- 17 ปีในวงการเพลง โชคดีที่ตัดสินใจเรียนและทำอาชีพนี้ ยังรู้สึกดีกับการทำงานตรงนี้อยู่ทุกวัน
- Long Time No Song อัลบั้มใหม่ชุดที่ 5 หลังห่างจากการทำเพลงไป 2-3 ปี
- ความรักกับ ฟาง ธนันต์ธรญ์ ชอบที่ทุกอย่างเรียบง่าย นั่นคือความพิเศษ
แจ้งเกิดจากเวทีการประกวด อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซัน 2 เมื่อปี 2548 จนมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 17 ปีแล้วที่นักร้องหนุ่ม ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์ มีความสุขในการเดินทางบนถนนแห่งเสียงเพลง เพราะยังรู้สึกดีกับการทำงานตรงนี้อยู่ทุกวัน ซึ่งนอกจากงานเพลงแล้ว เขายังมีโอกาสได้ลองทำงานด้านอื่นๆ อีกด้วย
ในครั้งนี้ที่ ว่าน ธนกฤต พูดคุยกับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ นอกจากจะพูดถึงการเตรียมตัวขึ้นคอนเสิร์ตครั้งใหม่ “4 แยกปากหวาน ตอน I will survive #สู้ตายเราต้องรอด” ที่จะจัดขึ้นวันที่ 17-18 ก.ย. 2565 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน เจ้าตัวก็พูดถึงชีวิตการทำงานตลอด 17 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงผลงานใหม่ๆ ของเขาในวงการเพลง ตลอดจนเรื่องหัวใจกับนักร้องสาว ฟาง ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์ ที่ตอนนี้คบหาดูใจมากว่า 6 ปีแล้ว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าชอบที่ทุกอย่างเรียบง่าย นั่นคือความพิเศษสำหรับเขา
...
17 ปีในวงการ
เผลอแวบเดียวชื่อของ ว่าน ธนกฤต ก็อยู่ในวงการเพลงมานานกว่า 17 ปีแล้ว เพราะหนุ่มคนนี้เข้าวงการจากการเป็นผู้เข้าประกวดในการแข่งขัน อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซัน 2 เมื่อปี 2548 ถามว่าชีวิตตั้งแต่เข้าวงการว่าเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่า “หืม...ผมว่ามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะครับ เอาเรื่องวงการเพลงแล้วกันนะ ถ้าเส้นทางเพลงผมชอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมานะครับ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับรายได้อะไรมากมายจากการทำบทเพลงขึ้นมา ยกเว้นไปเล่นคอนเสิร์ต
แต่มันกลายเป็นว่ามีศิลปินเจนใหม่ มีน้องๆ กล้าแสดงความคิด แสดงสิ่งที่เขาชอบออกมาในบทเพลงของเขากับวงเขา ผมว่ามีศิลปินเกิดขึ้นใหม่เยอะมากเลย เก่งกาจกันมากในวัย 19-20 ปี แล้วสร้างสรรค์บทเพลงของเขาเองได้อย่างยอดเยี่ยม ผมว่าเป็นปีที่ดีนะ และดีขึ้นเรื่อยๆ สำหรับวงการเพลงไทยในเจนใหม่”
