เป๊กซ์ Zeal จากนักร้องสู่คนทำค่ายเพลง ทำงานใช้ชีวิตหนักจนมีปัญหาเส้นเสียง

ข่าว

    เป๊กซ์ Zeal จากนักร้องสู่คนทำค่ายเพลง ทำงานใช้ชีวิตหนักจนมีปัญหาเส้นเสียง

    ไทยรัฐออนไลน์

    23 ก.ย. 2564 09:00 น.

    • รักการเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายกลายเป็นนักร้องนำวง Zeal
    • ชีวิตในวันที่ตัดสินใจย้ายค่าย ก่อนเปิดค่ายเพลง LOMABin กับติ๊ก ชิโร่
    • ความรู้สึกเมื่อคนแซว "เป๊กซ์ร่าง 10" ทำงานและใช้ชีวิตหนักจนเป็นโรคริดสีดวงเส้นเสียง

    เป็นอีกหนึ่งนักร้องคุณภาพที่อยู่ในวงการเพลงไทยมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สำหรับ เป๊กซ์ ปราชญ์ พงษ์ไชย หรือ เป๊กซ์ Zeal ที่จุดเริ่มต้นในวันแรกไม่ได้อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นนักดนตรีมากกว่า แต่เพราะโอกาสที่เข้ามาในชีวิต สุดท้ายได้มาเป็นนักร้องนำวง Zeal ที่ประกอบไปด้วยอีก 4 สมาชิก ชุ ณัฐบวร เศรษฐกนก (กีตาร์), เคน ปรัชญา มีบำรุง (กลอง), ป๊อก ต่อยศ จงแจ่ม (เบส), ศิลา นามเทพ (กีตาร์) และกลายเป็นนักร้องชื่อดังมาจนถึงทุกวันนี้

    บันเทิงไทยรัฐพูดคุยกับเป๊กซ์ถึงวันวานที่มุ่งมั่นกับการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายหันมาจับไมค์ร้องเพลง พร้อมทั้งพูดถึงบทบาทใหม่ล่าสุด คือการทำค่ายเพลง “LOMABin” (โลมาบิน) ร่วมกับนักร้องรุ่นพี่อย่างติ๊ก ชิโร่ และรุ่นพี่อีก 2 คน ในฐานะ Executive Producer ผลักดันศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการเพลงไทย และภาพจำของใครหลายคน กับฉายาเป๊กซ์ร่าง 10 เมาเกินแขก ร้องเพลง "สองรัก" ในงานแต่งงาน และเพราะการทำงาน การใช้ชีวิตอย่างหนัก ทำให้เขาต้องเจอปัญหาเป็นโรคริดสีดวงเส้นเสียง

    ผูกพันกับดนตรีตั้งแต่เด็ก

    เราเปิดฉากการสนทนากับคำถามว่าอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กรึเปล่า เป๊กซ์ตอบชัดเจนว่า “ไม่เคยอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กเลย” ก่อนจะเล่าถึงชีวิตตัวเองในวัยเด็กเมื่ออยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ว่า “ที่บ้านให้เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก และเรามีความสนใจดนตรีตั้งแต่เด็ก เล่นอิเล็กโทน คีย์บอร์ด นั่งรถมาเรียนในเมือง 1 ชม. แล้วก็นั่งกลับ จำได้ว่าสนใจดนตรีตั้งแต่เด็กแหละ มีเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีมาตลอด จำได้ว่าเคยมาประกวดดนตรีกับพี่ๆ มัธยมตอนเรายังอยู่ประถมต้นๆ แล้วไปแข่งกับรุ่นมัธยม แล้วเราได้รางวัลที่ 2

    เราก็รู้สึกว่ามันเป็นจุดที่ทำให้เราจริงจังกับดนตรี ผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่ตอนนั้น ได้เล่นกับวงโยธวาทิต เริ่มเล่นกีตาร์ตอน ม.ต้น รวมวงกับเพื่อนๆ ตอน ม.ปลาย ที่เล่นกีตาร์เพราะว่าเล่นแล้วสาวๆ ชอบเยอะดี” ถึงตรงนี้เป๊กซ์หัวเราะและขยายความให้ฟังว่า “เล่นแล้วสาวๆ ก็บอกว่าเล่นเพลงนี้ให้หน่อยสิ ฉันจะร้อง เราก็จะมีความสุขกับการที่ได้อยู่กับสาวๆ เราเล่นดนตรี สาวๆ ร้องเพลงใกล้ๆ

