ต่าย อรทัย ย้อนชีวิตกว่าจะเป็นนักร้อง คู่จิ้น ไผ่ พงศธร รักที่เพิ่งผ่านไป

ข่าว

    ต่าย อรทัย ย้อนชีวิตกว่าจะเป็นนักร้อง คู่จิ้น ไผ่ พงศธร รักที่เพิ่งผ่านไป

    ไทยรัฐออนไลน์

    2 ก.ย. 2564 09:00 น.

    • กว่าจะเป็นศิลปินลูกทุ่ง เคยผ่านความลำบาก ซักผ้าแคมป์คนงาน เป็นสาวโรงงาน
    • วันที่ฝันเป็นจริง ได้รับโอกาสเป็นศิลปินแกรมมี่ โกลด์ กลายเป็นคู่จิ้นไผ่ พงศธร
    • เจ็บปวดกับความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทุกวันนี้หวงชีวิตโสด

    เป็นศิลปินลูกทุ่งที่มีความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตวงการเพลงของเธอมากว่า 20 ปีเป็นเครื่องการันตีคุณภาพฝีมือ สำหรับ ต่าย อรทัย ศิลปินลูกทุ่งสาวค่ายแกรมมี่ โกลด์ แต่กว่าที่ลูกทุ่งสาวคนนี้จะกลายเป็นศิลปินแถวหน้า ก็ต้องผ่านความยากลำบากมามากมาย แม้จะเคยท้อ เจ้าตัวก็ไม่เคยถอย พิสูจน์ตัวเองจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นศิลปินดังตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกทุ่งสาวลุคหวาน ซึ่งเธอเองบอกว่า ตัวจริงไม่ได้หวานอย่างที่หลายคนคิด กับวันวานก่อนจะมาเป็นศิลปิน รวมไปถึงความเป็นคู่จิ้นวงการลูกทุ่งกับนักร้องหนุ่มรุ่นน้อง ไผ่ พงศธร และความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป ที่สร้างความเจ็บปวด แต่ในวันนี้เริ่มหวงชีวิตสาวโสดไร้คนรู้ใจซะแล้ว

    กว่าจะมีอัลบั้มแรก

    เมื่อย้อนไปถึงวันแรกที่ต่ายเริ่มรักการร้องเพลง ต่ายบอกว่ารู้ตัวว่าชอบร้องเพลงตั้งแต่เรียนชั้นประถม มาจนถึงช่วงมัธยมก็ร้องตามมีตามเกิด มีเป็นตัวแทนโรงเรียนตอนมัธยมปลายไปร้องเพลงในช่วง ม.4-6 ซึ่ง 2 ปีแรกแพ้ ไม่ได้รางวัล

    แต่ตอน ม.6 ได้เงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา ช่วงเด็กๆ ก็อยากมีอัลบั้มเพลงเหมือนศิลปินรุ่นพี่ แต่ด้วยความเป็นคนต่างจังหวัด ไม่มีต้นทุนอะไรเยอะแยะ ตอนไปประกวดก็เข้ารอบ แต่ว่าชนะน้อยมาก

    เลยคิดว่าการที่จะมีอัลบั้มได้ จะไปเจอคนที่ให้โอกาสเราได้จะต้องเป็นคนเก่งแค่ไหน คนที่จะทำอัลบั้มเพลงจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง “เราเป็นคนนึงที่ไม่มั่นใจว่าเราจะมีคุณสมบัติแบบนั้นได้ แต่ยังคงฝันอยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง สร้างรายได้ให้ครอบครัวเรา จะได้อยู่อย่างสุขสบายขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะมาไกลได้ขนาดนี้”

    จากนั้นต่ายเล่าต่อว่า พอจบ ม.6 คิดว่าแม่คงส่งเราเรียนต่อไม่ไหว ตอนนั้นไม่ได้สนใจที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่อาจารย์แนะแนวบอกว่าทำไมไม่ลองดู ลองเอาสิ่งที่เราเป็นเด็กกิจกรรมตอนเรียนมัธยมไปดูสาขาคณะที่ตรงกับเรา

    ก็เลยลองไปที่ ม.ราชภัฏอุบลราชธานี ก็ไปสอบนาฏศิลป์การละคร ไปในเรื่องการร้อง ไม่ได้ไปเรื่องการฟ้อนรำ แต่คณะก็รับนักดนตรี หรือใครที่ร้องเพลงก็รับ ก็โชคดีที่เราร้องได้ เลยได้รับคัดเลือก แต่ไม่มีเงินสักบาทที่จะลงทะเบียนเรียน ก็เลยลงมากรุงเทพฯ กับคุณแม่ ช่วยคุณแม่ซักเสื้อผ้าที่แคมป์คนงานก่อสร้างก่อนจะลงทะเบียนเรียน

    และในช่วงที่มาช่วยคุณแม่ เพื่อนสนิทที่ทำงานโรงงาน พี่ชายเขาหาโรงงานให้ไปสมัคร ต้องขอบคุณเพื่อนที่ทำให้ต่ายได้ไปทำงานโรงงาน

