• น้ำตาล พิจักขณา ทำตัวเป็นส้วมจนเกือบป่วยโรคซึมเศร้า
  • ยอมรับว่านอยด์ ถูกคนมองช่องลดบทบาทจากนางเอกให้เล่นเป็นผี
  • ค้นพบว่าตัวเองมีความสุขกับการได้เป็นแม่ค้าขายอาหาร 

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่ม ก่อนที่ น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ จะได้เป็นนางเอกละคร เธอนั้นมีชื่อเสียงจากการเป็นเน็ตไอดอลมาก่อน ก่อนจะได้เข้ามาเป็นนางเอกละครเรื่องแรกประกบ เคน ธีรเดช โดนน้ำตาลมารับบทแทน แอฟ ทักษอร ที่ถอนตัวจากละครเนื่องจากเพิ่งจะแต่งงาน

ทำให้น้ำตาลถูกจับตามองและถูกวิจารณ์ตั้งแต่ละครยังไม่เริ่มออกอากาศ ทั้งเรื่องหน้าตาและการแสดง แต่งานนี้เจ้าตัวก็ไม่ท้อ ขอสู้ต่อเพื่อพิสูจน์ฝีมือทางการแสดง

แม้น้ำตาลจะเป็นนางเอกช่อง 3 มานาน กลับถูกมองว่าดังไม่สุด และถูกช่องลดบทบาทให้มาเล่นเป็นผีในละครเรื่องผมอาถรรพ์ เลยทำให้คนมองว่าเส้นทางการเป็นนางเอกของน้ำตาลอาจจะได้สิ้นสุดลงแล้ว

จากปี 2556 จนถึงปี 2564 น้ำตาล พิจักขณา เล่าให้เราฟังว่าวงการบันเทิงให้ทุกประสบการณ์ชีวิต ทั้งความสุข ความเศร้าจนเกือบป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งน้ำตาลเปิดใจเล่าให้ฟังว่า 

...

อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง

"ตลอดเวลาที่ตาลทำงานในวงการบันเทิง เป็นอะไรที่สนุกและก็ให้บทเรียนกับชีวิตตาลเยอะมาก ในส่วนของการแสดง วงการบันเทิงก็เหมือนกับทุกอาชีพที่มีการแข่งขันกันอยู่แล้ว แข่งขันกับตัวเองนะคะ ไม่ใช่กับคนอื่น

ซึ่งตาลมองว่าการทำงานมันจะทำให้ตัวเราได้พัฒนาไปได้เรื่อยๆ เหมือนได้เจอครูใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ เล่นกับพระเอกคนนี้ พระเอกคนนี้ก็มาเป็นครูของเรา

และตาลจะเปิดรับหมดเลย พยายามทำตัวเองไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว จะไม่คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว การเป็นนักแสดงจะมาเล่นแต่ในแบบที่ตัวเองคิดว่าดีแล้วแบบนี้ไม่ได้

เพราะเหมือนเป็นการปิดประตูไม่รับการเรียนรู้อะไรแล้ว ถ้าทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อเอานำมาปรับใช้กับการทำงานแบบนี้น่าจะดีกว่า" 

จากนั้น น้ำตาล ก็เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเริ่มต้นการแสดงเรื่องใหม่ๆ เธอนั้นจะขอไปเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเติมเพื่อจะได้รีเฟรชตัวเองใหม่ เพื่อพร้อมสวมบทบาทเป็นตัวละครตัวใหม่ว่า 

"ตาลชอบเรียนแอ็กติ้ง เวลาได้รับบทละครมา ตาลจะขอผู้จัดไปเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเติม เพราะตาลไม่ชอบนั่งอ่านบทคนเดียว อ่านได้นะแต่มันจะอยู่ในมุมมองของตาลคนเดียว โดยที่ไม่ได้อะไรเลย

แต่การที่เปิดใจไปเรียน ก็จะได้เทคนิคเข้าถึงตัวละครใหม่ๆ ไปเรียนเพื่อไปรีเฟรชตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นมันจะมีการติดเอาพฤติกรรมของตัวละครที่เล่นมา การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดจะทำให้ได้พัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ ค่ะ"

นางเอกดังไม่สุด

แต่ต้องยอมรับว่า 8 ปีในวงการบันเทิงของสาวน้ำตาล ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถูกวิจารณ์ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ จนถึงตอนนี้ก็ยังถูกมองว่าเป็นนางเอกที่ดังไม่สุด ซึ่งเรื่องนี้น้ำตาลยิ้มและตอบคำถามเราว่า 

