เปิดใจ ซุง กิดาการ นักดนตรีหนุ่มหน้าหล่อกับซีรีส์วายเรื่องแรกในชีวิต

ข่าว

    เปิดใจ ซุง กิดาการ นักดนตรีหนุ่มหน้าหล่อกับซีรีส์วายเรื่องแรกในชีวิต

    ไทยรัฐออนไลน์

    15 ก.ย. 2564 09:00 น.

    • ทำความรู้จักกับ ซุง กิดาการ นักดนตรีหน้าหล่อจากวง Mattnimare (แมตต์นิแมร์)
    • หนุ่มหน้าหล่ออารมณ์ติสต์ แต่ขี้อายสุดๆ
    • ไม่เคยคิดจะเล่นซีรีส์วาย เพราะมองว่าตัวเองไม่เหมาะ

    เป็นนักดนตรีหนุ่มที่มีสาวๆ ติดตามเยอะมาก สำหรับ ซุง กิดาการ ฉัตรแก้วมณี มือกีตาร์สุดหล่อของวง Mattnimare (แมตต์นิแมร์) ซึ่งเคยเป็นวงดนตรีหน้าใหม่จาก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    ที่สามารถคว้ารางวัล ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยมจากเพลงจากเวที สีสันอวอร์ด ครั้งที่ 28 ประจำปี 2559 มาแล้ว มีเพลงฮิตหลักล้านวิว อาทิ ความสุข, ความรัก | Venus, คืนวันที่ 22 ของทุกเดือน เป็นต้น

    และนอกจากจะเป็นนักดนตรีแล้ว ซุง ยังมีผลงานอีกมากมาย อาทิ เล่นโฆษณา, มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์เรื่อง เปรมิกาป่าราบ, รักไม่เป็นภาษา และล่าสุดกับซีรีส์วายเรื่อง "ส่งร้อนเสิร์ฟรัก BITE ME" กับบทของ เชฟเอื้อ เชฟหนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร 

    โดย ซุง ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ถึงการเล่นซีรีส์วายเรื่องแรกในชีวิต ที่เจ้าตัวยอมรับว่า ไม่เคยคิดว่าจะได้เล่นมาก่อน เพราะมองว่าตัวเองไม่เหมาะ แต่พอได้ทำงานชิ้นนี้จริงๆ รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมือนกับซีรีส์วายเรื่องอื่นๆ และนอกจากนี้ ซุง ได้เปิดใจถึงเส้นทางการทำงานในวงการบันเทิงของตัวเองให้ได้ฟังอีกด้วย 

    เคยมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับซีรีส์วาย

    "เป็นการชักชวน ก็คือพี่เดวิด (เดวิด บีแกนเดอร์ ผู้กำกับ) เขาไปเจอรูปหรือวิดีโอของผมในไอจีของผู้จัดการส่วนตัวเองผมครับ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปถูกใจอะไร และเรียกไปคุยครับ คือต้องบอกก่อนเลยว่า ตอนที่ซีรีส์เรื่องนี้ติดต่อมา ก็คือผมเข้าไปคุยนะ แต่ในใจผมไม่เล่นหรอก เพราะว่าผมก็ทำงานมาบ้าง แต่ผมยังไม่เคยเล่นซีรีส์วาย ก็มีผ่านตามาบ้าง แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของผมอะ อะไรบางอย่างมันบอก

    คือผมไม่เห็นภาพตัวเองในนั้นเลย ตลอดชีวิตที่ทำงานมา ก็มาคุยทำความรู้จักกันไว้ แต่ในใจผมไม่เล่นแน่ๆ แล้วเหมือนเขาก็พรีเซนต์ว่าสิ่งที่จะทำ มันเป็นซีรีส์วายจริง แต่มีความแตกต่างนะ มันมีวิธีการเล่าที่ไม่เหมือนกัน มีการถ่ายทอดความสัมพันธ์ของตัวละครที่ไม่เหมือนกัน

    ผมจำได้เลยว่า วันที่เข้ามาคุย ผมบอกพวกเขาไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่ชอบการเซอร์วิสนะ การเซอร์วิสในซีรีส์ที่มันไร้เหตุผล ผมไม่ชอบแบบนี้ แต่โรแมนติกผมชอบ ผมเล่น ผมก็บอกเขาตรงๆ ทีนี้ทิศทางมันไปด้วยกัน สิ่งที่ผมชอบและสิ่งที่เขาอยากทำ มันเป็นทางเดียวกัน เลยรู้สึกว่าทำไมถึงไม่รับเรื่องนี้ ในเมื่อไอเดียมันตรงกัน เลยเล่นดีกว่า ตอบตกลงไปครับ"

