หลังจากที่เป็นดราม่ากระฉ่อนไปทั้งวงการบันเทิง หลังจาก ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้ออกมาเปิดคลิปภาพขณะเกิดเหตุ ดารารุ่นใหญ่ได้ตบนักแสดงหนุ่มน้องใหม่ กลางห้างในเกาหลี เพียงเพราะปฏิเสธไม่ยอมไปกินปูด้วย
ต่อมาชาวเน็ตได้พุ่งเป้าไปที่ ม้า อรนภา กฤษฎี ซึ่งตอนนั้น พี่ม้า อยู่ที่เกาหลี และได้โพสต์ภาพไปกินขาปูในตำนาน ก่อนที่ ทนายตั้ม จะได้ออกมาเปิดคลิปที่นักแสดงหนุ่มรุ่นน้อง ถูก ม้า อรนภา ตบหน้ากลางห้างดัง ซึ่งประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในโลกออนไลน์
ล่าสุด ม้า อรนภา ก็ได้นัดนักข่าวเพื่อเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ MYT Studio กรุงเทพกรีฑา โดยเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น?
"ต้องให้พี่เกริ่นก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าไม่มีการเกริ่นจะเข้าใจผิดกันไปตลอด อันดับแรกต้องขอขอบพระคุณก่อนที่ไม่ไปรอที่สนามบิน เพราะเมื่อคืนเครื่องก็ดีเลย์ 35 นาที วันนี้บอกว่าจะเจอก็เจอกันจริงๆ จะคุยกันในส่วนพาร์ตของพี่ทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นยังไง มีกำลังใจเยอะมาก ขอบคุณมากๆ ขอบคุณจริงๆ"
"คือตั้งแต่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ่งนึงที่พี่ได้ทำนั่นก็คือ ได้พยายามเขียนแล้วก็คิดว่าจะโพสต์ แต่พอมาคิดดูอีกทีแล้วก็มีคนที่ให้ความคิดเห็นอยู่ข้างๆ พี่ ตลอดเวลาก็บอกว่าอย่างเพิ่ง แต่วันนี้จะอ่านสิ่งที่พี่อยากจะโพสต์ให้กับทุกๆ คน ได้ฟังก่อน เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้ก็จะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น"
"ก่อนอื่นต้องขอโทษจริงๆ พี่มีความรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในครั้งนี้ เสียใจมากๆ ที่เกิดขึ้น ยอมที่จะรับผิดตรงนี้ไหม แน่นอนค่ะ แต่ว่าพี่ก็ได้ขอโทษน้องเขาไปแล้วนะคะ เราได้ปรับความเข้าใจกันทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งน้องเข้าใจ เราก็เข้าใจด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ทราบว่าหลังจากนั้นน้องยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ติดคาใจเขาอยู่ มันก็เลยทำให้มีการไปปรึกษาทนายหลายๆ คน ซึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องต้องบอกว่ายังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกหลายวันมากๆ เลยทีเดียว"
...
"จนกระทั่งวันนึงมีการนำเสนอเรื่องราวนี้ขึ้นมา หลังจากที่พี่ได้พยายามที่จะติดต่อน้องทันที แต่ก็ไม่สามารถที่จะติดต่อได้ จนกระทั่งในที่สุดพี่ก็ต้องติดต่อกับผู้จัดการคนเก่าของเขา พอเราได้พูดคุยกันแล้วก็ตกใจกับการนำเสนอข่าวมาก จนไม่กล้าที่จะ.."
"อันที่จริงน้องเองเขาก็ไม่กล้าที่จะมาเจอหน้าพี่จากการที่มีข่าวเกิดขึ้น แต่ว่าเราก็ได้พูดคุยกับผู้จัดการของน้อง แล้วในที่สุดเราก็จะได้มาเจอกันในวันที่ 29 พ.ย. ก็คือวันสุดท้ายของภารกิจที่เราได้ทำกัน แล้วเมื่อกลับถึงเมืองไทยเราก็จะพูดคุยผ่านสื่อพร้อมกันด้วย เพราะว่ารายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ขอให้รอฟังจากเรา 2 คน ซึ่งก็จะดีที่สุด"
"สิ่งนึงเลยพี่ต้องขอโทษคุณพ่อ-คุณแม่ของเขา พี่ต้องขอโทษกับสิ่งที่พี่ทำผิด แล้วก็ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวพี่ แต่ก็อย่างนึงพี่อยากที่จะให้รับฟังเรา 2 คนจากปากเลย อย่าเพิ่งด่วนที่จะตัดสินใจว่าอะไรที่มันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายยังไงพี่ก็ต้องขอยอมรับในผลที่มันตามมาในตัวของพี่"
"อันนี้คือสิ่งที่พี่เขียนเอาไว้เพื่อที่จะนำไปโพสต์ แต่ก็ไม่โพสต์พี่คิดว่าเงียบไว้ก่อน ทุกอย่างก็ควรที่จะเงียบเอาไว้ก่อน ในขณะที่มันมีกระแสมากมายรุนแรงก็ไม่รู้จะตอบโต้กันไปทำไม พี่ทำมาร์เก็ตติ้งให้กับโรงพยาบาลศัลยกรรมที่เกาหลีมานานหลายปีมากๆ ที่ทำให้เพราะเขาดูแลพี่มาตลอดตั้งแต่แรกๆ ใครเห็นก็อยากที่จะให้พี่ช่วยแนะนำ"
