ทอมมี่ สิทธิโชค กับชีวิตที่เกินความคาดหมาย ไม่เคยคิดว่าจะได้โกอินเตอร์

ข่าว

    ทอมมี่ สิทธิโชค กับชีวิตที่เกินความคาดหมาย ไม่เคยคิดว่าจะได้โกอินเตอร์

    ไทยรัฐออนไลน์

    6 ต.ค. 2564 09:00 น.

    • ทำความรู้จักนักแสดงหนุ่ม ทอมมี่ สิทธิโชค เผือกพูลผล คู่จิ้น จิมมี่ กานต์
    • กว่าจะมีวันนี้ของ ทอมมี่ สิทธิโชค
    • ผลงานซีรีส์เกาหลีเรื่องแรก กับความยากลำบากในการทำงาน 

    เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่กุมหัวใจของสาวๆ ไปซะแล้ว สำหรับ ทอมมี่ สิทธิโชค เผือกพูลผล คู่จิ้นกับ จิมมี่ กานต์ กฤษณะพันธ์ โดยทั้งคู่ได้แจ้งเกิดมาจากซีรีส์วายไทยเรื่อง WHY R U The Series เพราะรักใช่หรือเปล่า ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งไทยและระดับอินเตอร์ ด้วยเคมีที่ลงตัวกันสุดๆ ทำให้กลายเป็นคู่จิ้นอีกหนึ่งคู่ที่แฟนๆ รอคอย

    และผลงานเรื่องล่าสุดกับซีรีส์วายสัญชาติเกาหลี Peach of Time ที่ได้คว้าตัวนักแสดงคู่จิ้น จิมมี่-ทอมมี่ แสดงนำเป็นครั้งแรก งานนี้ทำเอาทั้งคู่ตื่นเต้นอย่างมาก โดยเฉพาะหนุ่ม ทอมมี่ ที่ตื่นเต้นสุดๆ เพราะเป็นผลงานการโกอินเตอร์ครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่เคยคิดฝันเลยว่า ตัวเองจะได้ทำ 

    โดย ทอมมี่ เล่าถึงการร่วมงานกับทีมงานเกาหลี และการไปทำงานที่เกาหลีเป็นครั้งแรกในชีวิตให้ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้ฟัง 

    ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้โกอินเตอร์

    "ความรู้สึกแรกเลย งานนี้มันเจ๋งจังเลย ตื่นเต้นมากๆ สมัยก่อนผมแคสต์โฆษณามาก่อนใช่มั้ย แล้วเราได้โฆษณาตัวละเป็นแสน เราก็ตื่นเต้นแล้วอะ เราได้หนังเราก็ตื่นเต้น แต่พอได้งานนี้มา รู้สึกว่ามันเกินตัวเรา และเป็นงานที่มันใหญ่ ความรับผิดชอบต้องเยอะพอสมควร เป็นงานที่ไปเกาหลี ไปเล่นซีรีส์เกาหลีเลยนะ ซึ่งโปรดักชั่นเกาหลีมันเป็นอะไรที่ทุกคนรู้ว่ามันเจ๋งมาก คนยอมรับในตรงนั้นของประเทศเกาหลีครับ ตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ไป"

    "ถามว่าเคยฝันมาก่อนมั้ย ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยเลยในชีวิต และไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ไปทำ ผมอยู่กับปัจจุบัน ผมตั้งใจในทุกๆ งานเลยนะ ผมมีงานมากี่งานก็ตั้งใจทุกงาน แล้วก็ไม่เคยวาดฝัน ไม่เคยตั้งเป้าหมายว่าตัวเองจะไปเลย มันเกินความคาดหมายของเราจริงๆ ว่าตัวเองจะได้ไปทำด้วยซ้ำ ก็เลยเครียดและกดดันพอสมควร เป็นสิ่งใหม่มากๆ ครับ"

    ทำงานครั้งแรกในเกาหลี ประสบการณ์ใหม่ในชีวิต

    "การทำงานที่ผ่านมายากมากเลยครับ เราเป็นนักแสดงไทยที่ไปทำงานที่เกาหลี ยากมากๆ ครับ เหมือนเป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้ไปทำงานที่นั่น เราไปทำงานระหว่างประเทศ เพราะเราไม่เคยไปทำงานแบบนี้เลย ตื่นเต้นมาก ต้องปรับตัวเยอะมากครับ