เมื่อย้อนไปถึงวันแรกที่เข้าบ้านเอเอฟมาจนถึงวันนี้ที่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น มีผลงานในวงการเพลงมากมาย ถามว่าเป็นยังไง ว่านนิ่งคิดและบอกว่า “ไม่รู้จะตอบยังไงดี แต่เอาเป็นว่าโชคดีแล้วกันที่ลองตัดสินใจเรียนทางนี้ และทำอาชีพนี้ ผ่านมา 17 ปีที่ทำงานมายังรู้สึกดีกับการทำแบบนี้ทุกวันเลย ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไป เราก็แค่ปรับตัวตามมันไปก็ไปได้ครับ ผมว่าถ้าตื่นมาแล้วยังอยากทำอาชีพที่เราทำอยู่มันจะไปได้ครับ
สำหรับผม ผมว่ามันสนุกไปตามช่วงเวลาของมันนะ เสน่ห์มันก็เปลี่ยนไป การได้สัมภาษณ์ทุกครั้งก็เปลี่ยนไป ก็โอเคนะ เหนื่อยมั้ยก็มีบ้างปกติ งานไหนไม่ถนัดค่อยๆ ตัดออกไป อย่างงานแสดงก็จะไม่ค่อยรับแล้ว ไม่ค่อยเห็นแล้ว เพราะมันไม่ถนัดครับ
คือด้วยความที่งานแสดงมันคนละไทม์โซนกับงานนักร้อง งานร้องเพลงเกิดขึ้นเวลาบ่ายๆ เย็นๆ กลางคืน แต่ละครจะทำงานเช้าเลิกค่ำ มันก็ทำให้งานอื่นรวนพอสมควร ก็มีหลายๆ ผู้จัดที่เคารพนับถือกันที่ไม่ได้ตอบตกลงไป ไม่ได้ว่าปฏิเสธนะ แต่ว่าบทนี้ก็คือเอาคนอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมทำอย่างอื่นก่อนดีกว่า แต่บางอันอ่านแล้วชอบมากๆ ก็มีนะครับ
คือมันต้องบริหารเวลา อย่าเรียกว่าเลือกงาน เรียกว่าต้องจัดการตัวเอง เพราะพออายุมากขึ้น มันไม่สามารถพักผ่อนน้อย หรือลุยงานหนักขนาดอายุ 25 ได้แล้ว มันก็ต้องมีพักเบรก นอนให้พอด้วย ดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะพออายุ 30 กว่า ร่างกายจะแจ้งเตือนทีละอย่างว่าเราไม่สามารถซ่าแบบเดิมได้แล้ว (หัวเราะ)”
ถามว่า 17 ปีงานเพลงยังเป็นอาชีพหลักใช่ไหม เขาบอกว่า “ผมเปลี่ยนตำแหน่งนิดหน่อยครับ ด้วยความที่ร้องด้วย ทำงานผลิตเบื้องหลังด้วย ทำช่องยูทูบของตัวเอง Soloist Channel ก็เลยเหมือนต้องเป็นครีเอทีฟด้วย ตอนนี้ก็เลยคิดว่าทุกการทำงาน ผมเปลี่ยนจากการเป็นนักร้องเป็นผู้สร้างบรรยากาศที่ดีแล้วกัน ทุกครั้งที่มีใครจ้างไปเนี่ย บรรยากาศตรงนั้นจะต้องดีขึ้น คิดแบบนั้นมันก็จะสบายๆ ครับ”
...
คิดว่าชีวิตจะมาไกลขนาดนี้ไหม เขาบอกว่า “ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมอาจจะโชคดีที่ได้รับโอกาสหลายๆ ครั้งจากผู้ใหญ่หลายท่านที่เมตตาให้ลองไปทำ ทุกครั้งที่ทำก็พยายามทำให้มันเต็มที่ จะได้เห็นชิ้นงานที่ออกมาว่าทำได้ครับ ก็ไปเรื่อยๆ นะ ไม่ได้หวือหวาอะไร ชอบอยู่เรื่อยๆ แบบนี้แหละครับ”