"ตาลเจอคอมเมนต์แบบนี้มาตลอด ตั้งแต่ตอนที่รับบทผี คนจะรู้สึกว่าตาลโดนลดบทบาท เพราะถูกช่องให้ไปเล่นเป็นผีแล้ว

โดยส่วนตัวถ้ามองว่าถูกลดบทบาทตาลคงจะไม่รับเล่น แต่ตาลคิดว่าการที่จะเล่นละครแต่ละเรื่องได้ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเล่นเรื่องนี้แล้วจะได้เล่น หรือไม่อยากเล่นเรื่องนี้ ขอไม่เล่นได้มั้ย

ทุกอย่างมีขั้นตอน มีการวางแผน การปรึกษากันของผู้ใหญ่ คุยกันกับนักแสดงว่าบทมันเหมาะสมหรือไม่ มันมีปัจจัยหลายอย่างที่กว่าจะมีถึงจุดนี้ได้

ส่วนตัวตาลไม่ได้มองว่าคนอื่นจะมองว่าไปสุดในหน้าที่ของการเป็นนางเอกหรือเปล่า แต่สิ่งที่สำคัญของการแสดงสำหรับตาลคือคนดูจะเชื่อมั้ยว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้น เราได้รับคำชมหรือเปล่าจากสิ่งที่ตั้งใจจะทำ

และตาลเชื่อว่าผลงานที่ผ่านมาของตาลก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองมาพอสมควรในสิ่งที่ควรจะเป็น ก็เก็บเอาตรงนั้นมาเป็นพลัง เป็นแรงใจ ให้ตัวตาล"

...

ซึ่ง น้ำตาล พิจักขณา บอกกับเราว่า เธอนั้นพอใจกับการใช้คำว่านักแสดงมากกว่านางเอก เพราะการเป็นนักแสดงที่ดีต้องเล่นได้ทุกบทบาทไม่ยึดติดว่าจะต้องเล่นเป็นอะไร 

"ตาลพอใจกับการเรียกตาลว่านักแสดงมากกว่านางเอกค่ะ ถ้ามองให้กว้างออกไปถึงการทำงานการแสดงของที่อื่น อย่างของต่างประเทศ บางเรื่องไม่มีพระเอกนางเอก แต่ทุกคนคือตัวละครหลักและมีความสำคัญกับละครทุกตัว

มันคงจะดีถ้าทุกคนมองมาที่นักแสดงทุกคนในวงการว่าเขาคือนักแสดง ไม่ใช่มองว่า เขาเป็นพระเอก นางเอก ตัวประกอบ อยากให้เคารพทุกการแสดงของทุกคนไม่ว่าจะไปเล่นเป็นใครไม่ใช่ว่าเขาถูกลดบทบาท หรือไม่ดังแล้ว เลยต้องไปทำแบบนี้

อยากให้มองอาชีพนักแสดงเหมือนอาชีพหนึ่งที่มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อย เพราะนักแสดงต้องสามารถเล่นได้ทุกบทบาทมากกว่า ต้องรอให้ทุกคนเปิดใจ 

และอีกเรื่องที่อยากให้มองตาล ก็คือความมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนาตัวเอง ตั้งใจทำงาน ตาลเตรียมตัวให้พร้อมที่จะไปทำงานในทุกๆ วัน

ต่อให้เลิกดึกแค่ไหน ตาลจะเตรียมตัวให้พร้อมกับการทำงานในวันพรุ่งนี้ ต้องทำการบ้านไปก่อน เพราะตาลไม่อยากให้ใครมารอที่หน้าเซต อยากไปถึงกองด้วยการเตรียมพร้อมทำงานแล้ว อยากให้มองถึงความตั้งใจในการทำงานมากกว่าความดังหรือไม่ดัง"

...

