ฟลุค ไอน้ำ รีวิว 18 ปีวงการเพลง อยู่มาทุกยุค จากวงดนตรีสู่ศิลปินเดี่ยว

ข่าว

    ฟลุค ไอน้ำ รีวิว 18 ปีวงการเพลง อยู่มาทุกยุค จากวงดนตรีสู่ศิลปินเดี่ยว

    ไทยรัฐออนไลน์

    16 ก.ย. 2564 09:00 น.

    • ฝึกเล่นดนตรีมาตั้งแต่ ม.1 แต่สุดท้ายกลายเป็นนักร้องนำวงไอน้ำ
    • จากวันที่สำเร็จ อัลบั้มขายได้ล้านชุด มาจนถึงวันที่ต้องยุบวง กลายเป็นศิลปินเดี่ยว
    • รีวิวชีวิต 18 ปีในวงการ โชคดีที่อยู่ครบทุกยุคในการเปลี่ยนแปลงของเพลงไทย

    เป็นอีกหนึ่งวงดนตรีป๊อปร็อกที่สร้างสีสันให้กับวงการเพลงในยุค 2000 เช่นกัน สำหรับวง “ไอ..น้ำ” ค่ายอาร์เอส

    ที่ประกอบไปด้วย 5 สมาชิก ฟลุค จิตรกร บุญสอน (ร้องนำ), ฟัก เมธา พิเลิศ (กีตาร์), ก๊อบ อุดมชัย บุญพรหมอ่อน (เบส), ใหม่ สุขเดชะ (กลอง), แอร์ กษิต พลวัน (กีตาร์) ซึ่งในวันวานเคยมีเพลงดังมากมาย อาทิ ที่หนึ่งไม่ไหว, รักคนมีเจ้าของ, มีสิทธิ์แค่คิดถึง, รักน้องปีหนึ่ง, แฟนเราเอาแต่ใจ, เด็กพี่มีชู้ ฯลฯ

    แต่แล้วในเดือน ม.ค. 2558 วงไอน้ำก็ตัดสินใจยุบวงและแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง หลังจากเดินทางบนถนนสายดนตรีร่วมกันมานานกว่า 12 ปี

    โดยที่ฟลุคยังมีสัญญากับอาร์เอสในเวลานั้น ซึ่งหลังจากที่ฟลุคหมดสัญญากับอาร์เอสไปหลายปี เขากลับมาเป็นศิลปินเดี่ยวในสังกัดข้าวสาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และปล่อยซิงเกิล “ถ้าเขาไม่กลับมา” ในเดือน ก.พ. 2563 ก่อนจะปล่อยซิงเกิลที่ 2 “เบาได้เบา” เดือน ธ.ค. 2563

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์พูดคุยกับ ฟลุค ไอน้ำ ถึงเส้นทางการเป็นศิลปิน จุดเริ่มต้นจากการฝึกเล่นดนตรีตั้งแต่ ม.1

    การรวมตัวของไอน้ำ

    ย้อนกลับไปสมัยเด็กที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ ฟลุคก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่เรียนหนังสือ เล่นดนตรีมาตั้งแต่ช่วง ม.1 เล่นกีตาร์ เครื่องดนตรีสากล ได้เล่นทุกอย่าง

    พอฟลุคและเพื่อนในวงใกล้จะจบ ม.6 ก็อยากทำโปรเจกต์ด้วยกัน พอมีการประกวดเวที Star Challenge ของอาร์เอส ในปี 2545 จึงสมัครเข้าประกวดและได้แชมป์ภาคอีสาน และเข้าไปชิงชนะเลิศในระดับประเทศ ก็ได้รับรางวัลวงดนตรีมัธยมศึกษาดีเด่นระดับประเทศ ซึ่งในเวลานั้นฟลุคอายุ 18 ปี

    ส่วนเหตุผลที่มาเป็นนักร้อง ทั้งที่ฝึกเล่นดนตรีมาตั้งแต่ ม.1 ฟลุคเผยว่า “ตอนเรียนก็คงหาอะไรที่มันลงตัวครับ คือเพื่อนเล่นกีตาร์เก่งกว่า ก็จับกีตาร์ไป แล้วพอไม่มีคนเล่นเบส เพื่อนอีกคนก็บอกว่าเล่นเบสให้ก็ได้วะ มันจะสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