พอถามว่ามองการเดินทางในวงการของตัวเองเป็นยังไงบ้าง นักร้องดังตอบว่า “อืม...คือถ้าเมื่อก่อนจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์เลยนะ ชอบทำงานคนเดียว ตรงไหนที่มันแห้งแล้งเราก็พออยู่ได้ หลายคนบอกว่าอยู่นานมันสำเร็จ จะบอกว่ายังไม่มีอะไรสำเร็จเลย เราแค่ทำชิ้นงานไปเรื่อยๆ ครับ
แต่พอ 7 ปีให้หลัง อายุ 30+ ผมจะรู้สึกว่าแบ็กแพ็กเกอร์มันมีความโดดเดี่ยวเหมือนกันนะ ลองขับรถแล้วเจอใครก็รับมาด้วยดีกว่า เผื่อมีน้องๆ อยากติดรถไปด้วย มีเพื่อนที่ทำอะไรด้วยกันได้มันก็โอเค ผมคิดว่ามันก็ง่ายๆ มาตลอดครับ ชอบที่ได้ทำงานชิ้นใหม่ๆ เรื่องความสำเร็จเราไม่ต้องตอบเอง ให้คนฟังคนดูเป็นคนตอบก็น่าจะโอเคแล้วครับ”
รักเรียบง่ายคือที่สุด
เมื่อเราถามว่า ถามเรื่องความรักกับนักร้องสาวหน้าใส ฟาง ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์ ได้มั้ย นักร้องหนุ่มตอบเสียงสดใส “ได้ครับ ไม่มีอะไรอยู่แล้วครับ ความรักก็เหมือนเดิม คบกันมา 6 ปีแล้วครับ ถามว่าเป็นไงบ้าง ดีเหมือนเดิมเลย
ด้วยความที่ผมและพี่ฟางเป็นอาการเดียวกัน คือค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมว่าอย่าไปเร่งปฏิกิริยา อย่าไปหวือหวาตามสิ่งที่คนเขาถามแล้วกัน พอคบกันก็อยู่กัน 2 คน แล้วเมื่อถึงวันเวลาที่เหมาะสมที่จะต้องเคลื่อนไปที่ความสัมพันธ์อันใหม่ก็ค่อยว่ากัน ทุกอย่างมันจะมีเวลาที่ถูกต้องของมันสำหรับผม ผมคิดแบบนั้นครับ”
ถามว่า 6 ปีที่ผ่านมาประทับใจอย่างไรบ้าง เขาบอกว่า “อืม...จริงๆ ประทับใจเหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะว่ามันเรียบง่ายดี ผมใช้คำนี้แล้วกัน ด้วยความที่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ยังมีมื้ออาหารง่ายๆ และยังอร่อยกว่ากินคนเดียว ผมว่าแค่นี้มันพอแล้ว เรามองกลับไปที่คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่เรา เขาก็อยู่กันเป็นเหมือนเพื่อนคู่ชีวิตกันครับ ผมคิดแบบนั้นนะครับ อันนี้ก็เหมือนกัน คือที่เคยเป็นมายังไงก็เป็นยังงั้น ไม่ได้มีหวานขึ้นหวานลง ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยครับ ก็ค่อยๆ ไปครับ”
...