    เล่นซีรีส์ครั้งแรก กังวลคนดูไม่ชอบ

    "เรื่องนี้เป็นครั้งแรกครับ แต่ผมว่ากับมาร์คเราเข้าขากันได้ดีนะ เพราะว่าถ้านับวันแรกเลยคือ ผมจะเล่นพวกหนังมาก่อน แล้ว มาร์ค ก็มีวิธีการแสดงที่ไม่ได้โอเวอร์แอ็กติ้งครับ มันก็เลยเหมือนเล่นหนังเรื่องเดียวกันอยู่ มันมีบางอย่างที่เป็นโทนเดียวอยู่

    คือครั้งแรกที่ผมเจอ มาร์ค ในห้องเวิร์กช็อป เราไม่ได้คุยกันเลย ไม่ได้ทำความรู้จักกันเลย พี่เดมาถึงก็ส่งบทให้เล่นเลย เลยรู้สึกว่าเราไปในทางเดียวกันครับ ไม่ตกใจๆ"

    "ได้เข้าไปดูทวิตเตอร์บ้างครับ ฟีดแบ็กดีครับ แฟนๆ ชอบ สิ่งที่ผมดีใจคือคนดูเข้าใจว่า ซีรีส์เรามันโทนประมาณนี้นะ เล่าเรื่องประมาณนี้ จริงๆ ก่อนที่จะออนแอร์ ผมแอบกังวลหลายอย่าง ในประเด็นของคาแรกเตอร์ที่ดัดแปลงมา และการเล่าที่ไม่ได้เหมือนซีรีส์วายเรื่องอื่น ตรงนี้ผมแอบกังวลว่าคนดูจะเข้าใจรึเปล่า แต่สรุปคือคนดูเข้าใจเสน่ห์ของมันครับ

    ตอนที่ผมคุยงานหรือว่าจะทำงาน ผมเข้าใจเป้าหมายของผู้กำกับ ว่าเราจะทำซีรีส์วายที่มันไม่ได้เซอร์วิสรุนแรง แต่เน้นไปที่เรื่องของการดำเนินชีวิตของตัวละครที่มีความฝัน มีความทะเยอทะยานของตัวเอง หรือว่าความรักที่เป็นความรักจริงๆ ที่ไม่ใช่ความต้องการทางเพศ

    ผมโอเคนะ เพราะมองว่ามันมีเสน่ห์ในตัวมันเอง แต่เราไม่มีทางรู้ว่าคนดูจริงๆ แล้วต้องการอะไร จะเข้าใจหรือว่าชอบในสิ่งนี้เหมือนที่เราชอบมั้ย แต่พอออนแอร์จริงๆ เออ มีคนชอบเหมือนเราเลยนะ"

    ตั้งใจอย่างหนักกับบทเชฟทำอาหาร

    "ความจริงสกิลการทำอาหารของผม เต็ม 10 คือ 0 เลยครับ คือผมจะทำอาหารมากสุด ถ้าตอนดึกๆ ไม่รู้จะกินอะไรก็ทอดไข่กินเท่านั้นเลยครับ ในเรื่องนี้ต้องเล่นเป็นเชฟ ผู้ที่ถนัดในการทำอาหาร

    ถามว่าปรับเยอะมั้ย ปรับเยอะมากครับ ต้องไปเรียนกับเชฟปิง คือนักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นเชฟ หรือคนทำอาหารในร้านของซีรีส์เรื่องนี้ ต้องไปเรียนทำอาหารทุกคนเลยครับ ประมาณคนละ 50 ชม. ได้ บทของ เชฟเอื้อ จะอายุ 30 แต่ชีวิตจริงผม 29 ครับ ใกล้ๆ กัน แต่นิสัยใจคอมันคนละขั้วเลยครับ คือ เชฟเอื้อ เขาจะเป็นสุภาพบุรุษ ขรึมๆ อบอุ่นใจดี แต่ตัวจริงผมจะโกโรโกโสหน่อยครับ (ยิ้ม)

    ถามว่าพอใจมั้ยกับผลงาน ค่อนข้างจะพอใจครับ แต่ว่าคืออย่างส่วนตัวผม ทักษะที่ผมถนัดที่สุดในชีวิตก็คือการเล่นดนตรี ซึ่งผมก็เหมือนเทียบเคียงกันได้ คือการเป็นนักดนตรีมันมีความพิเศษคล้ายๆ กับการเป็นเชฟเลยครับ