โดนลดบทบาท

เพราะก่อนหน้านี้ น้ำตาล พิจักขณา ต้องมารับบทเป็นผีในละครเรื่องผมอาถรรพ์ งานนี้เลยทำให้เจ้าตัวถูกหลายคนวิจารณ์ว่ากำลังถูกลดบทบาททางการแสดงจากนางเอกเป็นบทรอง งานนี้เราเลยถามนางเอกสาวตรงๆ ว่าแอบเสียใจมั้ยที่คนมองว่าถูกผู้ใหญ่ลดบทบาท งานนี้น้ำตาลยิ้มและบอกกับเราว่า 

"ถามว่าเสียใจมั้ย ก็อาจจะมีความนอยด์อยู่บ้าง เพราะบางคนไม่ค่อยเข้าใจ คือตาลรู้นะคะว่าบางคนที่เขาพูดนั่นเป็นเพราะว่าเขารักและเชื่อมั่นในศักยภาพของตาลว่ายังเล่นเป็นนางเอกได้

หรือมันน่าจะมีบทที่ดีกว่านี้แต่ทำไมไม่ได้บทที่ดีบ้างเลย ทำไมจะต้องเล่นแต่แบบนี้ การที่หลายๆ คนพูดแบบนี้ เหมือนเขากำลังปกป้องตาล กำลังเรียกร้องให้ตาล

ซึ่งตาลขอบคุณทุกคนมากๆ ที่คอยเป็นกระบอกเสียง คอยปกป้องตาล เหมือนช่วยเชียร์ไปในทิศทางที่มันดีๆ แต่การที่เราจะได้รับบทอะไร มันไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจของตาลคนเดียว

แต่มันมีผู้ใหญ่ที่ช่วยกันคิดช่วยกันวางแผนมาแล้ว ตัวละครก็ต้องผ่านการแคส อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้และเคารพในการตัดสินใจของตาล ตาลสัญญาว่าจะทำทุกบทบาทให้ดีที่สุด ถึงจะมีคอมเมนต์ในด้านลบบ้าง

อย่างตอนที่เล่นเป็นผีในละครเรื่องผมอาถรรพ์แล้วมันเป็นยังไง การเล่นเป็นผีมันก็ดีและท้าทายความสามารถด้วย ก่อนที่จะเล่นเรื่องนี้ ตาลเป็นคนกลัวผี แต่ก็ต้องไปนั่งดูหนังผีเพื่อศึกษาว่าผีเขาเล่นกันยังไง เดินยังไง แสดงความรู้สึกโกรธแค้นยังไง

ตาลเอาชนะความกลัวผีของตัวเองเพื่อที่จะทำงานการแสดงของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด แล้วทำไมต้องมานั่งเสียใจกับคำพูดหรือสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเราแย่ด้วย ก็พยายามมองทุกอย่างให้เป็นบวกมากที่สุด (ยิ้ม)"

...

จากนั้น น้ำตาล พิจักขณา ก็บอกเคล็ดลับของการอยู่ในวงการบันเทิงให้เราฟังว่า หากมาอยู่ในจุดนี้แล้ว จะต้องมองทุกอย่างให้เป็นบวกมากกว่าลบ เพราะถ้ามองทุกอย่างเป็นลบจะมีผลต่อสุขภาพจิตใจ 

"อยู่ในวงการบันเทิง ต้องคิดเป็นบวกนะคะ นักแสดงทุกคนควรจะมองอะไรให้เป็นบวกมากกว่าลบเพราะตาลเคยเกือบเป็นซึมเศร้าเพราะคำวิจารณ์ คือชีวิตของเราไม่ได้มีความสุขตลอดเวลา คนอาจจะคาดหวังเวลาเจอดาราพวกเขาจะต้องมีชีวิตที่มีความสุข มีความแฮปปี้เพราะมีเงินเยอะ ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ

แต่ในชีวิตจริงพวกเราเจอความเครียดค่อนข้างเยอะในแต่ละวัน บางครั้งถ่ายละคร 7 วัน ตาลแทบจะไม่ได้เป็น น้ำตาล พิจักขณา เลย เป็นใครก็ไม่รู้ ชีวิตค่อนข้างเครียด กดดัน บางทีไปเสพคอมเมนต์เยอะๆ แล้วสลัดมันออกไปไม่ได้ ก็ทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุข เพราะแค่การทำงานมันก็เครียดมากพออยู่แล้ว

มาอ่านคอมเมนต์ที่เป็นแง่ลบ ที่เขาพิมพ์ทิ้งเอาไว้เพื่อความสะใจของเขาเอง มันก็ยิ่งทำให้เราดาวน์ลงไป ก็ต้องมานั่งหาวิธีกำจัดความเครียดพวกนี้อีก"

เครียดหนักจนเป็นซึมเศร้า 

จากนั้นเราไม่รอช้า ถามน้ำตาลตรงๆ ต่อว่า เจอคำวิจารณ์แรงๆ จากเหตุการณ์ไหน ถึงทำให้เป็นซึมเศร้าได้ เพราะถ้าใครที่ได้รู้จักน้ำตาล จะรู้ว่าน้ำตาลเป็นคนสนุกสนานเฮฮา งานนี้เจ้าตัวยิ้มก่อนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วให้เราฟังว่า 

"มันเป็นจุดของชีวิตด้วยค่ะ ตาลเป็นคนที่เก็บความรู้สึก ไม่ค่อยพูดเรื่องส่วนตัว เก็บความลับของทุกคนที่เข้ามาปรึกษาเรื่องราวชีวิต จนทำให้ตาลแบกความเครียดของชีวิตคนอื่นมานอนคิดหาวิธีแก้ปัญหาช่วยเขาว่าจะทำอย่างไร แล้วตาลสลัดมันออกไปไม่ได้

บวกกับตัวเองเป็นคนที่เก็บ ไม่พูดความรู้สึกจนทำให้ตาลเริ่มเหนื่อยกับชีวิต ชีวิตไม่มีความสุขเลย อยากนอนไม่อยากตื่น ไม่อยากไปกอง ไม่อยากทำงาน เหนื่อยจัง

จนสุดท้ายตาลก็พึ่งธรรมะ ไปคุยกับพระอาจารย์ ท่านก็บอกว่า บางทีเราทำตัวเป็นที่ปลดทุกข์เกินไป ก็เหมือนกับตัวเองเป็นส้วม เป็นถังขยะ เป็นส้วมที่ไม่เคยล้างเลย รับมาอย่างเดียวไม่เคยปล่อยล้าง

ท่านอาจารย์ก็บอกว่าต้องปิดปรับปรุงบ้าง ราดน้ำทำความสะอาดบ้าง ให้ไปเที่ยวพักผ่อน ชีวิตเรามันต้องมีคำว่า ปิดปรับปรุงบ้าง ก็เลยรู้สึกว่าคำที่อาจารย์พูดมันคือเรื่องจริง เวลาคนอื่นมีปัญหาตาลพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือ ดึกดื่นแค่ไหนก็พร้อม

แต่เวลาที่ตัวเองมีปัญหากลับไม่เคยให้ใครช่วย พอได้ปลดล็อกตรงนี้ได้ ก็เริ่มคุยกับพ่อแม่เยอะขึ้น คุยกับเพื่อนมากขึ้น คุยกับแฟนมากขึ้น คุยกับผู้จัดการมากขึ้น เหมือนเมื่อก่อนเรามีกำแพง เรารู้สึกว่าทุกคนมีความเครียดก็ไม่อยากเอาเรื่องของเราไปทำให้เขาเครียด

อย่างการคุยกับพ่อแม่ เมื่อก่อนจะไม่กล้า เพราะคิดว่าถ้าโทรไปคุย แล้วเขาจะเป็นห่วงเพราะพ่อกับแม่ท่านอยู่ต่างจังหวัดมาหาตาลไม่ได้ แต่พอเปลี่ยนความคิดใหม่ ร้องไห้กับท่าน กลับรู้สึกสบายใจ รู้สึกดี บอกกับตัวเองว่ามันต้องมีพื้นที่ที่ให้เราอ่อนแอได้บ้าง ก็เลยรู้สึกว่าดีจัง"

จากนั้น น้ำตาล พิจักขณา ก็เล่าให้เราฟังต่อว่า เธอเพิ่งจะก้าวผ่านความเป็นซึมเศร้ามาได้ไม่ได้ เนื่องจากมีหลายสิ่งรุมเร้า โดยเฉพาะอาการป่วยโรคอัลไซเมอร์ของคุณยายของเธอ

"เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ตอนนั้นคุณย่าก็เริ่มป่วยเป็นอัลไซเมอร์ มารักษาตัวที่กรุงเทพ พอมีโควิดระบาด พ่อกับแม่ก็ลงมาไม่ได้ ตาลก็ต้องทำงาน และไปดูแลย่าที่โรงพยาบาล

ตอนนั้นรู้สึกว่าย่าที่เคยร่าเริงสดใส เลี้ยงตาลมา แต่ตอนนี้ท่านจำตาลไม่ได้ อีกทั้งยังต้องตัดสินใจว่าจะดูแลรักษาคุณย่าแบบไหน จะใส่ท่อหรือไม่ใส่ท่อ มันเครียดมาก