เรียกว่าความเรียบง่ายไม่หวือหวาเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในการประคองความรักให้ยังคงไปได้เรื่อยๆ หรือเปล่า ว่านบอกว่า “ใช่ครับๆ ผมว่าการคุยกันตั้งแต่วันแรกสำคัญที่สุดเลย เราก็ต้องบอกโครงสร้างของชีวิตเราว่ามันเป็นแบบนี้ บ้านเขาเป็นแบบนี้ มันต้องมีวันที่เราต้องใช้เวลากับครอบครัวด้วยนะ ของคุณต้องมีเหมือนกัน โอเคถ้างั้นตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ที่สำคัญในการดูแลคนที่บ้าน ดูแลแฟน มันจะหาจุดที่ครอสกันของวงกลมได้ทันทีครับ”
ถามว่ามีโมเมนต์อะไรที่ประทับใจพิเศษไหม ว่านบอกว่า ชอบอะไรที่มันเหมือนเดิม “ผมชอบที่มันเหมือนเดิม อันนี้คือความพิเศษที่ผมชอบตลอดเวลา ผมชอบที่ทุกอย่างมันเรียบง่าย นั่นคือความพิเศษ ที่บางคนบอกว่าอยากมีแฟนที่อยู่กันไปนานๆ มันก็ต้องเหมือนเดิมสิ มันจะเป็นความน่าเบื่อมั้ยก็เรียกไม่ถูก คือแค่มันเหมือนเดิม มันไม่ได้น่าเบื่อครับ นั่นคือเรื่องพิเศษครับ”
6 ปีแล้วมีเริ่มมองอนาคตด้วยกันบ้างรึเปล่า เขาบอกว่า “มองครับ มันก็ตามเวลา อย่าง 6 ปีมันนานมั้ย มันก็อยู่ระหว่างกลางทาง เพราะเราคงบอกใครไม่ได้ว่าคบกันกี่ปีมันถึงเรียกว่านาน แต่พอเราเริ่มรู้แล้วว่าโครงสร้างความสัมพันธ์เป็นยังไง ถ้าไปต่อข้างหน้าต้องเตรียมตัวอะไรมั้ย ต้องมีสนทนากันบ้างอยู่แล้วครับ แต่ถ้าลงตัวเมื่อไรจะแจ้งไปอีกทีดีกว่า ถ้าบอกไปตอนนี้เดี๋ยวมันไม่ตรงกันแล้วเดี๋ยวคนย้อนอ่านสัมภาษณ์แล้วมันไม่ตรงกับเวลา กลายเป็นคนผิดเวลา”
...
ถามว่าที่บ้านว่ายังไงบ้าง หนุ่มว่านบอกว่า “ก็ไม่มีอะไร เขาก็รับทราบดีว่าเป็นแฟนกัน (หัวเราะ) มันก็นานแล้ว มันก็ไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละครับ ที่บ้านก็ไม่ได้เร่งอะไร” ส่วนเรื่องที่คนมองว่าเป็นคู่รักที่น่ารักเรียบง่าย ดูเป็นธรรมชาติ เขาบอกว่า “ก็ขอบคุณครับ (ยิ้ม) มันก็อย่างนี้แหละครับ ลองดูครับ ถ้าเกิดคุณเจอคนที่อยู่ข้างๆ คุณแล้วรู้สึกว่าอยู่กันนาน จืดชืดดีจังเลย รู้สึกธรรมดาจังเลย มันก็คล้ายๆ ผมนั่นแหละ ผมคิดว่าถ้ามันเหนื่อยกว่าปกติ เหนื่อยกว่าสิ่งที่เราเป็น มันจะอายุการใช้งานสั้น”
พอถามว่าเดี๋ยวนี้เวลาไปไหนกับฟาง บางครั้งมีคู่ของ เฟย์ พรปวีณ์ และ บอย ปกรณ์ มาอยู่ด้วย คนชมว่าน่ารัก เจ้าตัวบอกว่า “เฟย์ก็มีชีวิตของเขา ผมกับน้าบอยก็พอรู้จักกันอยู่แล้วบ้าง มันไม่ได้ยากอะไร แต่ด้วยความที่น้องเขาคุยกันคบกัน ผมไม่ได้ยุ่งตรงนั้นอยู่แล้ว ส่วนภาพที่ถ่ายก็ปกติมาก ก็แค่ไปกินข้าวกันครับ ถ้าน้องมีความสุข น้าบอยแฮปปี้ ผมก็ยินดีด้วยครับ”
สี่แยกปากหวาน