    ผมว่าคนเป็นเชฟเขาทำอาหารมาทั้งชีวิตเลย และเราเป็นนักดนตรีเราก็เล่นดนตรีมาทั้งชีวิต ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้เราเลยมา 50 ชม. ก็เถอะ คือมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะไปเทียบประสบการณ์ตรงนั้นได้ แต่ทีนี้มันในเรื่องของการแสดง หรือการถ่ายทำ

    พอเราได้เรียนผมว่ามันช่วยได้เยอะ อย่างน้อยการจับมีด การจับครก ท่าทางต่างๆ มันสำคัญด้วยครับ เลยไหลลื่นไป ได้ใช้ทักษะจริงๆ ไม่ใช่ใส่ชุดเชฟแล้วมาแอ็กท่า ผมว่าในชีวิตของผมอาจจะมีครั้งนี้ครั้งเดียวด้วยนะ ที่ได้เล่นบทอะไรที่มันเรียลแบบนี้ ในแง่ของการแสดงมันท้าทายด้วย"

    "ชีวิตที่เป็นนักดนตรี แต่ต้องมาแสดงบทเชฟทำอาหาร ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลยครับ เป็นคนใหม่เลย มันคนละขั้วกันเลย แต่จริงๆ มันเป็นเหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้ด้วยนะ ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นบทอาชีพใกล้ๆ ตัว ทีนี้พอได้คุย ได้นำเสนอบทมา ก็คิดว่ามันจะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้เล่นบทแบบนี้ แล้วมันอยู่ในซีรีส์ที่จริงจัง

    "ถามว่าเมนูไหนที่ผมชอบเป็นพิเศษเหรอครับ ผมชอบหมูก้อนทอดมะแขว่นครับ มันอร่อยมาก ผมไม่เคยกินมะแขว่นที่มันเป็นหมูก้อนทอดครับ พอได้กินเรียกว่ากินไม่หยุดเลยครับ เพราะมันอร่อยมาก"

    อยากเป็นมือกีตาร์วงร็อกอันดับหนึ่งของไทย

    นอกจากนี้ ซุง ได้เล่าถึงการเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงให้เราฟังว่า "เริ่มต้นจากการที่ผมเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สายตรงด้านดนตรีเลย แล้วก็มาเจอเพื่อนๆ ในวง เริ่มทำวงและปล่อยเพลงของตัวเองเลย ก็ย้อนไปประมาณ 11 ปีที่แล้วครับ

    หลังจากตั้งวงมาสักพักหนึ่ง ผมก็เริ่มผุดอาชีพที่ 2 ขึ้นมาคือนายแบบ เริ่มไปถ่ายแบบให้แบรนด์เสื้อผ้าตอนอายุประมาณ 20 ปี หลังจากนั้นก็เริ่มได้เล่นหนัง ก็เล่นๆ มา 3-4 เรื่องครับ แล้วก็เล่นโฆษณา แต่ถ้าพูดถึงซีรีส์หรือละคร เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยครับ 

    คือตอนที่ผมเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงเนี่ย มันเหมือนจับพลัดจับผลูครับ เหมือนตอนที่ทำวงดนตรี วงผมชื่อวง Mattnimare (แมตต์นิแมร์) เป็นวงอินดี้ แบบว่าเล่นตามงานอินดี้ พอเราไปเล่นก็มีคนดู คนดูเขาก็ทำงานเกี่ยวแบรนด์เสื้อผ้า ก็เห็นผมแล้วติดต่อมา ผมไม่เคยเดินเข้าไปสมัครเลย เขาติดต่อกันมาเองครับ"

    "ความฝันตอนเด็กๆ อยากเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ในวงร็อกอันดับหนึ่งของประเทศไทย แต่ผมไม่เคยคิดเลยนะว่าอยากเป็นพระเอก คือผมจะอธิบายอย่างนี้ว่า ผมจะเขินเวลาถูกถามว่า อยากเป็นดารามั้ย อยากเป็นพระเอกมั้ย ผมจะเขิน จะไม่อยากตอบว่า อยากเป็น แต่ว่าถ้าจะเอาเรื่องราวจริงๆ เลย ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ผมจะเริ่มดูหนังเยอะขึ้น ก็จะไปเช่าหนังมาดู 

