เปิดอก “ตูมตาม” ในวันที่เปลี่ยนไป เจอ“อาหลี” คือคำตอบ “หัวใจ”

ข่าว

    เปิดอก “ตูมตาม” ในวันที่เปลี่ยนไป เจอ“อาหลี” คือคำตอบ “หัวใจ”

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    18 ก.ย. 2564 07:15 น.

    ห่างหายจากการทำเพลงไปนานกว่า 9 ปี แต่เพราะเจอคอนเซปต์ที่ใช่และใจความที่ดีทำเอานักร้องนักแสดงหนุ่ม “ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง” ขอถ่ายทอดเพลงพิเศษ “โลกเปลี่ยน เราปรับ” อยากส่งต่อให้กำลังใจให้ทุกคนเดินต่อไปด้วยกันอย่างมีความสุข แม้บางครั้งชีวิตอาจจะเจอบททดสอบที่ท้าทายมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ

    รวมทั้งเผยวิธีคิดในการทำงาน ณ วันนี้กับวันแรกที่ก้าวมาเป็น “ดาว” ที่เติบโตขึ้นมากเพราะผ่านประสบการณ์ทั้งวันที่ทุกข์และสุข จนมาเจอคำตอบใน “ชีวิต” รวมทั้งคำตอบ “หัวใจ” เจอคนที่ใช่อย่างนักแสดงและพิธีกรสาวคนสวย “อาหลี-อัฐริญญา อึ้งศิลป์ศรีกุล” ที่คลิกเข้ากันลงล็อกแบบไม่ต้องเปลี่ยนอะไร มองไกลถึงสร้างครอบครัวด้วยกัน ตูมตามเปิดทุกมุมมองเริ่มจาก...

    เล่าเพลง “โลกเปลี่ยน เราปรับ” ให้ฟังหน่อย?

    “เป็นระยะเวลาเกือบ 8-9 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในการทำเพลงเลย ส่วนตัวรู้สึกว่าเราไม่ได้ถนัดแล้ว เราเปลี่ยนสายมาเป็นนักแสดง แต่ด้วยโปรเจกต์นี้เจตนารมณ์ใจความมันเป็นสิ่งเดียวกัน ได้ พี่ The Must กฤชยศ เลิศประไพ เขียนคำร้อง และ พี่ป๋วย P2warship (คงยศ วงษ์วิกย์กรณ์) มาเป็นโปรดิวเซอร์เฉพาะกิจ เป็นเพลงที่พูดถึงโลกของเรา เมื่อโลกเปลี่ยน เราก็ปรับ ไม่ได้พูดถึงในมุมซับซ้อนอะไร แต่พูดถึงการที่จะอยู่กับโลกกับปัญหา การเปลี่ยนแปลง ใจความง่ายๆคือเมื่อโลกเปลี่ยน เราก็แค่ปรับ เพราะเราต้องอยู่ต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลก ไม่ว่าจะโควิด-19 หรือภัยธรรมชาติ มันเป็นเรื่องหนักแต่เรารู้สึกว่าเวลาที่เราจะให้กำลังใจใครเราคงไม่ไปร้องไห้แล้วให้กำลังใจเค้า เราอยากยิ้มมีความสุข ปัญหามันใหญ่แต่เรายิ้มสู้ได้นะ เลยนำเสนอเพลงนี้ด้วยท่าทีสนุกสนาน คำพูดเข้าใจง่าย เพลงนี้มีความพิเศษอีกอย่างคือเนื้อร้องที่แทรกภาษาถิ่นทั้งเหนือ ใต้ อีสาน เวลาร้องเราต้องปรับสำเนียงให้ตรงตามภาษาถิ่นนั้นๆด้วย ผมมองว่าคนฟังจะเข้าใจได้ว่ามันไม่ใช่เพลงของใครแต่มันคือเพลงของทุกคน”

    เตรียมตัวเคาะสนิมเรื่องการทำเพลงยังไง?

    “แอบเคาะสนิมเรื่อยๆ ผมไม่ได้ทิ้งการร้องเพลงแต่ไม่รูว่าเมื่อไหร่มีโอกาสได้ทำโปรเจกต์ดีๆ ซึ่งโปรเจกต์นี้ใจความของงานมันดี เราเห็นตรงกันว่าเราสร้างกำลังใจให้ผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่คาดหวังไม่ได้เป็นกระแสนิยมในเรื่องเพลง หรือผมเป็นนักร้องเสียงดี ใจความคือเจตนารมณ์อยากให้รู้ว่า ไม่เป็นไร พวกเราผ่านกันมาไม่รู้เท่าไหร่ วันนี้พวกเราคือผู้ชนะที่ยังมีโอกาสได้หายใจ ได้ใช้ชีวิต ถึงแม้มันยากแต่เรารอดมาได้ และเราจะรอดต่อไป”

