์ พัวพันกัน ยังอะไร หนิงก็ชัดเจนของหนิงว่า โทรคุยได้ แต่คุณก็ต้องให้เกียรติคนของคุณที่กำลังจะคุยอยู่ด้วย อย่างเช่นบางทีการที่เขาจะมาเจอหนิงหรือเจอลูก หนิงบอกเลยว่าไม่เคยปิดกั้น อยากจะมาวันไหนเวลาไหนเวลคัมเสมอ
แต่คุณต้องให้เกียรติคนของคุณด้วย ทางกลับกันอะใจเขาใจเรา ถ้าวันนั้นเราอยู่ในโพสิชันของผู้หญิงอีกคนนึงเราก็ต้องรู้สึกเหมือนกันว่า เอ๊ะ..ยังไง แต่ว่าถ้ามันมีการบอกกล่าวแล้วมีเหตุมีผล คนที่คุณคบอยู่มีเหตุและมีผลพอมันก็จะทำให้การคบกันของคุณไม่มีปัญหา”
เคยเจอคนของเขาไหม?
“ก็หลายคน เอาจริงๆ ไม่รู้ว่าคนไหนอะ นึกออกไหม เราเลยไม่รู้ว่าคนไหนตัวจริง หนิงถึงบอกว่าคุณต้องให้เกียรติคนของคุณด้วย”
แล้วธัญญ่าได้มาเล่าให้ฟังไหมว่าเขาคุยอะไรกัน?
“ตอนที่โทรมาเขาก็บอกพี่ญ่าไงว่าเขาฟังอยู่ แล้วก็ ผมอยู่ที่บ้านพี่นะ ประมาณนั้น”
เขาฝากความห่วงใยความคิดถึง?
“ไม่มีๆ ขนลุกๆ ไม่ต้องๆ หนิงพูดชัดเจนอยู่แล้ว”
...
คนจะมองว่าเราใจกว้างเกินไปไหมที่ยังไปแนะนำเขาอีก?
“คือเอางี้หนิงบอกเลยนะชีวิตคนเวลามันต้องมูฟออนแล้วอะ เราไม่ใช่คนตรงนั้น ดีที่สุดที่ทำให้คนสองคนสามารถคุยกันแล้วไม่มีช่องว่าง ถึงแม้ว่าปัญหาบางปัญหามันยังไม่ถูกเคลียร์ก็ตาม แต่ช่องว่างตรงนั้นต้องลดทิ้งไปเพื่อให้เขากล้าที่จะคุยกับเรา
ทั้งหมดทั้งมวลมันดีกับสถานการณ์เวลาเขาเจอกับลูกเรา ถูกต้องไหม ถ้าเขาเจอหน้าเราแล้วเป็นนางยักษ์ตลอดเวลา จ้องแต่จะคุยเรื่องที่มันต้องแก้ปัญหาเวลาเขาเจอหน้าเราหรือลูกอะ น้องโตขึ้นทุกวันเขาฉลาดพอที่จะสัมผัสพลังงานใดๆ ที่พ่อแม่ปะทะกัน ในเมื่อเราเลือกวิธีการที่เราแยกทางกันเพื่อที่จะแก้ปัญหาในภาวะอารมณ์ที่ไม่ดี ที่จะส่งผลกับเด็ก
แล้วเราเลือกกันแบบนี้แล้วทั้งคู่พอกลับมาเจอกันคุยกันแล้วพลังงานอย่างนี้ยังอยู่ มันก็ทนๆ อยู่ไปโดยที่ไม่ต้องหย่าไหม คือหนิงมองมุมนี้นะ หนิงก็เลยพยายามจะเป็นคนตลกให้มากขึ้น คือทีเล่นทีจริง แต่ถ้าจะให้พูดแบบซีเรียสก็ถ้าจะโทรมาเนี่ย ไม่มีความจำเป็นอย่าโทรมาเลย โทรมาคุยแค่เรื่องลูกก็พอ”
ค่อนข้างชัดเจนในความสัมพันธ์นี้ว่าไม่มีโอกาสกลับมาแล้ว?
“สำหรับตัวหนิงชัดเจน หนิงพูดกับทุกคนอยู่แล้วที่จะประสานรอยร้าวตรงนี้ รอบๆ ตัวหนิงไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนที่เป็นเพื่อนสนิท หรือเพื่อนที่ทำงานรอบข้างที่พยายามจะประสานรอยร้าวตรงนี้ หนิงบอกว่าถึงเรื่องจะยังไม่เคลียร์ 100% แต่ชีวิตมีความสุขขึ้น หนิงมีพลังที่จะกลับมาทำงาน มีความสุขในแต่ละวันมากขึ้น หนิงคงไม่อยากจะเดินกลับไปเจอเรื่องทุกข์อีก
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นก็ให้เวลาค่อยๆ เคลียร์ ค่อยๆ แก้ไป อะไรที่มันเป็นเรื่องทางกฎหมาย เมื่อเราใช้กฎหมายแล้วเราก็ใช้ในการจัดการต่อไป แต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราที่จะต้องมีพลังงานที่ดีกับลูกมันก็ต้องมี ซึ่งมันไม่ได้ว่าเราจะต้องไปให้เขาเป็นคนทำฝ่ายเดียว ตัวหนิงเองก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตรงนั้นด้วยเช่นเดียวกัน”
...
ทุกวันนี้ยังอยู่ด้วยกันไหม?
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันค่ะ ถ้าว่างก็สามารถมาเจอลูกได้ตลอด แต่ไม่ใช่มาปุบปับโดยที่ไม่อะไร คุณต้องแจ้งคนของคุณก่อนเช่นกันใจเขาใจเรา”
แยกกันอยู่นานหรือยัง?