"พี่ไม่เคยคิดว่าจะทำมาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าก็มีหลายคนที่ให้พี่ให้คำแนะนำแล้วก็ไปด้วย เวลาที่ทำอะไรที่เป็นกมลสันดานของตัวเองคือ ต้องทำทุกอย่างให้เกิดความสมบูรณ์แบบ พอใจในสิ่งที่เราจะเป็นคนทำให้เขา ให้คนที่ได้รับมีความพึงพอใจอย่างมากแล้วมากที่สุด"
"ทุกครั้งเวลาพี่ไปพี่จะไม่อยู่นิ่ง พี่จะไปดูว่าเราจะไปกินอะไรที่ไหน อะไรมันควรจะอร่อย เราจะไปดูอะไร เกาหลีใต้มันมีอะไร ไปเอาต์เลตตรงไหน คือพี่ก็จะไปสืบเสาะจนกระทั่งเพื่อนๆ ขอตามไปด้วยเมื่อเวลามีเคส เพื่อนทุกคนก็บอกขอบคุณ สนุก ก็ดีใจมาก ตามตารางที่บอกว่าน่าจะเป็นแบบนี้"
"ดังนั้นทุกๆ ครั้งพี่มีคนที่พี่จะต้องดูแลก็จะทำแบบนี้ตลอดเวลา แล้วก็ไม่ได้ทำมา 3 ปีเต็มๆ เพราะว่าเรื่องโควิดมันก็ต้องหยุดไป"
"ก็จะเป็นเคสนี้เคสแรก เคสที่รู้จักกับน้องจากที่ผู้จัดการส่วนตัวของเขาเมื่อก่อนเป็นคนแนะนำ แล้วสิ่งนึงที่พี่พูดเลยก็บอกว่าเธอเป็นคนหล่อ แต่เสียอย่างเดียวคนหล่อห้ามมีจมูกที่งุ้ม เหมือนกับผู้หญิงห้ามฟันเก ต้องเกิดการทำให้สมบูรณ์แบบเพื่อที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่แวดวงบันเทิงได้อย่างดี เขาก็ได้ไปปรึกษาแพทย์เรียบร้อยแต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการนัดหมาย"
"ไม่ได้มีการวางมัดจำอะไรทั้งสิ้น พี่ก็ไม่ได้ติดใจปล่อยวางไป เพราะว่ายังมีคนอื่นๆ ที่เขามีความที่อยากจะไป แต่ว่าก็ยังไม่ได้นัดหมายเช่นกัน เพราะต้องอยู่จังหวะเวลา"
...
"วันหนึ่งอยู่ๆ ผู้จัดการเขาก็บอกว่าน้องเขาจะไปแล้ว เราก็ให้น้องติดต่อมา พอติดต่อมาพี่ก็ทำการจัดการติดต่อทางเกาหลีให้เรียบร้อย ต้องใช้เวลาในการติดต่อ ก็บอกไฟลต์ว่าควรไปในลักษณะตอนนี้ น้องเขาบอกว่าอยากไปเที่ยวก่อน 2 วันได้ไหมก่อนที่จะทำ จะได้ไปถ่ายรูปให้พี่พาไปเที่ยว เราก็บอกไม่มีปัญหาเพราะเราต้องดูแลอย่างครบถ้วนอยู่แล้ว เริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนทำ ทำ หลังทำ เป็นคนหาข้าว หาน้ำ จัดสรรทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความประทับใจ ไม่ให้เสียชื่อเสียงของเรา พี่เป็นคนแบบนี้ไม่อย่างนั้นจะทำงานในวงการบันเทิงมาถึง 30-40 ปี เพราะเราต้องสมบูรณ์แบบทุกเรื่อง"
"ต่อมาให้ทำในลักษณะที่เป็นมาร์เก็ตติ้งแบบนี้ ก็เลยต้องสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน แต่ทุกครั้งเวลาจะทำอะไรเราก็ต้องถามผู้ที่ไป ก็ถามว่าอยากไปเที่ยวไหน อยากจะไปทำอะไร บอกเอาอย่างนี้ไหมโรงแรมอยู่ใกล้วัด สิ่งนึงพี่จะพาลูกค้าไปไหว้พระเสมอ จะได้ขอพร"
"เขาบอกที่มาครั้งแรกเห็นแต่บาร์ เราก็เลยถามว่าอยากไปทำอะไร คิดว่าชอบเมียงดงแน่ๆ เลยใช่ไหม คนไทยชอบเมียงดงถ้าจะไปขึ้นไปดูโซลทาวเวอร์ก่อนไหม เขาก็ดีใจ เราก็บอกว่าไปหาอะไรกินก่อนแล้วกันค่อยไป แล้วก็ถามว่าตกเย็นจะไปไหน ทานอะไร มันมีหลายอย่างนะ ก็บอกว่าไปกินปูไหม"
"อันนี้ทั้งหมดทุกอย่าง พี่รู้จักร้านเพราะไปบ่อย แล้วดีมาก ทุกร้านที่พาไปทุกคนก็แฮปปี้มาก แม้กระทั่งคนที่ไม่ไปทำก็มาขอที่อยู่เวลาเขาไปกันเองแล้วก็ไปเที่ยว กลับมาก็บอกดีมาก อร่อยมาก สนุกมาก ต่างๆ นานา ก็จะเป็นบ้านๆ แต่ว่ามันดี"
"เราก็ถามเอาไหม เขาก็บอกเอาครับๆ ผมชอบกินปู ก่อนออกจากโรงแรมเราก็ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบ เพราะว่าเกาหลีร้านปิดเยอะมาก โรงแรมปิดเยอะมาก โรงแรมที่อยู่ประจำก็ปิดหมด ด้วยพิษเศรษฐกิจของโควิด พอหลังจากนั้นเราต้องให้ทางโรงแรมที่เราพักโทรไป เพราะใช้ภาษาเกาหลีว่าร้านเปิดไหม เราก็เลยจะไปจบกันที่กินปู เพราะวันรุ่งขึ้นน้องเขาก็ต้องทำการผ่าตัดแล้ว"
...