    เพื่อนบอกมึ-ร้องเพลงดี ไปเป็นนักร้อง ก็จะคุยกันในวง เมื่อก่อนในโรงเรียนจะมีหลายๆ วง วงผมเองก็ไม่ใช่นักร้องแค่คนเดียว ก็มีนักร้องหลายๆ คนเช่นกัน แต่ความลงตัวที่คุยกันไว้คือมันจบตรงนี้ในการประกวด 5 คน”

    เมื่อถามถึงศิลปินในดวงใจในช่วงที่ฝึกเล่นดนตรี ฟลุคบอกว่าไอดอลคือพี่ๆ ศิลปินทุกวงในเวลานั้น เพราะเราเป็นวงมัธยม เวลาเพลงไหนดังก็หยิบมาเล่น พอทุกคนชอบ เล่นเพลงนี้แล้วสาวกรี๊ดก็หยิบมาเล่น

    “ตอนนั้นก็มีพี่ๆ วงหินเหล็กไฟ พี่ๆ โลโซ ยุคหลังๆ ก่อนที่ผมจะประกวดก็มีแคลช กะลา บอดี้สแลม หลายวงครับ จากที่เคยดูเขาเล่นบนเวทีคอนเสิร์ตตอนงานประจำปี แล้ววันนึงที่เราได้ไปเจอและพูดคุยกับเขาก็มีความสุขมากครับ”

    นักร้องหนุ่มยอมรับว่าเรียนไปด้วย ฝึกเล่นดนตรีไปด้วย บาลานซ์ยาก แต่ก็ต้องเลือกเรียนก่อน พอมีคาบว่างก็โดดกันบ้าง เพราะไม่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันทั้งหมด

    หลักๆ ก็ต้องรอเลิกเรียน ที่สำคัญคือไม่ต้องเช่าห้องซ้อม เพราะเรามีห้องซ้อม คือมีอาจารย์คนนึงเปิดห้องซ้อม แต่เขาอุปถัมภ์วงไอน้ำให้สามารถซ้อมฟรีได้ เพราะเราก็ช่วยงานอาจารย์ ก็ซ้อมได้จนถึงดึก มีเวลาซ้อมมากกว่าคนอื่นๆ

    ในวันที่ได้รับรางวัลจากเวทีประกวด Star Challenge ฟลุคไม่เคยคิดว่าจะได้ออกอัลบั้ม แค่ได้เข้าไปชิงชนะเลิศในระดับประเทศก็คือสิ่งที่วงทำได้มากที่สุดแล้ว ขั้นต่อไปก็คือทำให้เต็มที่ สำหรับเรื่องเซ็นสัญญาเป็นศิลปินก็อาจจะเป็นผลพลอยได้ แต่ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น คิดแค่ว่าแข่งในระดับประเทศที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อเป็นเกียรติประวัติตัวเองมากกว่า

    ความสำเร็จล้านชุด

    หลังเสร็จสิ้นการประกวด ฟลุคบอกว่าไม่ได้คิดว่าจะได้เซ็นสัญญาออกอัลบั้ม แต่หลังจากนั้นสักพักอาร์เอสก็ติดต่อมาให้เซ็นสัญญาทั้งวง จากนั้นเพียงแค่ครึ่งปี วงไอน้ำก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรกในชีวิต “ไอ..น้ำ” ในเดือน มิ.ย. 2546

    ถามว่าตื่นเต้นกดดันมากแค่ไหน ฟลุคบอกว่า “มันตื่นเต้นมากกว่า เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่รู้สถานการณ์ไหนจะกดดันเรา แต่เราตื่นเต้นมากที่จะปล่อยอัลบั้มในวันนั้น ที่เหลือก็ปรับแก้ไขไปตามสถานการณ์ เด็กมัธยม 5 คนจากต่างจังหวัด ได้มาทำ 1 อัลบั้มขายให้ทุกคนฟัง มันตื่นเต้นดีใจมากกว่ากดดัน”

    และในอัลบั้มชุดแรกกระแสตอบรับดี คนรู้จักเพลงและวง เพลงแรกที่ปล่อย “ที่หนึ่งไม่ไหว” ทุกคนรู้จักและกลายเป็นกระแส สถานีวิทยุก็ติดชาร์ตอันดับ 1 งานโชว์ก็เข้ามาเลยทันที ขายได้เกือบ 1 ล้านชุด ซึ่งเป็นเพลงที่ฟลุคชอบในอัลบั้มนี้ เพราะกว่าจะออกมาเป็นเพลงนี้ก็พอสมควร พี่ชมพู ฟรุตตี้ เทรนหนักมาก

