แต๊งค์ พงศกร ควงภรรยาเผยเส้นทางรัก เปิดใจผันตัวจากนักแสดงสู่หมอดู

ข่าว

    แต๊งค์ พงศกร ควงภรรยาเผยเส้นทางรัก เปิดใจผันตัวจากนักแสดงสู่หมอดู

    ไทยรัฐออนไลน์

    21 ก.ย. 2564 21:09 น.

    แต๊งค์ พงศกร มหาเปารยะ อดีตนักแสดงวัยรุ่น จะมาเปิดเผยชีวิตสุดเหวี่ยงสายปาร์ตี้ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เคยคิดฆ่าตัวตาย พร้อมเผยความรักกับภรรยา พลอย ไพรินทร์ ในรายการ “คุยแซ่บ SHOW” ที่มี บูม สุภาพร และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

    ตอนนี้ชีวิตพลิกผันมาเป็นหมอดู?
    แต๊งค์ พงศกร : ด้วยสถานการณ์โควิดที่เข้ามาทำให้ร้านปิดหมด เราก็เลยคิดว่าถ้าเราอยู่บ้านทำอะไร คนอยู่บ้านทำอะไร ทำไมเราไม่ลองหาอาชีพ หารายได้ ที่ทุกคนปิดอยู่บ้าน ซึ่งก็มีไม่กี่อย่าง เราก็ทำเปิดไพ่ให้คนมาฟัง ให้คนมาปรึกษา และเอาวิชาที่เราเคยร่ำเรียนมาเพราะคุณแม่เคยให้ไปเรียนวิชานี้มาก่อนหน้านี้มาก่อน ซึ่งของผมเป็นวิชาเปิดไพ่ ซึ่งเป็นศาสตร์ค่อนข้างใหม่ เป็นการเอาตัวอักษรรูน ซึ่งเป็นตัวอักษรของชาวไวกิ้งทางยุโรปตอนเหนือ ซึ่งก่อนหน้านี้ก่อนคุณแม่จะแนะนำ เราเคยดูซีรีส์เกี่ยวกับไวกิ้ง เราก็เลยไปอ่านประวัติศาสตร์ของคนไวกิ้ง ว่าทำไมคนชาตินี้ถึงประสบความสำเร็จ ทำไมเขาถึงเก่ง เราก็เลยไปดูว่าเขานับถืออะไร ก็เลยทราบว่าเขามีวิธีคุยกับเทพเจ้าด้วยอักษรโบราณพวกนี้

    แล้วไพ่พวกนี้ต้องสั่งทำพิเศษไหม?
    แต๊งค์ พงศกร : ไพ่นี้อาจารย์ผมเขาทำขายอยู่แล้ว ซึ่งในเมืองไทยยังมีไม่เยอะ คือลักษณะของไพ่จะคล้ายๆ โปสการ์ด ภาพจะสวย ภาพจะมีเนื้อหาเนื้อเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจง่าย เราสามารถอธิบายกับลูกดวง ลูกค้าเราได้ง่ายๆ และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

    กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่มาเปิดไพ่?
    แต๊งค์ พงศกร : เอาตรงๆ ว่าเรามีบุญเก่า มีฐานแฟนคลับจากละคร จากรายการ เขาก็เลยสนใจ บวกกับคนในวงการที่สนใจการดูดวง ตอนนี้คนอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ เขาก็ติดต่อเข้ามา ตัวเราเองตอนเริ่มทำครั้งแรกก็ตื่นเต้น เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะแม่นหรือไม่แม่น แต่พอได้เริ่มดู ได้เริ่มพูดคุยปรากฏว่าฟีดแบ็กกลับมาดี คนเขาก็บอกว่าชอบ ตรง คือผมก็ไม่อยากอวดอะไรเพราะด้วยวิชาของรูนเป็นวิชาที่ค่อนข้างใหม่ แต่วิชาของเขาค่อนข้างดีตรงที่ เป็นวิชาที่ง่าย รับฟังง่าย และตรงไปตรงมา มันก็เลยเหมือนกับว่าถูกจริตกับคนดู

    ดูมานานขนาดไหนแล้ว?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็ตั้งแต่ 6 เดือน ที่แล้ว คือช่วงที่เรียน คือเรียน 2 เดือน ระหว่างนั้นก่อนที่เราจะเริ่มดูออนไลน์ เราก็ทดลองดูให้พ่อแม่ พี่ น้อง ดูให้เพื่อน ให้คนสนิท คือดูแบบไม่คิดตังค์ ไม่คิดค่าครู เรียกว่าเก็บประสบการณ์