"ดังนั้นสิ่งนึงคือเราจะต้องไปกินเร็วหน่อย เพราะต้องมีการงดอาหารและน้ำให้ได้ 6 ชม. ในการผ่าตัดไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดมีเอฟเฟกต์ ทุกอย่างเรารู้หมด เราก็ต้องอธิบายให้น้องเข้าใจ เราก็เรียกแท็กซี่ไปโซลทาวเวอร์ แล้วหลังจากนั้นในขณะที่นั่งดูวิว"
"น้องเขาก็บอกว่าเดี๋ยวเราแยกกันไหม เราก็ถามเขาว่าจะไปไหน คือเราเองก็ถามเขาตลอดอยู่แล้วว่าอยากไปไหน เขารู้อยู่แล้วว่าจะไปไหนบ้าง เขาเป็นลูกค้าเราก็ต้องทรีตเขาเป็นลูกค้า ไปถามได้ทุกคนพี่มีเซเลบในประเทศไทยไปไม่รู้กี่คนแล้ว ทุกครั้งที่ไปพี่จะมีจรรยาบรรณว่าจะไม่บอกว่าเป็นใคร"
"ในไอจีหรือเฟซบุ๊ก ดิฉันก็บอกว่าจะไปพักกบาล จะไปทำสวย ทุกคนก็มารุมฉันว่าไปทำสวยอีกแล้ว จะไม่มีรูปคู่ถ่ายกับลูกค้าเด็ดขาด เพราะจะต้องปิดบังไว้แล้วยิ่งเป็นเคสที่ในอนาคตข้างหน้า เขาจะต้องเป็นคนอยู่ในวงการก็ไม่อยากที่จะให้ด่างพร้อย"
"เม้าท์กันได้ทีหลังว่าทำนี่ทำนั่น เราก็พยายามปิดบังหมดทุกเรื่องราว เพราฉะนั้นดิฉันไม่รู้ว่าว่าจะมีการถ่ายสตอรี่อะไรก็แล้วแต่ ไม่ทราบ บางทีก็ทราบแต่ไม่ได้สนใจว่าเขาจะเอาไปลงหรือไม่เอาไปลง แต่เราจะไม่มีเล็ดลอดออกไปเด็ดขาด"
"นัดหมายกันไว้แล้ว แต่ว่าน้องเขาก็พลาดการไปไฟลต์เดียวกันเพราะว่าบอกช้าไป เราเตือนทุกวันจองหรือยัง แล้วเขาก็บอกว่าเขาจองไม่ได้เพราะว่าไฟลต์เต็ม ก็เลยต้องไปไฟลต์อื่นที่ไปถึงก่อน 2 ชม. ก็ให้เขารอเพราะต้องเอารถโรงพยาบาลมารับทีเดียว เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา ในที่สุดก็ไปเจอกัน ก็ไปเช็กอินโรงแรม แต่ไปก่อนเวลาเราก็ไปนั่งกินกาแฟ ได้พูดคุย ได้เรียนรู้"
"มันเป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะพื้นฐานแต่ละคนมันคนละแบบ ก็ต้องทำให้เขาถูกใจ เราเคยเป็นวัยรุ่นน้องเขามาคนเดียวเราก็ยิ่งต้องคอยดูแล ผู้จัดการเขาก็ฝากฝังมาเราต้องยิ่งดูแล พอคุยแล้วเราก็พอเข้าใจว่าเขาจะเป็นยังไง หลายท็อปปิกที่คุยกันเราก็ต้องสอนจะเข้าวงการทำยังไงจะอยู่ได้นาน"
...
"เขาก็บอกพี่กลับไปได้ กลับไปได้ เราก็บอกว่าจะกลับไปยังไงถ้าเขาไม่เรียก ประโยคแบบนี้ฉันก็พูดตลอดเวลา ถ้าเราไม่เรียกเราก็ไม่รู้จะกลับยังไง เราก็มีช่องของเราเอง (เพจ) ก็กลับมาอยู่ตรงนี้แล้ว เราก็บอกให้เขาหยุด ให้ฟัง"
"อย่ากดดัน เราไม่ได้ตบนะ เราตีต้นแขน บอกว่าอย่าๆ ใจเย็นๆ ฟังก่อน อย่ากดดัน แล้วก็ไปทานข้าวกัน เขาชอบถ่ายรูป แล้วก็ไปโรงแรม แล้วนัดไปทานอาหารค่ำที่ใกล้ๆ โรงแรม เราก็บอกว่า ไปใกล้ๆ แล้วกันเนอะ จะได้กลับมานอนพักที่โรงแรม"
"เราก็ถามว่า ไม่ไปเมียงดงแล้วเหรอ เขาก็บอกไม่ ผมเกรงใจแม่ เราก็บอกว่าไม่ต้องเกรงใจ เริ่มเรียนรู้แล้วค่ะว่าดิฉันเป็นหญิงแก่ เขาเป็นวัยรุ่น มันคนละภาษา ความชอบมันไม่เหมือนกันแน่ๆ เราก็ค่อยๆ เก็บข้อมูลเพื่อที่จะค่อยๆ ปรับๆๆ ให้ได้ดีที่สุด เราก็บอกเขาว่าเดี๋ยวเอาของไปฝากไว้ที่ร้านของไกด์ทั้งหลาย มีของเยอะขนาดไหนเอามาฝากเราไว้ได้ แต่เราไม่ได้อธิบายให้น้องฟัง เราก็บอกเขาว่าอยากไปไหนก็ไปได้เลย"