    ผมไปทำงานที่เกาหลีประมาณสิ้นเดือนตุลาคมปีที่แล้วครับ ซึ่งเป็นช่วงโควิดเลย แต่ว่าที่นั่นเขาไม่ได้กลัวเหมือนที่ไทย เขาให้ออกกองได้ แต่ข้อห้ามคือ ห้ามออกกองถ่ายเกิน 3 วัน เวลาออกไปเดินข้างนอก ไปกินข้าว กฎของที่นั่นคือห้ามเดินเป็นกลุ่มด้วยกันเกิน 5 คน ไม่อย่างนั้นจะผิดกฎหมาย พวกเราเลยเดินแบบจับคู่ 3 คนบ้าง 2 คนบ้าง

    การปรับตัวเยอะมากเลย ตอนแรกที่ไป 14 วันแรกเป็นช่วงที่เราต้องกักตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ทั้งชีวิตไม่เคยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนานขนาดนี้ครับ พี่แอนดี้ ผู้จัดการส่วนตัว เขาจะให้เรียนคำศัพท์เกาหลี วิธีการใช้ การเรียงประโยค และจะมีคำพูดที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และวิธีการแนะนำตัว เขาก็จะสอนให้เราจำ 14 วันนั้นเราก็จะท่องจำแบบฝึกหัดที่เขาให้มา

    ทอมว่ายากนะ เพราะเราเป็นคนฟังแต่เพลง เอาจริงๆ เป็นคนโลว์เทคก็ได้ ทอมเป็นคนที่ไม่ได้โซเชียลจัด ก่อนหน้านี้คือเป็นคนที่โดนดุตลอดเลยว่าไม่ค่อยเคลื่อนไหวทางโซเชียล แต่ตอนนี้เริ่มเล่นบ่อยขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นคนไม่ค่อยดูหนัง ทำให้เราไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีมาก่อน เลยไม่รู้ว่าวิธีการพูดการเล่นของเขาเป็นยังไง มันเลยเป็นสิ่งใหม่สำหรับทอมมาก"

    ปรับตัวอย่างหนักกับทีมงานที่เข้มงวดไม่เหมือนในไทย

    "ปกติทอมจะมีปัญหาเรื่องความจำ อย่างเวลาจะให้ทอมจำอะไรก็จะนึกและเอาไปเชื่อมโยงกับภาษาไทย แต่อันนี้มันเป็นประโยคใหม่แบบเพียวๆ ขึ้นมาเลย เราไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วคือการจะจำมันจำยาก เราต้องท่องจำอย่างเดียว แค่เริ่มต้นมันยากพอสมควรครับ สำหรับเกาหลี แต่พอฟังบ่อยๆ จำบ่อยๆ มันก็ดีขึ้นครับ"

    "ใช้เวลาการทำงานที่เกาหลีประมาณเดือนครึ่งครับ แต่รวมกับตอนที่กักตัวเข้าไปด้วยก็ 2 เดือน คือมันเร็วมากสำหรับการถ่ายทำซีรีส์ คือการทำงานเขาแบบรีบมาก เขาโปรกันมากเลย มันไม่ใช่พื้นที่ที่เราคุ้นชิน วิธีการทำงานไม่เหมือนกัน

    สมมติเรามากองถ่ายไทย เราเป็นนักแสดง เราทักทายทุกคน รู้จักทุกคน แล้วใช้ชีวิตแบบสบายๆ ในกองถ่าย แต่ที่กองถ่ายเกาหลี การทำงานเขาจริงจังมาก ไม่มีการเล่นเลย เร็วมากๆ เร็วกว่านี้ตลอด เขารีบมาก จังหวะเขาเป๊ะในของเวลามากๆ