    เห็นว่าต้องลุกขึ้นมาเต้นในเอ็มวี? “ยากมากเลย (ยิ้ม) การเต้นเป็นสิ่งที่ผมหวาดกลัวมาเสมอ ผมจะรู้สึกกับตัวเองเสมอว่ามันยาก เราทำได้ไม่ดีหรอก แต่สุดท้ายก็ทำได้ นี่ล่ะครับ เราต้องเปลี่ยนเมื่อเจอสิ่งที่ยาก พอรู้ว่าต้องเต้น เอาแล้ว กลับบ้านนอนเครียด ทำได้แค่ว่าเรายอมแพ้ไม่ได้ ถ้าเรายอมแพ้ผมจะโกรธตัวเองมาก ผมคงทำให้คนอื่นผิดหวัง ผมคงไม่กล้าบอกตัวเองว่าเป็นมืออาชีพ ผมเลยรู้สึกว่าทำเถอะ ถึงเหนื่อยก็ทำ เราทำเต็มที่แล้วอย่างน้อยเราก็ไม่โกรธตัวเอง ปรากฏว่าสนุกเฉยเลย ดีเลย สรุปสิ่งที่อ่อนแอที่สุดคือใจผม ต้องหมั่นเอาชนะตัวเองบ่อยๆ”

    การกลับมาทำเพลงนี้ทำให้ปลุกไฟทำต่อเลยมั้ย?

    “จริงๆแล้วมันก็รู้สึกสนุกกับงานเสมอ ในงานนี้สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ผลงาน มันเป็นความโตขึ้นของวิธีคิดของเราด้วย สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้คือเราต้องรับผิดชอบ เราต้องหาให้เจอว่าเราทำงานนี้เพื่ออะไร หน้าที่นักแสดงนักร้องของเราควรทำอะไรให้สังคมมันก็ได้ตกผลึกเข้าใจหลายอย่างว่าหน้าที่นักแสดงที่แท้จริงไม่ใช่การมายินดีกับชื่อเสียงตัวเอง แต่มันคือหน้าที่ขับเคลื่อนกำลังใจให้คน มันคือการตั้งใจทำผลงานให้ดี ดีไปถึงเจตนาของงานว่าเราต้องการให้คนมีความสุข ได้รับสารที่ดี ต้องการให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดในงานโดยที่เรารู้ว่ามันดีได้ที่สุดเพราะอะไร งานนี้มันดีที่สุดของมันเพราะทีมงาน การถกพูดคุย เพราะการเตรียมงานหลังบ้านที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อย ผมในฐานะคนที่อยู่ข้างหน้า ถ้าผมออกมาพูดแบบเป็นหน้าที่มันก็คงอีกแบบ แต่ผมมาพูดในฐานะที่เราฟังพี่ๆทุกคน ทีมงานทุกคน เรารู้ว่าเป้าหมายคืออะไรและทำสิ่งเดียวกันออกมา และผมเป็นคนถ่ายทอดออกมาแค่นั้นเอง”

    วิธีคิดในการทำงานวันนี้กับวันแรกที่ก้าวมาเป็นดาวมันเติบโตขึ้นมาก?

    “มันเปลี่ยนไปมากขึ้น เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าหน้าที่เรามันเล็ก เป็นนักแสดง ดารา แต่ทุกวันนี้ผมมองว่าถ้าทำงานเราต้องทำเป็นทีม เราไม่ได้มีหน้าที่แค่นี้ เรามีหน้าที่ใส่ใจเจตนาของทุกคน รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่นและทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด”

    ความสุขของการทำงานวันแรกกับวันนี้เป็นยังไง? “มันคละเคล้ามีทั้งความสุข ความทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดในช่วงเวลาการเรียนรู้ชีวิตตรงนี้ ผมกล้าพูดเลยว่า ณ วันนี้ชีวิตผมเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นด้วยเพราะงานในวงการมันเริ่มจากการที่เราเห็นว่าเป็นแสงสี กระแสโด่งดัง มันค่อยๆลดทอนเข้าสู่ความเป็นจริง จนวันนึงมันเข้าใจได้ว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น หน้าที่เราไม่ใช่หน้าที่บอกว่าเราโด่งดัง หน้าที่ของนักแสดงนักร้องคืออะไร ช่วงนึงที่ทำงาน หายก็หายไปเลย อยู่กับกองถ่าย เรื่องที่คนพูดถึงก็คือเค้าพูดถึงเรา ไม่ใช่เรื่องของเราผมก็ซื่อสัตย์กับตัวเองมาตลอดว่าสิ่งที่ผมจะทำได้ตอบแทนทุกคนที่ชื่นชอบผมคือผมต้องซื่อสัตย์และจริงใจกับงานตัวเองให้มากที่สุด”