"ดิฉันก็อยู่ตรงนั้น 2-3 ชั่วโมง ก็แฮปปี้นั่งเพลิน แล้วก็สั่งวาฟเฟิลไว้ให้เขาทานเพราะกลัวหิว ก็ไลน์ไปถามว่าช็อปหมดตลาดมั้ย เขาก็ถ่ายรูปส่งมาให้ดู โอ้โห 5 ถุง เขาก็บอกว่าเดี๋ยวกำลังจะมาหานะครับ พอเขามากินวาฟเฟิลเสร็จแล้ว ของที่เขาซื้อมามีรองเท้าด้วย แล้วเราจะไปภูฏานก็เลยอยากได้รองเท้าผ้าใบเหมือนกัน เขาก็เลยบอกจะพาไปร้านนี้ ก่อนที่จะไปกินข้าวเราก็ไปซื้อรองเท้ากัน"
"เขาก็หิ้วของ เราก็ถามครั้งที่หนึ่งว่าไหวมั้ย ที่เราถามเพราะคนที่ช็อปปิ้งหิ้วเยอะขนาดนี้คงไม่ไปไหนแล้ว เราก็ถามเขาเป็นครั้งที่สองว่าไหวมั้ย ดิฉันย้ำเพื่อที่จะหาคำตอบว่าถ้าไม่ไหวก็ว่ามา เราจะได้เปลี่ยนแผน ของมันเยอะเหลือเกิน เขาก็บอกไหวครับ เราก็เดินไปที่ร้านรองเท้า เราก็เลือกซื้อรองเท้าเสร็จก็จะไปกินอาหารกัน ก็ยืนอย่างที่คุณเห็นในคลิป แล้วประโยคที่เขาพูดก็คือ ไม่ไปกินปูแล้วนะ ดิฉันก็ ฮะ…จะบ้าเหรอ (ทำท่าเอามือตบหน้าคู่กรณีให้ดู)"
"ดิฉันมือไว เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยตีมือเขาบอกให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ห้ามกดดันเด็ดขาด เราอยู่กับเขาก็สอนเขาหลายเรื่องมากเพราะเขาจะเข้าไปอยู่ในวงการ เราก็จะสอนเขา ตอนที่ทำฉันก็ตกใจเหมือนกัน ตอนนั้นเราตั้งใจกันแล้ว เราจองร้านแล้ว ดิฉันไม่ได้โมโห เราถามมาตลอด 3 (ตอนพูดมีอารมณ์มั้ย?) ก็พูดเสียงโทนนี้เลยค่ะ (น้ำหนักมือที่ตบประมาณไหน แรงมั้ย?) แค่เห็นในคลิปก็น่าจะพอรู้แล้วว่ามันคืออะไร"
เขาก็มีปฏิกิริยามั้ย?
"เขาก็มีปฏิกิริยาทันที เขาก็บอกตบหน้าผมเลยเหรอ เราก็ขอโทษเขา เขาก็บอกว่าถ้าเป็นคนอื่นผมด่าไปแล้ว เขาก็เดินไปเลย เราก็เดินไปจับเขาไว้ ขอโทษจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจเลย ที่ทำเพราะตกใจที่อยู่ๆ ทำไมเปลี่ยนปุ๊บปั๊บ เราก็แตะไปทีเดียว บอกจะบ้าเหรอ เวลาใครทำอะไรผิดดิฉันจะชอบบอกว่า ตบปากตัวเองเท่าอายุฉันเลย (เรียกว่าแตะหรือตบ?) แตะสิ ไม่ใช่แบบ…(ทำท่าง้างมือให้ดู) ไม่ได้โมโหหิว"
"เขาก็บอกทำแบบนี้ไม่ได้ ผมโกรธมากๆ เราก็ตายละ เสียใจมากๆ ทำยังไงดี เขาก็บอกปล่อยผม ให้ผมอยู่คนเดียว ให้ผมสงบสติอารมณ์ เราก็เลยปล่อย เขาก็เดินไปยืนอยู่ริมถนนตรงหน้าเมียงดง เราก็เดินตามไปแล้วรอให้เขาสงบสติอารมณ์ก่อน พักใหญ่ๆ พอสมควรเราก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาแล้วจับมือเขา แล้วก็ขอโทษเขาอีกครั้ง ไม่ได้ตั้งใจเลยแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นเพราะตกใจว่าเราถามมาตลอดแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น แล้วอยู่ๆ มาบอกแบบนี้ไม่ได้"
"น้องต้องเข้าใจนะการอยู่ร่วมกัน เราต้องเดินเข้ามาคนละครึ่ง จะไปหรือไม่ไปก็บอกมา เราก็บอกว่ามันอันตรายเหมือนกันนะ เราต้องมีความรับผิดชอบในการนัดหมาย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่เราก็จะพูดขอโทษตลอด รู้สึกไม่ดีมากเลย เขาก็บอกได้ครับผมเข้าใจ เรื่องนี้ผมจะไม่บอกใคร แม้กระทั่งพี่ธง ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัวเขา คุยกันอยู่สักพักนึงจนกระทั่งทุกอย่างเข้าใจประนีประนอมกันหมดแล้วทุกเรื่อง"