เราถามถึงคอนเสิร์ต “4 แยกปากหวาน ตอน I will survive #สู้ตายเราต้องรอด” ที่จะจัดขึ้นวันที่ 17-18 ก.ย. 2565 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไร ว่านบอกว่า “โห...ถ้านับตั้งแต่ 3 แยกปากหวานมา ผมเดาว่าเป็นครั้งที่ 7 นะ เพราะถ้า 4 แยกเพิ่งทำกันเมื่อ 2 ครั้งที่แล้วที่เปลี่ยนเป็น 4 แยกที่มีตาโอ๊ตเข้ามาจริงจัง”
ส่วนความแปลกใหม่ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ว่านบอกว่า “ผมเดาไว้อย่างนี้ ทุกครั้งที่ทำคอนเสิร์ต 4 แยก มันจะไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา ส่วนมากเล่นกับเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวสารบ้านเมือง เรื่องที่แต่ละคนไปเจอในช่วงปีที่ผ่านมา ผมว่าคราวนี้มันอัดอั้นกันมาไง ปกติปีต่อปี แต่คราวนี้โควิดคั่นเราไว้ ดังนั้นเรื่องที่คับข้องอยากจะพูดมันเยอะมาก อย่างผมกับ โอ๊ต-ป๊อบ จะเจอกันเรื่อยๆ แต่กับพี่อ๊อฟไม่เจอกันเลย มีเรื่องต้องอัปเดตกันเยอะ น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเหมือนเดิม
มันเป็นคอนเสิร์ตที่ไม่ได้เน้นร้องเพลงเยอะอยู่แล้ว คงเป็นเรื่องต่างๆ ที่เป็นปัจจุบันมากกว่า ผมว่าบางคนที่เคยดู 3 แยก หรือ 4 แยกมาแล้ว เขาน่าจะต้องการบรรยากาศที่คล้ายๆ เดิม เพื่อน 4 คนมาพูดจาไม่ต้องเรียบร้อยมาก เหมือนไม่มีสคริปต์ แต่จริงๆ มีประเด็นที่ต้องพูดตามลำดับของมัน ผมก็ไม่อยากให้ต่างจากเดิมเยอะนะ อยากให้คงเสน่ห์ของ 4 แยกไว้ครับ ผมว่าการมาของโอ๊ตมันตอบคำถามอะไรหลายๆ อย่าง เมื่อก่อนมี 3 คน มีจังหวะบทบาทว่าใครตำแหน่งไหน แต่พอโอ๊ตมามันเป็นตัวเชื่อมโยงที่ค่อนข้างสนุกครับ”
เรื่องการเตรียมตัว นักร้องดังบอกว่า การเตรียมตัวทุกครั้งของคอนเสิร์ตนี้ สคริปต์ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจะอยู่บนโต๊ะกินข้าว โต๊ะประชุมที่นั่งคุยกัน โยนประเด็นว่ามีอะไรบ้าง ที่เลือกโอ๊ตเพราะเป็นคนเก่งและคุยสนุก สนิทกันอยู่แล้ว คอนเสิร์ตนี้ต้องการเคมีที่มันมองตาก็เข้าใจว่าไปตรงไหนต่อ การมาของโอ๊ตมันลงตัวมาก เพราะไม่ต้องปรับอะไรเลย เหมือนเราคุยเล่นอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ รวมกันเมื่อไรก็ได้เหมือนกัน เพราะเราทำงานด้วยกันตลอดเวลา อย่างอ๊อฟถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนาน แต่พอมาถ่ายโปสเตอร์ด้วยกันก็เหมือนเดิม เหมือนฟีลคิดถึงเพื่อน ดีใจได้รวมตัวกันพร้อมหน้าในรอบเกือบ 3 ปี
ความคาดหวังกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ ว่านบอกว่าอยากให้มันสนุกอยู่แล้ว วันที่เปิดขายบัตรวันแรกก็มีแฟนๆ ดั้งเดิมให้การตอบรับที่ดี ก็ขอบคุณมากๆ อยากให้มาทำตัวไร้สาระไปด้วยกัน เพราะว่าตรงนี้ไม่มีสาระ มีแต่เรื่องบันเทิงล้วนๆ ส่วนชื่อคอนเสิร์ตก็หารือชื่อตอนกันมาเยอะมากเหมือนกัน เลยคิดว่าเอาตรงกลางดีกว่า คือทุกคนต้องรอดจากตรงนี้ไปให้ได้ ทั้งเรื่องหน้าที่การงานและอะไรหลายอย่างก็น่าจะตอบคำถามได้ดี ส่วนแฟนๆ หลังทราบข่าว ตั้งแต่ลงภาพโปสเตอร์แรกไปก็มีฟีดแบ็กที่ดี จริงๆ น่าจะเป็นบรรยากาศคิดถึงคอนเสิร์ตกันด้วย เพราะช่วงนี้คอนเสิร์ตกลับมาจัดทุกสัปดาห์
งานเพลงครั้งใหม่
พอถามว่า แล้วจะมีงานคอนเสิร์ตของตัวเองไหม เจ้าตัวตอบว่า จริงๆ แพลนเอาไว้เหมือนกัน เพราะปล่อยซิงเกิลใหม่ ต้นปีหน้าก็วางอัลบั้มใหม่ คอนเสิร์ตเดี่ยวคงเป็นปีหน้า เพราะปีนี้มีคอนเสิร์ตที่ตกค้างกันมาแน่นมาก ส่วนงานเพลงใหม่ นักร้องหนุ่มบอกว่า “ก็เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้มลำดับที่ 5 ของผมครับ หลังจากไม่ได้ออกซิงเกิลมา 2 ปีได้มั้งครับ คราวนี้เลยกลับมาทำอัลบั้ม คือกะว่ารอบนี้ทำอัลบั้มเต็มไปเลยดีกว่า เพราะว่าเรามัวแต่เจอสถานการณ์โน่นนี่ รอกันไปกันมาจนมันนานแล้ว ทำไปเลยแล้วกัน
อัลบั้มชื่อว่า “Long Time No Song” ครับ คือมันไม่ได้ออกนานแล้ว เสร็จไปประมาณ 60% แล้ว จากทั้งหมด 10 เพลง ครั้งนี้เราก็คิดว่าเดี๋ยวปล่อยสักเพลงนึงก่อน ชื่อเพลง “จักรวาลชุบแป้งทอด” ครับ ในช่วงเวลาแบบนี้บางคนจะบอกว่าเฮ้ย เพลงเศร้ามันจะเศร้าเกินไป ผมเลยคิดว่าไม่เป็นไรหรอก งั้นก็เลือกเพลงหวานๆ คลั่งรัก จะได้หวานชื่นกันหน่อย เลยคิดว่าจะเอาเพลงนี้เป็นซิงเกิลลำดับที่ 1 ของอัลบั้มแล้วกันครับ
เนื้อหามันไม่ซับซ้อนเลยครับ ถ้ามีแฟน หรือคนที่อยู่ข้างๆ คบกันไปมาแล้วรู้สึกว่าเฮ้ย ไม่มีอะไรสวยกว่านี้ น่ามองกว่านี้แล้ว แค่บนท้องฟ้ายังเล็กเกินไปเลย แฟนเราเอาจักรวาลท้องฟ้ามาชุบแป้งทอดยังใหญ่ไม่พอเลย ผมว่ามันดูเชยๆ ดี (ยิ้ม) ส่วนอัลบั้มเต็ม ผมแพลนกับทาง Spicy Disc ว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปีหน้า ตอนนี้อยู่ในระหว่างการผลิต แต่ระหว่างทางคงมีซิงเกิลให้ฟังอีกสัก 2-3 เพลงครับ”
ถามว่าห่างจากการทำเพลงไป 2-3 ปี กลับมาอีกครั้งเป็นยังไง ว่านบอกว่า “มันสดชื่น เพราะตอนนี้งานอื่นๆ ทยอยกลับมาตามปกติแล้ว ถ้าจะแบ่งเวลาไปเข้าห้องอัดก็ใช้วันว่างไปทำ แต่กลายเป็นว่าวันว่างที่ไปห้องอัดเป็นวันที่ผมมีความสุขอีกรอบนึง เพราะมันทิ้งบรรยากาศเจอเพื่อนนักดนตรีกับทีมงานไปเยอะครับ ก็เลยเหมือนเติมไฟเหมือนกันนะ แล้วมีศิลปินที่มาออกเพลงกันเยอะเลยในช่วงนี้ ผมว่าอาการคล้ายๆ กันคือสดชื่นกันหมด (ยิ้ม) ผมว่าพอได้มาสัมภาษณ์ สื่อมวลชนก็สดชื่น ไม่งั้นก็อยู่อย่างนี้เหงาๆ 2-3 ปี