    ทีมงานเขาจะเข้มงวดมากๆ ในระหว่างการทำงาน คือเราเริ่มเข้ากองเขาก็จะเร็วแล้ว ทุกอย่างเร็วมาก แต่พอเลิกกอง เขาจะรีแล็กซ์กัน ไปกินข้าวกัน เหมือนเป็นคนละคนเลย เฟรนด์ลี่ ไนซ์มากๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า กองถ่ายที่เกาหลีเขาจริงจังมากๆ และเขาจะไม่ได้แคร์ความรู้สึกอะไรขนาดนั้น ไม่ได้ประนีประนอม อะไรที่เป็นเรื่องจริง เขาจะพูดกันจริงๆ เราห้ามโกรธ พอจบงานก็คือจบ"

    ยอมรับภาษาที่ 3 เป็นอุปสรรค

    "ถามว่าเกร็งมั้ย คือเกร็งมากครับ ยิ่งทอมเป็นคนแบบนี้ คิดมากด้วย เอาตรงๆ ถ้าไม่ได้ถูกละลายพฤติกรรมก่อน จะทำงานไม่ได้เต็มที่ เพราะเราเป็นคนที่คิดมาก แคร์ทุกคนไปหมด เก็บเอาความรู้สึกของทุกคนกลับมาคิดทบทวนในหัว ผมจะเป็นคนหูไวมาก เซนซิทีฟมาก มันเลยยากมากสำหรับการไปทำงานที่นั่นในตอนแรกๆ

    แต่หลังๆ มาเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น ตอนที่ทอมถ่าย ไม่ได้ถ่ายเยอะแบบของ จิมมี่ ความละลายพฤติกรรมเลยน้อยกว่าเยอะพอสมควรเลย เพราะ จิมมี่ เริ่มเคยชินบ่อย ทำหลายๆ อย่างได้ เริ่มพูดคุยกับผู้กำกับบ่อย เข้าใจมากขึ้น ของ ทอม ไปแล้วจะแอบเกร็งหน่อยๆ

    อีกอย่าง ทอม เป็นคนที่ไม่ได้ภาษาที่ 2 หรือที่ 3 เลย ภาษาอังกฤษก็พอฟังได้ การละลายพฤติกรรมกับคนอื่นมันเลยชวนคุยยากครับ ภาพที่เห็นในเบื้องหลังของ ทอม ตอนแรกก็เลยดูเป็นคนเกร็ง เหมือนอยู่คนเดียว"

    ภูมิใจในตัวเองผ่านช่วงเวลาแห่งความกดดันมาได้

    "จริงๆ กระแสตอบรับก็ดีนะครับ แต่ว่า ทอม ไม่รู้หรอกว่าเราเล่นได้ดีมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าตอนที่ทำออกมา เอาจริงๆ พูดตรงๆ เลย ตอนเริ่มทำแรกๆ เราทำด้วยความกดดันด้วยซ้ำ แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะออกมาดี ดีในระดับหนึ่งของเรา ตอนนั้นเราเครียดมากเลยกับการถ่ายทำ เพราะตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราทำได้ไม่ดีเลย แต่ภาพที่มันออกมามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันก็ได้อยู่

    แล้วแฟนๆ ที่รอติดตามเรา จริงๆ ซีรีส์เรื่องนี้ ผมเคยพูดไปก่อนนานมากแล้ว แฟนๆ หลายคนที่ติดตาม เขารอติดตามเรามานานมาก พอได้เห็นเขามีความสุข อิน ชมว่าน่ารัก มีส่วนร่วมในการตอบโต้กับซีรีส์ที่เราเล่น เขามีความสุขไปกับมัน และสนุกกับซีรีส์ที่เราเล่น เรารู้สึกดีมากๆ เลยครับ"

    "ถามว่า ภูมิใจกับตัวเองมากแค่ไหน ก็ระดับหนึ่งนะครับพี่ มันนึกไปถึงได้ก่อนที่เราจะไป เราตื่นเต้นมากน้อยแค่ไหน แต่เราทำได้ พอเรานึกย้อนกลับไปในช่วงที่เราตื่นเต้น เรากดดันมากแค่ไหนกับซีนหนึ่งที่เราเล่น ในช่วงที่เราทุกข์ เราเครียดจริงๆ คือตอนนั้นกดดันจริงๆ นะ พอมันผ่านมาแล้วและเรามองย้อนกลับไป คือเราผ่านมาได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาอะไรหลายๆ ส่วนนะ