    คือตอนเริ่มต้นเล่นแล้วรู้สึกว่ามันเท่ พอเล่นได้ประมาณนึง ก็จะมีเพื่อนๆ ผู้หญิงขอให้เล่นเพลงให้ มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราเล่นดนตรีและตั้งวงกับเพื่อนๆ ด้วยความสนุก มีวงตอนมัธยม ในวงก็จะมีนักร้อง เราไม่ได้เป็นคนร้อง เพราะตอนนั้นไม่ได้มีความคิดจะเป็นนักร้องเลย ถามว่าร้องเพลงได้มั้ย ร้องได้ แต่ไม่ได้คิดอยากร้องเพลง อยากเป็นมือกีตาร์ นักดนตรี

    ทีนี้มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อตรงที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ ตอนแรกเราอยากเป็นสถาปนิก อยากเรียนสถาปัตย์ แต่พอมานั่งคิดดูอีกที ชีวิตเราผูกพันกับดนตรี เราก็รู้สึกว่าเราจะทำอะไรแล้วทำได้ดี อยู่กับมันได้ ใช้ทำมาหากินได้ เราก็เลยบอกที่บ้านว่าจะเรียนด้านดนตรี โชคดีว่าที่บ้านไม่ได้ว่าอะไรและสนับสนุน แม่บอกว่าเหลือเวลาอีก 3 เดือน จะต้องสอบแล้ว ถ้าเรียนเองแบบนี้ไม่ทันหรอก แม่ก็เลยให้ไปเรียนกีตาร์คลาสสิก เพราะเราไม่เคยเรียนเลย เรียนแต่กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์โปร่ง ตีคอร์ดให้เพื่อนๆ ร้อง

    แล้วแม่ก็ให้ไปเรียนทฤษฎีดนตรี เดินทางจาก จ.นครสวรรค์ เข้ามากรุงเทพฯ ทุกอาทิตย์ นอนคืนนึงแล้วกลับวันอาทิตย์ ก็ไปกลับแบบนี้อยู่ 3 เดือน อาจารย์ที่ ร.ร. นี่มองหน้าเลยนะ คนอื่นสอบก็ถือหนังสือ แต่เป๊กซ์ถือกีตาร์ (หัวเราะ) แล้วเราเป็นเด็กที่สอบดนตรี แต่ไปเรียนสายวิทย์ไง เพราะความตั้งใจตอนแรกคืออยากเป็นสถาปนิก แต่วิชาที่ใช้ในสถาปัตย์คือไม่ได้เลย คือเรื่องเรียนแทบไม่ค่อยได้ และเราไม่ค่อยชอบวิชาการด้วยแหละ ก็คิดอยู่ว่าถ้าไปทางนี้คงไม่รอดแน่ๆ” ก่อนจะหัวเราะชอบใจยกใหญ่

    สองรัก

    เป๊กซ์เล่าต่อถึงวันที่มาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์สากล มศว ประสานมิตร จนทำให้ชีวิตพลิกผัน กลายเป็นนักร้องนำวงร็อกดังไว้ว่า “เราก็ได้มาเจอพี่ๆ ที่ มศว ก็คือพี่ๆ วง Zeal นั่นแหละ คือพี่ๆ 3 คน (เคน, ชุ, ป๊อก) เขารวมตัวกันเล่นแบ็กอัพอยู่แล้ว พี่เข้าไปเรียนปี 1 ก็โดนเรียกตัวเข้าไปออดิชั่น เขาหานักร้องอยู่ พี่ไม่ได้เป็นนักร้องอะไรหรอก แต่พี่คิดว่าเขารับน้อง ทั้ง 3 คนเรียกเข้าไปทำหน้าตาขึงขังแล้วบอกว่า “ไหนมึงร้องเพลงให้กูฟังซิ”

    ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าโดนรับน้องแล้วล่ะ ก็เลยร้องเพลงศิลปินที่เราชื่นชอบมากๆ คือเพลง “ก่อน” ของโมเดิร์นด็อก คือตอนนั้นเขาเห็นเราในงานเฟรชชี่เลยเรียกเรามาเจอตัว พอรับน้องเสร็จเลยได้เข้ามาเป็นส่วนนึงของพี่ๆ และเริ่มทำเพลง แต่ตอนนั้นยังหาตัวเองไม่เจอ มันเลยยังไม่รู้จะทำอะไรกัน แต่โชคดีที่มีช่วงได้เล่นดนตรีกลางคืน ก่อนเป็นศิลปินได้เข้าไปเป็นแบ็กอัพของพี่อ้อม สุนิสา ที่มอร์ มิวสิก พี่ปู แบล็กเฮด เป็นคนพาเราเข้าไปในตอนนั้น