บวกกับตอนนั้นคอมเมนต์แรงๆ ที่ตาลเล่นละครผีมาก็ถาโถมเข้ามา หรือคอมเมนต์ที่คนบอกว่าไปเจอตาลมาแล้วตาลไม่ยิ้มแย้มเลย พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า ก็ตาลเพิ่งร้องไห้มา ต้องตัดสินใจในเรื่องบางอย่าง

พอเจอแบบนี้ตอนนั้นตาลร้องไห้ในรถเลย และมีคำถามว่า ทำไมคนไม่เข้าใจเราเลย ชีวิตมันไม่มีความสุขเลย ทำไมต้องเป็นเรา ตอนนั้นชีวิตมีแต่คำถามว่าทำไมๆ

ช่วงที่เครียดก็ไม่เล่นโซเชียลเลย เพราะชีวิตมันไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะไปโพสต์รูปลงโซเชียลทำไม คนไม่รู้ว่าเบื้องหลังชีวิตของตาลก็มีมุมดราม่าเหมือนกัน มีมุมที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้

แต่พอรู้วิธีการกำจัดความรู้สึกเหล่านี้ออกไปได้ มันก็ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น และอีกหนึ่งคำสอนที่พระอาจารย์บอกกับตาลว่า 30 ปีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ปัญหาแรกที่ได้เจอ และก็เคยคิดว่าจะผ่านมันไปไม่ได้เหมือนกัน

เหมือนอกหักครั้งแรกที่คิดว่าจะตาย แต่นี่อกหักมากี่ครั้งแล้วแต่เราก็ยังอยู่ สิ่งที่เราเป็นพ่อแม่ก็เคยเป็น แต่ท่านก็ผ่านมาได้ ใครก็มีปัญหาเหมือนกัน เลยทำให้ตาลคิดได้ เพราะบางครั้งที่ตาลจมก็จะดิ่งลงไปลึกมาก และสุดท้ายธรรมะก็ช่วยตาลได้เยอะมาก"

ค้นพบความสุขที่ได้เป็นแม่ค้า

เพราะไม่มีชีวิตของใครต้องจมอยู่กับความทุกข์เสมอไป ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส และ น้ำตาล พิจักขณา ก็ได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งนอกจากการไปเที่ยวพักผ่อน และอยู่บ้านของเธอนั่นก็คือการทำอาหารขาย ซึ่งน้ำตาลเล่าไปยิ้มไปเมื่อพูดถึงสิ่งนี้ 

"แม้จะผ่านช่วงหนักๆ มา แต่ปีนี้ชีวิตตาลแฮปปี้มาก เหมือนเริ่มจัดการชีวิตได้ดีขึ้นในหลายอย่าง และกำลังเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง ทำธุรกิจ เริ่มทำบ้านให้เป็นสตูดิโอ เพราะตาลชอบการแต่งบ้าน ชอบอยู่บ้าน ชอบกินอาหารและตอนนี้ชอบดูซีรีส์เกาหลี

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ให้ตาลมาทำกุ้งดองเกาหลีขาย แต่รายได้ไม่ได้เยอะเลย น้อยมาก กำไรหลักสิบแต่ตาลมีความสุข คนสั่งไปทานแล้วชอบและสั่งซ้ำ ก็เลยนั่งแกะกุ้งต่อไป ทำอะไรที่มีความสุขก็เลยทำ

ทำให้ตาลเข้าใจชีวิตแม่ค้า มีความสุขกับการได้เป็นแม่ค้า ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องเรตติ้งละคร แค่กังวลว่าทำแล้วจะออกมาเป็นตามสูตรหรือเปล่า คาดหวังว่ากุ้งที่ได้มาต้องสด คนรับไปแล้วชอบ โฟกัสแต่สิ่งเหล่านี้

มันก็สนุกดีค่ะ ชีวิตโตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง วงการบันเทิงนี้ให้ทั้งบทเรียนชีวิตและหน้าที่การงานที่ดีให้กับตาล ตาลรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาก เพราะได้ผ่านอะไรมามากมาย

ที่มีทั้งดีและไม่ดี ให้บทเรียน ให้มิตร ตาลโชคดีที่ไม่ค่อยมีศัตรูหรือคนที่มีปัญหา เลยไม่เจอมุมดาร์กขนาดนั้น ทำงานแล้วกลับบ้านเลยไม่ค่อยเจออะไรที่แย่ๆ จะเจอแต่ประสบการณ์ดีๆ เป็นส่วนมาก".

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

กราฟิก : Varanya Phae-araya