    มันมีจุดเปลี่ยนตรงไหนหรือค่อยๆเปลี่ยน? “มันเปลี่ยนไปตลอด ค่อยๆเรียนรู้เข้าใจทีละเรื่อง ผมไม่เคยทำตัวเป็นคนที่รู้แล้ว สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องเปลือกนอก แม้กระทั่งการใช้ชีวิตเราก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตปกติได้มากๆ มันไม่ได้ลดคุณค่าการเป็นนักแสดง เพราะมันคือความสามารถของเรามากกว่า งานคืองาน ชีวิตคือชีวิต เมื่อก่อนพอเราแยกอะไรไม่ได้เราก็ไม่ได้รู้จักคนอื่น ถึงวันนั้นผมจะผิด ผมจะแย่แต่ผมก็ยังอยู่ตรงนี้และพัฒนาแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นเพราะมันก็คือชีวิต”

    ที่บอกว่าเราก็ยังเลือกอยู่ตรงนี้ ช่วงที่เจอกระแสข่าวเยอะตอนนั้นเราจัดการชีวิตยังไง?

    “อย่างที่บอกว่าเราแยกชัดเจน งานคืองาน ชีวิตคือชีวิตส่วนตัว ปัญหาคือปัญหา เพราะฉะนั้นผมดีใจอย่างหนึ่งที่คนทำงานเหมือนกันก็แยกเหมือนกัน อย่างตัวผมเองเวลาใครพูดถึงยังไงแต่เนื้องานเราไม่เคยขาดตกบกพร่อง ก็ไม่มีเหตุผลนะที่ผมจะไม่ทำงานของผมต่อไป เพราะฉะนั้นกระแสเรื่องความหนักหน่วงอะไรอาจจะเป็นเรื่องของช่วงชีวิต มันก็ให้คำตอบ ให้การเรียนรู้ว่าเราพลาดอะไร แก้ไขอะไรตรงไหน ยอมรับและเดินหน้าต่อ และมันก็ทำให้ได้เห็นชัดขึ้นว่าเราควรเอาเวลามาพัฒนาตัวเองให้ดีมากขึ้นมากกว่าเอาเวลาไปสนใจกระแสสังคม ถ้าผมไม่มีพื้นฐานว่าผมเป็นคนทำงานจริงๆ วันที่ผมเป๋ ผมล้ม ผมคงหลุดไปเลย คงไม่มีฐานให้ผมยืน”

    เคยมีช่วงน้อยใจมั้ยว่าคนยังมองเราในสิ่งที่วันนี้เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่? “ถามว่าน้อยใจมั้ย ไม่ได้น้อยใจ คนที่ไม่รู้จักผมจริงๆ หรือโซเชียลหรืออะไรก็ตาม ถ้าเค้าจะวิพากษ์วิจารณ์ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าจะส่งผลกับความรู้สึกผมจริงๆน่าจะเป็นคนรอบข้าง คนทำงานด้วยกัน ที่ไม่เลือกมารู้จักจริงๆ แต่รู้จักผมผ่านโซเชียล เคยมีนะคนที่ไม่รู้จักผมในการทำงาน พอเจอกัน ผมกับรีแอ็กว่าเค้ากลัวผมไม่กล้าสบตาเลยรู้สึกไม่ดีที่ถูกตัดสินใจแต่ก็ไม่ได้ไปโทษอะไรเค้า มันไม่แปลกเราก็แค่ยอมรับมัน มันเลยทำให้คนสำคัญในชีวิตเราสโคปน้อยลง แท้จริงเราไม่ต้องโฟกัสให้คนทั้งโลกมารักเราชอบเรา ผมเลยเริ่มจากใกล้ตัวที่สุดคือ ผมรักพ่อแม่ผม ครอบครัว ผมรักแฟนผม รักเพื่อน คนใกล้ตัว สุดท้ายแล้วมันสอนให้เราเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า และทำความเข้าใจ เราไม่เคยมานั่งโทษหรือโกรธใครนะ มันไม่มีประโยชน์ สุดท้ายเราจะไม่ยอมเลิกทำสิ่งที่เราตั้งใจด้วยคำพูดของคนที่ไม่รู้จักเรา เมื่อไหร่ที่เรายอมแสดงว่าเราเป็นแบบที่เค้าพูดเหรอ เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็มั่นคง อยู่ต่อไป”

    สิ่งที่อยากทำเพื่อครอบครัววันที่เข้าวงการมา ทุกวันนี้มันเติมเต็มยังไง?