    เราก็ได้ทำเพลงแล้วเข้าไปเสนอมอร์ มิวสิก ครั้งแรกไม่ผ่าน แต่เข้าไปอีกทีนึง พี่ป้อม อัสนี บอกว่าวงนี้น่าสนใจ เราก็เลยได้ทำอัลบั้ม Zeal อัลบั้มแรกกับมอร์ มิวสิก ในปี 2545 ตอนแรกปล่อยมา 2 เพลง คือเพลงเหวี่ยงกับโง่เขลา อุ๊ย กริบเลย (หัวเราะ) เราก็เอ๊ะ ยังไงวะเนี่ย จะหมดเทอมโปรโมตแล้ว ทีนี้เขาก็บอกว่าเดี๋ยวลองอีกสักก๊อกแล้วกัน เขาบอกว่าเพลง “สองรัก” น่าสนใจ จากการที่ให้คนอื่นๆ ฟัง

    อยู่ดีๆ ผับก็เอาเพลงนี้มาเล่น มันก็กลายเป็นว่า เฮ้ย จังหวะมันได้พอดี จริงๆ สองรักเป็นเพลงที่ทำให้เราได้ทำต่อนะ เป็นการต่ออายุตอนโน้นจนทำให้เรามีงานจนถึงตอนนี้ ทุกคนก็ยังจำเพลงสองรักได้ ไปไหนทุกคนก็จดจำแต่สองรัก ซึ่งเราก็พยายามบอกว่าเรามีเพลงอื่นด้วยนะครับ พอบอกไปคนก็อ้าว เพลงนี้ Zeal ก็ร้องเพลง ผมก็บอกว่าใช่ครับ แล้วทำไมเวลาไปไหนถึงขอแต่เพลงสองรัก คือมันเป็นเพลงที่คนจดจำไปแล้วว่าวง Zeal ต้องร้องเพลงนี้ เป็นเพลงประจำวงแล้ว พอออกอัลบั้มมาได้สักพัก ศิลาก็เข้ามาในวงครับ”

    การเดินทางที่ยาวนาน

    เป๊กซ์บอกว่าจริงๆ วง Zeal มีการเดินทางที่ยาวนานเหมือนกัน ถ้าในแง่ของการเดินทางไปในแต่ละที่ ตอนมาก็อยู่ในมอร์ มิวสิก 3 อัลบั้ม (Zeal, Trip, Space) ได้เจอการทำงานหลายรูปแบบ พอทำงานในอัลบั้มที่ 3 ได้เจอกับ ฟองเบียร์ ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม เพราะอีกฝ่ายเป็นคนเขียนเพลง “อย่าอยู่คนเดียว” ให้ หลังจากนั้นมอร์ มิวสิก ก็ปิดตัวลง ต้องย้ายค่ายไปที่ Duckbar ซึ่งบริหารโดย อั๋น ประพัฒน์ คูศิริวานิชกร ก็ได้ร่วมงาน 1 อัลบั้ม ก็คือ 4Real ได้ทำงานอีกรูปแบบนึงที่แตกต่างจากมอร์ มิวสิก ได้เจอคนใหม่ๆ

    จากนั้นถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อวง Zeal ย้ายค่ายจาก Duckbar มาอยู่กับฟองเบียร์ที่ We Records ออกอัลบั้มชุดที่ 5 (Grow) และมีช่วงหนึ่งที่ทำเพลงประกอบละครค่อนข้างเยอะ ก่อนที่ค่ายดังกล่าวจะปิดตัวลง และตัดสินใจย้ายตามฟองเบียร์ไปอยู่ที่ Me Records ในเครือ Muzik Move โดยไม่ลังเล เพราะการทำงานที่เข้าขากันเป็นอย่างดี