    แล้วผมก็เริ่มได้ดูหนังที่ได้รับรางวัลทั้งหลาย แล้วรู้สึกว่าหนังเป็นเพื่อนผมเลยอะ ผมรู้สึกอินกับภาพยนตร์มาก รู้สึกอยากทำสิ่งนี้ เพราะว่าผมอยากเล่าเรื่องสักอย่าง ซึ่งแบบก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้เป็นนักแสดงรึเปล่า พอได้เป็น ก็เออ ก็เป็นสิ่งนี้แหละ ผมยังตอบไม่ได้ว่า ผมอยากเป็นพระเอกรึเปล่า แค่อยากอยู่ในงานสักชิ้น เรื่องสักเรื่องที่จะเป็นเพื่อนของคนดู แค่นั้นเลยครับ"

    เปรียบตัวเองเหมือน ฟอร์เรสท์ กัมพ์

    "ผมก็ไม่รู้ว่าผมเป็นคนยังไงนะ ผมว่าบางทีผมก็พูดมาก บางทีผมก็อยากอยู่คนเดียว ไม่รู้เหมือนกันเป็นคนยังไงครับ ผมมีเพื่อนน้อยมากเลยครับ เพื่อนที่สนิทจริงๆ มีประมาณ 2-3 คนเท่านั้น (หัวเราะ) 

    ผมขอเล่าเพิ่มนิดนึง ตอนผมเรียน ม.1-ม.6 ผมอยู่โรงเรียนประจำ แล้วช่วงเวลานั้น 6 ปีของผม ผมไม่ได้อยู่คนเดียวเลย ตอนจะนอนผมอยู่ในห้องที่อยู่รวมกันเป็น 100 กว่าคน จะอาบน้ำ จะกินข้าวก็ต้องทำพร้อมกัน ผมอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา

    แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ได้อยู่คนเดียวเลยรู้สึกว่า อยู่คนเดียวมันดีว่ะ เหมือนเราตกหลุมรักการอยู่คนเดียว เลยทำให้ผมมีเพื่อนในวัย 30 เพื่อนจะเหลือน้อยลงครับ"

    "ถ้าเกิดผมไม่ได้ทำงานในด้านการแสดงหรือวงการบันเทิง ป่านนี้ผมอาจจะเป็นนักกอล์ฟอยู่ครับ คือตลอดที่ผมเริ่มทำงานมา ผมจะมีเป็นนักดนตรี นักแสดง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ล่าสุดไปตีกอล์ฟ ชีวิตผมทำไปเรื่อยครับ ชีวิตเหมือนฟอร์เรสท์ กัมพ์ครับ"

    พ่อแม่เป็นแฟนคลับนัมเบอร์วัน 

    "บ้านผมสนับสนุนทุกอย่างที่ผมอยากทำเลยนะ หมายถึงเขาไม่เคยห้ามอะไรเลย แล้วผมก็ไม่ต้องขอด้วย ผมจะแค่อัปเดตให้เขารู้ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ แต่ถ้าพูดถึงงานแสดง ผมไม่เคยบอกเลยว่าผมเล่นอะไร เพราะผมเขิน กลัวเขาไปเปิดดู ผมไม่เคยบอกเลยแม้กระทั่งว่าผมทำอะไรอยู่ หนังที่ผมเคยเล่น ผมก็ไม่ได้บอก 

    แล้วพออยู่ในยุคโซเชียล ผมก็อัปเดตอะไรของผมไป แล้วพ่อแม่ผมก็ตาม ผมก็มารู้ทีหลังว่า พ่อแม่ผมเขาไปซื้อตั๋วดูกันเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผมเป็นลูกที่ดีรึเปล่านะ หรือว่าเราควรบอกเขา (ยิ้ม) ให้เขามาดูรอบสื่อด้วยกัน อย่างนี้รึเปล่า (หัวเราะ)

    ผมเป็นคนเขิน อย่างตอนที่ผมเป็นนักดนตรี ผมก็ไม่เคยบอกเขามาดูคอนเสิร์ตเลย จนครั้งสุดท้ายของวง ก็บอกให้เขามา เขาก็ถามตลอดเลย อย่างผมกลับบ้าน เขาก็ถามว่า ไปทำงานอะไรมา ผมก็บอกว่าถ่ายซีรีส์ เขาก็ถามว่าเรื่องอะไร ผมก็บอกว่า ยังไม่รู้ชื่อเลยอะ (หัวเราะ)"

    "ผมมีพี่น้อง 4 คนครับ ผมเป็นคนที่ 3 ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย ผมเป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่มีความดุครับ แต่ว่าถ้าในแง่ทิศทางของการเลี้ยงเรา ใจดี ไม่บังคับ ไม่กดดัน แต่จะดุเรื่องวินัย ระเบียบ