“สักพักใหญ่แล้วค่ะ (เราออกไปหรือเค้าออกไป?) เราอยู่สิคะ แต่เค้าก็ไปอยู่กับใครไม่รู้ และหนิงไม่ถามด้วย ซึ่งเราก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าเค้าอยู่กับใครอะไรยังไง และมันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เราต้องถามด้วย”
ดูเราชัดเจนกับเรื่องนี้มาก ไม่อยากให้เขาไปเคลียร์กับคนของเขา?
“อันนี้เราต้องบอกตรงๆ ว่ามันมีสิ่งที่ไปกระทบกับลูก และเราไม่อยากให้มันไปกระทบกับลูกเพราะว่าเด็กคนนึงเค้าก็ไม่รู้เรื่องอะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย และการที่จะมีอะไรบางอย่างไปกระทบกับลูกมันเรื่องเดียวเลยนะ ถ้าวันไหนเห็นเราลุกขึ้นมาฟาดฟัน หรือโกรธ หรือโมโห
เรื่องเดียวเท่านั้นคือกระทบกับลูก แม้ปัญหาที่เขาสร้างไว้ให้เราเรายังปล่อยชิลได้เลย แต่ถ้ากระทบกับลูกเมื่อไหร่ เพราะหัวอกคนเป็นแม่เรายอมถอยสุดๆ เลย เพื่อให้คนเป็นลูกเราไม่ต้องรับรู้อะไรเยอะๆ จะได้ไม่ต้องให้มันมีปัญหา แต่ถ้าเราถอยให้ขนาดนี้และมีใครมาทำให้กระทบกับลูกแม้แต่นิดเดียวก็ใจเย็นอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
...
เค้าพาคนของเค้ามาหาลูกบ้างไหม?
"ไม่มีค่ะ ยังไม่ถึงขั้นขนาดนั้น แต่อนุญาตใหม่อันนี้ไม่เกี่ยวกับหนิงเลยต้องถามตัวณิริน และถ้ามันเป็นความสุขที่ณิรินโอเค โอเคแล้วถ้าลูกโอเค"
เราตีกรอบไหมว่าได้เท่าไหนกับลูกเรา?
“ไม่เลยค่ะ เพราะลูกเราโตพอที่จะสร้างกรอบให้กับตัวเองว่าอะไรที่มีความสุขและเขาจะต้องไม่ฝืน แต่ถ้าใครไปกระทบเขาอันนี้เราก็ไม่โอเคเหมือนกัน”
คิดว่าตัวเองถอยสุดท้ายแล้วหรือยัง?
“เราว่าตอนนี้เรามองว่าจะเดินหน้าไปยังไงแค่นี้ แต่อย่ามายุ่ง อย่ามาทำอะไรกับลูกเราเท่านั้นเอง อย่าให้เด็กตั้งคำถามอย่ามานั่งรับรู้ว่าอะไรยังไง”
อยากให้เขาช่วยค่าเลี้ยงดูยังไงบ้าง?
“อันนี้หนิงขอผ่าน อะไรที่ช่วยเหลือตัวเองได้อะไรที่มูฟออนได้เราก็พยายามมูฟออน และก็แก้ไขปัญหาเอง ขอแค่อย่างเดียวอย่ายุ่งกับลูกหนิง อย่าทำให้ลูกหนิงไม่มีความสุขแค่นั้นเลย”
ถ้าไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อขนาดนี้?
“จริงๆ ปัญหาบางปัญหาถ้าไม่มีทางแก้ ดิ้นไปคนที่เจ็บคือเรา และเราไม่รู้หรอกว่าจะอีกนานแค่ไหน แต่เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างคลายลงและเบาลง อย่างน้อยๆ เรารู้ว่าทุกคนก็ต้องรับรู้ได้ว่าปัญหายังอยู่เหมือนเดิม แต่เราไม่ทุกข์ใจเท่าเดิม เพราะเวลาช่วยรักษาใจ”
คุณปู่ยังซัพพอร์ตเหมือนเดิม?
“คุณปู่ยังดูแลค่าเล่าเรียนให้ณิรินอยู่”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราอยู่ที่เขาและมันแก้ไม่ได้?
“ขอบคุณค่ะที่ตอบแทนมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมันอยู่ที่เขาไม่ได้อยู่ที่เรานึกออกไหม และพอเราพยายามดิ้นๆ คนที่ทุกข์มันคือเราเองไง สู้เราเอาเวลาไปดูแลความสวยตัวเองดีกว่า และลูกก็จะปิดเทอมแล้ววางแพลนเรียน มันก็จะมีเอเนอร์จี้ในการใช้เงิน”
อยากพูดหรือฝากถึงใครไหม?
“เอาเป็นว่าอยากฝากถึงทุกคนตรงนี้เลย รับรู้ร่วมกัน เพราะถ้าไม่อยากอยู่ร่วมกันจะทุกคนเข้าไปในไลน์แอด เพราะทุกวันนี้มันคุยกันแล้วมันเป็นเรื่องขำ แต่วันนั้นมันไม่ขำไง (ในกรุ๊ปนั้นมีเยอะมั้ยคะ?) ไม่ต้องเลยเดี๋ยวก่อน! แต่ไม่เยอะหรอก ก็ขำๆ ไปเพราะเดี๋ยวจะตีกันเองแล้วปวดกบาล เอาเป็นว่าใครจะทำยังไงเชิญเลยแต่อย่าให้กระทบกับลูกหนิงก็พอ”