    “เคมีของพี่เบียร์เข้ากับทางวงมากๆ หลังจากที่พี่เบียร์ย้ายไปอยู่ที่ Me Records พวกเราก็ไปด้วย ตอนนั้นตัดสินใจด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไรมากเลยครับ เรารู้สึกว่าตรงที่ Me Records มันมีคนที่พร้อมซัพพอร์ตเราอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คือออกจาก We Records ปุ๊บ เราก็เคว้ง เราไปไหนดีวะ แต่เราตั้งใจแล้วว่าถ้าอย่างนั้นเราไปอยู่กับพี่ๆ ที่เราคุ้นเคย การทำงานไหลลื่นอยู่แล้ว

    เราก็เลยย้ายไป ได้รับการดูแลหลายอย่างจนทำให้เรามีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกหลังจากผ่านมา 15 ปี เลยทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย การเดินทางของเรามันยาวนานมากนะ แต่เราไม่เคยยอมเลย รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ดูคอนเสิร์ตครั้งนั้น ทุกวันนี้มองไปก็ยังเป็นสมาชิกเดิม และมีสมาชิกใหม่เข้ามาอีกคือศิลา เพื่อมาเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่เราขาดไป การที่ศิลาเข้ามาทำให้ภาคดนตรีของ Zeal เข้มข้นขึ้นมากครับ”

    สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจย้ายค่ายจากจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มาอยู่ Muzik Move ได้ง่ายขึ้น เป๊กซ์บอกว่าปกติเวลาเข้าออฟฟิศ ส่วนมากจะอยู่กับคนในค่าย อาจจะมีงานอื่นๆ บ้าง แต่ส่วนมากจะอยู่ในออฟฟิศ การทำงานจะอยู่ในค่ายทั้งหมด เพราะฉะนั้นตอนที่ไม่มี We Records แล้ว ก็รู้สึกจะไปไหนได้ เพราะไม่สนิทกับใครนอกจากคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ซึ่งก็คือคนในค่าย เพราะฉะนั้นรู้สึกว่าถ้าไปจะไม่เสียใจแน่ๆ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคย ถ้าเราไปตรงนั้น เขาคงเล็งเห็นอะไรในตัวเราที่อยากทำอะไรบางอย่างที่ค้างคา นั่นก็คือคอนเสิร์ตใหญ่

    “เราไม่เคยตัดสินใจผิดพลาดเลยที่เรามาอยู่ที่นี่ แล้วยิ่งมีพี่ๆ ผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นพี่จุ๊บ (วุฒินันท์ ภิรมย์ภักดี) พี่บอมซึ่งทำงานด้วยกันตั้งแต่มอร์ มิวสิก เขาเห็นเรามานานมากๆ เรารู้สึกว่าเราคุ้นเคยกับการทำงานกับกลุ่มคนเหล่านี้ เราได้รับโอกาสหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยได้รับในการทำงานที่ผ่านมา”

    ชีวิตนักร้อง 19 ปี

    เมื่อให้เป๊กซ์รีวิวชีวิตของเขาในวงการเพลงตลอด 19 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก นักร้องหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสดใสและมีความสุข “โห...เป็นการเดินทางที่มีความตื่นเต้นเนอะ เพราะการที่เราได้มาเป็นศิลปินมันตื่นเต้น ณ ตอนนั้น โอ้โห...นี่เราได้มีเพลงของตัวเองแล้วเหรอ เรามีแฟนเพลงเป็นของตัวเองด้วยเหรอ ซึ่งมันอาจจะเป็นกลุ่มแฟนเพลงที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ว่ามันอบอุ่น เพราะทุกวันนี้แฟนเพลงเราบางคนมีลูกแล้ว

    มีน้องที่ผมสนิทมาก เป็นน้องที่อยู่ในกลุ่ม รู้จักกันมาตั้งแต่เขาอยู่ ม.5 ติดตามดูแลกันมา เป็นเพื่อนกัน หลายคนสนิทสนมกัน เป็นรุ่นแรกดั้งเดิมเลย เราก็ค่อยๆ เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ หรือการที่เราได้ทำเพลงประกอบละคร ทำให้กลุ่มคนฟังเรากว้างขึ้น เมื่อก่อนเรากลัวมากเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต ถ้าไปเจอคนที่โตๆ หน่อย เขาไม่ได้รู้จักวงเรา พอเราเล่นเพลงประกอบละครไปปุ๊บ เขาก็อ๋อ วงนี้นี่เอง ทำให้เราใจชื้นขึ้นไปนิดนึง (หัวเราะ)

