เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ก่อนหน้าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เข้าถ่ายทำรายการ คนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 8 แบบเอ็กซ์คลูซีฟ
กับประเด็นคำถามเมื่อตนเองจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เขาสัญญากับพี่น้องประชาชนว่า จะทำให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากการให้ทหารอยู่ใต้พลเรือน
พร้อมทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ พร้อมช่วยเหลือพี่น้อง SME ฯลฯ งานนี้คลิปดังกล่าวมีผู้รับชมสูงถึง 1.7 ล้านคน (อัปเดตข้อมูลวันที่ 16 พฤษภาคม 2566)
และจากการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าคะแนนเสียง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 รวมคะแนนเสียงมากกว่า 10 ล้านเสียง
ทำให้หลายๆ คนมองว่า “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” กำลังจะเกิดขึ้นในความหลากหลายด้านทุกมิติของประเทศไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคก้าวไกลได้ที่นั่ง ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 151 ที่นั่ง
...
ต่อมานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวประกาศจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านเดิม 6 พรรค ได้แก่ "ก้าวไกล-เพื่อไทย-ประชาชาติ-ไทยสร้างไทย-เสรีรวมไทย-เป็นธรรม” พร้อมเตรียมตั้งทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล เซ็นประกาศนโยบายที่จะดำเนินการ และพร้อมนั่งเก้าอี้ "นายกฯ" ควบตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"
ส่วนในรายการ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เคยเปิดใจถึงสาเหตุที่ไม่ขอจับมือกับ 2 พรรคอย่าง พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนย้ำจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน
โดย อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการรวมพรรค ว่าพรรคไหนที่เขาไม่คิดจะจับมือด้วย?
ซึ่ง นายพิธา ตอบว่า “พรรคพลังประชารัฐ กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นต้นตอของการทำรัฐประหาร และเป็นคนที่ฆ่าเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เพื่อที่จะให้ตัวเองเข้าสู่อำนาจ และต้องการที่จะรักษาอำนาจอยู่
เพราะฉะนั้น 2 พรรคเนี่ย มันตรงข้ามกับเหตุผลว่าทำไมผมถึงมาเล่นการเมือง (หัวเราะ) มันตรงกันข้ามกับเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีพรรคอนาคตใหม่ จนกระทั่งมาถึงพรรคก้าวไกล เพราะฉะนั้น 2 พรรคนี้ เราไม่สามารถที่จะร่วมได้
ในทางกลับกันผมก็คิดว่าเราร่วมมือ สามารถที่จะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้กับอีกหลายพรรคนะครับ นั่นก็คือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ปัจจุบันที่ผมทำงานกับพวกเขามา 4 ปี”.