    ดูมาแค่ 6 เดือน แต่รับวันละแค่ 6 คน ซึ่งคิวยาวไป 3 อาทิตย์แล้ว?
    แต๊งค์ พงศกร : ล่าสุดยาวไป 4 อาทิตย์แล้ว

    ครั้งหนึ่งดูเท่าไร?
    แต๊งค์ พงศกร : เราดูไม่แพง เรียกว่าเก็บประสบการณ์ คือ 199 คือ 1 คำถาม ซึ่งเป็นหัวข้อหลักๆ อย่างการงาน การเงิน ความรัก แต่ถ้าดูแบบครบชุด ดูแบบเหมาๆ คือ 499

    ถ้าสนใจจะดูกับแต๊งค์ต้องเข้าทางไหน?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็ตามโซเชียลชื่อผมเลย พงศกร มหาเปารยะ ไอจีก็ @thankpm แล้วก็อินบ็อกซ์มาคุยได้เลย

    แต่ทราบว่า ก่อนหน้านี้ละครติดต่อมา 5 เรื่อง แต่ไม่รับ เพราะอะไร?
    แต๊งค์ พงศกร : คือเราไม่ได้มาทางสายการแสดงอยู่แล้ว คือแต่ก่อนคนอาจจะเห็นเราในวงการบันเทิงอาจจะเป็นเพราะคนเห็นเราในละครหินกลิ้ง คือหินกลิ้งเป็นบทที่ใกล้เคียงกับตัวเรา เราก็แสดงได้แบบสบายใจ แต่ถ้าเป็นบทที่ไกลตัว เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อการแสดง ผมก็จะรู้สึกว่าทำได้ไม่ดี ส่วนที่อยู่ในวงการบันเทิงเพราะเราชอบงานพิธีกรมากว่า เราชอบพูดคุย

    ทราบว่าก่อนจะมาดูดวงก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตหนักหน่วง?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็หนักหน่วง พูดง่ายๆ คือผมเข้ามาด้วยการเล่นละคร ตอนนั้นผมยังใส่กางเกงขาสั้นเป็นนักเรียนอยู่ แต่ตอนนี้ผมอายุจะ 40 แล้ว ซึ่งทุกวันนี้คนยังจำในภาพที่เป็นหินกลิ้งอยู่เลย หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าไปคบกับคุณแตงโม (นิดา พัชรวีระพงษ์) มีข่าวกับคุณแตงโมก็มีทั้งดีและร้าย เราก็อยู่ในวงการ ล้มลุกคลุกคลาน มีข่าวโน้น ข่าวนี้

    เห็นว่าเป็นสายปาร์ตี้ตัวยงด้วย?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็ใช่ ด้วยความที่เราเรียนเมืองนอกมาตั้งแต่เล็ก ก็จะห่างเหินกับครอบครัวมาพอสมควร ก็เลยไม่ค่อยมีใครดูแล ติดเพื่อนด้วย คือเราติดเพื่อนตั้งแต่อยู่เมืองนอก ออกมาอยู่ข้างนอกก็อยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับครอบครัว เราก็จะอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา เราไม่โทษเพื่อน เราไม่โทษใครเลย มันเป็นชะตาชีวิตของเรา

    ถามว่าสายปาร์ตี้หนักขนาดไหน พูดตรงๆ เลยว่า มีทั้งเรื่องยาเสพติด และการเกเร ที่เราถลำลึกไป ซึ่งตอนแรกก็สนุกสนาน เพราะสมัยนั้นเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คือสารเคมีในสมองเราเองก็ไม่ปกติ และมีการอยู่คนเดียวไม่มีที่ปรึกษา พอใช้สารเสพติดจากการใช้เพื่อความสนุก ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นพึ่งพามัน ก็ติดในวังวนนั้นมาตลอด

    ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยถลำเข้าไปในวังวนนี้ ทุกคนไม่อยากเริ่มยุ่งกับมัน และอยากออกมา แต่มันขึ้นอยู่กับว่าจะออกมาได้หรือเปล่า หรือออกมาอย่างไร สุดท้ายที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ ยังสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเรามีกำลังใจที่ดีจากครอบครัว