    ช่วงนั้นมันเป็นช่วงวัยรุ่นที่พลุ่งพล่านน่ะเนอะ เราก็ทัวร์คอนเสิร์ตแบบบ้าระห่ำ มีการทำเพลงที่สนุกสนานในระยะเวลาที่แตกต่างกันไป เราคิดอะไรได้ช่วงนั้น เราไม่ได้ยึดติดในแนวดนตรีเดียว เราทดลอง ลองผิดลองถูก ได้รับโอกาสที่ให้เราได้ทำด้วย ก็รู้สึกว่ามันค่อยๆ โต พวกเราก็มีเลือดนักสู้กันมาประมาณนึง บางทีก็เคยคิดว่าหรือเราควรจะเลิก แต่มันก็เลิกไม่ได้ เลิกแล้วทำไง ดนตรีคือสิ่งเดียวที่ถนัดที่สุด มันทำให้เราได้ทำมาหากิน ได้มีชีวิตต่อ ก็ไม่เลิกจนถึงทุกวันนี้”

    เป๊กซ์เล่าต่อว่าตอนนี้เขาเริ่มมีปัญหาเรื่องการใช้เสียงแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการใช้เสียง การทำงานหนักมาตลอด “มันส่งผลจากในอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเมื่อก่อนเราใช้ชีวิตยังไงบ้าง การทำงานของเรา การใช้เสียง การดูแลตัวเองเป็นยังไง เพราะมันก็ผ่านมา 20 ปีแล้ว มันก็ต้องส่งผลอะไรบ้างแล้วล่ะ ถ้าไม่ได้ดูแลตัวเองดีๆ มันก็ส่งผล เรากลับมาเริ่มกันใหม่ในบางอย่าง พอไปหาหมอมาก็เริ่มดีขึ้น หมอบอกว่ายังไม่ต้องผ่าตัดนะไอ้ริดสีดวงเรื่องเสียง หมอให้ยามากินแล้วมันยุบ เดี๋ยวค่อยติดตามดูอาการอีกทีอีก 2 เดือน

    คนในวงก็เป็นห่วงว่าจะกลับมาได้มั้ย แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าตอนโน้น บางทีผมรู้สึกว่าจิตมันสั่งด้วย คือมันนอยด์ ที่เคยยร้องได้ก็ร้องไม่ได้ มันก็หงุดหงิด ทำให้ไปโฟกัสตรงนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าร้องเพลงไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน แต่ตอนนี้กลับมากายภาพใหม่ก็ดีขึ้น นิสัยก็ดีขึ้น (หัวเราะ) คือช่วงที่เป็นหนักๆ มันคอนโทรลไม่ได้ มันเหมือนเราไม่ได้ทำงานนานๆ แล้วกล้ามเนื้อมันไม่จำ มันก็เลยต้องออกกำลังกายกันใหม่ ต้องฟื้นฟูครับ”

    โลมาบิน

    เป๊กซ์เล่าถึงบทบาทล่าสุด คือการทำค่ายเพลง “โลมาบิน” ร่วมกับ ติ๊ก ชิโร่, อั๋น ประพัฒน์ และรุ่นพี่อีกคน โดยเป๊กซ์รับหน้าที่เป็น Executive Producer เมื่อถามถึงที่มาของการทำค่ายเพลงร่วมกัน เป๊กซ์เล่าว่า “พี่อั๋นโทรมาหา ตอนแรกเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ของพี่ติ๊ก ชิโร่ คุยไปคุยมา อยู่ดีๆ ทำค่ายเฉยเลย (หัวเราะ) แล้วทำในช่วงที่หลายคนก็ถามว่าคิดอะไรอยู่ถึงเปิดค่ายเพลงตอนนี้ แต่เราก็รู้สึกว่าเรามีฝันที่อยากจะทำ พี่เขาให้โอกาสเรา เราก็ไม่รีรอ เพราะเรารู้สึกว่าสถานการณ์ทำให้เกิดการทำงานหลายรูปแบบ”