    เหมือนกับไปเจอสิ่งที่มันเจ๋งกว่าโลกที่เราเจอ ตอนแรกเราก็คิดว่า เราก็มีความสามารถระดับหนึ่งในกะลาของเรา แต่พอเราไปเจอโลกกว้าง ไปเจอคนที่เจ๋งกว่าเรา คำว่า มาตรฐานมันเป็นยังไง เลยทำให้เรารู้เลยว่า แบบนี้เราสามารถทำได้นะ ไม่ใช่เราคิดไปเอง"

    "คร่าวๆ น่าจะมีอินเตอร์แฟนมากขึ้นครับ ทั้งจากเม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลีเยอะเลย เพราะเวลาใครแท็กสตอรี่ ทอม มา ก็จะเข้าไปดูโปรไฟล์พวกเขา เลยรู้ครับว่ามีแฟนคลับจากอินเตอร์แฟนเยอะเลย แล้วไม่คิดด้วยซ้ำว่าตอนผมไปเกาหลีจะเป็นช่วงจังหวะวันเกิดของ จิมมี่ พอดี

    ไม่คิดด้วยซ้ำว่า เราจะมีแฟนคลับเกาหลี เขาจัดงานเป็นโปรเจกต์เบิร์ธเดย์ให้ แล้ว จิมมี่ ติดถ่ายซีรีส์ ผมก็เข้าไปดู ก็มีแฟนคลับเกาหลีพอสมควรครับ 20-30 คน ประมาณนี้ครับ ผมรู้สึกดีมากเลย มีอินเตอร์แฟนติดตามเราด้วยเหรอ แต่ตอนนี้น่าจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ครับ"

    ร่วมงานกับนักแสดงเกาหลี ชเวแจฮยอน

    "หลังจากออกจากกักตัวได้ 2 วัน ไปเจอเขาในวันที่ แจฮยอน กำลังอ่านบท เรารู้สึกว่า โห หล่อจัง ลุคเหมือนดาราเกาหลี คือเขาเป็นดาราเกาหลี แต่ลุคเขาดูดีมาก เหมือนมันจะมีช่วงที่ต้องต่อบท เขาดีมากๆ เลย วันว่างของเขาจริงๆ เขาไม่ต้องมาก็ได้ ทางทีมงานเราโทรไปคุยกับเขา ชวนเขามากินข้าว มาต่อบทกันกับ จิมมี่ ทอมมี่ หน่อยได้มั้ย เขายินดีมากๆ เขาพร้อมมาหาเลย ซึ่งไปกินข้าวด้วยกันกับเขาครั้งแรก เขาดีมากๆ เลย" 

    "ฝากด้วยนะครับ สำหรับซีรีส์ Peace of Time ใครที่ยังไม่ได้ดู ไปดูย้อนหลังกันได้นะครับที่ WeTV นะครับ ฝากด้วยนะครับ เป็นซีรีส์ที่พวกเรา มี่ทู ได้เล่นเป็นครั้งแรก กดดัน ผ่านอุปสรรคมายากมากๆ อยากให้ทุกคนซัพพอร์ตพวกเราด้วยนะครับ"

    วิ่งแคสต์งานโฆษณาตั้งแต่ ม.2

    "จริงๆ ทอม น่าจะเริ่มประมาณ ม.2 ครับ ช่วงนั้นน่าจะเป็นประกวดดัชชี่บอย เขาจะมีแมวมองเข้ามาดูที่โรงเรียน ผมเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดที่ปราจีนบุรี เป็นเด็กที่เริ่มทำกิจกรรมมากขึ้น ก็มีคนมาถามว่า มีเด็กคนไหนที่เข้าตาบ้างมั้ย เขาก็เก็บโปรไฟล์ ทอม ไป มันเลยเริ่มทำให้ ทอม ได้เข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะว่าทุกๆ ปิดเทอมเขาจะเรียกทอมไปดูตัว ดูพัฒนาการว่าเป็นยังไง