    เห็นว่าครอบครัวมีส่วนช่วยมาก เขาช่วยเราอย่างไรบ้างในการที่จะดึงเราออกมาจากตรงนั้น?
    แต๊งค์ พงศกร : มันไม่ได้มีอะไรที่พิเศษ มันมีแค่ความที่เราเข้าหากันมากขึ้น คือเข้ามาอยู่ด้วยกันมากขึ้น จากที่ตอนแรกเราค่อนข้างห่างจากครอบครัว พอเรามีปัญหา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ของผมท่านแยกกันอยู่ พอท่านเห็นปัญหาของเรา ทุกคนก็ขยับเข้าหาเรา เข้าใกล้เรามากขึ้น จากการที่ไม่ค่อยพูดคุยกัน มันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างในช่วงแรกเพราะต้องปรับจูนเข้าหากัน จนตอนนี้มันก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง เรารู้ว่าจุดที่เราควรจะอยู่คือตรงไหน เราควรจะทำตัวอย่างไร และจุดที่เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เราต้องการความช่วยเหลือเราก็ต้องรู้ตัว

    กว่าจะรู้ตัว เข้าไปอยู่ในวังวนนั้นนานแค่ไหน?
    แต๊งค์ พงศกร : ผมพูดตรงๆ ว่าตรงนี้ต้องสู้ตลอดชีวิต มันไม่มีคำว่าหายขาด เพราะฉะนั้นกำลังใจมันสำคัญมาก เพราะเราต้องตัดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นวงจรชีวิตเดิมๆ ตรงนี้ต้องตัดออกให้หมด ทุกวันนี้ก็ยังต้องสู้กับมันทุกวัน มันไม่มีทางหลุดไปได้ แต่อย่างที่บอกว่าคนที่อยู่ข้างเรา เราต้องหันไปมองให้มากๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ข้างเรา คนที่รักเรา และพอพูดถึงครอบครัว ผมเป็นคนที่รอครอบครัวของตัวเองมานานมาก เพราะว่าผมเคยมีครอบครัวที่ห่างกัน ผมไม่อยากใช้คำว่าครอบครัวที่แตกแยก เพราะคุณพ่อ คุณแม่มีสิทธิ์เลือกความรักของตัวเอง ทุกคนก็ยังรักผมอยู่ เพียงแต่เราห่างกัน

    บำบัดโรคซึมเศร้านานไหม?
    แต๊งค์ พงศกร : ในเคสผมจะอีรุงตุงนังนิดหนึ่ง เพราะมีเรื่องของสารเสพติดด้วย ซึ่งมันส่งผลกระทบกันโดยตรง และหลายคนก็เป็นโรคนี้เพราะไปยุ่งกับสิ่งเสพติด อีกหลายคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้วแบบไม่รู้ตัว พอไปยุ่งสารเสพติดก็เหมือนซ้ำเติมตัวเองเข้าไปอีก เราก็ต้องค่อยๆ ปลดสลัดออกทีละขั้น ต้องแก้ไขปัญหาไปทีละสเตป ของผมก็ต้องตัดเรื่องเพื่อน เรื่องสิ่งเสพติด ตัดวงจรที่ไม่ดีออกไปก่อน สุดท้ายแล้วพอตัดพวกนี้ออกมาอาการป่วยของเราก็จะทุเลาลงเอง หลังจากนั้นเราก็จะเริ่มมีสติมากขึ้น แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

    เรารู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า?
    แต๊งค์ พงศกร : เรารู้เพราะอารมณ์เรารุนแรง บางคนใช้สารเสพติดแล้วอารมณ์รุนแรงนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้อยู่แล้ว แต่เราถึงขึ้นทำร้ายตัวเอง เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่สุดท้าย ผมก็อยากจะบอกว่า ณ วันนั้น มันเป็นแค่การข่มขู่มากกว่า เพราะตอนนั้นแฟนจะเลิกจากกับเรา เราเลยใช้การทำร้ายตัวเองข่มขู่ สุดท้ายก็เป็นข่าวใหญ่ เพราะคนเป็นห่วงเรา ตอนนี้เราก็เลยกลับมาเป็นห่วงตัวเอง เพราะการทำให้คนอื่นเป็นห่วงมันไม่โอเค