    ส่วนอัลบั้มที่ 2 “รักคนมีเจ้าของ” ฟลุคเล่าว่า “ชุดนี้ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้ 1 ล้านก๊อบปี้ มี 10 เพลง เราติดชาร์ตคลื่นวิทยุทั่วประเทศ 9 เพลง ตอนนั้นมีคอนเสิร์ตทุกวัน 2 ปีเต็มๆ อาจจะมีเว้นว่างบางวัน ก็เหนื่อยพอสมควร แต่ก็สนุกมากด้วย

    ตอนนั้นได้รับรางวัลท็อปอวอร์ด สาขาวงดนตรียอดนิยม และได้อีกหลายรางวัลครับ ก็เป็นที่สุดในชีวิตแล้วครับ ทุกคนรู้จักไอน้ำแบบเต็มๆ ช่วงที่งานเยอะๆ ก็เหนื่อยครับ แต่ทุกคนก็เหนื่อยกันหมด มันเป็นหน้าที่เมื่อเราขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว เราอยากให้ทุกคนยิ้มมากกว่า ถ้าทุกคนเห็นเราอ่อนล้า เฟลกับการร้องเพลง ผมก็ไม่อยากให้เกิดแบบนั้นขึ้นครับ เลยเต็มที่ทุกครั้งที่อยู่บนเวทีครับ”

    ถามว่าช่วงที่ชื่อเสียงโด่งดังมาก มีหลงไปกับชื่อเสียงหรือความสำเร็จบ้างมั้ย ฟลุคยอมรับว่าก็มีบ้าง เพราะด้วยอายุยังน้อย ตอนออกอัลบั้ม “รักคนมีเจ้าของ” อายุเพิ่ง 20 ปี ชื่อเสียงเงินทองก็เข้ามา มันก็ต้องมีเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

    แต่มีพี่ๆ ในวงการหลายคน พี่ๆ โปรดิวเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นพี่ชมพู ที่ดูแลโปรเจกต์ของไอน้ำ ที่คอยเตือนพวกเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผ่านสถานการณ์ตรงนั้นมาได้ไม่หนักหนาเท่าไร แต่ก็มีบ้างในเรื่องการใช้ชีวิต แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีทุกคน ต้องยกเครดิตให้ศิลปินรุ่นพี่หลายคนด้วย

    เมื่อกราฟความดังลดลง

    หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 ประสบความสำเร็จอย่างมาก พอออกอัลบั้มชุดต่อมา นักร้องหนุ่มบอกว่ากระแสตอบรับโอเค ซึ่งอัลบั้มรักคนมีเจ้าของคือสูงสุดในชีวิตการเป็นศิลปินจริงๆ ก็คงไม่มีอะไรสูงไปกว่านั้น หลังจากนี้ไปกราฟมันก็ต้องลงเป็นธรรมดา แต่เราจะทำยังไงให้ยังอยู่ในกราฟได้ตลอดเวลา

    ซึ่งหลายเพลงในอัลบั้มถัดมาก็เป็นที่นิยมเช่นกัน อาทิ รักน้องปีหนึ่ง, มีสิทธิ์แค่คิดถึง, แฟนเราเอาแต่ใจ, เด็กพี่มีชู้ และอีกหลายเพลง เวลาไปเล่นคอนเสิร์ต ทุกคนยังร้องตามได้ ยังชื่นชอบ ยังฟังเพลงอยู่ ก็ถือว่าโอเคแล้ว

    แม้ในอดีตวงไอน้ำจะเป็นวงดนตรียอดฮิต สร้างสีสันให้วงการเพลงมานาน แต่สุดท้ายงานเลี้ยงก็ต้องเลิกรา ฟลุคและเพื่อนๆ ตัดสินใจยุบวงไอน้ำ

    ซึ่งฟลุคเล่าว่าเป็นการแยกวงก่อนหมดสัญญา ที่แยกกันไปเพราะแต่ละคนอายุมากขึ้น แต่ละคนมีครอบครัวเป็นของตัวเอง

    ระยะเวลา 12 ปีในนามวงไอน้ำ รู้สึกว่าทุกคนต้องการที่จะมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องดูแลมากขึ้น และมันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านของวงการเพลงด้วย ทำให้รู้สึกว่าอิ่มตัวแล้ว พอกับคำว่าวงไอน้ำแล้ว ทุกคนอยากจะแยกกันเดินทางไปทำงานของตัวเอง ไม่ได้ทะเลาะ ทุกวันนี้ยังเจอกันอยู่ ใหม่กับฟักยังอยู่ จ.บุรีรัมย์ ส่วนก๊อบกับแอร์ยังอยู่ กทม. และโคราช

    “ความคิดขัดแย้งมันมีอยู่ทุกวงอยู่แล้ว เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัย ม.1 จนทำงานร่วมกัน 10 กว่าปี ทุกวันนี้ 20 กว่าปีที่อยู่ด้วยกัน มันเกินคำว่าเพื่อนแล้ว

    มันเข้าใจรู้ใจกันมากกว่า การล้ำเส้นก้าวก่ายอาจแตกต่างจากตอนเป็นวัยรุ่น ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันแน่นอนครับ ตอนแยกกันก็มีใจหายเหมือนกัน เราเคยอยู่ใช้ชีวิตด้วยกันทุกวันตลอด พอจะไม่ได้เจอหน้ากันทุกวันแล้วก็รู้สึกแปลก เหมือนขาดอะไรไป แต่ระยะเวลาเป็นตัวเปลี่ยนแปลงครับ”

    ในช่วงที่หมดสัญญากับอาร์เอสไป ฟลุคเล่าว่างานหลักส่วนใหญ่คือทำธุรกิจของที่บ้าน ย้ายกลับมาอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ ถาวร ตั้งแต่แยกวงกัน หลักๆ ก็ยังมีคอนเสิร์ตเช่นกัน พอกลับมาอยู่บ้านก็สบายใจอย่างนึงคือไม่วุ่นวายแออัด จะเดินทางไปไหนก็สะดวก

    แต่ในส่วนการทำงานก็ยังทำปกติ ไปกลับ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ เป็นประจำแทบทุกอาทิตย์ รู้สึกว่าไม่ไกล ระยะทาง 380 กม. ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว การทำงานก็สบายขึ้น ปลอดโปร่งขึ้น เวลาไปคอนเสิร์ตก็เดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ไม่ใช่กรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางในการทัวร์คอนเสิร์ต

    แม้จะไม่ได้ทัวร์คอนเสิร์ตบ่อยเท่าเมื่อก่อน แต่ฟลุคบอกว่า “แค่อาทิตย์ละ 1-2 วันก็ไม่เหงาแล้ว แต่จริงๆ ก็อยากให้มีทุกวัน” ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและพูดต่อว่า “แค่ได้ออกจากบ้านไปเจอทุกคน ได้ไปอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตสัปดาห์ละ 2 วัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว อายุเยอะแล้วด้วยมั้งครับ ก็ต้องแบ่งเวลาไปดูแลครอบครัว ลูกๆ ธุรกิจที่นี่ด้วย

    ถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน ช่วงที่ทำงานเยอะๆ ก็มีความสุข ชินกับมัน พออายุมากขึ้น มีครอบครัว ก็รู้สึกว่าแบบนี้มีความสุขแล้วเช่นกัน ผมว่ามันเป็นความแตกต่างระหว่างวัย ช่วงยุคสมัยด้วย ถ้าในเวลานี้ให้กลับไปมีคอนเสิร์ตทุกวันก็ไม่เกี่ยงครับ แต่เราต้องปรับตัวเข้ากับมันให้ได้ พอกลับมาคิดอีกที มีแค่นี้ก็มีความสุขได้เช่นเดียวกัน”

    ศิลปินเดี่ยว

    จากนั้นฟลุคเล่าถึงที่มาที่ไปของการเป็นศิลปินเดี่ยวครั้งแรก ภายใต้สังกัดข้าวสาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ไว้ว่า

    “จริงๆ ที่หายไป ตอนที่หมดสัญญากับอาร์เอสก็ไม่ได้หายไปไหน ก็ยังมีรับงานคอนเสิร์ตอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ทราบข่าวว่าแยกวง ก็จะมีคอนเสิร์ตฟลุค ไอน้ำ เดี่ยว และมีแบ็กอัพเล่นดนตรีให้อยู่เรื่อยๆ ยังมีคอนเสิร์ตอยู่ตลอดทุกเดือน

    พอระยะเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะมีแฟนๆ ของเราในหลายช่องทาง เขาก็เริ่มคอมเมนต์มาว่าได้เห็นภาพทัวร์คอนเสิร์ต เมื่อไหร่จะมีเพลงใหม่สักที อยากได้ยินเพลงใหม่จากผมแล้ว

    ประจวบกับว่าตอนนั้นได้คุยกับผู้บริหารข้าวสาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เขาบอกจะทำค่ายเพลงขึ้นมา ฟลุคสนใจร่วมโปรเจกต์ด้วยมั้ย ผมก็บอกว่ายินดีครับ เรารู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว

    พอข้าวสารฯ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็เลยได้ลุยโปรเจกต์เดี่ยวเป็นของตัวเองเลยครับ เราหายไป 7-8 ปี กลัวว่าจะนานเกินไป สำหรับแฟนเพลงที่ติดตามไอน้ำตั้งแต่แรกก็โตๆ กันแล้ว แต่เด็กรุ่นใหม่ๆ หลายคนไม่รู้จักเราแล้ว เราก็เลยอยากจะรวมแฟนเพลงรุ่นเก่าที่ยังคิดถึงเราอยู่ และแนะนำตัวให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักอีกครั้งนึงครับ”

    เมื่อฟลุคกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว ถามว่าฟีดแบ็กที่กลับมาพอใจแค่ไหน ฟลุคบอกว่า “พอใจมากครับ เพลงสุดท้ายที่ปล่อยยังนับเป็นยอดขายอยู่เลย พอมาเป็นซิงเกิลเดี่ยวของตัวเอง มันนับเป็นยอดวิวแล้ว ก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน

    เพลงแรก “ถ้าเขาไม่กลับมา” ปล่อยเมื่อ 4 ก.พ. 2563 ได้กระแสตอบรับดีครับ ตอนนี้ 15 ล้านวิวแล้ว แต่พอเดือน มี.ค. โควิดมา (หัวเราะ) ประจวบเหมาะอะไรอย่างนั้น ก็อาจจะรู้สึกน้อยใจในวิถีโลกที่แบบว่าหืม...เราจะออกมาทั้งที ทำไมต้องมาเกิดโรคระบาดตอนนี้ด้วย

    แต่พอเหตุการณ์เบาลง คอนเสิร์ตก็เริ่มมาครับ ตอนที่เราปล่อยเพลงไป ทุกคนก็ยินดีที่เรามีซิงเกิลให้ฟังอีกครั้ง งานคอนเสิร์ตต่างๆ ก็มาเยอะเลยครับ รู้สึกว่าโอเค เรากลับมาครั้งนี้ทุกคนให้การตอบรับ ไม่ว่าจะเป็นยอดวิวในยูทูบ หรือกระแสตอบรับในการทัวร์คอนเสิร์ตก็ถือว่าดีมากเลยทีเดียว

    ส่วนซิงเกิลที่ 2 “เบาได้เบา” ปล่อย 8 ธ.ค. 2563 ก็เรียบร้อยอีกเช่นเดียวกัน 2 เพลงเจอเรื่องโควิดทั้งคู่ (หัวเราะ)

    คือเพลงเบาได้เบา เนื้อหาของมัน สิ่งที่ผมต้องการคือเปิดในผับในร้าน คนพาคนที่คิดว่าจะเป็นแฟนไปเดตครั้งแรก หรือไปนั่งดื่มในร้าน พอเพลงนี้ดังขึ้นมาคือต้องหันมามองหน้ากัน มันเป็นเพลงที่เปิดในสถานที่นั้นหลักๆ พอเพลงนี้ปล่อยได้ 2 สัปดาห์ ได้ 6 ล้านวิว แต่พอร้านเหล้าปิด ล็อกดาวน์ปั๊บ ตอนนี้แค่ 8 ล้านวิวเองครับ”

    จากนั้นนักร้องหนุ่มหัวเราะอีกครั้งก่อนบอกว่า “ช่วง 2 สัปดาห์เรารู้สึกว่าโห ดีเลย คิวงานคอนเสิร์ตช่วง ก.พ.-มี.ค. มีช่วงเทศกาลบ้างตามร้านต่างๆ เพราะทาร์เก็ตของผมจะไม่ใช่งานประจำปีแล้ว ของผมจะเข้าตามร้านตามผับต่างๆ คนมีอายุไปนั่งดื่มกัน ก็จองคิวไว้เยอะพอสมควร ลากยาวไปถึงปลายสงกรานต์เลย ก็เลื่อนทั้งหมดเช่นเดียวกัน”

    โอกาสรวมตัวอีกครั้ง

    ปล่อยเพลงใหม่มา 2 เพลง ก็เจอสถานการณ์โควิดทั้ง 2 รอบ พอถามถึงแพลนจะโปรโมตซิงเกิลใหม่ ฟลุคบอกว่า “ช่วงนี้ลาพักร้อนในช่วงโควิด (หัวเราะ) แต่การทำเพลงก็ยังทำได้อยู่ ตอนนี้เดโมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการเรียบเรียง คุยกับหลายฝ่ายว่าจะให้ออกมาในรูปแบบไหน และอยากที่จะอัดเป็นมาสเตอร์ครับ

    พอสถานการณ์ดีขึ้น สามารถรวมกลุ่มทำอะไรได้แล้ว ก็อาจจะมีการถ่ายมิวสิกวิดีโอครับ ถ้าปลดล็อกเมื่อไหร่ก็อาจจะลุยกันเลย ตอนนี้จะปล่อยเพลง 3 ยังกลัวอยู่เลยเนี่ย ถึงบอกว่ารอให้สถานการณ์แย่ๆ หายไปก่อน แล้วค่อยปล่อยดีกว่าครับ”

    แม้จะยังไม่ได้ปล่อยเพลงใหม่ในช่วงนี้เพราะโควิด ฟลุคบอกว่าในส่วนเพลงที่ทำอยู่ก็ใช้เวลาตรงนี้แก้ไขให้ออกมาดีที่สุด ตอนนี้ก็ทำอยู่เรื่อยๆ จริงๆ ตั้งใจทำเป็นอัลบั้ม ตอนนี้ได้ 2 ซิงเกิลแล้ว

    จริงๆ ตั้งใจจะปล่อยเรื่อยๆ ถ้าไม่ติดสถานการณ์อะไร ก็จะได้ฟังหลายเพลงมากกว่านี้ ก่อนจะบอกว่าตั้งชื่ออัลบั้มไว้เรียบร้อยแล้วคือ “ที่หนึ่งอีกครั้ง” พอมีเพลงเยอะๆ อาจจะรวมทำเป็นแพ็กเกจที่น่าเก็บสะสมให้ทุกคนไว้เป็นที่ระลึก

    ส่วนความแตกต่างระหว่างเป็นนักร้องวงไอน้ำ มีเพื่อนมาเล่นดนตรี และเป็นศิลปินเดี่ยว มีแบ็กอัพมาเล่นให้ ฟลุคตอบว่า “บรรยากาศต่างกันแค่หน้าตาครับ เพราะไม่ใช่สมาชิกเดิม (หัวเราะ) แต่ความสนุกมันก็ยังสนุกได้ มันเป็นไปตามเวลาที่มันควรจะเป็น เพราะว่าอย่างน้อยแบ็กอัพก็ยังเป็นวงอยู่ ฟีลมันไม่เปลี่ยนไม่หายไปไหน ความสนุกที่เราถ่ายทอดออกไปก็ยังคงเดิม มันเลยทำให้สนุกเหมือนเดิม

    เมื่อก่อนสมาชิกในวงยังเป็น 5 คน และเป็นที่โฟกัสของทุกคน มันยังสนุกกับทุกคนได้ มีไมค์ก็สามารถคุยกับแฟนๆ ได้ แต่ทุกวันนี้เซ็นเตอร์คือโฟกัสอยู่ที่ผมเอง ก็ทำงานหนักขึ้นด้วย เพราะโฟกัสอยู่ที่คนคนเดียว การโชว์เราต้องควบคุมทุกอย่าง จริงๆ ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากตอนเป็นวงอยู่แล้ว แต่พอได้มาอยู่ตรงนี้ หน้าที่ความรับผิดชอบมันมากขึ้น ต้องดูแลน้องๆ อยากได้โชว์แบบนี้ เมื่อก่อนยังมีคนอื่นช่วยทำ แต่ตอนนี้ทำเองหมดเลย ก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน แต่ก็ยังสนุกเหมือนเดิมครับ