"เขาก็บอกว่าจริงๆ ผมเคารพแม่มากเลยนะ และสอนอะไรผมหลายๆ อย่าง ขอบคุณมากนะครับ เขาก็เข้ามากอดดิฉัน เราก็คิดว่าทุกอย่างก็สงบลง เขาก็บอกไปกินปูกันครับ ดิฉันก็ฮะ…ได้ๆ ไปก็ไปพอไปถึงร้านปูเขาก็ถ่ายรูปส่งไปให้แม่ดู เขาก็บอกว่าแม่บอกว่าน่ากินจัง เราก็กินจนอิ่ม เขาก็บอกว่าอยากกลับไปดูละคร เราก็ถามเขาว่าถ้ากลับไปเวลานี้จะทันมั้ยเพราะที่เวลาที่เกาหลีจะเร็วกว่าเวลาไทย 2 ชั่วโมง เขาก็บอกว่าดูทัน พอกินเสร็จก็กลับกัน"
"พอถึงโรงแรมเราก็บอกว่าพรุ่งนี้เจอกัน 11.30 น. เพราะต้องไปพบแพทย์และเข้าห้องผ่าตัดตอนบ่ายโมง ในใจก็รู้ว่าเขาจะไปเที่ยวกลางคืน เราก็พยายามบอกว่าต้องห้ามดื่มน้ำ ต้องห้ามกินอะไรหลังจากนั้น 6 ชั่วโมงเพราะต้องผ่าตัด เราก็กลัวแต่ก็ไม่กวนเขา พอตอนเช้าเจอกันเราก็ถามว่าเมื่อคืนไปไหนมารึเปล่า เขาก็บอกไปครับ เราก็ถามว่าไม่ได้ดื่มน้ำไม่ได้ดื่มเหล้าอะไรใช่มั้ย เขาก็บอกว่าไม่ครับ เราก็ไปโรงพยาบาลและส่งเขาเข้าห้องผ่าตัด"
"ตอนเย็นๆ ก็กลับมารับเขา ผ่าเสร็จเขาก็ไม่ได้มีอาการแย่มากเพราะแค่ทำจมูก ไม่ใช่เคสใหญ่โตมากมาย พอกลับถึงโรงแรมเขาก็บอกอยากนอน เราก็บอกเขาว่าได้นอนเลย ก็นัดเขาว่าตอนเย็นไปหาอะไรกินกันนะ พอถึงเวลาเราก็โทรถามเขาเพราะน้องผู้ชายเราก็ไม่อยากเข้าไปในห้องเขา"
"แต่ถ้าเป็นเคสของลูกค้าผู้หญิงดิฉันจะเคาะห้องตลอดเวลาเพื่อถามว่าปวดอะไรมั้ย เป็นอะไรมั้ย พอเป็นน้องผู้ชายเราก็ใช้วิธีการโทร แล้วบอกให้เขาจิบน้ำเพราะการจิบน้ำจะบอกอาการได้ว่ามีอาการคลื่นไส้มั้ย เพราะถ้าไม่คลื่นไส้จะได้กินอาหารได้ เขาก็บอกไม่มีปัญหาอะไรครับ เราก็ถามเขาไปกินอะไรมั้ย เขาก็บอกว่าไม่ครับผมซื้อขนมปังมาแล้ว"
"ตอนเช้าเราก็โทรไปถามว่ากินอะไรหรือยังเพราะต้องกินยานะ เพราะวันนั้นเป็นวันแรกหลังจากที่ทำ (ทำจมูก) เสร็จแล้ว เขาก็บอกว่ากินขนมปังแล้ว เราก็ด้วยความเป็นห่วงก็เลยไปเคาะห้องดีกว่าขอไปดูผลของการทำ ก็ไปเคาะห้อง เขาก็บอกว่าเดี๋ยวๆ ครับผมโป๊อยู่ เราก็เข้าใจค่ะ เสร็จแล้วก็เข้าไปดูว่าเป็นยังไง ก็ยังพูดคุยกันดีธรรมดา"
"เราก็ถามว่าจะไปไหน ที่ถามเพราะเขาเป็นลูกค้า (หัวเราะ) เขาบอกจะนอน เราก็บอกต้องออกไปเดินเพราะการเดินจะให้ลดบวมได้เร็วที่สุด แล้วดิฉันจะบอกทุกคนให้ไปตอนอากาศหนาวๆ เพราะจะดีมาก แผลก็จะหายไว"
"พอตกกลางคืนก็โทรถามเขาว่ากินข้าวหรือยัง ต้องกินยานะ เขาก็บอกครับๆ ตอนนั้นเขาจะทำอะไรดิฉันไม่รู้อะไรทั้งสิ้น พออีกวันนึงก็จะทำแบบนี้เหมือนกันเพราะจากนั้น 3 วันต้องไปล้างแผล ดิฉันก็จะถามแบบนั้นทั้งเช้าทั้งเย็นเพราะเป็นห่วงต้องกินยา"
"มันเป็นกฎบังคับที่เข้มงวดมากของทางโรงพยาบาล ก็เลยต้องโทรตลอดเวลาและเขาก็ยังรับสายของดิฉันตลอด จนกระทั่งวันที่ล้างแผลเราก็นัดกันว่าต้องไปล้างแผลเขาก็ครับๆ พอช่วงสายๆ ก็เดินไปด้วยกัน ก็ยังถ่ายรูปกันปกติ ก็ให้เขาถ่ายคลิปดิฉันพูดขายห่อหมก เขาก็ถ่ายให้ บรรยากาศปกติหมดทุกอย่าง"
"พอวันที่ 3 ดิฉันก็โทรเช้าโทรเย็น ซึ่งเราก็รู้ว่าเขาไปไหนของเขา พอวันที่ 4 ที่เราจะต้องไปล้างแผล ก็ยังออกมาเจอกันหน้าห้อง เดินไปด้วย ถ่ายคลิปไปด้วย พอไปถึง รพ. ก็ทำการล้างแผล คือเราต้องอยู่กับลูกค้าตลอดเวลา เพื่อแนะนำการล้างแผล การดูแลตัวเองหลังจากนี้ จะมีล่ามคอยบอกทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะต้องคอยแนะนำเขา บอกความเข้าใจ เรามีประสบการณ์ ห้ามพลาดเด็ดขาด จะได้หายเร็วที่สุด"