    แล้วไปช่วยงานคุณอาที่จตุจักร เขาเพิ่งเปิดร้านที่นั่น แล้วก็มีแมวมองมาเจอที่จตุจักรครับ เขาก็ติดต่อมา ซึ่งมีหลายโมเดลลิ่งเลยนะ แล้วเราก็ไปแคสต์โฆษณา แต่ไปแคสต์หลายที่ทิ้งไว้เยอะมาก ก็ไม่ได้งาน เพิ่งมาได้งานตอน ม.3 ครับ 

    แล้วโมเดลลิ่งเราก็ถามว่า มีประกวด EFM เป็นวัยใสไฮสคูลบอย ซึ่งช่วงนั้นเป็นของคลื่นวิทยุ EFM ให้ไปประกวดแล้วจะได้รับเงินรางวัล ได้คอร์สเรียนร้องเพลง ตอนนั้น ทอม เป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายด้วย เราก็คิดว่าจะไม่ไป พี่โมเดลลิ่งเขาก็บอกถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไรนะ แค่มายื่นข้อเสนอให้เฉยๆ เผื่ออยากลองทำอะไรใหม่ๆ เราก็แบบโอเค เอาดิ เลยได้ไปประกวดแล้วชนะ" 

    เด็กต่างจังหวัดอยากทำงานหาเงินช่วยที่บ้าน

    "หลังจากนั้น ม.4 ก็ไปแคสต์โฆษณา ก็ได้งานตัวที่ 2 จากนั้นคนเริ่มเห็นหน้าเราบ่อยขึ้น ก็เริ่มเรียกเราไปแคสต์เยอะขึ้น แล้วช่วงนั้นเราอยู่ต่างจังหวัดด้วยครับ พอถึงคาบเรียนสุดท้ายก็จะขอครูเลิกเร็วขึ้น เพื่อนั่งรถตู้เข้ามาแคสต์งานที่กรุงเทพฯ นั่งรถตู้ 3 ชม. มาถึงสถานที่แคสต์งานประมาณ 6 โมงเย็น-1 ทุ่มตลอดเลย

    ตื่นเช้าตี 5 ก็นั่งรถตู้กลับมาที่ปราจีนฯ มาเรียน และทุกครั้งที่ไปแคสต์ก็จะใช้เงิน 1,000 บาท แล้วที่ผ่านมาทุกครั้งที่ไปแคสต์งานก็จะไม่ได้งาน ทำให้เสียเงินตลอด จนเราเริ่มไม่ไหวแล้ว ทำให้ทุกครั้งที่ผมไปแคสต์ต้องตั้งใจเอาให้ได้ เลยทำให้ผมได้งานติดกัน 7-8 ตัวเลย 

    ก็หาเงินใช้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ขอเงินที่บ้านใช้ พอจบ ม.6 เราก็คิดว่าเราต้องเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เราเริ่มมีงานเยอะขึ้น ก็ได้มาเจอพี่พจน์ อานนท์ ครับ เขาก็เรียกเรามาดูตัว และเซ็นสัญญากัน ก็ได้เล่นหนัง 2-3 เรื่อง"

    กำลังไปได้สวยกับวงการบันเทิง
    แต่ต้องหยุดชะงักเพราะจับได้ใบแดง

    "ก็เริ่มมีงานซีรีส์เข้ามา เป็นซีรีส์ของ GMM แต่ว่าเริ่มไปสะดุดตรงที่ ทอม ไปจับทหาร ซึ่งตอนนั้นงานกำลังเยอะมาก หยุดงานไปเป็นทหารมา 2 ปี งานก็หยุดเลยตั้งแต่ตอนนั้น

    แต่พอออกมาจากทหาร งานก็น้อยลงนะ เหมือนเราเคว้งไปเลย ก็งงๆ เหมือนกัน ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเราจะกลับมาทำงานวงการบันเทิงได้ เพราะโปรไฟล์เราไม่ได้ถูกอัปเดตตลอด ไม่ได้เล่นโซเชียลทำให้คนเห็นเลย"