    เพราะการข่มขู่ตอนนั้นความสัมพันธ์กับแฟนไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็ไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งคนที่มาตามเก็บ ตามเช็ดเรื่องราวของเราคือคุณแม่ คุณแม่ก็จับเราเข้าโรงพยาบาล ให้มาสงบสติอารมณ์ก่อน สุดท้ายก็กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณแม่นี่แหละ และตอนนั้นโดนทำโทษ โดนยึดหมด ทั้งอายัดบัญชี กระเป๋าตังค์ โทรศัพท์ รถ กักบริเวณ ห้ามติดต่อกับเพื่อนเก่า ห้ามติดต่อกับแฟนเก่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะตอนนั้นผมจะตามไปราวีแฟนเก่า คือเราจะไปง้อนั่นแหละ พอต้องมาอยู่คนเดียว เราก็แก้ปัญหาโดยการออกกำลังกาย ตื่นเข้ามาก็เข้ายิม ผมว่าถ้าเรามีความสุขด้วยตัวเราเอง มีคุณค่าด้วยตัวเราเอง เราก็สามารถเอาชนะอย่างอื่นได้

    ชีวิตปัจจุบันเป็นอย่างไร?
    แต๊งค์ พงศกร : ณ วันนี้ผมมียาดี คือตอนนี้มีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว มีภรรยาเป็นของตัวเองแล้ว และภรรยาก็กำลังท้อง 7 เดือน มันเป็นกำลังใจให้เราแก้ไขตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง มีการยับยั้งชั่งใจมากขึ้น

    ตอนนี้ท้องกี่เดือนแล้ว?
    พลอย : ตอนนี้ 7 เดือนกว่าแล้ว ก็จะมีอาการแพ้ท้องตอนอายุครรภ์ 3-4 เดือนแรก ก็นอนทั้งวันเลยไม่ทำอะไรเลย แต่คนที่แพ้กว่าคือคุณแต๊งค์ ตอนนี้สุขภาพก็แข็งแรงดีไม่แพ้แล้ว ส่วนวันคลอดคุณหมอให้เลือกตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. - 5 ธ.ค. ซึ่งคุณพ่อเขาอยากให้เกิด 5 ธ.ค. ถ้าเขารอถึงวันนั้นได้ก็ผ่าวันนั้น ถ้าเขารอไม่ได้ก็คงห้ามไม่ได้ ไปอัลตราซาวนด์แล้วได้ลูกชาย ถามว่า

    มีตั้งชื่อหรือยัง คือมีแล้วแต่เขายังไม่ให้บอก?
    แต๊งค์ พงศกร : ชื่อลูกมีแล้ว แต่เรายังไม่ได้ปรึกษาคุณย่า คุณปู่ ก็มีเลือกไว้หลายชื่อแล้ว แต่มีที่เรา 2 คน ถูกใจตรงกันก็มี แต่ไว้ลูกออกมาก่อนค่อยเฉลย

    คุณแต๊งค์แพ้ท้องแทนภรรยาเหรอ?
    แต๊งค์ พงศกร : ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คือภรรยาผมเขาไปอ่านหนังสือมาเขาก็บอกว่าสามีก็มีแพ้แทนภรรยาเหมือนกัน คือเราอายุเยอะแล้วไง เราก็วิตกจริต บางทีเราก็กินข้าวไม่ลงตามภรรยา แล้วก็มีเวียนหัวจะอาเจียน
    พลอย : เหมือนมันเป็นอาการทางจิตเวชอย่างหนึ่งที่คุณพ่อมีความกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของคุณแม่

    ตอนที่ทราบว่าคุณพลอยท้องเป็นอย่างไร?
    แต๊งค์ พงศกร : คือพอเราคบกันสักพักเราก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะเราเป็นคนสมัยใหม่ ช่วงต้นปีประจำเดือนเขาเริ่มขาด พอขาดได้ 2 เดือน เราก็ไปซื้อที่ตรวจมา 4 อัน 4 ยี่ห้อ 4 แบบ แล้วตรวจ 4 อัน ปรากฏว่า 2 ขีด ทั้ง 4 อันเลย วันรุ่งขึ้นเราก็เลยโทรไปนัดคุณหมอ ช่วงบ่ายคุณหมอก็จับขึ้นเตียงอัลตราซาวนด์เลย แล้วคุณหมอก็บอกว่า แสดงความยินดีด้วย ลูก 2 เดือนแล้วนะคะ ก็เห็นเป็นตัวแล้ว