"ก็พูดคุยกันหมดทุกอย่าง แล้วออกมาหน้า รพ. เขาก็พูดบอกว่า เดี๋ยว 29 เจอกันครับ ซึ่งคือวันตัดไหม แล้วตอนบ่ายเราจะไปที่สนามบิน เพื่อกลับไทย เราก็โอเค เราก็ถามอีกว่า แล้วจะไปไหน ซึ่งมันก็ต้องถาม กลัวว่าเขาจะกินอะไรเดี๋ยวมันไปกระทบกับแผล จะไปถูกมั้ย เขาบอกว่า เดี๋ยวผมแวะแถวนี้ เราก็โอเค"
"เราก็แยกกันไป เพราะดิชั้นก็จะไปทำความงามของเราแล้ว แต่ต้องขอเล่าย้อนกลับไป ตอนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น จากที่มีการแตะหน้ากันแล้วเรียบร้อย วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปดูแลน้อง ดิฉันก็ทักไลน์ไปหาผู้จัดการของน้องว่าเด็กคนนี้เป็นยังไง"
"คือดิฉันต้องเริ่มศึกษามากขึ้นกว่าเดิมมั้ย ในลักษณะที่ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นน้องเขาเป็นคนยังไง ผู้จัดการก็โทรมา ได้การพูดคุยหลายอย่าง เขาบอกว่าไม่ได้ดูแลแล้วเพิ่งทะเลาะกันไป แล้วก็ไม่ได้โทรศัพท์ติดต่ออะไรกันใดๆ ทั้งสิ้น ผมปล่อยไปแล้ว และเพิ่งรู้ว่าเป็นเด็กของ พี่ปิ๊ก ฌาณฉลาด มาก่อน แต่เขาไม่ได้ดูแลกันแล้ว"
"วันนั้นเป็นวันที่ดิฉันเข้าไปทำหน้า แล้วก็มีคนส่งข่าวเข้ามาให้ดิฉัน ซึ่งเป็นข่าวจากเมืองไทย ที่เป็นทนายโพสต์ ซึ่งผู้จัดการเขาก็ได้โทรมาบอกดิฉันว่าให้รีบออกไปจากประเทศเกาหลีเดี๋ยวนี้ เขาน่าจะมีการไปแจ้งความ"
"ดิฉันคิดว่าตอนที่เราไม่ได้เจอน้อง แค่เราโทรศัพท์คุยกันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเรารับรู้แค่ว่าเราต้องบอกเขาเช้าเย็นๆ"
ความรู้สึกเราเป็นยังไง?
"ดิฉันก็ตกใจ ไหนว่าจะไม่บอกใคร ไหนบอกว่าแม้แต่ผู้จัดการจะไม่บอก แต่ผู้จัดการเขาก็โทรมาบอกเรา"
ทางการเกาหลีได้มีปัญหากับ พี่ม้า ไหม?
"ไม่มีค่ะ แล้วก็มีคนเข้ามาด่าดิฉันในไอจีกับเฟซบุ๊ก รุมกันพินาศมาก ต้องขอใช้คำว่าด่านะคะ แต่ดิฉันชินแล้วค่ะ เพราะเราเคยเจอแบบนี้มาตลอดชีวิต"
แสดงว่าทางการเกาหลีไม่ได้ทำอะไรเราเลย?
"ไม่ค่ะ จนมีคลิปออกมา ดิฉันก็ยังลงไอจีไปกินนั่นนี่อยู่เลย ดิฉันก็ต้องปล่อยน้องเขาแล้วเนอะ"
น้องเขาไปแจ้งความ ทางการเกาหลีไม่ได้มีอะไรเลยเหรอ?
"ไม่ค่ะ จนทุกวันนี้ก็ไม่มี จะมีได้ยังไง ไม่งั้นดิฉันจะเดินทางได้เหรอ"
มีภาพออกมาว่า ทางตำรวจเกาหลีได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ?
"ดิฉันสันนิษฐานว่า เขาคงได้รับการบอกเล่าจากทนาย เพื่อที่จะไปเก็บหลักฐาน เขาก็คงจะไปสถานี ดิฉันยังพูดกับผู้จัดการเลยว่า เขามีล่ามไหม เพราะที่นั่นเขาไม่พูดภาษาอังกฤษกันเลย แค่ผู้จัดการเขาบอกว่าน้องเขาพูดภาษาอังกฤษได้ ก็คงไปแจ้งความ แต่ขณะที่ไปแจ้งความอาจจะมาขอวงจรปิดที่ร้านนี้เอาไปเป็นหลักฐาน ตำรวจก็คงจะถามว่า แล้วคู่กรณีชื่ออะไร อยู่ไหน เบอร์พาสปอร์ตคืออะไร น้องเขาก็คงไม่รู้ อันนี้คือการคาดเดาของดิฉันเอง และน้องเขาก็คงจะไม่มีของดิฉัน เพราะอยู่มา 4-5 วันแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย"
หลังจากที่เกิดขึ้นได้คุยกับน้องเขาไหม?