    จากนั้นเป๊กซ์เผยที่มาของชื่อค่ายเพลงว่า “จริงๆ ได้มาจากพี่ติ๊ก ชิโร่ ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อนี้ คือโลมามันมีความพิเศษเพราะว่าที่เห็นว่ายน้ำอยู่กับปลา แต่มันไม่ใช่ปลา โลมาเป็นสัตว์เอ็นเตอร์เทน ขี้เล่น ฉลาด สื่อสารด้วยเสียง มันคล้ายๆ กับสิ่งที่พวกเราทำอยู่ ทีนี้โลมาของเราเป็นโลมาที่บินได้ เพราะว่ามันพิเศษกว่าโลมาปกติอีก โลโก้เราเลยเป็นโลมาติดจรวดอยู่ด้านหลัง (หัวเราะ) เพราะเราจะทำให้โลมาสามารถบินไปตามหาความฝันด้วยความสนุกได้ เหมือนคอนเซปต์ที่พวกเราวางไว้สนุกๆ คือ “แค่ทุกอย่างสนุก ทุกคนก็บินได้” และคิดว่าโลมาบินเหมาะกับพวกเรามาก”

    ส่วนการได้มาร่วมงานกับติ๊ก ชิโร่ เป๊กซ์เล่าด้วยความปลื้มใจว่า “พี่อั๋นโทรมาและนัดพี่ไปเจอพี่ติ๊ก ชิโร่ ผมก็เฮ้ย จริงเหรอ จะได้เจอพี่ติ๊กจริงเหรอ คือตอนเด็กๆ พี่ติ๊กคือไอดอล ร้องได้ทุกเพลง เราโตมากับเพลงพี่ติ๊ก ชิโร่ ในยุคนั้น พอได้มาเจอและคุยกันว่าจะทำโปรเจกต์ร่วมกัน พี่ติ๊กเป็นคนสนุกสนาน น่ารัก เป็นอัจฉริยะคนนึงของวงการเพลง เป็นทั้งศิลปิน คนคิดท่าเต้น ออกแบบปก นักแต่งเพลง คนทำดนตรี ทุกอย่างแกทำได้หมด เรารู้สึกว่าการทำงานกับพี่ติ๊กมีแต่ความสนุก ไอเดียที่บรรเจิดมาก

    มันเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ไปเจอกับน้องๆ ด้วย พี่ติ๊กเป็นโค้ชของ The Voice Kids ตอนที่เราหาศิลปิน เราก็ได้คอนเน็กชันจากพี่ติ๊กมาพอสมควร เราก็ออดิชั่นผ่าน Zoom ทุกคนร้องเพลงให้เรานั่งดูกัน คนไหนน่าสนใจเราก็เรียกมาออดิชั่นอีกรอบ แต่เป็นออดิชั่นที่เจอตัวเป็นๆ เราก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เราก็ได้น้องๆ มาอยู่ในสังกัด 22 คน เซ็นสัญญาหมดแล้ว เราแบ่งเป็น 3 ยูนิต ยูนิตแรกอายุ 12-16 ปี ยูนิตสอง อายุ 17-22 ปี ยูนิตสาม อายุ 22 ขึ้นไป ตอนนี้อายุมากที่สุดคือ 28 ปี เหมือนตอนนี้พี่มาทำงานกับลูกหลานแล้วอะ (หัวเราะ) ปีนี้อายุ 40 แล้ว”

    เป๊กซ์บอกว่าที่เลือกมา 22 คน เพราะคัดออกไม่ได้จริงๆ เพราะเห็นความสามารถ ความตั้งใจ ศักยภาพของน้องๆ ที่จะเป็นอนาคตของวงการเพลงไทย ถ้าเจอคนที่ผลักดันและทำให้เขาไปถึงความฝันได้ ก็น่าจะไปได้เร็วเพราะเขามีของอยู่แล้ว และค่ายโลมาบินมีความหลากหลาย แต่สุดท้ายจะยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นป๊อป ตอนนี้ก็เริ่มปล่อยวิดีโอแนะนำตัวศิลปินในแต่ละยูนิต คลิปออดิชั่นของศิลปิน คลิปเพลงคัฟเวอร์ของแต่ละคน ซึ่งตอนนี้มี 7-8 คนแล้ว ถือว่าเร็วเพราะเพิ่งรวมตัวทำค่ายเพลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และใช้เวลาออดิชั่น 3 เดือน นอกจากนี้ศิลปินบางคนมีเพลงของตัวเองแล้ว แม้มีปัญหาเรื่องการถ่ายทำ แต่ก็ยังทำงานในส่วนอื่นอยู่ตลอด