    หลังจากนั้นเราก็ยกสายโทรหาคุณย่าของหลาน คุณพ่อคุณแม่ผม และครอบครัวฝั่งของพลอย ตกลงว่าจดทะเบียนไว้ก่อน เพราะช่วงนี้ติดโควิดยังไม่สามารถจัดงานอะไรได้ ตอนจดทะเบียนก็มีอุปสรรค เพราะวันที่จะไปจดทะเบียน เราขับรถไปเขตยานนาวา ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ช่วงนี้ติดโควิด 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ ไม่รับจดทะเบียนสมรส

    เราก็เลยไปจดทะเบียนที่ชะอำ จ.เพชรบุรี ขับรถไป เพราะเราไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตว่าที่ไหนรับจดทะเบียนบ้าง เขาบอกว่าที่ชะอำจดทะเบียนได้ เราก็ขับรถไปกัน 2 คน ส่วนญาติผู้ใหญ่ผม และของเขาไม่มีใครได้ไปด้วย เพราะเขาก็เก็บตัว พอไปถึงเขตก็จดไม่ได้อีกเพราะไม่มีพยาน เพราะตามกฎหมายจดทะเบียนต้องมีพยานไปด้วย 2 คน

    สมัยก่อนเขาก็ให้เจ้าหน้าที่เขตลงชื่อเป็นพยานให้ แต่ในปัจจุบัน เขาไม่อยากให้เจ้าหน้าที่เป็นพยาน ก็อยากให้คู่สมรสหามาเองเพราะเวลามีปัญหาฟ้องหย่ากัน สุดท้ายผมก็ต้องไปให้พี่วินมอเตอร์ไซค์และคนขับรถสองแถวมาเป็นพยาน และเราก็ต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้เขา ก็ให้เขาคนละ 200 บาท รวมค่าน้ำมันอีก 100 บาท วันนั้นก็เลยได้ลงภาพจดทะเบียนในโซเชียลไป

    เห็นว่าเป็นเพราะคุณพลอยทำให้เขาเปลี่ยนไป?
    พลอย : ก็นานเหมือนกัน เพราะกว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นอีกคนได้ เพราะเขาเป็นคนเกเรเยอะมาก

    แล้วรู้จักกันได้อย่างไร?
    พลอย : เขาแอดเฟซบุ๊กมา และเราก็คุ้นหน้าเขา เรารู้สึกว่าเขาน่าจะใช่แต๊งค์ พงศกร ซึ่งต้องย้อนเวลากลับไป ซึ่งตอนนั้นหนูอายุประมาณ 12-13 ปี และเราก็อายุห่างกัน 10 ปี ช่วงนั้นเขามีข่าวกับพี่แตงโม ซึ่งพอเราดูในเฟซบุ๊กของเขา มีเพื่อนเยอะมาก ซึ่งดาราจะมีเพื่อนไม่เยอะขนาดนั้น เราก็เลยคิดว่าไม่น่าจะใช่
    แต๊งค์ พงศกร : คือตอนเริ่มคุยเราก็ทักเฟซบุ๊กไปเพราะตอนนั้นเป็นวันที่ผมโดนยึดทุกอย่างทั้งโทรศัพท์ ทั้งรถ ทั้งบัญชี แล้วผมมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องของน้องชาย แล้วเราก็มีแค่เฟซบุ๊ก เราก็ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เรากดแอดเฟซไปเพราะเขาน่ารัก ปรากฏว่าเขากดรับเฟรนด์ตอนตี 1 ตี 2 พอเขารับแอดผมก็พิมพ์ว่ายังไม่นอนเหรอ แล้วน้องเขาก็คุ้นหน้าเรา แล้วเขาก็ส่งข้อความมาถามว่าใช่ตัวจริงหรือเปล่า เราเห็นเขาตอบกลับว่าใช่ ก็แค่นั้น