"คือพอดิฉันรู้เรื่องแล้ว หลังจากที่ไปล้างแผลแล้ว จากนั้นดิฉันก็โทรหาเขาทันที โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ดิฉันก็พิมพ์ไปหาว่า ทำไมต้องทำขนาดนี้ แต่จากนั้นก็ลบคำถามของดิฉันออกซะดีกว่า เพราะถามไปไม่ตอบ ดิฉันก็สงสัย"
"เพราะตอนนั้นมีข่าวจากทนายว่า น้องเขาหนีออกไปแล้ว ย้ายโรงแรมหนีไปแล้ว กลัวดิฉันมาก ดิฉันก็ไปที่ฟรอนต์ของโรงแรมทันที ซึ่งทางฟรอนต์บอกว่าไม่มีอะไร แขกยังอยู่ ไม่มีอะไร ถามว่าเช็กเอาต์ไหม ก็ไม่มีอะไร ซึ่งทางโรงแรมนี้ ทาง รพ. เป็นผู้ออกให้ แต่ถ้าอยู่เกินกำหนด ก็ต้องจ่ายเอง ซึ่งก็ได้มีการจ่ายเงินไว้แล้ว ถ้าจะออกไปก่อนก็ไม่เป็นไร"
"วันรุ่งขึ้นก็ได้เดินไปที่ห้องข้างๆ ที่น้องเขานอนอยู่ เรานอนห้องติดกัน เอาหูเงี่ยฟัง ได้ยินเสียงกุกกัก เราเลยเปิดประตูออกไป ปรากฏว่าแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด และในห้องนอนเขาไม่เหลือของแล้ว อันนั้นเลยเข้าใจว่าน้องเขาไปแล้ว"
"คิดว่าเขาน่าจะไปตั้งแต่วันที่ล้างแผล เพราะวันนั้นเขาบอกว่าเจอกัน 29 นะครับ เราก็ถามจะไปไหน เขาบอกว่าไปแถวนี้ น่าจะไปเก็บของออกจากโรงแรม ซึ่งจากนั้นเราก็ไม่ได้โทรติดต่ออะไรกันเลย เพราะโทรไปเขาไม่รับสาย"
"จนเราต้องส่งข้อความผ่านทางผู้จัดการให้เขาส่งให้น้องด้วย ดิฉันเป็นห่วงเพราะว่าตารางของ รพ. มันต้องแม่นยำ"
คิดว่าเรื่องอะไรที่น้องเขาไม่พอใจพี่ม้า หรือเรื่องไปกินปูรึเปล่า?
"แต่เขาก็ไปกินปูเนอะ น้องเขาไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่ได้มีเหตุผลใดๆ เลย"
หรือว่าพี่ไปจู้จี้กับเขามากไป?
"พี่ถึงได้ถอยห่างไง ดังนั้นคนเรามันไม่เคยไปไหนร่วมกัน ต้องศึกษาเรียนรู้กัน"
จนถึงวันนี้ได้คุยกันหรือยัง?
"ก็ได้คุยกันวันที่ 29 พ.ย. ได้เจอตัวกัน เพราะว่ายังไงก็ต้องไปตัดไหม ซึ่งผู้จัดการบอกว่า วันนั้นไม่ต้องไปเจอก็ได้ พี่ก็บอกว่าไม่ได้นะ พี่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้จบสิ้นทุกอย่าง ไม่ต้องห่วงและไม่ต้องกลัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะดิฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว งานก็คืองาน ส่วนตัวก็ส่วนตัว"
"ดิฉันก็ไปรอน้องเขาก่อนเวลา ทาง รพ. ก็รู้เรื่อง เพราะต้องเล่าทุกอย่างให้ฟัง รพ. รู้แม้กระทั่งเขาย้ายวันกลับคือวันนี้ วันที่ 30 พ.ย. พอเราได้ไปเจอน้องเขา ก็ได้พูดคุยกันในห้อง เขาบอกว่า พี่คงไม่เครียดหรอกเนอะ เพราะว่าพี่ผ่านอะไรมาเยอะ แต่ผมเครียดมากเลยตอนนี้ ในขณะที่ผู้จัดการเองก็เป็นคนพูดว่า น้องเขาเครียดมากเลยตอนนี้ เพราะไม่คิดว่าจะมีอะไรใหญ่โตขนาดนี้ เขาเพียงแต่จะบอกว่า สั่งสอนดิฉันเท่านั้นว่าไม่ควรไปตบหน้าใคร ซึ่งดิฉันได้รับสิทธิ์นั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นคำพูดประมาณนี้ของน้องเขา"
แล้วใครเป็นคนแนะนำทนายความให้น้องเขา?
"อันนี้พี่ไม่ทราบ แต่มาทราบทีหลังว่าเขาทักไปหาหลายคน แล้วก็มีคนเดียวที่ทักกลับมา เขาก็คงใช้คนนี้"
ได้คุยกับพ่อแม่ของน้องหรือยัง?
"ยังค่ะ ดิฉันถามผู้จัดการเก่าเขาว่า พ่อแม่ว่ายังไงบ้าง ผู้จัดการบอกว่า พ่อแม่เขาเข้าใจ เพราะเขาไปคุยกับพ่อแม่น้องแล้ว เพราะดิฉันก็ไม่มีความสบายใจอยู่ เพราะว่าดิฉันเล่าอย่างนี้ให้กับผู้จัดการฟัง ซึ่งพ่อแม่เขาบอกว่าเข้าใจ แล้วเขาก็บอกว่า เดี๋ยวไปเจอกันในรายการ คุยแซ่บโชว์ แล้วกัน จะได้คุยกันให้เข้าใจ"
พี่ม้ากังวลไหม เพราะตอนนี้เรื่องถึงทนายไทยอะไรเยอะแยะเลย?
"กังวลเรื่องอะไร พี่ก็ไม่รู้จะต้องกังวลเรื่องอะไร"
คิดว่าเขาจะดำเนินคดีเราที่ไทยมั้ย?
"ก็เห็นเขาบอกว่า ไม่ได้ เพราะเรื่องเกิดที่โน่น"
สาระสำคัญของเรื่องนี้ อะไรจริงหรือไม่จริง?
"ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมด ถ้าจะให้เล่าใหม่ ก็จะเหมือนเดิมทุกสิ่งทุกอย่าง"
คิดว่าเรื่องนี้จะจบยังไง?