    พอทำงานในโรงงานก็ยังอยากไปประกวดร้องเพลงตามความฝันตัวเอง เลยไปประกวดที่ฟาร์ม แต่ประกวดไม่ได้ แต่ก็ยังไปจนได้บัตรผ่านเข้าประตู จนได้ร้องฝึกหัดเป็นศิลปินเปิดวง เวลาเขาจะประกวดร้องเพลงในแต่ละเสาร์-อาทิตย์ จนได้ประกวดเป็นตัวแทนของฟาร์มไปรายการ “ชุมทางเสียงทอง” ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 18-19 ปี

    “ตอนนั้นเข้ารอบสุดท้าย น่าจะประกวด 3-4 คนสุดท้าย ก็แพ้เหมือนเดิม แต่ดีใจมากนะคะ ได้ออกทีวี น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้จัดการคนแรกชวนมาทำเพลง แต่จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยคุยกับพี่เขาแล้ว พี่เขาเป็นนักจัดรายการ และรู้จักพี่ที่บ้านต่างจังหวัด เขากำลังหาคนมาร้องเพลงในสถานีวิทยุเขานี่แหละค่ะ พอเขารู้ว่าต่ายประกวดเป็นตัวแทนของ อ.นาจะหลวย อยู่กับยายและน้อง 3 คน พ่อแม่แยกทางกัน

    เขาเคยติดต่ออยากได้ไปทำเพลง แต่ยังติดเรียนหนังสืออยู่ เขาบอกว่าถ้าเรียนจบให้โทรบอก แต่เราก็ลืมไปเลย เขามาเห็นอีกทีก็ตอนมาออกรายการชุมทางเสียงทอง เลยติดต่อมาทำเพลงและโปรโมตในสถานีวิทยุ ก็คืออัลบั้มชุดแรก “ฉันคนลูกทุ่ง” ค่ะ ก็ดีใจ ตื่นเต้นมาก ทั้งที่ช่วงฝึกหัดเป็นทีมงาน

    แฟนรายการก็โทรมาขอเพลงของศิลปินในรายการที่พี่เขาเปิด พี่เขาก็ให้เราเรียนรู้ พูดคุยกับแฟนเพลงจะต้องทำยังไง ให้เราฝึกจากการรับโทรศัพท์จดเพลงที่ขอในรายการนี่แหละ จะได้รู้ทักษะการพูดคุย แต่พอวันที่ตัวเองออกเพลง ก็ใจจดใจจ่อว่าเขาจะเปิดเพลงเราตอนไหน ก็ตื่นเต้นและรอฟัง เหมือนเด็กน้อยได้ของขวัญค่ะ”

    ส่วนฟีดแบ็กอัลบั้มชุดแรก ต่ายเล่าว่าคนจะยังไม่รู้จักทั่วประเทศ เราจินตนาการไม่ออกว่าดังหรือไม่ดังขนาดไหน แค่มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง มีรูปอยู่หน้าปก มีเพลง 12 เพลง มีชื่อต่าย อรทัย อยู่ในตลับก็สุดยอดแล้ว บางรายการก็เอาเพลงเราไปเปิด ก็ฟังจากพี่เขาว่าคลื่นไหนเป็นยังไง กระแสเราอยู่ในอันดับไหน แค่นั้นก็ดีใจแล้ว เรายังเป็นโนเนม แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเอ่อล้นมากกว่า คิดว่าได้ก้าวขาเข้ามาในวงการแล้ว

    เส้นทางสู่นักร้องแกรมมี่

    แต่หลังจากออกอัลบั้มชุดแรกในชีวิตไปสักพัก ต่ายได้รับโอกาสครั้งใหญ่เป็นนักร้องในสังกัดแกรมมี่ โกลด์ ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยร่วมงานกับ ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงชื่อดัง เมื่อถามว่าไปเจอกันจนมาร่วมงานกันได้ยังไง

    ต่ายเล่าว่า จริงๆ มาจากอัลบั้มชุดแรก เพราะในมุมพี่บ่าวกับพี่สาวอยากให้ลูกศิษย์หรือศิลปินในทีมไปได้ไกลมากกว่านี้ เขาลงทุนอัลบั้มชุดแรกได้ แต่เขาเป็นนักจัดรายการ อาจจะไม่ได้มีทุนในการสร้างศิลปินมากพอหรือต่อเนื่อง อาจจะสร้างให้มีชื่อเสียงและไปนำเสนอกับค่ายต่างๆ จึงส่งข่าวให้กับพี่น้องในวงการ

    แล้วพี่บ่าวรู้จักกับพี่ดีเจแหมบที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งรู้จักครูสลา ก็เลยเอาเทปไปเสนอให้ครูฟัง แต่ก็คลาดเคลื่อนหลายครั้งมาก เพราะครูอาจจะงานเยอะ เวลาผ่านไปนานมากเป็นปีกว่าจะได้เจอครู

    เมื่อถามว่าตอนที่เจอเป็นยังไงบ้าง ต่ายบอกว่า “อันดับแรกคือไม่อยากเชื่อเลยดีกว่า เหมือนได้เบอร์ครูมาแล้วจากพี่ดีเจแหมบ พี่ผู้จัดการก็โทรหา แต่เข้าใจว่าครูอาจจะไม่มีเวลาเปิดมือถือบ่อยๆ ติดต่อหลายครั้งมาก จนกระทั่งติดต่อได้ก็มีการนัดให้ผู้จัดการพาต่ายไปเจอ ท่านก็อยากดูว่าน้ำเสียงเป็นยังไง ตัวจริงหน้าตาเป็นไง มีเรื่องอะไรต้องพัฒนาบ้าง

    ก็ได้เจอครูที่แถวลาดพร้าว นัดทานข้าว พูดคุยสัพเพเหระเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด บุคลิกยังไง นิสัยแบบไหน ก็เป็นการศึกษาเบื้องต้น ครูก็เลยให้มาเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ก่อน วันแรกที่เจอไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่นั่งฟังอย่างเดียว (หัวเราะ) ตื่นเต้น”

    แต่เส้นทางกว่าจะเป็นศิลปินลูกทุ่งแกรมมี่ โกลด์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต่ายต้องฝึกฝนอย่างหนัก ซึ่งนักร้องสาวเล่าให้ฟังว่า แค่ได้เจอครูก็ไม่อยากเชื่อแล้ว พอมาเป็นศิลปินฝึกหัด ต้องมีมาตรฐานมากมายที่จะต้องฟันฝ่า

    เพราะแกรมมี่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานอยู่แล้วในการเฟ้นหาศิลปิน หรือการออกอัลบั้ม เมื่อเป็นธุรกิจเพลง สินค้าต้องมีคุณภาพจริง ตอนนั้นใช้เวลาเป็นปีที่ต้องไปเรียนร้องเพลง ฝึกทักษะทุกอย่างที่ยังไม่มี เรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนการแสดง การพูด บุคลิกตอนนั้นเป็นเด็กน้อยต่างจังหวัดมาก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

    “มันไม่มีได้อะไรมาง่ายค่ะ ยอมรับเลยว่าปีแรกที่เราเป็นศิลปินฝึกหัด พี่ต่ายอยู่ห้องเช่าแล้วอยู่คนเดียว เข้าแกรมมี่ด้วยรถเมล์ สองแถว นั่งรถไม่รู้กี่ต่อ อยู่อย่างนั้นปีนึง บางวันมีเสียงหัวเราะ บางวันมีรอยยิ้ม บางวันสนุกไปกับการเรียน บางวันก็ร้องไห้กับอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะดังมั้ย ออกอัลบั้มไปแล้วจะเป็นยังไง ไม่รู้ว่าจะมีอัลบั้มจริงหรือเปล่า

    1 ปีที่เราอยู่กับความรู้สึก คำถามอะไรมากมาย มันไม่มีใครบอกเราได้ แต่เราก็บอกตัวเองว่าเอาน่า ในเมื่อเรามีโอกาสแล้ว เรายังไม่มีพื้นฐานที่ดี เราต้องเรียนให้มันเต็มที่ จะได้รู้ว่าเรามาทางนี้ถูกทางรึเปล่า แต่บางวันก็ท้อ นอนร้องไห้ มันเป็นแบบนี้ 1 ปีเต็มๆ”

    หลังจากออกอัลบั้มเพลงชุดแรกกับแกรมมี่ โกลด์ นักร้องสาวบอกว่า แพลนโปรโมตคือทั่วประเทศ ต้องวิ่งไปโปรโมตตามแพลนทุกที่ ที่ที่ไปคือแพทเทิร์นเดิมทุกวัน

    ตอนแรกตื่นเต้นจะไปสัมภาษณ์ต้องทำยังไง ก็ปรึกษาผู้ใหญ่ว่ารายการจะถามเรายังไง ต้องตอบแบบไหน ช่วงเดือนแรกก็มีหลายสถานีที่ต้องไป ก็ยังตื่นเต้นเพราะเรายังไม่ทราบ พอไปสัก 5-10 ที่ก็เริ่มเข้าใจรูปแบบการโปรโมตของศิลปินว่าเป็นยังไง แต่ยังไม่รู้ว่าเพลงตัวเองดัง

    “ตอนนั้นยอมรับจริงๆ ว่ายังไม่รู้ว่าเพลงตัวเองดัง ไม่รู้ว่าวัดจากอะไร แต่วันที่ไปสัมภาษณ์ที่ จ.อุบลราชธานี และพี่ต่ายคิดถึงเพื่อนมาก พอสัมภาษณ์รายการเสร็จก็โทรหาเพื่อนที่เรียนในเมืองอุบลฯ และเพื่อนแว้นมอเตอร์ไซค์มารับ

    จากนั้นก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนเลย ไปกินข้าวพูดคุยกันสนุกสนานกัน วันต่อมาผู้ใหญ่เรียกคุย เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเรา แต่ในมุมเราคือเราคิดถึงเพื่อน เขาก็บอกว่าไม่รู้เหรอว่าตัวเองดังแล้ว คือผู้ใหญ่ไม่ได้ห้ามเจอเพื่อน แต่เวลาจะไปไหนมันไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรก็ได้ มันอันตราย ตั้งแต่วันนั้นก็ระมัดระวังตัวเองมากค่ะ”

    ความสำเร็จในวงการ

    ในความสำเร็จของต่าย อรทัย ที่เคยทำสถิติยอดขายอัลบั้มสูงสุดติดต่อกันถึง 3 อัลบั้ม และในยุคโซเชียลยังมีผลงานเพลงที่ทะลุร้อยล้านวิวหลายเพลง นักร้องสาวบอกว่า

    “ขอบคุณทุกส่วนเลย วันนี้เรามานั่งย้อนกลับไป เราก็ดีใจกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น การประสบความสำเร็จในเรื่องการทำงาน พี่ต่ายมองว่าเราจะสำเร็จในวันนี้ได้ เราคนเดียวไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นความสำเร็จในวันนี้มันไม่ใช่ของพี่ต่ายคนเดียว

    ทุกครั้งที่พี่ต่ายไปรับรางวัลจะพูดอยู่เสมอว่าขอให้ทุกคนร่วมยินดีกับรางวัลที่ต่ายได้รับ เพราะว่าเราไม่ได้ทำคนเดียว พี่ต่ายมีหน้าที่ร้องเพลง ออกไปโปรโมต คนที่อยู่เบื้องหลังร่วมแรงร่วมใจกันเป็นคนที่สรรสร้าง คอยขัดเกลาเรา เจียระไนเรา ถ้าวันนี้ไม่ได้รับโอกาส เราอาจจะยังเป็น น.ส.อรทัย หรือมีครอบครัวไปแล้ว ทำงานโรงงาน หรือเป็นแค่ชาวบ้านที่ร้องเพลงเฉยๆ คงไม่ใช่ต่าย อรทัย ที่ทุกคนรู้จักวันนี้แน่นอน อาชีพนักร้องเป็นอาชีพได้จริงๆ เพราะทุกคนให้การสนับสนุนค่ะ”

    เมื่อให้รีวิวชีวิตในวงการเพลงมานานกว่า 20 ปี ต่ายบอกว่า “มาไกลมาก ถึงแม้เราจะผ่านประสบการณ์ทั้งดีใจเสียใจมาก็ตาม แต่มันก็ทำให้พี่ต่ายมีวันนี้ อาชีพไหนก็ตามกว่าจะมาเป็นตัวตนหลอมรวมเป็นเราที่แข็งแรงได้ด้วยการที่เรารู้สติว่าเราเป็นใครมาจากไหน ทำอะไร เราเกิดได้จากอะไร เดินมายังไง มันไม่ธรรมดานะคะ มันสุดยอดกับเส้นทางเดินที่ผ่านมา ขอบคุณทุกอย่างที่หลอมให้เป็นพี่ต่ายในวันนี้ ทุกคนมีส่วนจริงๆ ค่ะ”

    ส่วนตัวตนจริงๆ ของนักร้องสาวเป็นลุคหวานๆ เหมือนที่เห็นในทีวีหรือไม่ ต่ายตอบทันทีว่า “ไม่” ก่อนจะส่ายหน้าและหัวเราะ

    “เอาเข้าจริงๆ แล้วบุคลิกเรียบร้อยแบบธรรมชาติ ไปทางนิ่งๆ คือก็ไม่ได้ฝึกมาขนาดนั้น แต่บุคลิกของแม่ ยาย อาจจะด้วยพันธุกรรม หรือนิสัยของครอบครัว หล่อหลอมให้เราเป็นแบบนี้โดยธรรมชาติ แต่นิสัยจริงๆ เป็นคนลุยๆ ชอบอยู่กับเพื่อน ไม่ค่อยมากลัวเรื่องเปื้อนเปรอะ กลัวดำ

    ถ้าสมมติชวนเข้าเมืองกับขึ้นเขา พี่ต่ายเลือกภูเขานะคะ เพราะเราชอบธรรมชาติ ชอบความสงบ แต่ไม่ได้เป็นคนบอบบางหรืออ่อนแอ บางทีมันอาจจะย้อนแย้งกับสิ่งที่คนเห็นค่ะ” จากนั้นต่ายหัวเราะอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

    คู่จิ้นวงการลูกทุ่ง

    อีกหนึ่งเรื่องที่กลายเป็นภาพจำไปแล้ว คือการเป็นคู่จิ้นกับ ไผ่ พงศธร นักร้องหนุ่มร่วมค่าย พอถามถึงเรื่องนี้ ต่ายบอกทันทีว่า

    “ตั้งแต่ตอนต้นปีที่โพสต์ เขาก็สงสัยว่าเลิกกับไผ่รึเปล่า (หัวเราะ) เราก็โอ๊ย อยากจะบอกว่าเข้าใจผิด แต่นั่นล่ะค่ะ แฟนเพลงเข้าใจว่าหมายความว่าอะไร ก็ไม่ได้ห้ามเขานะคะ เข้าใจใน พ.ศ.นี้ว่าการจับคู่จิ้นเกิดได้ง่ายมาก เราก็ไม่เป็นไร มันเป็นความสุขของทุกคน

    มันส่งเสริมผลงานเราก็ดีค่ะ เล่นละครด้วยกัน มันก็เป็นข้อดีอย่างนึงที่ทำให้เราสนิทกัน ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น แต่เราเป็นพี่น้องกันมานานแล้ว ทุกครั้งที่เราไลฟ์สด ก็จะเจอคนมาหยอด พอพี่ต่ายหัวเราะ คนก็จะคิดว่าเราเขิน เราอินไปกับเขา (หัวเราะ) แต่จริงๆ พี่ต่ายรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้ดีอยู่แล้ว ถ้าเปลี่ยนสถานะมาแล้วมันไม่โอเคล่ะ เลยคิดว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปดีกว่า คือถ้าจะเป็นอย่างที่เขาจินตนาการคงเป็นไปนานแล้ว

    เมื่อถามว่าเคยมีเขินตอนถูกจับคู่ไหม ต่ายบอกว่า “ตอนเล่นละคร “ดาวจรัสฟ้า” เป็นเรื่องแรก ไม่คิดว่าเขาจับคู่จิ้นด้วยซ้ำ ในค่ายเพลงแกรมมี่ โกลด์ คนที่คุยกันบ่อยคือพี่นาง (ศิริพร อำไพพงษ์) และไผ่นี่แหละ และก็พี่ดอกอ้อ น้องก้านตอง จะเจอค่อนข้างบ่อย ก็งงว่าจิ้นด้วยเหรอ ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ มีเขินบ้าง แต่หลังๆ ทุกครั้งที่มีสัมภาษณ์คู่กันก็ถามถึงประเด็นนี้ เราต้องตอบบ่อย ตอนนี้ก็เลยขำๆ ชินๆ แล้ว

    เวลาเจอหน้ากันมีคุยถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นไปทัวร์คอนเสิร์ต ปกติต่างคนต่างไป ไม่ค่อยได้เจออยู่แล้ว แต่หลังจากละครออนแอร์ไปแล้วมีกระแสคู่จิ้น สมมติไผ่เล่นงานจังหวัดนี้ พี่ต่ายไปเล่นอีกที่นึง อีกวันนึงมาถ่ายละครด้วยกัน เขาก็จะมาเล่าให้ฟังว่าผมไปหน้าเวที เขาไม่คุยกับผม เขาถามถึงแต่พี่ เวลาพี่ต่ายไปเล่นคอนเสิร์ตเขาก็จะถามถึงไผ่ ก็จะมาเล่าแลกเปลี่ยนกันว่าไปเจอแล้วแฟนคลับเป็นยังไง ก็ดีค่ะ”

    รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

    แต่ในชีวิตความรักจริงๆ ของต่าย อรทัย ก็เพิ่งจบลงด้วยการเลิกราตั้งแต่ต้นปี 2564 ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันสถานะหัวใจว่าตอนนี้โสดสนิท

    “พี่ต่ายเชื่อว่าเวลาทุกคนเจอปัญหาแบบนี้จะต้องมีวิธีที่จะเยียวยา ซึ่งพี่ต่ายก็เหมือนกัน ถามว่าทำไมโพสต์ เราไม่ใช่คนที่โพสต์อะไรพร่ำเพรื่ออยู่แล้ว แต่หนึ่งคือเพื่อสร้างเดดไลน์ให้ตัวเอง สองคือหาวิธีเยียวยาตัวเองทุกวิถีทาง การโพสต์เป็นแค่ด่านแรกเฉยๆ หลังจากนั้นก็ต้องสู้กับตัวเองทุกวัน แทบทุกวินาทีก็ว่าได้ หาอะไรทำก็ลืมไปได้ช่วงนึง แต่ก่อนนอนก็ร้องไห้

    แต่มันก็ค่อยๆ ดีขึ้นด้วยกิจกรรมในแต่ละวันที่เรารักตัวเอง อยากไปไหนก็ไป ช่วงโควิดไปไหนไม่ได้ก็หาอะไรทำ อยากพูดระบายกับใครก็พูด กับคนสนิทก็จะบอกเลยว่าจะไม่โกหกกับความรู้สึกของตัวเอง ทุกคนก็จะถามว่าความรู้สึกตัวเองตอนนี้เป็นยังไง เขาก็พร้อมเต็มที่ให้เราระบาย

    เขาเข้าใจความรู้สึกของเราว่าการที่เราจะเยียวยาในวันที่มันมีบาดแผลลึกต้องใช้เวลานานแค่ไหน ก็ใช้วิธีนี้มาครึ่งปี ตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกหวงชีวิตโสดอย่างบอกไม่ถูก (หัวเราะ) สบายใจค่ะ คิดว่ามีความสุขดี”

    ถามว่าเป็นความรักที่เจ็บปวดที่สุดที่เคยเจอหรือเปล่า ต่ายบอกว่า “ไม่หรอกค่ะ มันไม่ใช่แค่ครั้งนี้ที่เราเจอนะคะ เราจริงจังทุกครั้งค่ะ แต่ครั้งนี้คือมันรู้สึกว่าบั้นปลายชีวิต ก็คิดว่าความเป็นเพื่อนมันจะอยู่ได้นาน แต่ในสิ่งที่เราไว้วางใจ เราไม่ตามไม่อะไร แต่ความต่างพ่อแม่ หน้าที่การงาน หรือบางอย่างที่จูนกันไม่ได้ หรือในสิ่งที่เราสงสัยหรือยังไม่รู้จักตัวตนกันจริงๆ เราก็ไม่คิดว่าจะทำให้เราเจ็บขนาดนี้ แต่พอวันนึงความจริงเปิดเผย เราก็อ้อ...เพราะแบบนี้นี่เอง

    ในสิ่งที่เราสงสัยหรืออึมครึมอะไร เราก็คิดว่าเรามองข้ามแล้วนะ ในฐานะคนเป็นแฟนไม่อยากจะไปอะไรกับตรงนั้นมากมาย ก็คิดว่าเออ อาจจะเป็นวิธีที่คนรักควรจะเข้าใจกันและกันค่ะ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่เรารับรู้แล้วก็แยกทางกันดีกว่า เพราเป็นรัก 3 เส้า 4 เส้า แล้วเราไปอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว เลยไม่เอาดีกว่า หลายคนก็ไม่อยากให้ชีวิตคู่จะต้องเป็นอะไรแบบนั้น ถ้าเรารักใครก็อยากมีแค่เขา เราก็ไม่อยากให้ไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น เลยคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือเราถอยดีกว่า เราเคยคิดว่าน่าจะเป็นคนนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องจบค่ะ”

    แต่ถึงแม้จะหวงความโสด ต่ายบอกว่าไม่ได้ปิดใจ แต่คงต้องใช้เวลาดูคนเยอะขึ้น ถ้ารู้สึกสงสัยว่าไม่โสด เราจะต้องดูให้ลึกขนาดไหนถึงจะเปิดใจรับ ที่ผ่านมามันบอกได้ในระดับนึงแล้วว่าข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่ความรักครั้งที่ผ่านมาก็สอนหลายๆ เรื่อง เราอย่าเพิ่งชะล่าใจว่าไม่มีอะไรหรอก ให้คิดไปก่อนว่ามันมี ตามดูให้รู้แล้วค่อยคบ อันนี้ด้วยความเป็นเพื่อนที่ไม่ได้ห่างกันมาก ก็เลยคิดว่าคงไม่มีอะไร แต่สุดท้ายมันมีอะไรจริงๆ กับคนนี้ก็คบมา 2 ปีครึ่ง แต่คบเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนสถานะ 2 ปี

    พอถามถึงสเปกหนุ่มที่ถูกใจ ต่ายบอกว่า “เอาจริงๆ เป็นคนนึงที่ไม่เคยตั้งสเปกเลยว่าจะต้องหล่อรวย แต่พื้นฐานนิสัยก็คือต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัว มีภาวะความเป็นผู้นำ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้บางครั้งจะสัมผัสได้ด้วยตัวเอง เวลาพูดคุยจะรู้ว่ามีมุมความคิดแบบนี้ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ดี นิสัยใจคอก็สนุกสนาน ร่าเริงบ้าง ก็คงไม่ใช่มีแต่ความอึมครึม ที่สำคัญต้องโสด ไม่คุยหลายคนค่ะ (หัวเราะ) อายุเท่ากันหรือมากกว่านิดหน่อย ไม่หนีกันมาก คิดว่าจะเข้าใจกันได้ง่ายกว่า ความคิด ความฝัน จินตนาการ คิดว่าวุฒิภาวะในการคุยน่าจะไปด้วยกันได้ดี แต่ตอนนี้ยังโฟกัสเรื่องการทำงาน ทำมาหากินมากกว่า”

    ลืมได้แต่ปาก

    ต่าย อรทัย เล่าถึงผลงานเพลงล่าสุด “ลืมได้แต่ปาก” ซึ่งเป็นผลงานการแต่งเพลงของ เจี๊ยบ นิสา ไว้ว่า เมื่อต้นปีที่แล้วได้เล่าบางส่วนในชีวิตของตัวเองให้เจี๊ยบฟัง ก็บอกเขาว่าเรื่องมันอาจจะเศร้าหน่อย แต่อยากได้เพลงจังหวะสนุกๆ อยากได้เพลงเร็วหรือแบบจังหวะกลางๆ ก็ได้ เพราะตลอดชีวิตมีแต่เพลงช้า เป็นภาพจำของทุกคนว่าต่าย อรทัย ต้องเพลงช้าเท่านั้น

    ก็อยากถ่ายทอดให้ดูสนุก อยากให้ดนตรีมันช่วยเยียวยาเราส่วนนึง แต่พอเจี๊ยบฟังที่ต่ายเล่า เขาก็หายไปประมาณ 3 เดือน และน้องบอกว่าพิจารณาดูแล้ว พี่ต่ายเป็นคนที่ร้องเพลงจังหวะเร็วไม่เข้ากับพี่หรอก เขาก็เอาเพลงนี้มาส่ง ปรากฏว่าเพลงนี้ได้ทำและถูกบรรจุอยู่ใน Year Plan ซึ่งในปีนี้มีทั้งหมด 3 ชิ้นด้วยกัน และปล่อยเพลงนี้ออกมาก่อน

    ในส่วนมิวสิกวิดีโอตั้งใจทำเพื่อระลึกถึงน้องภูฟ้า สุนัขที่ต่ายรัก ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เรื่องราวของเพลงอาจเป็นส่วนนึงในชีวิตของต่าย แต่น้องภูฟ้าก็เป็นเรื่องราวที่เขาผูกพันในชีวิตของเราเหมือนกัน แต่เพียงเป็นความทรงจำคนละเรื่องในสิ่งที่เราจดจำได้ ซึ่งจริงๆ น้องภูฟ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเพลง แต่โปรโมเตอร์รวมถึงผู้กำกับเห็นว่าพี่ต่ายวาดน้องภูฟ้าไว้เพราะคิดถึงเขา คือเอารูปเขามาปรินต์เป็นภาพขาวดำและวาดดินสอ

    “ก็คุยกับทีมงานว่าอยากทำเสื้อยืด เอามาสกรีนมั้ย พี่เขาได้ยินพอดีก็เฮ้ย มันสามารถเอาไปเป็นพล็อตเรื่องให้พระเอกนางเอกมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ได้ เราก็บอกว่าเอาจริงเหรอ เขาบอกว่าผู้กำกับจะมีวิธีร้อยเรียงของเขา ก็ขอบคุณค่ะ ก็คงถูกกำหนดมาแล้วมั้งว่าให้เรากลับมาพูดถึงเขาอีก เขาเป็นตัวแทน เป็นความรักที่ถูกเปรียบเทียบว่าจะเป็นความรักความสัมพันธ์รูปแบบใด

    มนุษย์เราทุกคนต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหน เราก็ยังคงจำมันได้ บางทีเราบอกว่าลืมไปแล้ว แต่คำว่าลืมไปแล้วอาจถูกทับถมด้วยเหตุการณ์หลายอย่าง แต่พอเราเห็นอะไรสักอย่าง เห็นรูปหรือไปสถานที่นั้นแล้วยังเล่าได้ เราก็ไม่เคยลืม ยังอยู่ในความทรงจำ อยู่ในใจเรา”

    ฟีดแบ็กเพลงนี้จากแฟนๆ ต่ายบอกว่า “เขาก็ให้กำลังใจว่าเพราะ ไม่ทำให้ผิดหวัง ให้คะแนนเต็ม 10 เราก็ดีใจ เพราะสถานการณ์แบบนี้ เราไม่รู้จะให้กำลังใจแบบไหน” จากนั้นต่ายเล่าถึงการทำงานไว้ว่า “เราเองก็อยากทำงาน ก็ทำเท่าที่ทำได้ เราก็ใช้เทคโนโลยีสื่อสารกัน ไปห้องอัดก็เซฟกันอยู่แล้ว ที่ห้องอัดก็ฆ่าเชื้อ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ให้ใครไปห้องอัดเยอะ เราอยู่ในห้องก็ร้องคนเดียว ทีมโปรดิวเซอร์ก็อยู่คนละห้องอยู่แล้ว

    ในส่วนเอ็มวี สถานที่ที่ถ่ายทำเราถ่ายแบบเอาต์ดอร์ ก็ช่วยได้ประมาณนึง ก็ไปกันน้อยคนมาก ตอนที่ถ่ายโควิดรอบ 3 ยังไม่หนักขนาดนี้ ยังได้อยู่ แต่เราก็ดูสถานการณ์ทุกวันและทำตามกฎตลอดว่ารวมตัวได้กี่คน หน้าผมแต่งตรงไหน ไม่จำเป็นต้องไปก็ไม่ไป ทีมงานจำกัดเลยว่ากี่คน เราถ่ายกลางทุ่ง ลมโปร่งตลอดเวลา ไม่อยู่ในพื้นที่แออัดค่ะ”

    ชีวิตศิลปินยุคโควิด

    ในชีวิตการทำงานของศิลปินยุคโควิด ต่ายบอกว่า ปีครึ่งแล้วที่รู้สึกมันไม่ปกติ เพราะทุกคนต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา รู้สึกอึดอัด เมื่อไหร่จะจบสักที เมื่อไหร่จะดีขึ้น เราจะได้ฉีดวัคซีนและปลอดภัย กลับมาทำงานแบบปกติสักที ส่วนผลกระทบ ต่ายบอกว่า ศิลปินเจอผลกระทบก่อนอาชีพแรก เราเข้าใจว่าเป็นโรคระบาด ถ้าระยะสั้น 3-5 เดือน ยังรู้สึกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้าน มีเพลงก็ร้องออกสื่อไป ยังไม่รู้สึกเครียดมาก แต่รู้สึกไม่ชินที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ

    “แต่พอมาถึงรอบ 3 มันไม่ใช่แล้ว ตอนนี้เราไม่มีรายได้เข้ามาเลย แค่ 3 เดือนเรายังไหว แต่นี่จะครบ 2 ปีแล้ว ต่ายทำบ้านก็หมดเงินก้อนใหญ่ แล้วก่อนหน้านั้นพี่ต่ายลงทุนทำโชว์เพื่อที่จะขายให้ลูกค้าและซื้อโชว์เราไปงานต่างๆ มันเป็นการลงทุน 2 เด้ง พี่ต่ายหมดเงินก้อนใหญ่ ไม่สามารถเก็บคืนมาได้เลยจนถึงตอนนี้ แล้วเราไม่มีรายได้เข้ามาเลย กระทบสายป่านเรา ถ้าเราไม่หาของมาขาย ใช้เงินเก็บอย่างเดียว วันนึงสายป่านที่เราคิดว่าเราเก็บมาตลอด มันอาจจะหมดในสักวันถ้ายังไม่ดีขึ้น

    ถามว่าทำอะไรบ้างช่วงนี้ ในเรื่องเพลงที่ยังทำได้ก็ปล่อยเพลงไป เรายังดูแลตัวเองได้ ทีมงานยังสามารถทำงานได้ มีทำคอนเทนต์ถ่ายงาน ถ่ายความเคลื่อนไหวของตัวเองลงยูทูบ Orathai Channel ถ้าเป็นเรื่องงานก็ลงใน ต่าย อรทัย Official และมีแฟนเพจกับอินสตาแกรม แล้วก็หาของมาขาย ให้พอมีค่าน้ำค่าไฟค่าน้ำมัน ซื้อกับข้าวพอได้อยู่”

    เมื่อถามว่า ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น มีมองหนทางอื่นบ้างมั้ย ต่ายบอกว่า “ถ้าไม่มีโควิดมา เชื่อว่าทุกสาขาอาชีพก็อยากมีอาชีพของตัวเองในบั้นปลายอยู่แล้ว แล้วการเป็นนักร้องทำงานด้วยการเดินทาง

    พี่ต่ายอยู่ในวงการจะ 20 ปี หลังจากนี้มันอาจจะเปลี่ยนความคิดเราและการดำเนินชีวิต เพราะการร้องเพลงก็พอสมควรแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดร้องเพลงนะคะ เพลงยังอยู่ในสายเลือดของเรา เราอาจจะไปอยู่เบื้องหลัง หรือยังคงอยู่เบื้องหน้า แต่ว่าอาจไม่ได้ตะลอนวิ่งงานคอนเสิร์ตเหมือนเดิมแล้ว คิดว่าอาจจะทำน้อยลง และมีอย่างอื่นมารองรับ

    ซึ่งคิดมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เพียงแต่จะเริ่มตอนไหน แต่พอโควิดมา เราอายุเลข 4 แล้ว สิ่งที่เคยคิดก็อาจต้องเป็นรูปธรรมมากขึ้น เบื้องหน้าอาจจะออกบ้าง คิดว่ายังต้องมี อย่างการร้องเพลง แฟนเพลงยังเรียกร้องอยู่ เบื้องหน้าบางทีอาจไม่ใช่แค่จอทีวีอย่างเดียว ตอนนี้มีแพลตฟอร์มเยอะมาก เราอาจจะออกผ่านสื่อที่เรามี

    ในส่วนเบื้องหลังคงไม่ถึงกับจริงจัง เพราะเราไม่ใช่อาจารย์ ถ้าทำได้ก็คงมีเพลง และอาจจะมีน้องๆ หรือลูกหลานที่ร้องเพลงได้ ก็จะหาเพลงให้ มาทำสนุกๆ เปิดช่องลงสนุกๆ มีเพลงของตัวเอง สานฝันเล็กๆ น้อยๆ ของเขา คงไม่ได้ทำเป็นทีมงานใหญ่โต ถ่ายกันเองค่ะ

    ในส่วนธุรกิจ พี่ต่ายก็ร่วมกับแกรมมี่ทำเซรั่ม แต่เราเจอเรื่องโควิดมาตั้งแต่เริ่มแล้ว ก็กระทบเรื่องการโปรโมต การส่งข่าว แต่พี่เป็นตัวแทนขายอยู่ แฟนๆ ก็ทราบอยู่แล้วว่ามีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เริ่มมาเกือบ 2 ปี ก็รอว่าโควิดไปเมื่อไหร่ เราก็จะรวยอีกรอบนึง (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ขายขนมและน้ำพริกกากหมูไปพลางๆ ด้วย เราก็จะส่งข่าวให้ทุกคนเห็นว่าเราทำอะไรอยู่บ้างค่ะ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : Grammy Gold
    กราฟิก : Sathit Chuephanngam

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ต่าย อรทัยspecial contentต่าย อรทัย ผลงานต่าย อรทัย เพลงต่าย อรทัย ความรักต่าย อรทัย อกหักต่าย อรทัย แฟนต่าย อรทัย เลิกแฟนข่าวบันเทิงนักร้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564 เวลา 14:07 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์