เรื่องไอเดียใหม่ๆ มีเยอะเลยครับ อย่างที่ผ่านมาเว้นๆ กันไป เราก็จะเห็นว่าโหมดเศร้าก็มี มีการลาจาก มีใครบางคนต้องจากไปโดยที่เราไม่ได้ลาเขาอย่างที่ควร ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นตลอดเวลา มองจากโควิดก็ให้ประเด็นหลายๆ อย่างนะ ผมว่าการกลับมาทำงานรอบนี้กลายเป็นว่าผมอยากจะเจอทีมงานมากขึ้น ไม่อยากทำงานคนเดียวอยู่บ้านแล้ว เราเจอกันไว้ก่อนดีกว่า สนุกดี ผมคิดว่าถ้าเรากลับมาทำ เรารวมพันธมิตร หรือเพื่อนให้เยอะที่สุด แล้วมาทำงานร่วมกันดีกว่า”
เราแซวว่าดูจากชื่อซิงเกิลแล้วก็นึกได้ว่าที่ผ่านมาว่านชอบตั้งชื่อเพลงแปลกๆ นักร้องหนุ่มรีบบอกทันที “โอ๊ย อัลบั้มนี้มีหลายชื่อเลยครับที่น่าตราตรึง (ยิ้ม) แต่เดี๋ยวค่อยๆ เปิดไปทีละเพลงดีกว่า มันตื่นเต้นดี มันจะยกระดับไปเรื่อยๆ ครับ”
ถามว่ากว่าจะได้แต่ละเพลงเป็นยังไงบ้าง เขานิ่งคิดก่อนตอบ “ถ้าเรื่องนี้มันก็แล้วแต่วันนะครับ บางเพลงก็มาแบบฉุกเฉิน บางเพลงเราอยากเขียนเรื่องนั้นจริงๆ อันนี้ตอบยาก บางทีก็แวบๆ มาคำโน้นคำนี้ครับ ก็มีคนถามเยอะนะครับ พอเราอายุมากขึ้นก็มีน้องๆ เจนใหม่บางทีแวะเวียนมาถามบ้าง ผมก็จะแนะนำเท่าที่แนะนำได้ครับ เพราะแต่ละคนประสบการณ์ หรือบางเรื่องในชีวิตมันไม่เหมือนกัน ความเศร้าของคุณอาจไม่ได้เหมือนที่ผมกำลังเผชิญ แต่ผมคิดว่าเอาทฤษฎีไปจับเรื่องดนตรีดีกว่า ส่วนเนื้อร้องคุณจะเขียนยังไงก็ตามสไตล์ไปเลย ไม่มีผิดถูกอยู่แล้ว ผมว่ามันไม่มีตายตัว”
ปิดท้ายว่านฝากถึงแฟนๆ ที่ติดตามว่า “จริงๆ ด้วยความที่อยู่กันมา บางคนก็ตั้งแต่ 17 ปีก่อน จนถึงตอนนี้เปลี่ยนเจเนอเรชัน บางคนไม่รู้ว่าเคยมีการประกวดเอเอฟ ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีวงแพลม (Plam) ก็มารู้จักผมในพาร์ตออนไลน์ตอนทำรายการว่านไปเรื่อย นอนบ้านเพื่อน ทำช่อง Soloist Channel ดีใจที่ได้เจอทุกคนครับ บางคนอาจไม่ได้เจอกันบ่อย แต่วันไหนแวะเวียนมา หรือบังเอิญเจอกันและทักทายกัน ผมก็รู้สึกโอเค เราเป็นเพื่อนพี่น้องกันดีแล้วครับ ขอบคุณจริงๆ ทุกการสนับสนุนเลยครับ”.
ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : อินสตาแกรม @wan_soloist, Change 2561
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun