ลุลา กับวงการเพลง 17 ปีที่เหนื่อย เผยปมในใจที่ถูกบูลลี่เรื่องเสียง

ข่าว

    ลุลา กับวงการเพลง 17 ปีที่เหนื่อย เผยปมในใจที่ถูกบูลลี่เรื่องเสียง

    ไทยรัฐออนไลน์

    4 พ.ย. 2564 09:00 น.

    • จาก "2 Become 1" สู่ "ลุลา" ไม่เคยคิดเป็นนักร้อง แต่สุดท้ายจับไมค์ร้องเพลงเป็นอาชีพ
    • การเดินทางในวงการเพลงที่แสนเหนื่อย แม่ไม่ปลื้มเป็นนักร้อง ถูกบูลลี่เรื่องเสียง
    • เผยเหตุผลที่เปลี่ยนลุคสุดเปรี้ยว ไม่อยากมีแฟน ไม่อยากแต่งงาน

    เป็นเจ้าของเสียงที่มีเอกลักษณ์ มาพร้อมกับเพลงดังมากมาย สำหรับนักร้องสาวร่างเล็กหน้าหมวย ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย นักร้องสาวค่ายไวท์ มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของเพลงดัง อาทิ ตุ๊กตาหน้ารถ, เวลาจะช่วยอะไร, ทะเลสีดำ, เรื่องที่ขอ, มองได้แต่อย่าชอบ, ไม่อยู่ในชีวิตแต่อยู่ในหัวใจ, รักปาฏิหาริย์ ฯลฯ ที่ประสบความสำเร็จ มีรางวัลต่างๆ การันตีความเป็นศิลปินคุณภาพ

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนเธอคนนี้มาพูดคุยกันเต็มๆ ถึงชีวิตในวงการเพลงที่เริ่มต้นตั้งแต่การเป็นศิลปินในนาม 2 Become 1 ร่วมกับนักร้องสาว คริสทีน จิระวงศ์วิโรจน์ มาจนถึงวันที่ก้าวสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม “ลุลา” ซึ่งตลอดเวลา 17 ปีในวงการเพลง เธอคนนี้บอกว่าเป็นการเดินทางที่เหนื่อย ต้องเจอเรื่องราวมากมาย ถูกบูลลี่ทั้งเรื่องเสียงไปจนถึงเรื่องทรงผม รวมไปถึงเรื่องความรักที่จบลงด้วยการเลิกรา ไม่อยากมีแฟน ไม่อยากแต่งงานอีกแล้ว

    จาก 2 Become 1 สู่ลุลา

    เมื่อให้เจ้าตัวย้อนเล่าถึงวัยเด็กว่าชอบร้องเพลงมากแค่ไหน ลุลาตอบว่า “จริงๆ แม่บอกว่าร้องเพลงก่อนพูดนะคะ คือธรรมดาเด็กจะอ้อแอ้ๆ เรียกพ่อแม่ แต่เขาจะสังเกตเราว่าเวลาจะพูดแม่ พ่อ เราก็จะร้องของเราไปเรื่อยเหมือนร้องเพลง เขาก็สังเกตว่าน่าจะชอบเต้นรำ ร้องเพลง จริงๆ เราเป็นนักบัลเลต์ แต่พอเขาสังเกตว่าเราชอบร้องเพลง เขาก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลงกับพี่อ้วน (มณีนุช เสมรสุต) ตอนอายุ 10 ขวบ เดินสายร้องเพลงประกวด

    จนจบ ม.ปลาย เราก็มีแข่งเวทีฮอตเวฟ พอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็หันไปเรียนพวกดีไซน์ออกแบบวาดรูปที่ต่างประเทศ พอจบกลับมาปุ๊บ เรามีเวลาคิดอยู่ที่ต่างประเทศหลายปี เราก็ถามตัวเองว่าเรายังอยากเป็นนักร้องมั้ย เพราะตอนมัธยมพอเราเล่นวงก็คิดว่าหรือเราอยากเป็นศิลปิน พอไปเรียนต่างประเทศกลับมาก็ยังถามตัวเองว่าอยากเป็นมั้ย เลยเอาเดโมไปส่งที่แกรมมี่ สุดท้ายออกมาเป็น 2 Become 1 ที่มีนักร้องอีกคนชื่อคริสทีน (คริสทีน จิระวงศ์วิโรจน์) ซึ่งทางแกรมมี่จับคู่ให้

    แต่พอลองเป็นศิลปินแล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ก็เลยกลับไปทำงานที่เรียนมา ตอนนั้นงานประจำคือเป็นดีไซเนอร์ ออกแบบเวที บูธ ช่วงหลังๆ ทำงานอีเวนต์ เป็น Project Manager ดูแลทั้งโปรเจกต์ เป็นแพลนเนอร์ งานค่อนข้างหนัก ที่บ้านไม่ค่อยแฮปปี้ เพราะไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไร คุณแม่ก็ถามว่าเรียนปริญญาโทมั้ย เผื่อไปทำอย่างอื่น เราก็ไปเรียน แล้วตอนที่ไปเรียนปริญญาโทก็ได้เจอกับพี่โอ๋ ซีเปีย (เจษฎา สุขทรามร) ค่ะ เขาทำเพลงบอสซาโนวา รวมเพลงแกรมมี่แล้วคัฟเวอร์เป็นบอสซาโนวา

    เราเองก็ไม่คิดอะไร ก็ยังอยากร้องเพลงอยู่ ช่วงนั้นก็ศึกษาเรื่องบอสซาโนวาเยอะ มีคนแนะนำว่าเสียงมันเหมาะ เราไปฟังแล้วเออ ชอบจังเลย ก็เลยไปฝึกร้อง จนพี่โอ๋ก็ชวนมาคัฟเวอร์ 2 เพลง พอร้องเสร็จตอนนั้นก็ไปเจอพี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) ค่ะ ก็เลยชวนมาทำอัลบั้ม “ลุลา” เป็นศิลปินเดี่ยว มันเป็นความบังเอิญทั้งหมด ถามว่าเราชอบร้องเพลงมั้ย คือจริงๆ ชีวิตเราชอบหลายอย่าง แต่ร้องเพลงเป็นสิ่งนึงที่เราพยายามที่จะไม่ทำเป็นอาชีพหลัก เราอยากให้มันเป็นงานอดิเรกมากกว่า จากที่เราตั้งใจว่าจะร้องเพลงเล่นๆ แต่วันนึงมันกลับกลายเป็นงานประจำ สุดท้ายต้องออกจากงานที่ทำ และไม่เคยกลับไปทำอีกเลย ร้องเพลงมายาวจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 15”

    เมื่อถามว่ารู้สึกยังไงที่พอเป็นศิลปินเดี่ยวก็มีเพลงดังตั้งแต่อัลบั้มแรก นักร้องสาวบอกว่า “รู้สึกว่าตัวเองโชคดีค่ะที่เจอคนที่เขารับในสิ่งที่เราเป็น ตอนนั้นเจอพี่เต็ดและพี่โตน โซฟา (จักรธร ขจรไชยกูล) ที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ตั้งแต่ชุดแรก พี่โตนรู้จักเราดีเพราะเจอตั้งแต่เด็กๆ ทำเพลงสมัยเป็น 2 Become 1 ตอนนั้นพี่โตนเป็นวงโซฟา เขาเป็นคนแนะนำให้เราทำเป็นบอสซาโนวาด้วยซ้ำ เพราะเขาคิดว่าเหมาะกับเสียงเรา เรารู้สึกว่าเขารู้จักเราดีมาก เขาถึงแต่งเพลงแรก “ตุ๊กตาหน้ารถ” เพราะเราชื่อเล่นตุ๊กตา มีไม่เยอะนะที่ผู้ชายแต่งเพลงแล้วจะเอาชื่อเราไปใช้ (หัวเราะ) แล้วเขาทำให้คนรู้จักเราเยอะจากเพลงนี้ด้วย”

    แม่ไม่ปลื้ม

    ในช่วงที่ไปเรียนปริญญาโท ลุลาบอกว่าต้องแอบไปร้องเพลง พร้อมทั้งบอกว่าจริงๆ แม่ไม่ค่อยชอบให้เป็นนักร้องเท่าไรนัก ก่อนจะหัวเราะและบอกว่า “ก็งงเหมือนกันว่าจะส่งไปเรียนร้องเพลงทำไม เขาคงกลัวว่าเรากลายเป็นศิลปินที่ไม่ดูแลตัวเอง กลัวเสียคน ก็ห่วงสารพัด แต่จริงๆ เขาอาจยังไม่รู้ว่าการเป็นศิลปินมีหลายมุม การเป็นนักร้องสมัยนี้คือการทำงานล้วนๆ เขาไม่รู้ว่ามีมุมนี้

    ถามว่าอธิบายแม่ยังไง จริงๆ ตลอดเส้นทางการเป็นนักร้อง ไม่ว่าจะเป็น 2 Become 1 หรือลุลา ไม่เคยบอกเขาเลย จนเสร็จเป็นอัลบั้มแล้วเขาถึงได้เห็นจากข้างนอก เราไม่บอกด้วยว่าอัลบั้มออกนะ เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเงียบเหงาและโดดเดี่ยวมาก เหมือนเราต้องมุ่งมั่นอยู่คนเดียวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต้องการอะไร ต้องให้กำลังใจตัวเองตลอด เขาอาจยังไม่เข้าใจ ณ วันนี้ เพราะฉะนั้นอธิบายไปอาจเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปบอกเขา เขาจะยิ่งห้าม เลยคิดว่าเราทำให้เสร็จก่อน เพราะเรารู้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำตัวไม่ดี แค่ทำงานชิ้นนึงที่อาจฟังดูเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงแค่นั้นเอง

    พอทำเสร็จและออกสู่ตลาดแล้วเขาไปได้ยินในวิทยุถึงได้รู้ว่าเราเป็นศิลปินแล้ว ตอนแรกที่ร้องเพลงตุ๊กตาหน้ารถ คนยังถกๆ กันอยู่ว่าร้องอะไร ทำไมต้องทำเสียงแบบนี้ จนมาถึงเพลง “ทะเลสีดำ” ที่คนได้ยินแล้วว่าไม่ได้ร้องแง้วๆ อย่างเดียวนะ เพลงป๊อปก็ร้องได้ ซึ่งเพลงทะเลสีดำเป็นช่วงที่พีกที่สุด คนเสิร์ชเยอะฟังเยอะมาก ตามไปคอนเสิร์ตเยอะมาก เขาถึงเข้าใจแล้วว่ามันเป็นโชคชะตาที่เขาไม่สามารถห้ามเราได้

    จนเรามีโอกาสเจอเขาและพาเขาไปคอนเสิร์ตต่างๆ ให้เห็นว่าจริงๆ ชีวิตศิลปินมันไม่ได้สวยหรู มันลำบาก (หัวเราะ) มันมีหลายเรื่องที่ต้องฝ่าฟัน ตัดสินใจคนเดียว มันเหนื่อยเยอะ จนมีโอกาสเราก็พูดกับเขาประโยคนึงว่ามันถูกลิขิตแบบนี้ว่าเราจะต้องเป็นลุลา เพราะฉะนั้นมันห้ามไม่ได้จริงๆ เป็นชะตาที่ฟ้าเขากำหนดมา โมเมนต์ที่เรายืนอยู่บนเวที คนร้องเพลงได้เป็นพันๆ คนพร้อมกัน เรารู้แล้วว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

    ถามว่าใจชื้นขึ้นหรือไม่เมื่อแม่เริ่มเข้าใจในการทำงาน ลุลาบอกว่า อาจจะสบายใจขึ้นที่เขาเริ่มที่จะเห็น เพราะเชื่อว่าพ่อแม่จะไม่เข้าใจเมื่อเขาไม่เห็น กลัวในสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ไม่ได้เห็นขั้นตอนทั้งหมด ไม่ได้รู้สึกอย่างที่เขารู้สึก พอเขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าเราทำอะไร เห็นในสิ่งที่เราทำ ก็สบายใจมากขึ้นเพราะว่าเขาเห็นแล้ว แต่เรารู้ว่าลึกๆ เขาก็ยังมีเรื่องที่เป็นห่วงตลอด เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน ก็คิดว่าเขายอมรับได้แล้วว่านี่คือสิ่งที่เราเลือก เขาก็คงกังวลต่อไป แต่ก็ยังคงซัพพอร์ตอยู่ห่างๆ

    ถูกบูลลี่

    แม้จะเป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์เรื่องเสียง แต่ก็กลายเป็นจุดที่ทำให้เธอเคยถูกชาวเน็ตบูลลี่เรื่องเสียงมานานหลายปี เมื่อถามว่ารับมือกับตรงนี้อย่างไร ลุลาบอกว่า “เผอิญเราเองก็จบต่างประเทศมา เราก็รู้สึกว่าทำไมเขาไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญคือวิธีการร้องบอสซาโนวาเป็นแบบนี้ทั่วโลก ถ้าไปฟังประเทศอื่นก็ร้องแบบนี้ ตอนนั้นเราก็แอบน้อยใจนิดนึง แต่พอเราอธิบายและออกเพลงมากขึ้น เขาจะเห็นมุมอื่นด้วยว่าถ้าไม่ใช่เพลงบอสซาโนวาก็ไม่ได้ร้องแบบนี้นะ เขาก็ร้องแบบปกติ

    อีกมุมนึงเขาเข้าใจว่าเสียงที่ร้องออกไปคือเสียงที่เราเปลี่ยนเพื่อให้คนสนใจ เหมือนดัด ซึ่งจริงๆ เสียงมันเป็นแบบนี้ค่ะ (หัวเราะ) มันแหลมๆ เล็กๆ เป็นแก้วเสียงที่แม่ให้มา มันเปลี่ยนไม่ได้ เพียงแต่วิธีการร้อง เนื่องด้วยเสียงมันคมมาก เวลาไปร้องเพลงเบาๆ มันฟังไม่สบายหู มันจึงมีเทคนิคเข้ามาช่วยเพื่อให้ฟังสบายขึ้น แต่เขาไม่ชินไง

    แต่พอเขาชินมากขึ้น เจอตัวเราตามคอนเสิร์ตก็รู้ว่า ไม่ได้ดัดเพื่อให้ดูน่ารัก เสียงเป็นแบบนี้จริงๆ เขาก็เริ่มเข้าใจเรามากขึ้น จากนั้นมาไม่ว่าเราจะทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิมหรือดูใหม่ๆ เราก็จะเตรียมทำใจแล้วว่าจะต้องมีลบและบวกไปแบบนี้ค่ะ คนที่ไม่ชอบเราจริงๆ เดี๋ยวจะหลุดออกไปเอง คนที่เขายังแฮปปี้กับเราอยู่ก็อยู่ต่อไป”

    เมื่อถามว่าแฟนๆ มีปกป้องเวลาถูกบูลลี่บ้างมั้ย ลุลาบอกว่า “ก็มีนะคะ บางทีเราพูดเองก็มี อย่างตอนเราทำผมหยิกฟูๆ เพราะชอบสไตล์ญี่ปุ่น เนื่องด้วยหน้าเราหมวย คนมองแวบนึงก็รู้สึกว่าเหมือนอาซิ่มอาอึ้ม แต่ความคิดของเขาเสียงดังมากจนบางทีเขาพูดกับเราเหมือนเป็นคนสนิทมากๆ ของเขา เรารู้สึกว่าทำไมต้องซีเรียสกับมันมาก เป็นช่วงเล่นสนุกกับหัวเราเท่านั้นเอง แต่คำพูดบางอันเหมือนโดนแม่ด่าเลยอ่ะ (หัวเราะ) คือไม่ได้มีผลอะไรกับเรามาก แต่เราเห็นแฟนเพลงที่เข้ามาเขียนปกป้องว่ามันแล้วแต่มุมมองคนชอบ จนสุดท้ายเราพ่ายแพ้ ทนไม่ไหว เปลี่ยนก็ได้วะ” ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

    เพื่อนร่วมก๊วน

    เราถามถึงเพื่อนสนิทในวงการของลุลา ซึ่งโดยมากจะเป็นผู้ชาย โดยเฉพาะนักร้องหนุ่ม ป๊อบ ปองกูล เมื่อถามถึงความสนิทที่ดูจะเล่นกวนกันเยอะ ลุลาเล่าว่า “กับคุณป๊อบอยู่กันมายาวนาน นึกจะพูดอะไรก็พูด บางทีเขาไม่เห็นเราเป็นผู้หญิง แซวนั่นนี่ แต่จริงๆ แล้วเขาจะเข้าใจเวลาเรามีความทุกข์ มีปัญหาเรื่องงาน เราจะช่วยเหลือกันยังไง ทุกครั้งที่นึกอะไรไม่ออกจะโทรหาคุณป๊อบ เขาก็จะแนะว่าทำไมไม่ลองทำแบบนั้นแบบนี้ แต่เวลาออกไปข้างหน้าจะเป็นภาพที่คนเห็นว่าเราจะด่าจะแซวโดยที่ไม่เกรงใจ

    ถามว่าสนิทกันได้ไง คือตั้งแต่คุณป๊อบทำ Calories Blah Blah ลุลาก็ทำเพลงตุ๊กตาหน้ารถ ทะเลสีดำ แล้วโปรโมตเพลงช่วงใกล้กันพอดี ไปทัวร์ด้วยกันเหนือจรดใต้อยู่หลายเดือน แล้วต้องร้องเพลงด้วยกัน มันก็จะมีมุกรับส่ง พอรับส่งกันไปเรื่อยๆ ก็เข้าขา แล้วเขามีบัดดี้ผู้ชายเป็นคุณโอ๊ต (ปราโมทย์ ปาทาน) ถ้าเป็นผู้หญิงคือเรา รู้จักกันมา 10 กว่าปีแล้ว นอกเหนือจากการทำงาน ชีวิตส่วนตัวก็จะคุยกันเยอะ เพื่อนก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เวลาคุณโอ๊ตมีไลฟ์ทำบุญ ถ้าเรารวมแก๊งจริงๆ มีคุณป๊อบ คุณโอ๊ต คุณว่าน คุณเป๊ก และอีก 2-3 คน เจอกันก็เม้าท์เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ”

    ส่วนความสนิทกับโอ๊ต ปราโมทย์ ลุลาเล่าว่า รู้จักโอ๊ตช้ากว่าป๊อบ รู้จักมานานแต่ไม่สนิท แต่พอโอ๊ตมาอยู่ไวท์ มิวสิค แล้วเราย้ายไปอยู่ที่นี่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ก็เลยเริ่มสนิทมากขึ้นเพราะต้องเล่นคอนเสิร์ตด้วยกัน ช่วงหลังจะมีรายการทำด้วยกันบ่อยๆ บางทีรายการของเขาอยากให้เราไปออกก็ไป เวลามีปัญหาเรื่องรายการหรือลิขสิทธิ์ก็จะปรึกษาเขา เวลาคนในกลุ่มติดขัดอะไรก็ปรึกษาโอ๊ต

    แม้ลุลาจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเพื่อน แต่ด้วยความนิสัยเหมือนผู้ชาย ถึงจะเสียงเล็กๆ ร้องเพลงหวานๆ ใส่กระโปรงพลิ้วๆ แต่เอาจริงๆ เป็นคนห้าวๆ พูดภาษาผู้ชายกับพวกเขา อยู่แล้วเหมือนกลมกลืนเข้าไป ไม่ได้รู้สึกแปลกแยก รู้สึกโชคดีจริงๆ ที่มาอยู่ในกลุ่มนี้ 

    เมื่อถามถึงความประทับใจ ลุลาบอกว่า “อย่างที่บอกว่ารู้สึกโชคดีที่มีพวกนี้เป็นเพื่อน และเขายังนับเราเป็นเพื่อนอยู่ (หัวเราะ) ท่ามกลางคำพูดที่ฟังดูหยาบคาย ทะลึ่งตึงตัง ทั้งหมดเขามีความจริงใจให้จริงๆ เราชอบไม่ชอบ คิดว่าดีไม่ดี เราจะพูดตรงๆ กับเพื่อนพวกนี้ เราว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุที่เรามีเพื่อนผู้ชายเยอะกว่า เพราะนิสัยเราคือมีอะไรพูดตรงๆ ถ้าสนิท ถ้าไม่สนิทจะเว้นที่ว่างไว้ให้พื้นที่ของเขา

    ในทางกลับกันเขาก็จะพูดกับเราอย่างนี้ วงการนี้มันก็หมุนไปเรื่อยๆ วันนึงเราดัง พรุ่งนี้เราอาจไม่ดังแล้ว ถ้าเรามีเพื่อนที่จริงใจกับเราแบบนี้ เรารู้สึกว่าเรายังมีคนที่สนับสนุนเรา อยากให้เรามีแต่สิ่งดีๆ งานดีๆ ออกมา เวลาใครเป็นอะไร ที่เหลือก็จะถามว่าโอเคมั้ย ก็ปลอบประโลมกัน จริงใจต่อกัน มีคำแนะนำดีๆ ให้กัน พร้อมยื่นมือเข้าช่วยถ้าเขาต้องการ เรารู้สึกโชคดีที่มีเพื่อนกลุ่มนี้อยู่ ไม่ขออะไรแล้ว ขอแค่ช่วยแซวให้น้อยๆ ลงหน่อยได้มั้ย เหนื่อยจังเลย” ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

    Nuna

    ลุลาเล่าถึงผลงานเพลงล่าสุด "มารักกับพี่ (Nuna)" ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำงานร่วมกับ ท็อป LazyLoxy ครั้งแรก ยังมีความพิเศษอีกหลายอย่าง ซึ่งลุลาเล่าว่า “คำว่า Nuna (นูนา) ภาษาเกาหลีแปลว่า “พี่สาว” ที่ชวนคุณท็อปมาร้องด้วยกันเพราะเพลงมันพูดถึงความรักของผู้หญิงที่อายุมากกว่า เรารู้สึกถึงเทรนด์นี้มาสักพักแล้ว เนื้อหาเพลงเราพูดถึงทำนองว่าน้องเขามีใจให้เรา เราก็มีใจให้เขาเหมือนกัน เพียงแต่อาจไม่ได้เปิดเผยมาก รุ่นน้องจะเปิดเผยกว่า รุ่นพี่จะเก็บอาการนิดนึง จะถามว่าชอบจริงเหรอ ก็ได้นะ แต่ว่าอย่ามาเล่นๆ เพราะเรารักจริงนะ

    ตอนล็อกดาวน์เราดูซีรีส์เกาหลี มีหลายเรื่องที่สังเกตว่าผู้หญิงจะอายุเยอะกว่า ก็รู้สึกว่าตรงนี้ยังไม่ค่อยมีใครเอามาร้อง ซึ่งในสังคมมีมานานมาก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือหยิบขึ้นมาร้อง ตัวเราเองเคยมีแฟนมา ก็มีน้อยมากที่แฟนจะอายุมากกว่าค่ะ ก็คุยกับคนแต่งเพลงคือคุณแอม (อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์) เขาก็ชอบดูซีรีส์เกาหลี เลยคุยกันว่าทำเพลงน้องจีบพี่ พี่จีบน้องแบบน่ารักๆ มั้ย คุณแอมก็แต่งขึ้นมาเป็นเพลงนี้ เพลงนี้มีท่อนที่ร้องยากเยอะ มีท่อนที่เป็นแร็ปร้อง เราไม่ใช่คนแร็ปเก่ง แต่พอเราฟังท่อนของท็อป 3-4 ครั้งก็เริ่มจำได้ เอาจริงๆ เป็นเพลงที่ติดหูฟังง่าย คนแต่งจะรู้โจทย์ดีว่าเราไม่ได้นอกกระแสมาก ค่อนข้างป๊อปนิดนึง

    ในส่วนเอ็มวี เราก็คุยกับทางคุณท็อปว่าให้มาเล่นเอ็มวีด้วยกันเลย เราเล่นเป็นนางเอกเอง ก็เลยชวนน้องมาเล่นเป็นพระเอก คอนเซปต์เอ็มวีมีแรงบันดาลใจจากการดูซีรีส์เกาหลี ส่วนตัวเราจะถูกเรียกว่าเจ๊ๆ พอในซีรีส์เราเห็นเขาเรียกพี่สาวว่านูน่าๆ ก็รู้สึกมันน่ารักกว่า ก็เลยคิดว่าถ้าเปลี่ยนสรรพนามที่คนเรียกเราว่าเจ๊เป็นนูน่าก็โอเคนะ พอเป็นคอนเซปต์เกาหลีมาแล้ว เราก็เลยมองว่าเอ็มวีก็ทำเป็นซีรีส์เกาหลีไปเลย มันก็มีมุมที่เห็นแล้วรู้ว่ามาจากซีรีส์เกาหลี มีความคอมเมดี้ เราก็เอามาล้อเลียน

    แล้วคุณท็อปเองก็มีความเกาหลีนะ ดูคูลๆ ดาร์กๆ เท่ๆ ตามสไตล์แร็ปเปอร์รุ่นน้อง แต่พอเขามาเล่นเป็นพระเอกให้เรา ก็จะเห็นอีกมุมว่าเขาน่ารักบ้องแบ๊ว (หัวเราะ) เราไม่เคยเล่นเอ็มวีมาก่อน เราคุยกับเจ้านายว่าหลายปีแล้วที่ไม่ได้ทำเพลงตัวเองเท่าไร ถ้ากลับมามีสไตล์ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ก็เล่นเองเหอะ (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้เราเล่นหนังสั้นเรื่องนึงแล้วทำเวิร์กช็อป ก็รู้สึกว่าถูกปลดล็อกเรื่องการแสดง เลยคิดว่าเราทำได้ เล่นได้ พอไปเล่นจริงๆ ก็สนุก แล้วผู้กำกับคือคุณโจ้ Trasher เขากำกับซีนคอมเมดี้อยู่แล้ว ก็เลยสนุกดีค่ะ”

    ถามว่ารู้สึกยังไงกับการแสดงเอ็มวีครั้งแรก ลุลาตอบว่า ค่อนข้างมั่นใจว่าเล่นได้ ทางทีมเก่งเรื่องคอมเมดี้อยู่แล้ว เราถูกปลดล็อกมา รู้สึกว่าสามารถเป็นคนอื่นได้มากขึ้น แต่ยังเป็นลุลาอยู่ แล้วกับท็อปก็เจอกันมาหลายเดือนก็เริ่มสนิทขึ้น เริ่มรู้จักเขามากขึ้น เขาเริ่มรู้ว่าเราเป็นยังไง พอเล่นกันจริงๆ เลยไม่เขินเพราะรู้จักสนิทกันแล้ว วันนั้นอยู่ด้วยกันตั้งแต่เช้าถึงดึก ยิ่งเล่นยิ่งรู้สึกว่าต้องส่งบทบาทให้มันดูจริง ไม่งั้นจะไม่อิน

    ลุลาบอกว่า ก่อนหน้านี้แฟนๆ เห็นว่าเธอเปลี่ยนลุคมาพักใหญ่ๆ ตั้งแต่ทำรายการ เสนอมุมอื่นที่ไม่ใช่นักร้อง จนมาถึงช่วงที่เพลงออกถึงได้รู้ว่าจริงๆ ทำมาทั้งหมดเป็นเพราะเพลงใหม่ค่อนข้างไม่เหมือนเดิม ไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนไป จริงๆ เปลี่ยนมานานแล้ว แต่ไม่ได้แสดงออก เพราะกังวลว่าเขาจะรับได้มั้ย แต่ตอนที่ทำรายการดูเหมือนคนจะเริ่มรับได้ ก็เลยชัดเจนไปเลยว่าไม่อยากทำเพลงช้า เพราะเรามีเพลงช้าที่คนชอบมากๆ อยู่แล้ว ช่วงนี้อยากให้คนอารมณ์ดี อยากจะปลอบโยนด้วยเพลงที่สนุกขึ้น

    เปลี่ยนลุคในวัย 41 ปี

    เมื่อถามถึงเหตุผลที่เปลี่ยนลุคตัวเองจากสาวผมหยิกกลายเป็นสาวผมสั้นตรง ย้อมสีผม แต่งตัวน่ารักเซ็กซี่ขึ้น ออกกำลังกาย ลุลาบอกว่า “จริงๆ ช่วงที่ร้องเพลงหนักๆ จะไม่มีเวลาดูแลตัวเอง จะแมเนจได้แค่เรื่องร้องเพลง มีเวลานอนและกิน มีเวลาคิดงาน แต่พอไม่ได้ร้องเพลงและหันมาทำแต่งานโซเชียล มันมีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดหลังเกิดโควิด ก็ถามตัวเองว่าจากนี้ไปจะยังไงต่อ ก็จะมองเป็นวันๆ ว่าวันนี้พรุ่งนี้ทำอะไร ถ้างั้นเอาเวลามาทำให้ตัวเองมั้ย

    จำได้ว่าช่วงก่อนปีใหม่ปีที่แล้วงานถูกยกเลิกก่อนคริสต์มาส เรารู้เลยว่ายาวแน่ๆ เพราะเป็นคลัสเตอร์รอบ 2 เราเลยบอกตัวเองว่าหนนี้ถ้าไม่มีงาน เราจะต้องได้อะไรสักอย่าง ถ้าไม่แต่งเพลงได้ก็ทำรายการสักอย่าง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองให้ได้ เราเป็นคนที่มีปัญหามาตลอดว่าเป็นคนตัวเล็ก เป็นคนอวบ เราต้องทำอะไรให้ได้สักอย่างเพื่อให้มันเห็นผล ที่ได้มาคือรูปร่างที่ดีขึ้น มีกล้ามเนื้อ ผอมลง เราก็รู้สึกดีกับตัวเองที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกชอบและไม่เคยทำ

    เราเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบการแต่งตัว ถ้าถามว่ามีอะไรที่ทำให้เปลี่ยน ก็คงรู้สึกว่าเราไม่อยากปล่อยเวลาไปว่างๆ โดยไม่ได้ทำอะไร จริงๆ เป็นคนไฮเปอร์มาก อยู่เฉยๆ ไม่ได้ เรื่องแฟชั่นเปลี่ยนทุก 3 เดือนอยู่แล้ว พอมันเปลี่ยนไปทุกฤดูกาล เราก็ตามมันไป มีดีไซเนอร์ส่งเสื้อผ้ามาให้ พอเราเป็น Content Creator รู้ว่าเทรนด์นี้กำลังจะมา ถ้าเราชอบและทำได้เราก็จะทำ เราไม่ได้ยึดติดกับอะไร เรามีความชอบที่ชัดเจน แต่บางทีเราก็ไม่ได้ทำ เพราะบางเทรนด์ไม่ได้เหมาะกับเรา เราชอบเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ อันไหนดูเข้ากับเราดีก็จะเปลี่ยน

    แต่อย่างนึงที่ไม่เปลี่ยนคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้แก่ จะต้องดูเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นอะไรก็ได้ ณ อายุเท่าไรก็ได้ (หัวเราะ) จริงๆ รับความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ค่อยเก่ง แต่เรื่องบางเรื่องเราก็มองว่าเราสามารถที่จะปรับตัวเองไปได้เรื่อยๆ ตามกาลเวลา เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องหยุดตัวเองไว้ที่อะไร หรือคงตัวเองไว้เพื่อใคร หรือต้องมีเอกลักษณ์ สิ่งเดียวที่เราอยากเก็บไว้คือเสียงค่ะ นอกนั้นเราไม่อยากเก็บอะไรไว้เลย เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเขารักเราที่เสียง ไม่ได้สนใจว่าเราเป็นคนยังไง เราเปลี่ยนลุคยังไง เขาก็จะรักเสียงของเราต่อไป
    แต่สเตปสองคือเริ่มมีแฟนเพลงที่อายุน้อยเพิ่มขึ้นมา น้องๆ กลุ่มนี้จะชอบการใช้ชีวิต การแต่งตัว ความคิดของเรา ชอบตัวตนของเรา เวลาทำรายการจะแสดงตัวตนจริงๆ ของเราออกไป เป็นคนนิสัยเหมือนผู้ชาย เขาจะชอบเราเพราะมุมนี้ ยิ่งเขารับเราได้มากเท่าไร เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เขาได้รู้เลยว่าเราเป็นคนยังไง”

    ไม่อยากมีแฟน

    อีกหนึ่งมุมชีวิตของลุลาที่เคยเป็นข่าวก็คือเรื่องของความรัก ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็เคยมีหนุ่มรู้ใจ แต่แล้วก็ต้องเลิกรากันไป กลายเป็นสาวโสดมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งลุลาพูดถึงความรักของเธอว่า “จริงๆ โสดมาตั้งแต่ปีที่แล้วนะคะ ตั้งใจว่าอยากจะแต่งงาน แต่เผอิญว่ามันไม่ค่อยลงตัวเท่าไร แล้วชีวิตเราเองก็ทัวร์คอนเสิร์ต ทำนั่นนี่ ตอนนั้นก็อยากลงหลักปักฐานครอบครัว มีลูก มีสามี แต่สุดท้ายมันเหมือนว่าไม่ลงตัว เราก็เลยตกลงว่าเป็นเพื่อนกัน ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากๆ พูดคุยทุกปัญหา แต่ว่าเราตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปเราคงไม่ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตน (หัวเราะ)

    หมายถึงว่าไม่อยากมีแฟน ไม่อยากแต่งงานอีกแล้ว เรารู้สึกว่าเราเหนื่อย ยังอยากทำงาน อยากสนุกกับเพื่อน อยากทำอะไรโดยที่ไม่ต้องผูกติดกับใครมากกว่า ปีนี้เหมือนเราไปตะลุยเรื่องดูแลตัวเอง ทำงานคอนเทนต์ ทำเพลงใหม่ กลับมาเช็กตัวเองด้วยว่าเรามีอะไรต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมั้ย มีอะไรที่อยากทำในอนาคตเพิ่มเติมรึเปล่า เรามองว่าความรักหรือแฟนสำหรับเราไม่สำคัญมากเท่าไรแล้ว ถามว่าปิดกั้นความรักเลยมั้ย จริงๆ เราให้ความสำคัญกับคนที่ดีกับเรา เข้าใจเรามากกว่า เราคุยกับแฟนเก่าเหมือนเป็นเพื่อนกันทุกวัน มีเพื่อนที่ดีๆ มากๆ เรามองว่าแค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว”

    ถามว่ามีคนมาจีบมั้ย นักร้องสาวตอบว่า “มันไม่ค่อยมีใครกล้ามาจีบ” ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง เราถามต่อว่า หน้าดูดุเหรอ ลุลาตอบว่า “ไม่นะ เขาอาจจะมองว่าเราไม่ได้ชอบเขา ไม่รู้เหมือนกัน เราไม่ได้สังเกตใครเลย ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตแบบนี้เลยไม่ได้สนใจมากว่าคนไหนจีบ หรือรู้สึกดีกับเรา ตอนนี้ทุกคนเท่ากันหมดเลยค่ะ”

    กับความรักที่เคยตกเป็นข่าวร้อนๆ ออกมา ทำให้เข็ดกับความรักหรือเปล่า ลุลาตอบทันที “เราว่าเราไม่เข็ดนะคะ ถ้ามีคนมาจีบแล้วแฮปปี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีแฟนและแต่งงาน มีลูก แต่ว่าเรามีความเข็ดกับคนมากกว่า เรารู้สึกว่าคนบางประเภทบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเราแล้วเข้ากับเราไม่ได้ ทำร้ายเราเยอะ เราไม่ได้พูดถึงคนที่เป็นแฟนเรานะ เราพูดถึงคนที่เขาอยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เราจึงมีเพื่อนน้อยลง ออกสังคมน้อยลง ปฏิสัมพันธ์กับใครน้อยลง

    เรารู้สึกว่าเราเป็นแกะดำมาตลอดชีวิต จนเรามาเจอกลุ่มคนที่ชอบเหมือนเรา คิดเหมือนเรา เรารู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่แน่นอนด้วยตำแหน่งที่เรายืนก็มีคนกลุ่มอื่นที่ไม่เข้าใจเรา บางคนอาจจะด่า แต่ประเภทไม่เข้าใจแล้วทำร้ายด้วย อันนี้แหละที่เรารู้สึกว่าเข็ด เรามองว่าทำอะไรก็ได้ที่ไม่ยุ่งกับคนที่ไม่ชอบอะไรตรงกับเรา คิดอะไรไม่ตรงกับเรา จะพยายามปฏิสัมพันธ์กับเขาน้อยที่สุดค่ะ แต่ไม่เคยปิดกั้นหรือเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วทำร้ายเรา ก็มองว่าอย่างน้อยเรารู้ว่าความรักที่ดี คนที่รักเราจริงๆ หรือความสัมพันธ์ที่ดีคืออะไร ถึงแม้เราจะไม่ได้ลงเอยกัน”

    ส่วนสเปกหนุ่มที่อยากแต่งงานด้วย ลุลาหัวเราะก่อนตอบว่า “จริงๆ เรื่องไลฟ์สไตล์มีผลนิดหน่อย ที่ผ่านมาไลฟ์สไตล์ไม่ได้ตรง 100% ก็อยู่ด้วยกันได้ แต่สิ่งเดียวที่เรามองแล้วว่าน่าจะอยู่กับเราได้นานที่สุดคือเขาต้องชอบในสิ่งที่เราเป็น ในทางกลับกันเรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้มากที่สุด มีจุดที่แข็งแรงที่สุดในความสัมพันธ์ หมายถึงว่าชอบเขาเพราะอะไร แล้วเรายึดตรงนั้นเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นคือทำความเข้าใจ เขาอาจไม่เข้าใจทั้งหมดที่เราพูด แต่อย่างน้อยเขาพยายามเข้าใจ เราว่าสิ่งนั้นน่าจะสำคัญที่สุดค่ะ ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตาเป็นเรื่องไม่สำคัญเลยสำหรับเราค่ะ”

    การเดินทางแสนเหนื่อย

    กว่า 17 ปีในวงการเพลง ตั้งแต่ออกอัลบั้ม 2 Become 1 จนมาถึงศิลปินเดี่ยวในนามลุลา นักร้องสาวบอกว่า “เหนื่อยนะ” พร้อมทั้งหัวเราะก่อนจะพูดต่อ “มันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในด้วยค่ะ จะบอกว่าคนเป็นศิลปินไม่ค่อยมีใครปกติ ทุกคนมีความซับซ้อนข้างใน ต้องต่อสู้กับตัวเองค่อนข้างเยอะ เพราะถ้าเป็นคนปกติธรรมดามันไม่มีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนขนาดนี้ มันเหมือนต้องมีความบ้าคลั่ง ความไม่แน่นอน อารมณ์ขึ้นลง มีรายละเอียดข้างในค่อนข้างเยอะ ถึงทำให้คนฟังไม่เบื่อเราง่าย มีมุมใหม่ๆ ให้นำเสนอตลอดโดยที่ไม่ต้องพยายาม

    เราว่าศิลปินทุกคนมีความเพี้ยนข้างในอยู่แล้ว แต่ปัจจัยภายนอกก็เหนื่อยเพราะว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ค่ายเพลงหรือรูปแบบของเพลงที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เราก็ต้องปรับตัวให้ได้ เราเชื่อว่าต่อให้อยู่นานแค่ไหน คนที่ไม่ปรับตัวคือคนที่อยู่ไม่ได้ แต่เราไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เรารู้สึกว่าข้างในอยู่ได้โดยที่ข้างนอกปรับไปตามยุคสมัยได้ เราก็จะอยู่ได้ แต่เราต้องแฮปปี้ที่จะอยู่ด้วย ซึ่งมันก็ยากทั้งข้างนอกข้างใน ข้างนอกเราปรับตัวไปตามยุคสมัย ข้างในก็ต้องประคองให้เป็นตัวเองได้ด้วย ก็เลยแบบยากจัง (หัวเราะ)”

    การเป็นศิลปินว่ายากแล้ว แต่การรักษาชื่อเสียงในฐานะศิลปินให้ยาวนานยากกว่า ซึ่งลุลาบอกว่า “อย่างที่บอกไปว่าวันนี้ดัง พรุ่งนี้อาจไม่ดังแล้ว หรือถ้าเราอยากคัมแบ็ก เราจะคัมแบ็กด้วยอะไร บางคนกลับมาด้วยกระแส บางคนมาด้วยเพลงที่ดัง มันมีหลายปัจจัย หลายครั้งที่เราโดนแซะเรื่องอยู่มานาน เก่าแล้ว แก่แล้ว เราไม่เคยกลัวนะคะ เพราะเสียงเป็นสิ่งที่เขาให้มาแล้วไม่มีใครเหมือน เรารู้สึกว่าทุกวันมีนักร้องใหม่ตลอด เพลงใหม่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและปกติ แต่ลองให้เขาบวกว่า 17-18 ปีผ่านไปเขาจะเป็นยังไง เราว่าเรื่องนั้นสำคัญกว่า ยากกว่า พอมีนักร้องใหม่ๆ เราก็ตามไปฟังว่าเขาทำยังไง แต่ไม่เคยรู้สึกกลัวเลย”

    ส่วนวันต่อๆ ไปในวงการ ลุลาบอกว่า อยากทำเพลงต่างประเทศ ทำเพลงภาษาอื่นบ้าง เพราะรู้สึกว่าเป็นตลาดที่น่าไป “เรารู้สึกว่าเราอยากไป แต่จะดูว่าไปในฐานะศิลปินแกรมมี่ หรืออิสระ ก็ต้องดูอนาคตอีกที เรื่องเพลงไม่ได้หยุดทำ แต่อาจจะทำน้อยลง หรือทำอย่างอื่นมากขึ้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ มองแค่ว่าปีนี้ทำเพลง ปีหน้าทำอัลบั้ม หลังจากนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากัน ทำรายการให้แข็งแรง ทำแชนแนลตัวเองให้มันชัดเจนค่ะ”

    ปิดท้ายการพูดคุย ลุลาฝากถึงแฟนๆ ว่า “สำหรับแฟนเพลงตั้งแต่ 2 Become 1 จนถึงลุลาชุดแรกๆ อยากจะขอโทษแล้วกันที่ลุลาไม่สามารถเป็นลุลาน่ารักๆ ผมยาวๆ กระโปรงพลิ้วๆ จนถึงทุกวันนี้ ถ้าเขายังอยู่ตอนนี้และยังฟังเพลงเรา ยังชอบที่เราเป็น ก็เปลี่ยนคำขอโทษ เพิ่มเติมเป็นขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาและเข้าใจกัน เอาจริงเราไม่ใช่คนเข้าใจง่ายเท่าไร (หัวเราะ) ขอบคุณที่เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เราสัญญาว่างานทุกงานที่ทำไปไม่เคยทำแบบผ่านๆ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

    สำหรับแฟนเพลงใหม่ๆ ที่เป็นน้องๆ อยากจะขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ได้รู้จักนักร้องผู้หญิงที่ดูมีอายุนิดนึง สำหรับแฟนเพลงที่ฟังเพลงและเจอตัวแล้วเฉยๆ แต่พอเราเป็น Content Creator จากที่เฉยๆ ก็ชอบมากขึ้น ก็อยากขอบคุณอีกรอบ เหมือนได้เพื่อนเพิ่ม ไม่ว่าจะเขียนบวกหรือลบยังไง เราโอเคที่จะรับฟัง เราไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ แต่ถ้าคนเป็นแฟนเพลงเราจริงๆ จะรู้ว่าจริงๆ เราไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เราเปลี่ยนแค่ทรงผม เสื้อผ้าที่ใส่เท่านั้นเอง ส่วนนิสัยต่างๆ เป็นแบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกชัดเจนเท่าช่วงหลังๆ ค่ะ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : GMM Grammy
    กราฟิก : Varanya Phae-araya

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ลุลาspecial contentลุลา กันยารัตน์ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชยลุลา ผลงานลุลา เพลงลุลา ดราม่าลุลา ความรักลุลา แฟนข่าวบันเทิงนักร้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 เวลา 12:48 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์