    "วางแผนแล้วว่าก่อนที่จะปลดทหารออกมา จะทำอะไร ทอม วางแผนจะทำสายท่องเที่ยว เพราะเราชอบเที่ยว พอมาเจอ พี่อ๊อฟ ดูมันดิ เขาทำเป็นรายการท่องเที่ยวในยูทูบ เพราะเราจะทำรายการท่องเที่ยวในยูทูบอยู่แล้ว พอมาเจออันนี้พี่เขาก็ชวนเรามาทำด้วย ก็เลยทำมาเรื่อยๆ และเริ่มมาเล่นซีรีส์อีก

    ซึ่งในตอนเด็กเราผ่านหนังมา 3 เรื่องแล้ว เราไม่ได้เรียนแอคติ้งแบบจริงจัง ผมคิดมาตลอดว่าผมเล่นได้ ผมพราวตัวเอง ซึ่งพอมาเล่น Why R U? ใช่มั้ยครับ ทำให้เราต้องเรียนแอคติ้งแบบจริงจัง ทำให้เราปรับมายเซ็ตใหม่หมดเลย พอเราเข้าใจเรื่องของการแสดงมากขึ้น เราก็สนุก อยากเรียนรู้มัน อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ 

    พูดตรงๆ เลยว่า การที่ ทอม มาทำงานในตอนแรก เราแค่รู้สึกว่ามันได้เงินเยอะ แบ่งเบาภาระจากที่บ้านได้ เหมือนเราไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านแล้ว ตอนหลังจาก Why R U? เราเริ่มเปลี่ยนความคิดไป เพราะเราสนุกกับมัน อยากทำมันออกมาให้ดีมากขึ้น เลยทำให้ทุกครั้งที่เรามีงานใหม่ๆ เราอยากทำมันออกมาให้ดี"

    ขอบคุณทุกโอกาสที่ทุกคนหยิบยื่นให้ 

    "ภูมิใจตัวเองแค่ไหน เท่าที่ผมมองมาก็มาไกลพอสมควร ผมลุยมาคนเดียวอะ ผมได้เจอสังคมที่ดี เจอคนรอบตัวที่ดี เจอผู้ให้โอกาสที่ดี หยิบยื่นโอกาสที่ดีให้ ก็ภูมิใจมากครับ ที่ปัจจุบันเรามีงานที่เกาหลี มันไกลตัวมาก พี่ลองจินตนาการดู ภาพเด็ก ม.ต้น เดินสะพายกระเป๋าหนาๆ ปัจจุบันเราไม่เคยคิดเลยว่าเราจะต้องเป็นอะไร แค่ทำตามความชอบของตัวเองไปเรื่อยๆ"

    "ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนนะครับ ทั้งไทยและอินเตอร์แฟนนะครับ ที่ซัพพอร์ต ทอม มาตลอด ตั้งแต่ ทอม ยังไม่มีชื่อเลยครับ อยู่กันมาด้วยกันมาตลอด ขอบคุณที่อยู่ในทุกช่วงเวลา สนับสนุน ผลักดันให้กำลังใจครับ เป็นพระคุณมากๆ เลย ที่ทุกคนเอ็นดูและสนับสนุน ทุกกำลังใจที่ทุกคนให้ เป็นกำลังใจชั้นดีของ ทอม เลย

    ในวันที่ ทอม ท้อแท้ เครียด ไม่สนุกกับสิ่งที่เราเจอ มันเหมือนเวลาเราไม่มั่นใจอะไรบางอย่าง แล้วมีคนที่อยู่เบื้องหลังเรา คอยเชื่อใจเราตลอดเวลา ในจังหวะที่เรายังไม่เชื่อใจตัวเองด้วยซ้ำ แต่เขาเชื่อใจเรา และคอยดันให้เราทำออกมาได้ครับ คอยผลักดันเรา มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ เลย ขอบคุณทุกคนที่คอยซัพพอร์ต ทอม นะครับ (ยิ้ม)".

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    กราฟิก : Varanya Phae-araya

    ภาพประกอบจากอินสตาแกรม tommysittichok

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ทอมมี่ทอมมี่ สิทธิโชคทอมมี่ จิมมี่Special Contentspecial contentทอมมี่ สิทธิโชค เผือกพูลผลPeach of Timeซีรีส์วายเกาหลีข่าวบันเทิงดารา

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 07:21 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์