    ในส่วนฟีดแบ็กที่กลับมา เป๊กซ์บอกว่า “ตอนแรกคนก็งงว่าอะไรคือโลมาบิน (หัวเราะ) เราใช้วิธีการเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการ ไลฟ์ในไอจีของพี่เอง แล้วดึงเพื่อนๆ ศิลปินดาราเข้ามาฟังมาดูน้องร้องเพลง มีการพูดคุยและให้น้องๆ แนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ก็มีคนเข้ามามากมาย ต้องขอบคุณพี่ๆ ศิลปินดาราทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจและคอมเมนต์ ถือว่าฟีดแบ็กดีครับ หลายคนบอกว่าเปิดตัวแบบนี้ก็สนุกดี (หัวเราะ) จริงๆ พี่เองก็ทำงานเบื้องหลังมาพอสมควร เราก็อยากทำให้น้องๆ ที่มีความฝันได้ทำตามฝันจริงๆ เราพร้อมที่จะผลักดันเขาได้เจอฝันเร็วที่สุด ผมรู้สึกเด็กสมัยนี้โตเร็วและเก่งเร็วมากครับ”

    เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้นจะทำยังไงกับค่ายเพลงบ้าง เป๊กซ์บอกว่าคงได้พาศิลปินเปิดตัวกับสื่อ จัดงานเปิดค่าย มีศิลปินมาโชว์แบบไม่ต้องใส่หน้ากาก ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้สถานการณ์ดีขึ้นเร็วๆ แต่ในตอนนี้สามารถติดตามค่ายเพลงโลมาบินผ่านทางเพจ LOMABin ไอจี @lomabinofficial ยูทูบ LOMABin อยากให้ทุกคนมาให้กำลังใจ อยากให้ได้ฟังและมีความสุขไปกับสิ่งที่จะทำด้วย

    เป๊กซ์ร่าง 10

    อีกหนึ่งภาพจำที่หลายคนมักจะแซวเป๊กซ์ คือความเป็นหนุ่มสายเฮฮาปาร์ตี้ บางครั้งสนุกจนเมาเลยป้าย กลายเป็นเป๊กซ์ร่าง 10 และสร้างเสียงฮือฮาในงานแต่งงานของ ปั๊บ โปเตโต้ และใบเตย สุวพิชญ์ มาแล้ว ทันทีที่ได้ยินคำถาม เป๊กซ์ถึงกับหลุดขำ ก่อนจะตอบว่า “ไม่รู้ตอนนี้มีกี่ร่างแล้วเนี่ย บางคนก็บอกร่าง 3 พี่เป็นสายเฮฮา บางทีก็เลยป้าย แต่ถ้าคนรู้จักจริงๆ เขาจะบอกว่าดูคลิปแล้วไม่มีอะไรเลย อันนี้ซอฟต์ๆ มากของมึ-อะ

    แล้วความตั้งใจคือไม่ได้จะขึ้นไปร้องเพลงสองรัก ไอ้โอม โปเตโต้ บอกขึ้นไปแจมหน่อย เลยบอกว่าจะร้องเพลง “รักเธอไปทุกวัน” นะ มันบอกได้ดิ พี่ก็ขึ้นไปร้องเพลงนั้น พอร้องจบไอ้ข้างๆ แหละ พวกโอม พวกสวีต มัลเล็ต อยู่ข้างเวที มันตะโกนว่าสองรักๆๆ พี่ก็ถามว่ามึ-จะให้ร้องสองรักในงานแต่งเขาเนี่ยนะ คือคนที่คิดว่าเป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้มันโอเคแหละ แต่แขกผู้ใหญ่ล่ะ ก็โอเคได้ พวกมึ-เลือกกันเองนะ ก็เลยร้องสองรักในงานแต่งงาน ถ้าจะโทษพี่ ต้องโทษไอ้โอม โปเตโต้ ดีกว่า (หัวเราะ)

    แต่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ร้องเพลงนี้ในงานแต่งนะ บางทีเราโดนจ้างไปเล่นในอาฟเตอร์ปาร์ตี้ แต่อันนั้นไม่มีผู้ใหญ่ไง ทีนี้หลังจากงานวันนั้น มีงานแต่งงานติดต่อเข้ามาเต็มไปหมด บอกอยากให้พี่เป๊กซ์ไปงานแต่ง ไปร้องเพลงสองรักด้วยนะ (หัวเราะ) นี่เป็นวาระต้องคุยกับวงว่าเรามีเพลงเนื้อหาบวกๆ ที่เล่นในงานแต่งได้บ้างมั้ย แต่เราดังเพลงอกหักไง เพลงความหมายดีๆ ก็มีแต่ไม่ดังไง คนไม่รู้จัก”

