เรื่องราวกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นสำหรับ พรหมลิขิต ที่นอกจากบทละครจะสนุกสนาน สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือสอดแทรกความรู้ด้านประวัติศาสตร์ต่างๆ อย่างเช่นเรื่องราวของ อึ่ง ที่รับบทโดย จ๊ะจ๋า แดนดาว ซึ่งเธอเป็นสายพละกำลัง หัวเรี่ยวหัวแรงช่วย พุดตาน (เบลล่า ราณี) ปลูกผัก ทำสวน ปลูกกระท่อม ทำได้หมด แต่ชีวิตดันไม่ราบรื่น ดันมีผัวเก่าไม่ดีอย่าง ขาม ที่รับบทโดย ไผ่ วิศรุต ผัวเก่า ซึ่งคอยเป็นเจ้ากรรมนายเวรของอึ่ง หวังจะฉุดเมียตัวเองไปขายเพื่อแลกเงิน
เชื่อว่าหลายคนอาจจะสงสัยว่าในสมัยอยุธยา ผู้ชายสามารถขายผู้หญิงแลกเงินได้จริงเหรอ วันนี้ทาง ไทยรัฐบันเทิง จะพาไปรู้จักกับเกร็ดความรู้ในเรื่องนี้ โดยทาสในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งหมด 7 ประเภท แบ่งเป็นดังนี้
ทาสสินไถ่ : เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทอง ซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง
...
ทาสในเรือนเบี้ย : เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้
ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก : ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป
ทาสท่านให้ : ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น
ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ : ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ
ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก : ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส
ทาสเชลย : ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้.