    ถามว่าคิดถึงเมื่อก่อนที่ทัวร์คอนเสิร์ตกับเพื่อนๆ มั้ย ฟลุคบอกว่าอาจจะหยิบยกเป็นช่วงเวลามากกว่า ถ้าถามว่าคิดถึงตลอดเวลามั้ยก็ไม่ เพราะเราโฟกัสกับที่เป็นอยู่ ทุกคนที่มาดูก็ทราบอยู่แล้วว่าเป็นฟลุค ไอน้ำ ไม่ใช่วงไอน้ำ เรามาในนามศิลปินเดี่ยว อยากให้ทุกคนโฟกัสตรงนี้มากกว่า ถามว่าคิดถึงบ้างมั้ยก็มีบ้าง แต่เราต้องทำหน้าที่ศิลปินเดี่ยวของเราให้เต็มที่มากที่สุดก่อน

    เมื่อถามว่าจะมีโอกาสชวนเพื่อนๆ วงไอน้ำกลับมาร่วมงานกันอีกมั้ย ฟลุคบอกว่ายังไม่ได้ชวน เพราะแต่ละคนมีหน้าที่ที่ต้องดูแลต่างออกไป ตัวผมเองก็อยากลองทำงานเพลงที่เป็นตัวเราเองมากที่สุดก่อน อยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเพลงที่เราชอบให้ได้มากที่สุด ก็เลยตัดสินใจทำเดี่ยว จริงๆ ถึงชวนไปเพื่อนๆ ก็ติดหน้าที่ ไม่สามารถกลับมาร่วมวงได้ อาจจะเป็นโอกาสพิเศษดีกว่า

    “ถามว่าเคยมีคุยกันเล่นๆ มั้ยก็มีนะครับ แต่ทุกคนก็บอกว่าเอาเลย ลุยเลย (หัวเราะ) ทุกคนอาจจะปลีกเวลามาทำตรงนี้ไม่ได้ เลยไม่สามารถรวมกันได้ แฟนๆ ก็ถามตลอดเรื่องนี้ แต่ว่าเราบอกเสมอว่าตอนนี้เราอยู่คนเดียว เราทำงานตรงนี้คนเดียว ก็มีโอกาสได้เจอกันบ้าง แต่ถ้าจะมารวมเป็นวงไอน้ำออกเพลงอีกมั้ย ผมว่าไม่น่าจะมีแล้วครับ เพราะแต่ละคนมีหน้าที่ต่างๆ ที่ต้องดูแลกันไป ตอนนี้เราเริ่มสนุกกับการดูแลงานของตัวเองทั้งหมดครับ”

    18 ปีวงการเพลง

    เมื่อให้ฟลุคพูดถึง 18 ปีในวงการเพลงของตัวเอง นักร้องหนุ่มบอกว่า “ถือว่าโชคดีมากที่อยู่ครบทุกยุคทุกสมัย สำหรับการเปลี่ยนแปลงของวงการดนตรีประเทศไทย ผมอยู่ในยุคปลายๆ ที่เป็นไอดอลสมัยก่อนที่มีไม่กี่วงที่เป็นแบนด์ ยังอยู่ทันในยุควงกะลา แคลช โปเตโต้ และอีกหลายวง เป็นปลายๆ ยุคเฟื่องฟูของวงดนตรี พอหลังจากนั้นมาจะเป็นสไตล์ไอดอลวัยรุ่น และเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือขายซีดีไม่ได้แล้ว ต้องมาอยู่ในระบบออนไลน์ คือมันครบทุกอารมณ์ทุกยุคจริงๆ

    ถือว่าโชคดีมากที่ได้เริ่ม ณ เวลานั้น ถ้าเรามาเริ่มหลังๆ ความชื่นชอบของกลุ่มผู้คนอาจจะแตกต่างไป เรายังมีแฟนเพลงเก่าๆ ที่อายุ 30 อัพที่รู้จักเราอยู่ ยังอยู่ในยุคที่เฟื่องฟูอยู่นะ ถ้าทุกคนนึกถึงยุค 90 หรือ 2000 แค่มีไอน้ำไปอยู่ในนั้นด้วยก็เจ๋งแล้วครับ ถามว่ามองการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ยังไงบ้าง มันก็เป็นไปตามโลกเทคโนโลยีครับ เมื่อก่อนการฟังเพลงมันใช้สื่อไม่เยอะเท่าไร แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป ทุกอย่างมันสตรีมในมือของเราได้แล้ว

    ผมคิดว่ามันเป็นผลดีมากกว่า คนที่เล่นดนตรีสามารถนำเสนอตัวเองได้ทุกรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องนำเสนอผ่านทางค่ายเพลง ถ้ามีเพลงก็สามารถนำเสนอลงสตรีมของตัวเอง ทำให้ดนตรีมันกว้างขึ้น แต่ละแนวเพลงจะมีกลุ่มของแต่ละคน