    พอถามว่าคิดยังไงที่คนจำภาพความเมาเลยป้ายของตัวเองไปแล้ว เป๊กซ์บอกว่า “หลายๆ คนก็ทักมาแบบนั้นแหละ ก็คิดว่าถ้าทักกันสนุกสนานก็โอเคแหละ แต่ว่าอย่าให้แม่รู้ว่าเราสุดขนาดไหน” ก่อนจะหัวเราะเสียงดังและบอกว่า “เพราะช่วงนี้แม่เริ่มเป็นห่วง แม่อาจไปได้ยินอะไรใครมาบอกว่าเราไปสุดที่ไหนมา เวลาเขาเห็นเราลงรูปอินสตาแกรมแล้วเหมือนคนเมา คือพี่เป็นคนถ่ายรูปแล้ว ไม่ได้เมานะ แต่ตาเราเหมือนคนเมา คนก็จะมาแซวว่าโห โดนไปเท่าไรแล้วเนี่ย พี่ก็งงมากว่าทำไมหน้าเหมือนคนเมาขนาดนั้นเลยเหรอ หรือติดภาพเราไปแล้วว่าต้องเมา บางทีแม่เห็นแล้วก็ไม่สบายใจ รู้สึกว่าตัวเองมากเกินไปรึเปล่าช่วงนี้ (หัวเราะ)”

    เมื่อถามว่าเพราะความเป็นสายปาร์ตี้ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ทำให้มีผลกระทบเรื่องเสียงรึเปล่า เป๊กซ์บอกว่า “คิดว่ามีครับ เพราะถ้าบอกว่าไม่มีก็ไม่น่าเชื่อ มันเกี่ยวกับเรื่องการดูแลตัวเอง เพราะเรื่องพวกนี้มีผลกระทบหมดแหละ ไม่ว่าจะการพักผ่อน การใช้เสียงที่ผิดมาตลอด การไม่วอร์มเสียง ตะโกนมากเกินไป การใช้ชีวิต ตอนที่ไปหาหมอก็หยุดหมดเลย มันไม่ต้องมีใครบอกให้หยุดหรอก เบาได้เบา

    ถามว่าทุกวันนี้ยังดื่มมั้ย มีเฉียดๆ แต่แก้วใหญ่หน่อยๆ (หัวเราะ) แต่พยายามทำให้มันโอเคแหละ เราเองก็อยากกลับมาไวๆ ตอนนี้เริ่มกลับมาใช้เสียงร้องบ้าง ก็โอเคขึ้นเยอะ เหลือแค่พละกำลัง ต้องดูแลเรื่องกรดไหลย้อนด้วย รู้สึกว่ากรดไหลย้อนด้วยที่ทำให้เสียงแหบๆ หายๆ หยุดเรื่องการกินด้วย น้ำหนักตัวที่ขึ้นมาก็มีผล พี่น้ำหนักขึ้น 10 กก. พอหายใจมันแน่นไปหมด มันเหมือนลมไม่พอในการออกเสียง ก็จะลดน้ำหนักด้วย”

    แม้ปัญหาเรื่องการใช้เสียงอาจจะยังไม่หายดีเป็นปกติ แต่เป๊กซ์ยืนยันว่าวง Zeal จะมีเพลงใหม่ให้ฟังแน่นอน “ตอนนี้ซิงเกิลเสร็จแล้ว แต่งเสร็จแล้ว เหลือขั้นตอนการเข้าห้องอัด เดโมทุกอย่างทำเสร็จหมดแล้ว ตัวเพลงมีแล้ว ถ้าพร้อมเมื่อไรก็คงใส่เลยแหละ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในการทำงานนิดหน่อย ก็คุยกันผ่าน Zoom ส่วนใหญ่ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดี ถามว่าจะได้ฟังเมื่อไรยังไม่รู้ แต่อีกสักพักคงได้ฟัง พร้อมกับอะไรสนุกๆ ของพวกเราครับ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : LOMABin, อินสตาแกรม @pexzeal, เฟซบุ๊ก Pekku Pongchai, อินสตาแกรม @zealrockband
    กราฟิก : Anon Chantanant

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เป๊กซ์ วงซีลspecial contentเป๊กซ์ Zealปราชญ์ พงษ์ไชยเป๊กซ์ Zeal ผลงานเป๊กซ์ Zeal เพลงเป๊กซ์ Zeal ค่ายเพลงLOMABinนักร้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 01:54 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์