    “ไม่มีอะไรต้องทำต่อแล้วครับ ผมทำหน้าที่ลูกคนนึงอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งที่ผมตั้งใจมันก็สำเร็จได้ ผมอยากให้พ่อแม่ผมอยู่สบาย ไม่มีหนี้สิน มีสุขภาพจิตที่ดี เค้าไม่ต้องเหนื่อย ตอนนี้มันมีสิ่งที่ต้องทำต่อคือใช้ชีวิตคอนเนกต์กันให้มีความสุข มันก็ทำให้ผมโตขึ้นนะเรื่องความรัก ผมเคยใช้ชีวิตที่เวลาผมจะรักอะไร ผมก็จะรักแต่สิ่งนั้นและทิ้งทุกอย่างรอบตัว และผมรู้สึกไม่ดีนะ มันเลยไม่ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก หรือการทำอะไร เพราะไม่รู้จักคำว่าบาลานซ์ เรียกว่าเป็นวันที่โง่เขลาที่กำลังเรียนรู้ วันนึงมันก็ได้เจอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร ตอนนี้ผมให้ความสำคัญกับพ่อแม่ก่อนเป็นหลัก ถ้าผมจะมีแฟนผมจะบอกรักแฟน ผมต้องบอกตัวเองก่อนว่าผมรักพ่อแม่ผมและบอกรักพ่อแม่ผมแล้วทุกวันจริงๆ ผมดูแลพ่อแม่ผมดีรึยัง ทุกวันนี้เลยเลิกเขิน โทร.หาแม่บอกรักแม่ หอมพ่อ ผมรู้สึกว่าเวลามันเหลือน้อยลงกับการทำสิ่งเหล่านี้ เราก็ทำเต็มที่ จากลูกเคยเถียงดื้อ ทุกวันนี้ก็ได้เลยครับ ได้หมด แค่เราเปลี่ยนมุมมอง เราเลยใกล้กันมากขึ้น บอกรักกันเยอะขึ้น เปิดใจคุยกัน เข้าใจกัน เดินไปข้างหน้าด้วยกัน มาจนถึงชีวิตลูกที่พ่อแม่อยากให้เป็น พ่อก็บอกว่า อยากอุ้มหลานนะ ถามพ่อว่าพ่ออยากให้ผมมีเมียมั้ย พ่อบอกว่ามีเมียก็เข้าใจแต่ตอนนี้ทำหลานให้อุ้มหน่อย (หัวเราะ) พ่อข้ามไปเยอะเลย เค้าคงห่วงว่าวันข้างหน้าใครจะดูแลเรา เลยคุยเรื่องนี้กันบ่อยขึ้นจริงๆ”

    ความรักกับอาหลี ถึงตอนนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนกัน เราต้องปรับมั้ย?

    “แทบไม่มีเลยครับ ผมรู้สึกว่ามันเหมือนศีลเสมอกัน ผมเป็นคนชอบวิเคราะห์ชีวิตชอบนั่งคุยมองสิ่งต่างๆ เป็นคนพูดคุยเยอะ วิเคราะห์เยอะก็ดูเหมือนเป็นผู้นำ สุดท้ายแล้วกลายเป็นเค้าก็ไปเหมือนเราเป็นคนช่างคิด วิเคราะห์ สิ่งที่ต่างกันก็แค่ช่วงอายุ เรื่องที่เค้าคิดวิเคราะห์อยู่เป็นเรื่องที่เราเคยคิดมาแล้ว แต่เราก็ไม่ล้ำเส้น ปล่อยให้เค้าเติบโตในแบบเค้า แต่ก็มีสิ่งที่เรียนรู้ทำด้วยกัน เราคอนเนกต์กันอยู่เสมอ มีเรื่องให้คุยกันทุกวัน ไม่ได้เล่าแค่ความสุขความทุกข์แต่เจออะไรก็ตั้งคำถามคุยกัน ทำให้ปัญญาเราเจริญขึ้นทุกวัน ส่วนโมเมนต์หวานๆมันอยู่ในใจลึกๆ เราแสดงออกกันด้วยความรักแหละแต่วิธีการมันคือการเป็นคู่กัน มีเค้ามีเรา เราพูดกันเสมอว่าเวลาเราร่วมมือทำอะไรกันมันเพาเวอร์ฟูลมาก เวลาที่เราคิดไม่ออก อยู่ดีๆเค้าก็ลุกขึ้นมาแข็งแรง เวลาเค้ารู้สึกดาวน์อยู่ๆผมก็ช่วยเค้าได้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้พยายามมันเป็นต่อกันเอง มันคือสิ่งที่ผมไม่เคยเจอ มันเจ๋งดี และเราก็มองไปข้างหน้าในเป้า หมายเดียว
    กันจริงๆ”.

    เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ตูมตาม ยุทธนาตูมตาม ยุทธนา ความรักตูมตาม ยุทธนา แฟนอาหลี อัฐริญญาตูมตาม อาหลี แฟนคนดังนั่งคุยดารา

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 14:16 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์