ริชชี่ อรเณศ ถูกผู้ใหญ่ใส่คำพูดฝังหัวต้องเปลี่ยนตัวเองจนขาดความมั่นใจ

ข่าว

    ริชชี่ อรเณศ ถูกผู้ใหญ่ใส่คำพูดฝังหัวต้องเปลี่ยนตัวเองจนขาดความมั่นใจ

    ไทยรัฐออนไลน์

    30 พ.ย. 2564 09:00 น.

    • ริชชี่ อรเณศ อยู่วงการมา 10 ปี เพิ่งจะเริ่มมีความมั่นใจในตัวเอง
    • ถูกคำพูดฝังหัว บุคลิกแบบนี้อยู่ในวงการบันเทิงไม่ได้ 
    • ดราม่าเปลี่ยนชีวิต ทำให้ริชชี่เติบโตและแข็งแกร่ง 

    ถ้าให้เอ่ยถึงชื่อของนักแสดงสาว ริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส งานนี้หลายคนที่ติดตามอาจจะได้เห็นถึงพัฒนาการที่เปลี่ยนไปของเธอไม่น้อย จากเด็กสาวเงียบๆ เรียบร้อย วันนี้ ริชชี่ เปลี่ยนไป ดูเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 

    และนอกเหนือจากบุคลิกที่เปลี่ยนไป เรื่องฝีมือทางการแสดงของริชชี่ก็ยังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ริชชี่ อรเณศ ก็ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้ได้รับบทนำในละครเรื่อง พระจันทร์แดง ที่กำลังออกอากาศอยู่ทางช่องวันในตอนนี้ 

    10 ปีกับการทำงานในวงการบันเทิง

    วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักแสดงสาวคนนี้อีกครั้ง ซึ่ง ริชชี่ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราเปลี่ยนไปมาก มีแววตาที่ดูมั่นใจ และการพูดก็ดูคล่องแคล่วฉะฉานมากขึ้น แต่ความอ่อนน้อมน่ารักยังมีเหมือนเดิมเหมือนวันแรกที่ได้เจอกัน 

    เราเริ่มต้นบทสนทนาในวันนี้ด้วยเรื่องระยะเวลาในการทำงานในวงการบันเทิงของริชชี่ ซึ่งงานนี้ริชชี่ยิ้มและบอกกับเราว่า 

    "ริชอยู่ในวงการมา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 17 ปีจนตอนนี้อายุ 27 ปี ความรู้สึกเหมือนมันแป๊บเดียวมากๆ ตอนนั้นเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย งานที่รับก็น้อย จริงๆ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ริชไม่เคยทำ ยังมีอีกหลายอย่างให้ริชได้เรียนรู้อีกเยอะมากๆ

    บางอย่างก็เพิ่งเคยทำครั้งแรก ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าไม่เคยทำแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ไหวริชก็จะปฏิเสธไปเลย อย่างเช่น ริชพูดไม่เก่งก็จะไม่รับงานอีเวนต์ (ยิ้ม)

    ซึ่งตอนนี้ถ้าคนที่รู้จักริชก็จะรู้ว่าริชพูดเก่งขึ้นแล้ว (ยิ้ม) แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จักพอได้เห็นก็จะรู้สึกว่านี่เก่งแล้วเหรอ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดหวัง แต่ริชดีใจที่คนที่เขาติดตามเราพยายามเชียร์ ซัพพอร์ตริชเสมอมา"

    ขอเลือกบทบาทการแสดงที่เหมาะกับตัวเอง

    ก่อนหน้านี้ถูกคนมองว่าเล่นละครไม่เก่ง แต่ทุกวันนี้กลับมีละครออกมาให้แฟนๆ ได้ดูอย่างต่อเนื่อง รู้สึกอย่างไรบ้างที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสและทำให้ทุกคนได้เห็นว่าริชชี่มีพัฒนาการและความตั้งใจในการทำงาน ซึ่งริชชี่ยิ้มและตอบเราว่า

    "เอาจริงๆ ตั้งแต่เล่นหนังเรื่องแรก ตอนนั้นริชยังเด็ก แต่ริชก็พยายามมากที่สุดเท่าที่ริชจะทำได้อยู่แล้ว จากวันแรกจนถึงวันนี้ริชไม่ได้มีความรู้สึกแตกต่างไปเลย เพราะริชก็ยังพยายามในการเล่นละครทุกเรื่อง เพราะคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน

    แต่ในฟีดแบ็กที่ตอบกลับมาก็รู้สึกดีใจที่ทุกคนยอมรับมากขึ้น ยอมรับว่าริชคือนักแสดง คนก็เริ่มชม ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยมั่นใจ ตอนนี้ก็เริ่มมั่นใจในการแสดงมากขึ้น เริ่มเลือกบทที่ตัวเองมั่นใจและคิดว่าจะทำได้ออกมาดีสำหรับบทนั้น

    ยอมรับว่าตอนเด็กๆ ริชไม่รู้ว่าเราควรเลือกมั้ย เราเลือกได้มั้ย ใครให้บทอะไรมาริชก็จะรับ แม้จะไม่รู้ว่าจะต้องเล่นอย่างไร แต่ริชก็พยายามที่จะเข้าให้ถึงบทบาทนั้นๆ ที่ได้รับมา แม้จะรู้ว่าเป็นบทที่ไกลตัวมาก แต่ริชก็พยายามที่จะทำให้ได้

    แต่ตอนนี้พอเริ่มโต ก็เลยทำให้รู้ว่า บางทีบทที่เราเคยได้รับมาก่อนหน้านี้ อาจจะไม่ได้เหมาะกับเรา อาจจะมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่า เพราะบทนั้นอาจจะใกล้กับตัวเขา

    ริชก็อาจจะเลือกบทที่ตัวเองเข้าใจจริงๆ และมั่นใจว่าตัวเองน่าจะเล่นได้ ทำได้ แต่ถ้าอันไหนรู้สึกว่าไกลตัวมากๆ หรือไม่เข้าใจว่าทำไมตัวละครถึงต้องทำแบบนี้ก็อาจจะไม่รับค่ะ

    ริชได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ส่งละครมาให้เรื่อยๆ แต่ริชก็ไม่คิดจะเก็บโอกาสนี้ไว้กับตัวคนเดียว ถ้าริชรู้ตัวว่าไม่สามารถที่จะเล่นได้ดีก็จะเปิดโอกาสให้คนอื่นที่เขาน่าจะเล่นได้ดีกว่าริชค่ะ (ยิ้ม)"

    คำเตือนจากผู้ใหญ่

    จากนั้นเราถาม ริชชี่ อรเณศ ต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยรู้สึกว่าวงการบันเทิงไม่ใช่ที่ของริชชี่ ตอนนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง เหมือนริชชี่ไม่มีความสุข ถ้าเป็นไปได้อยากจะกลับไปสู่วงการนักกีฬามากกว่า งานนี้ริชชี่ได้พรั่งพรูความในใจออกมาว่า 

    "ในตอนนั้นพอเราเป็นเด็กใหม่ หลายๆ คนก็จะมาบอกเรื่องการวางตัวว่าจะต้องทำอย่างนั้นนะ จะต้องทำอย่างนี้นะ อย่าทำแบบนั้นนะ อย่าทำแบบนี้นะ เขาก็จะเข้ามาบอกว่าถ้าทำตัวแบบนี้อยู่ในวงการบันเทิงไม่ได้นะ ซึ่งในตอนนั้นริชไม่เข้าใจว่าการอยู่ของเขาหมายถึงอะไร

    ถ้ามองว่าจะต้องมีบุคลิกแบบไหนถึงจะเหมาะ อันนี้ริชอาจจะไม่เหมาะ แต่ถ้าถามริชชอบมั้ย ริชชอบการเป็นนักแสดง ชอบที่จะทำงาน ได้คาแรกเตอร์มา ทำการบ้าน ไปทำงาน

    แต่ถ้านอกเหนือจากนั้น อะไรคือการอยู่ในวงการ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ริชยังไม่เข้าใจว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าอยู่ในวงการ

    ส่วนเรื่องอยากกลับไปเป็นนักกีฬา จริงๆ ริชรู้สึกว่า ในตอนนั้นริชเริ่มต้นจากการเป็นนักกีฬา แล้วได้มาเล่นหนัง หลังจากเล่นหนังเสร็จ ริชก็กลับไปซ้อมแบตฯ กลับไปเรียน การได้มาเล่นหนังเป็นเหมือนอีกหนึ่งความสามารถพิเศษที่ได้ลองทำ

    ตอนนั้นหลายๆ คนก็จะบอกริชว่า เราคือนักแสดงนะ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นดารามันไม่เหมือนกัน และริชก็รู้สึกชอบการเป็นนักแสดง

    จริงๆ ริชชอบการแสดง มันเหมือนมีบางอย่างที่ได้ฝึก เรียนรู้และลองทำ ซึ่งริชไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ พอได้ลองทำ ถึงรู้ว่าตัวเองสามารถทำได้"

    ได้รู้จักตัวเองจากดราม่าที่เกิดขึ้น

    เราถาม ริชชี่ อรเณศ ต่อถึงเหตุการณ์ดราม่าใหญ่ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าดราม่าครั้งนั้นทำให้คนรู้จักริชชี่มากขึ้น ซึ่งริชชี่ก็ยิ้มและตอบกลับมาว่า 

    "ริชก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากคนอื่นด้วย (ยิ้ม) เพราะริชมองแต่ในมุมของตัวเองว่าคงไม่มีใครสนใจริชหรอก เราเป็นแบบนี้ไม่ได้สำคัญกับทุกคน

    เมื่อก่อนเวลาไปออกสื่อก็จะโดนดุ ทำไมไม่เป็นอย่างนั้นทำไมไม่เป็นอย่างนี้ จะมีคนคอยพูดเสมอว่าเราไม่โอเค ริชเลยขาดความมั่นใจ ทำให้รู้สึกทำตัวไม่ถูก ทำตัวไม่ดี เลยชอบเลี่ยงที่จะออกสื่อ

    แต่พอมีเหตุการณ์นี้เกิดทำให้รู้ว่ามีคนรักริชเยอะนะ สิ่งที่ริชเป็นคนก็ไม่ได้ไม่ชอบ เพราะที่ผ่านมาบางทีริชก็คิดว่าคนอาจจะไม่ชอบเราก็ได้ที่เราเงียบ เป็นแบบนี้คงไม่เหมาะ แต่ริชก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร เพื่อที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครก็ไม่รู้มาชอบมารัก

    ริชก็ใช้ชีวิตของตัวเองมาเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและไม่เคยพูดหรือคิดไม่ดีกับใคร แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว

    แต่พอมีดราม่า สิ่งที่เขามองและพูดถึงทำให้ริชรู้ว่ามันไม่ได้เป็นเหมือนที่ริชเอง อย่างที่ผู้ใหญ่เคยพูดว่าสิ่งที่ริชเป็นมันผิดมันไม่โอเค จนบางทีคิดว่าถ้าจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแบบที่เขาต้องการริชก็คงไม่ไหว ก็คงทำไม่ได้

    แค่แสดงละครตามคาแรกเตอร์ก็ทำเต็มที่แล้ว จะให้มาเปลี่ยนชีวิตจริง หรือมาแสดงในชีวิตจริงก็คงไม่ใช่ แค่อยากเล่นละครให้ดีที่สุด แต่ถ้าต้องมาเล่นละครตอนโปรโมตละครอีก ริชก็ไม่อยากทำ

    แต่พอได้เห็นฟีดแบ็กจากทุกคนตอบกลับมา เลยทำให้รู้ว่าสิ่งที่เป็นริชมันโอเค มันไม่ได้เลวร้าย บางคนก็บอกไม่ต้องเปลี่ยนหรอกเพราะสิ่งที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร มันก็ดีอยู่แล้ว เลยทำให้ริชมีความสุขอยู่ในวงการมากขึ้น (ยิ้ม)"

    ริชชี่ เล่าให้เราฟังต่อว่า หลังจากที่เจอดราม่าหนักหน่วงชั่วข้ามคืน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับรู้อีกเรื่องก็คือ เธอมีเพื่อน ซึ่งริชชี่เล่าให้ฟังว่า 

    "ตอนที่เจอดราม่า ริชไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าริชอยู่ของริชแบบนี้ ทุกอย่างที่ริชเป็นคงไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนี้ แต่พอมันเกิดขึ้น ก็รู้สึกว่า ช็อกมากทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เขาพูดอย่างนั้นได้ยังไง

    ตอนนั้นริชคิดว่าไม่มีใครรู้จักริชเลย เพื่อนก็ไม่ค่อยมีตั้งแต่เด็ก กลายเป็นว่าริชได้เห็นทุกคนที่มาโพสต์ มาพูดถึง ที่เขาเป็นรุ่นน้องสมัยเรียน ทุกคนเขามองดูเราตลอด โดยที่เราไม่รู้ตัว

    เขาก็พูดว่าริชเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ เดินคนเดียวไม่มองใคร จากที่เคยคิดว่าไม่เคยมีใครมองเห็นเราเลย เพราะเราโฟกัสแค่สิ่งที่เราทำ แต่กลายเป็นว่ามีคนเยอะแยะที่เขามองเราอยู่ ริชพลาดโมเมนต์นี้ไปได้อย่างไรที่ไม่เคยเห็นและรับรู้อะไรว่ามีคนมองเห็นเราอยู่

    สมัยอยู่ที่โรงเรียนก็จะชอบคิดว่าตัวเองไม่มีเพื่อน แต่จริงๆ ทุกคนน่ารักและเป็นเพื่อนกับริช ทุกคนมาเล่นกับริช แต่ในความคิดของริชตอนนั้น คำว่าเพื่อนคือคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เพื่อนต้องอยู่กันเป็นแก๊ง ต้องมีเฟซบุ๊กชื่อเดียวกัน แต่ริชไม่มีโมเมนต์แบบนั้น ตอนนั้นริชคิดแบบนี้ เลยไม่กล้าเรียกใครว่าเป็นเพื่อน

    แต่เหมือนทุกคนยังจำริชได้ พอเกิดเหตุการณ์เขาก็ปกป้องเรา ซึ่งมันทำให้ริชรู้สึกประทับใจเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลย (ยิ้ม)"

    บทเรียนจากวงการบันเทิง

    ต้องบอกว่าจากนักแสดงที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในการทำงานในวงการ แต่เมื่อต้องมาเจอเหตุการณ์ดราม่าใหญ่ๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อน เหตุการณ์นี้ก็ได้ให้บทเรียนชีวิตกับริชชี่ไม่น้อย ซึ่งริชชี่ยอมรับว่าวงการบันเทิงทำให้เธอโตขึ้นมาก 

    "วงการบันเทิงทำให้ริชโตขึ้นมากๆ ที่ผ่านมาจะมีคุณแม่มาเฝ้าคุณพ่อมาคอยดูแล เขาไม่เคยให้ริชต้องมาเจออะไรที่มันต้องแปลกไปจากชีวิตปกติ 

    แต่วงการบันเทิงมันทำให้ริชโตขึ้น ได้เรียนรู้ชีวิตที่ไม่เคยเจอ ถ้าไม่ได้เข้าวงการริชก็คงยังเป็นริชแบบเดิมที่อยู่บ้าน อยู่แต่กับคุณพ่อคุณแม่ ซ้อมแบตฯ ชีวิตไม่ค่อยได้ยุ่งกับใคร 

    แต่พอมาอยู่ตรงนี้ เลยทำให้ริชได้เรียนรู้อีกโลกหนึ่ง แต่ตัวริชก็ยังเหมือนเดิม แค่ได้เจออีกประสบการณ์จากการทำงานในวงการบันเทิง ถ้าไม่ได้ทำก็คงไม่มีโมเมนต์แบบนี้ 

    ก่อนเจอดราม่า ริชคิดว่าชีวิตของริชอยู่ได้เพราะครอบครัว เพราะทุกคนคอยซัพพอร์ตริชตลอด แต่พอวันที่เกิดดราม่าขึ้น ตอนนั้นริชอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว รู้สึกมึนหัวมาก ในวันที่ต้องออกสื่อก็เหมือนมีตัวคนเดียว ก็เลยทำให้ริชรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้น โตขึ้น ถ้าเจอปัญหาอะไรเราก็ต้องตัดสินใจและแก้ไขด้วยตัวเอง

    ตอนนั้นใครๆ ก็เป็นห่วงและโทรหา ยิ่งทำให้ริชเข้มแข็งขึ้น และบอกทุกคนว่าไม่เป็นไร ริชโอเค แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่อยู่กับแม่คงร้องไห้งอแงไปแล้ว แต่ตอนนั้นริชรู้สึกโตขึ้นเพื่อทำให้ทุกคนไม่เป็นห่วงริชด้วย"

    ผลงานละครเรื่องล่าสุด 

    พูดคุยเรื่องส่วนตัวกันมามากแล้ว จะไม่พูดถึงผลงานละครเรื่องล่าสุด ที่ ริชชี่ อรเณศ รับบทเป็นนางเอกในละครเรื่อง พระจันทร์แดง ก็คงไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ริชชี่ก็ได้ทุ่มเทในการแสดงอย่างเต็มที่ ซึ่งนักแสดงสาวเล่าให้เราฟังว่า 

    "ละครเรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซีนิดหน่อย มีตอนที่พี่โตโน่ต้องกลายร่างเป็นเสือ และเป็นละครรักค่ะ ละครเรื่องนี้ตั้งแต่ริชเล่นได้ เป็นละครที่เข้าใจตัวละคร เป็นบทที่ใกล้ตัวริชชี่มากที่สุดตั้งแต่เล่นมา

    เพราะเป็นละครเกี่ยวกับความรัก และริชชี่เป็นคริสเตียน ซึ่งเรามองความรักเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครยังอยู่ข้างพระเอก ไม่ว่าพระเอกจะเป็นเสือหรืออะไรก็ช่าง แต่นางเอกก็เลือกที่จะยังรัก เจออุปสรรคอะไรก็ไม่ได้มองว่ามันคือปัญหา ขอแค่ได้อยู่ด้วยกัน และรักกัน

    ในเรื่องนี้ริชชี่ต้องเล่นกับ CG ด้วย เพราะในเรื่องจะเจอเสือบ่อยๆ ก็ต้องจินตนาการ ตอนเล่นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากนะ แต่อยู่ที่ว่าภาพที่พี่ใหม่ให้ริชมาจะไปตรงกับภาพ CG ที่เขาทำขึ้นมั้ย พี่เขาจะบอกว่าเสือจะเป็นประมาณนี้ ริชควรจะมองประมาณไหน เพราะถ้าเล่นแล้ว CG ออกมาไม่เหมือนกันมันจะดูแบบแปลกๆ 

    ส่วนในพาร์ทดราม่าที่ต้องเล่นคือ ตอนที่พระเอกพยายามที่จะผลักเราออกไปจากชีวิตเขาเพราะต้องการปกป้องนางเอก กลัวว่าถ้าไปอยู่ใกล้เขาจะมีอันตราย ก็จะดราม่าในเรื่องนี้ มีร้องไห้เยอะ ยิ่งช่วงหลังๆ จะมีดราม่าเยอะ ตอนเล่นฉากดราม่าก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยาก เพราะริชค่อยๆ อินไปกับตัวละคร เลยทำให้เข้าใจอารมณ์ของตัวละคร 

    พอรู้ว่าได้มาเล่นกับพี่โน่ และไปเจอกันในวันอ่านบท พี่โน่เตรียมคาแรกเตอร์มา พี่โน่จริงจังตั้งใจมากๆ ตอนนั้นริชรู้สึกกดดันนิดหน่อย เลยต้องจริงจังตามพี่เขา (ยิ้ม)

    พอได้มาร่วมงานกันพี่โน่น่ารักมาก มีวินัยในการแสดงมากๆ เพราะในเรื่องนี้ต้องโชว์หุ่นทั้งเรื่อง เขาก็ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ดูทุกคนทุ่มเท ริชก็เลยต้องตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเหมือนกัน เพราะทุกคนเหนื่อย 

    ส่วนฉากเลิฟซีนกับพี่โน่ แฟนๆ ก็ชอบกัน เพราะในช่วงแรกเป็นช่วงที่ยังแอบชอบกัน บอกดูน่ารักดี เคมีเข้ากัน ตอนเล่นก็รู้สึกว่าพี่โน่คือหมอศมา และริชคือปาริชาต ต่างคนต่างทำการบ้านมา พอมาอยู่ในซีนก็ทำให้ริชรู้สึกอยากอยู่ใกล้เขา อยากเข้าหาเขาตลอดเวลา และสิ่งที่พี่โน่ส่งมา ก็ยิ่งทำให้เล่นง่ายมากขึ้นค่ะ 

    หลังจากที่ละครเรื่องนี้ออนแอร์ไป แฟนๆ ก็ให้การตอบรับดีมาก บอกภาพสวย พี่ใหม่ ผู้กำกับทำให้ริชดูสวย แสงดี ทุกอย่างดูดีเพราะแฟนละครของริชอยากเห็นริชในบทใสๆ ไม่ค่อยแต่งหน้า ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนก็ได้เห็น เพราะก่อนหน้านี้จะเล่นโตกว่าอายุหน่อย แต่งหน้าจัดๆ 

    ยังไงริชก็ขอฝากละครเรื่องพระจันทร์แดงให้แฟนๆ ช่วยติดตามกันด้วยนะคะ พวกเรานักแสดงและทีมงานทุกคนตั้งใจกับละครเรื่องนี้กันอย่างมาก ยังไงก็ฝากติดตามกันเยอะๆ ด้วยนะคะ". 

    ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

    กราฟิก : Chonticha Pinijrob

    ช่างภาพ : ชุติมน เมืองสุวรรณ

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      วิดีโอแนะนำ

      รถชะลอให้คนข้ามพ้นทางม้าลาย แต่กระบะตามหลังรีบจัด บีบแตรไล่
      03:00

      รถชะลอให้คนข้ามพ้นทางม้าลาย แต่กระบะตามหลังรีบจัด บีบแตรไล่

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ริชชี่ อรเณศริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลสSpecial Contentริชชี่ อรเณศ ดราม่าริชชี่ ละครริชชี่ นางเอกหินแกรนิตข่าวดาราข่าวบันเทิงดราม่าดาราดารา

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันพุธที่ 26 มกราคม 2565 เวลา 19:12 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์