    พ่อแม่เขาส่งเรา 4 พี่น้องไปเรียนโรงเรียนประจำกันหมดเลยครับ ไปกันทั้งบ้าน แต่ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชายคนเดียว ผมเลยได้อยู่หอชาย แต่พี่น้องผมเขาเป็นผู้หญิง ก็ได้ไปอยู่ด้วยกัน 3 คน ผมก็จะโดดเดี่ยวคนเดียว 

    ผมว่าช่วงเวลา 6 ปีที่ไปเรียนโรงเรียนประจำ ผมมองว่ามันเป็นเหมือนเบ้าหลอมผมในวันนี้เลยอะ ทั้งด้านดีและด้านไม่ดีด้วยนะ อย่างในโรงเรียนประจำผม หอพักเขาจะไม่ให้ดูทีวี หรือรับข่าวสารข้างนอก ไม่ได้เลย จะปิดเลย ดังนั้นเรื่องเกมหรือข่าวสารวงการบันเทิงด้านนอก เราจะไม่รู้เรื่องเลย แต่เราได้ระเบียบวินัยครับ"

    แค่อยากเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ

    "ถ้านับการทำในพาร์ตนักแสดงแต่แรก ก็เข้ามาตั้งแต่ปี 2559 ประมาณ 5 ปีครับ เล่นหนังเรื่องแรกครับ ผมแค่อยากเป็นนักแสดงที่มีบทบาทให้เราไปเล่นกันอยู่เรื่อยๆ ผมคาดหวังกับตัวเองแค่นั้นเลย แต่ในเรื่องคนรู้จักจริงๆ มันก็จำเป็นครับ เพราะว่ามันก็อาจจะมีบางโปรเจกต์ที่เลือกเราตามความเหมาะสม ตามความสามารถ

    ดังเช่นซีรีส์เรื่องนี้ ตัวละครตัวนี้ คือผมไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเลย ผมไม่ได้มีมงกุฎหรืออะไรเลย เขาเลือกผมที่ตัวผมเลย ซึ่งผมโชคดี แต่ว่าในโปรเจกต์อื่นๆ มันก็ไม่ได้มีวิธีการเลือกแบบนี้ ต้องมีองค์ประกอบอื่น แต่มันก็ช่วยให้ผมบรรลุเป้าหมายนะ เป้าหมายของผมก็คือการมีบทบาทให้เราได้เล่นอยู่ครับ

    ผมว่าจุดที่ผมกำลังยืนอยู่นี้มันก็ต้องไปได้อีก ถูกมั้ย แต่ผมรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นผม ผมแค่อยากเป็นนักแสดง พอเราได้แสดงแล้ว เราก็รู้สึกว่ามันสำเร็จแล้วของวันนี้ ผมคิดแค่นั้นเลยครับ"

    ขอบคุณแฟนคลับที่เข้าใจ 

    "อยากจะพูดถึงแฟนคลับก่อนเลยครับ คือด้วยความที่เราเริ่มจากเป็นนักดนตรี เป็นนายแบบและเป็นนักแสดง มันทำให้แฟนคลับที่รู้จักเรามาจากฝั่งศิลปิน แฟนคลับบางคนก็โตแล้วด้วย ก็อยากจะขอบคุณแฟนคลับทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่เลย

    ผมโชคดีมากเลย แฟนคลับผมเขามาด้วยความเข้าใจ เพราะผมเป็นคนเอาแต่ใจครับมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และแฟนคลับที่ยังรักและชอบผมอยู่ เขารักและชอบเพราะว่าผมเป็นคนแบบนี้ อันนี้ต้องขอบคุณที่เข้าใจ และอยู่ยาวด้วยครับ

    สำหรับแฟนคลับกลุ่มใหม่ก็ยินดีที่ได้รู้จักครับ ก็ใจดีกับผมหน่อย และเราค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปครับ ใดๆ ก็ตามก็ฝากผลงานด้วยครับ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วยครับ ฝากแฟนๆ ด้วยนะครับ ซีรีส์ ส่งร้อนเสิร์ฟรัก BITE ME สามารถติดตามรับชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.15 น. ทางช่อง ONE31 และทาง Viu ได้วันเดียวกัน เวลา 23.15 น.".

    ผู้เขียน : โอ้ว...ซาร่า

    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun 

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ซุง กิดาการซุง กิดาการ ฉัตรแก้วมณีSpecial Contentspecial contentส่งร้อนเสิร์ฟรัก BITE MEซุง กิดาการ ผลงานซุง กิดาการ ประวัติข่าวบันเทิงดารา

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2564 เวลา 01:24 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์