    เห็นว่าแต๊งค์จีบฮาร์ดเซลล์มาก?
    พลอย : ก็ฮาร์ดเซลล์เพราะคืนนั้นที่เขาทักมาคือตอนตี 3 คือตอนที่เขาทักมาเป็นช่วงที่กำลังมีดราม่าว่าเขาจะฆ่าตัวตาย และเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งตอนนั้นเราก็เพิ่งโดนเทมาเหมือนกัน ซึ่งก่อนหน้านั้น 2 ปี หนูก็เคยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 ปี เราพึ่งดีขึ้น เราก็คุยกับเขาเรื่องโรคซึมเศร้าไม่เคยคุยเรื่องอื่น ว่าเห็นเขาเป็นมาตลอดทำไมไม่หายสักที หนูก็เป็นเคยเป็น รักษา 2 ปี ก็หายแล้วนะ
    แต๊งค์ พงศกร : หลายคนอาจจะมองว่าเป็นอารมณ์คนป่วยมาเจอคนป่วยหรือเปล่า คือมันก็ไม่เสมอไปนะ คือโรคนี้บางคนขาดอย่างหนึ่ง อีกคนขาดอย่างหนึ่งพอมาเจอกันแล้วก็มาเติมเต็มกัน หรือว่าเราอาจจะมีมุมมองชีวิตในอนาคตที่ตรงกันก็ได้ ก็มาช่วยกัน

    พอได้คบกันแต่ก็เกือบไปไม่รอด?
    แต๊งค์ พงศกร : ใช่ คืออย่างที่บอกผมมีด้านมืด บางทางกับแฟนเราก็มีเกเรมาก แต่เขาก็ตามจับได้ตลอด
    พลอย : คือเขาจะมีเรื่องเกเรมากแต่เขาไม่เคยเจ้าชู้ เขาจะมีเรื่องอื่น ซึ่งเราไม่โอเค ซึ่งเราก็บอกเขาว่าถ้าทำอีกเราจะไปนะ เขาก็นึกว่าเราพูดเล่นไม่กล้าไปหรอก จนปลายปีที่แล้ว เราไม่ไหวแล้ว เราคิดว่าถ้าอยู่แบบนี้เราอยู่คนเดียวมันง่ายกว่า เราก็เก็บข้าวของเก็บเสื้อผ้าออกไปเลย แต่ปรากฏว่าลืมพาสปอร์ตกับของบางชิ้น ซึ่งเขาก็ตามไป
    แต๊งค์ พงศกร : คือตอนนั้นน้องจะไปแล้ว แต่เขาลืมพาสปอร์ต และเพราะพาสปอร์ตเล่มนี้แหละทำให้เราคิดได้ว่า คนเราถ้าจะตัดให้ขาดจากชีวิต จะเลิกกันจริงๆ พาสปอร์ตเล่มเดียวลืมบ้านแฟนเขาไม่กลับมาเอาหรอก เขากลับไปทำใหม่ แต่อันนี้เขาโทรมาบอกให้เราเอาไปคืน เราก็มองว่ามันเป็นฟางเส้นสุดท้าย ขาไปเราเอาพาสปอร์ตไปเล่มเดียว ขากลับเราหอบกระเป๋าเขากลับมาด้วย

    อยากบอกอะไรกับภรรยา?
    แต๊งค์ พงศกร : อย่างที่บอกไปว่าตัวผมเองก็รอครอบครัวของตัวเองมานานแล้ว แล้วเขาก็เหมือนเป็นคนที่ฟ้าได้ส่งมา เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องอยู่กับรับเราได้ พร้อมที่จะไปกับเรา พร้อมที่จะช่วยเหลือเรา และพลอยเขาก็เสียสละมาเพื่อช่วยเหลือผม ช่วยเหลือครอบครัวผม ในการทำชีวิตเราให้สมบูรณ์ขึ้น
    พลอย : อย่างที่บอกตอนแรกว่าเขาเป็นคนที่ต้องแก้ไขเยอะมาก เขาเกเรเยอะมาก มันอาจจะต้องใช้เวลา แต่เขาก็พิสูจน์ให้พลอยเห็นว่า เขาไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ทีเดียว แต่ทุกครั้งที่ทะเลาะกันทุกอย่างที่ผิดพลาดมันหายไป จนตอนนี้มันหายไปแทบจะหมดแล้ว และในบางมุมพลอยเองก็มีมุมมืดๆ ของเรา ซึ่งเราก็ต้องการใครสักคนที่เข้าใจ ซึ่งเราก็ขอบคุณเขาที่แม้ว่าบางครั้งเขาจะเข้มแข็งไม่ได้แต่เขาก็พยายามที่จะเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พักพิงให้เรา.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    แต๊งค์ พงศกรแต๊งค์ พงศกร มหาเปารยะแต๊งค์ พงศกร หมอดูพลอย ไพรินทร์ ประเสริฐสังข์แต๊งค์ พลอย จดทะเบียนสมรสแต๊งค์ พลอย ลูกข่าวบันเทิงดารา

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 01:25 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์