"เรื่องนี้ดิฉันคิดว่ามันน่าจะจบตั้งแต่ตรงเมียงดงแล้วมั้ง ตอนที่ดิฉันยืนจับมือขอโทษเขาสุดฤทธิ์สุดเดช แล้วก็พูดคุยจนเคลียร์ แม้กระทั่งเขาบอกว่า จะไม่ไปบอกผู้จัดการเขา จนกระทั่งเขาวิ่งเข้ามาบอกว่า ไปกินปูกันนะ"
คิดว่าเรื่องจะยังคงค้างที่เกาหลีมั้ย?
"ไม่ ไม่น่าจะ เพราะพี่ให้ทางสถานทูตไทยไปเช็กดูที่สถานีเมียงดง เขาบอกว่าเหตุการณ์อย่างนี้เยอะมาก"
แล้วต้องเสียค่าปรับมั้ย?
"ไม่มี"
สรุปเรื่องยังไม่ได้เกิดเป็นคดีความขึ้นมา?
"ใช่ เขาแค่ไปลงบันทึกประจำวันเพื่อขอคลิปเท่านั้นเอง"
ถ้าเกิดว่าน้องเขาจะดำเนินคดีความต่อที่เมืองไทย พี่ม้าจะทำยังไง?
"ไม่รู้อะ"
ตอนนี้เรียกว่าพี่ม้ากับน้องดีกันแล้ว?
"พี่อะดีเสมอนะตั้งแต่วันที่เรายืนจับมือกันที่เมียงดง"
น้องเขาดีกับพี่มั้ย?
"พี่ไม่รู้ไง เขาอาจจะไม่แฮปปี้ก็ได้ ไม่งั้นจะทำการดำเนินการเหรอ"
กลัวเรื่องนี้จะกระทบกับอาชีพเราไหม?
"พี่มีอาชีพอะไรคะตอนนี้ ห่อหมกก็ยังขายดีเหมือนเดิม มีเรื่องทีไรก็ขายดีตลอด จริงๆ ดิฉันหนีออกจากวงการบันเทิงมา 3 ปีแล้วนะ"
ส่วนตัวน้องไม่ได้พูดอะไรมากที่ทำให้พี่ม้าเสียหาย แต่บุคคลที่ 3 ได้มีการพูดออกมา ตรงนี้จะฟ้องไหม?
"ต้องบอกว่าเสียหายมั้ย ทุกคนบอกว่าเสียหายมากเลย ดิฉันเองก็มีความรู้สึกว่า ก็เสียหาย แต่ถ้าเทียบตอนที่ไล่ออกจากนั้น ดิฉันว่าอันนั้นใหญ่โตมากกว่า ดิฉันยังอภัยได้ทุกเรื่องราว เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคนที่มีวาทะกัน มีพฤติกรรมให้เห็นกัน ไม่ได้ตบนะ อย่าใช้คำว่า ตบ แค่แตะกัน ไม่คิดเลยว่าเขาจะเอาเรื่องนี้ไปโพนทะนาซะขนาดนี้ ถามว่ามีความรู้สึกมั้ย มันต้องมีอยู่แล้ว แต่ดิฉันควบคุมความรู้สึกนี้ได้อย่างมีสติ"
แสดงว่าพี่ม้าจะไม่ฟ้อง?
"พี่พูดไม่ได้ว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง เพราะพี่ไม่รู้เรื่องกฎหมาย"
ระหว่าง ตบ กับ แตะ ของพี่ม้ากับน้องอาจจะไม่เหมือนกันรึเปล่า?
"ก็คงอย่างงั้น เพราะผู้ชายคงมีศักดิ์ศรีเกียรติยศของเขาเนอะ แต่ก็คือสั่งสอน"
ถ้าทนายตั้มเขาไม่ยอม เพราะเขาบอกว่าถ้าคนไทยที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ให้ติดต่อเขาได้?
"มันก็คือ ณ ตอนวันนั้น"
ตั้งแต่มีทนายตั้มเข้ามา พี่ม้าได้คุยกับน้องมั้ย?
"ไม่ พี่คุยกับน้องแค่วันนั้นเอง คือพี่เจอน้อง น้องก็คุยกับพี่ พี่ไม่ได้พูดอะไรเลย"
อยากบอกอะไรมือที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มั้ย?
"ก็นั่นน่ะสิคะ จริงๆ เราก็มีเรื่องกันแค่ 2 คนตรงนั้นเนอะ ถ้าไม่ได้ไปบอกใครก็ไม่มีใครรู้ แล้วก็ประนีประนอม พูดคุยกันไปเรียบร้อย ก็เหมือนแม่ลูกสั่งสอนกันไปจบ แล้วน้องก็ไม่ได้ติดใจแล้ว ดิฉันไม่รู้ว่าน้องไปคาใจอะไร จนทำให้เรื่องใหญ่ขนาดนี้"
"ซึ่งดิฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับทนายแล้ว เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็แล้วแต่ เรื่องตั้งแต่ดิฉันออกจากงาน ไปจนเรื่องของเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องแต่งงานเพศสภาพเดียวกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนโจมตี ดิฉันก็เงียบมาตลอด เดี๋ยวเขาเบื่อก็เงียบไปเอง"
คิดว่าเขาเอาชื่อเสียงของเรามา มาสร้างกระแสให้ตัวเองมั้ย?
"ดิฉันยังมีชื่อเสียงอยู่เหรอ"
มีกระแสเขามองว่า มีการเกินเลยหรือชู้สาวไหม?
"ก็ดิฉันก็เล่าให้ฟังหมดแล้ว ขนาดจะไปเคาะห้องยังไม่กล้าเลย แต่ด้วยหน้าที่เราต้องดูแลลูกค้า ว่ามันบวมมั้ย แต่สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเข้าไปดู ไปถาม คนอย่างพี่แก่ขนาดนี้ จะบ้าเหรอ อย่าเลย".