    เมื่อก่อนกลุ่มแยกตรงนี้มันน้อยมาก เพราะความแมสของประเทศเรามาจากเพลงที่ทุกคนรู้จักผ่านสถานีวิทยุหรือคอนเสิร์ต ตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไป มันดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวผมคิดว่ามันดีสำหรับการเปลี่ยนถ่ายจากเทป ซีดี มาเป็นดิจิตอล ทำให้วงการดนตรีขยายกว้างมากขึ้น ทุกคนได้รับเสียงดนตรีง่ายขึ้น”

    ระหว่างยุคก่อนที่อัลบั้มเพลง 1 ชุดสามารถทำงานได้เป็นปี กับยุคปัจจุบันที่เพลงดังอย่างรวดเร็ว แต่อาจมีอายุการทำงานที่น้อยลง ถามว่าชอบแบบไหนมากกว่า ฟลุคบอกว่าได้ทั้งคู่ คือในยุคนี้เหมือนเรายืนอยู่บนอัฒจันทร์ พอเพลงเราดัง ทุกคนรู้จัก เราจะปล่อยเพลงต่อไป เขาก็จะเห็นเพลงเราก่อน มันเป็นผลดีมาก

    แต่ถ้าเมื่อก่อนกว่าจะปล่อยเพลง 1 อัลบั้ม 10 เพลง ในการระดมความคิดการทำเพลง 10 เพลงในอัลบั้ม และมีเดดไลน์กำหนด และการทำ 10 เพลงมันใช่เรื่องง่าย มันไม่สามารถคัดกรองอะไรที่ดีที่สุดออกมาได้ แต่ทุกวันนี้ทำเป็นซิงเกิล เราสามารถเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาทีละเพลง เพลงจะมีคุณภาพที่ดีกว่า

    ในส่วนการแข่งขันวงการเพลงที่มากกว่าเมื่อก่อน มีศิลปินเยอะขึ้น เพลงก็เยอะขึ้น ถามว่ากดดันมั้ย ฟลุคบอกว่า

    “เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลยครับ แค่มีเพลงให้ทุกคนที่ตั้งใจรอฟังเพลงของเราได้ฟังก็มีความสุขแล้ว ส่วนคนอื่นจะได้รู้จักเราคือผลพลอยได้

    เพลงดังที่มียอดวิวเยอะก็ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเราแล้ว อาจมีคนกลุ่มอื่นมาชื่นชอบและฟังเพลงของเรา นั่นคือผลพลอยได้ในการทำเพลงของเราทุกวันนี้ ศิลปินยุคเก่าที่กลับมามีผลงานเพลงอีกครั้ง แค่มีผลงานให้ทุกคนได้ฟังอีกครั้งก็มีความสุข ไม่จำเป็นต้องยอดวิวเยอะๆ เรายังไม่หายไปไหน

    แต่ในปัจจุบันวงการเพลงไทยยังได้รับผลกระทบจากโควิด เมื่อถามว่าในอนาคตมีคิดวางแพลนอย่างอื่นหรือเปล่า ฟลุคบอกว่า “สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครคาดคิดได้ ผมคิดอยู่เสมอว่าฟ้าหลังฝนมันย่อมดีเสมอ ในเมื่อมันซบเซาเพราะโรคระบาด แต่ถ้าโรคระบาดหมดไป หรือเราอยู่กับมันได้แล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ 

    ทุกคนโหยหาสิ่งที่ขาดมานาน นั่นคือเสียงเพลง การแสดงสดที่เราไม่ได้สัมผัสมานาน ผมว่าวงการการโชว์มันจะกลับมาดีอีกครั้งแน่นอน แต่อีกนานแค่ไหนตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ก็ภาวนาให้ผู้รับผิดชอบทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็ยังยืนยันว่าจะไม่หายไปไหนจากวงการแน่นอนครับ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : Khaosan Entertainment
    กราฟิก : Theerapong Chaiyatep

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ฟลุค ไอน้ำspecial contentฟลุค จิตรกรฟลุค จิตรกร บุญสอนไอน้ำฟลุค ไอน้ำ เพลงฟลุค ไอน้ำ ประวัติฟลุค ไอน้ำ ผลงานข่าวบันเทิงนักร้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 21:57 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์