เปิดอีกมุมชีวิต เก้า จิรายุ หลงรักดนตรี สานฝันเป็นมือกีตาร์เพลงนูเมทัล

ข่าว

    เปิดอีกมุมชีวิต เก้า จิรายุ หลงรักดนตรี สานฝันเป็นมือกีตาร์เพลงนูเมทัล

    ไทยรัฐออนไลน์

    29 ก.ค. 2564 09:00 น.

    • เริ่มเล่นดนตรีมาตั้งแต่เรียน ม.ต้น จุดเริ่มต้นที่ทำให้หลงรักในเสียงเพลง
    • จากร้องเพลงประกอบละครภาพยนตร์ จนเริ่มอยากทำเพลงเอง สู่ความฝันอยากออกอัลบั้มแรกก่อนอายุ 25 ปี
    • เลือกเล่นกีตาร์เพลงสไตล์นูเมทัล ไม่เป็นนักร้องนำ "ผมไม่เชื่อว่าผมจะต้องอยู่ข้างหน้าตลอดเวลาครับ"

    เป็นอีกหนึ่งคนในวงการบันเทิงที่โลดแล่นบนจอทีวีมานาน สำหรับ เก้า จิรายุ ละอองมณี ที่หลายคนคุ้นเคยกับภาพการเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายตัวน้อย

    แต่วันนี้เขากลายเป็นทั้งนักแสดงวัยรุ่นรวมไปถึงบทบาทนักร้อง มีผลงานเพลงประกอบละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง และบทบาทล่าสุด คือการเป็นมือกีตาร์วง Bad Baboon กลายเป็นนักดนตรีน้องใหม่ที่ถูกจับตามองในวงการเพลง

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนหนุ่มคนนี้มาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลงรักในเสียงดนตรี และเริ่มฝึกฝนตัวเองในช่วงเริ่มเป็นวัยรุ่น และมีโอกาสในเรื่องการร้องเพลง แต่เขาก็เลือกที่จะเลือกเล่นกีตาร์ตามความชอบของตัวเองไปด้วย ที่เหมือนเป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถซัพพอร์ตคนอื่นได้ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา

    จุดเริ่มต้นความรักในดนตรี

    ด้วยความที่เก้า จิรายุ เป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก ทำให้หลายคนมีภาพจำเกี่ยวกับเก้าว่าเป็นนักแสดง เราถามว่าเขาชอบเรื่องดนตรีตั้งแต่เด็กเลยมั้ย เก้าเปิดใจว่า

    “ผมว่าการที่คนติดภาพอะไรมันไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นในมายาคติเขาเอง ซึ่งผมเองก็ไม่ว่าอะไรนะ มันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเห็นเราเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าผมจะเป็นแบบนั้นตลอดชีวิต เวลาอยากทำอย่างอื่น เราก็แค่ทำออกมา

    ตอนเด็กๆ แน่นอนว่าผมไม่ได้แสดงตลอดเวลา ต้องไปโรงเรียน ช่วงเวลาอยู่บ้าน เวลาผมไปเที่ยวก็มีเวลาว่างก็เล่นก็ทำ อยู่กับเพื่อนเรา สิ่งที่ซึมซับมาก็คือดนตรี กีฬา มันก็หล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้ครับ

    ผมก็ทำหลายอย่าง และเรารู้สึกว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ใช่สำหรับเรา เรารู้สึกสบายใจเวลาที่เราได้ทำสิ่งนี้ บางคนอาจจะแค่ฟังเพลงในช่วงเวลาว่าง เขาก็กลายเป็นหนึ่งคนที่มีงานอดิเรกคือการฟังเพลง รีวิวเพลงต่างๆ เขาอาจกลายเป็นดีเจหรืออะไรก็ตาม แต่มันทำให้ผมเป็นคนที่ทำดนตรีเท่านั้นเองครับ”

    ส่วนความชอบในการเล่นกีตาร์ ร้องเพลง เจ้าตัวบอกว่า “จริงๆ ผมก็อยู่กับดนตรีมาตั้งแต่ช่วง ม.ต้น ที่ได้เล่นดนตรีเยอะหน่อย และอีกหลายอย่าง การที่เราอยู่ในวงการบันเทิง เวลาเราไปแสดงก็มีละคร ภาพยนตร์บางเรื่องที่เราได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบ

    จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยน เราไม่ได้อยากร้องอย่างเดียว เราก็ลองขอเขาเล่นๆ ว่าพี่ครับ ผมอยากแต่งเพลงเอง เพราะผมรู้สึกว่ามันน่าจะดีมากกว่าถ้าเราได้ร้องเพลงที่ตัวเองเป็นคนเขียน เป็นคนทำดนตรี

    มันก็ค่อยๆ เขยิบมาเรื่อยๆ เราไม่ได้รู้สึกว่ามันจะต้องเป็นเบื้องหน้าเสมอไปว่าเราต้องเป็นแค่คนร้อง เป็นคนเพอร์ฟอร์ม เราก็รู้สึกว่ามันก็สนุกเหมือนกันกับการที่เราขึ้นเพลงมาจากความว่างเปล่า จนเราทำทั้งเสียงกลอง เสียงดนตรี เสียงร้อง เนื้อร้องแบบนี้ เราสามารถกำหนดเองได้

    ผมรู้สึกว่ามันก็ตอบโจทย์อะไรหลายอย่างในชีวิตผมเหมือนกันครับ คุณค่าก็มีมากขึ้นสำหรับตัวผมเองครับ ถึงแม้เราจะเขียนเพลงดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เราก็ชอบมัน พอมาเป็นวงที่เรารู้สึกว่ามีตัวตนค่อนข้างชัดเจน เราก็รู้สึกว่าน่าจะทำอัลบั้มออกมา ผมมีความคิดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าอยากมีอัลบั้ม อย่างน้อยๆ ก่อนอายุ 25 ขอมีอัลบั้มแรกสักที

    จริงๆ ความฝันมันค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว ผมก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าความรู้สึกที่ว่าเราต้องทำให้ได้มันอายุเท่าไร แต่มันค่อยๆ สร้างความเชื่อให้ตัวเองว่าตัวเองทำได้ ตอนเด็กๆ ม.ต้น ม.ปลาย ไม่ได้มองว่าในอนาคตจะมีอัลบั้มได้ จะทำเพลงสักเพลงเป็นมาสเตอร์ให้คนฟัง แล้วเราภูมิใจกับมันได้ ผมก็ไม่เชื่อตัวเอง แต่ในวันนี้มันทำได้

    หลายคนอาจเอาไปทำตามก็ได้นะครับ ผมไม่ได้ทำแล้วออกมาดี แต่อย่างน้อยก็ทำออกมาได้และมีคนชอบ มันมีกลุ่มของมัน ผมว่าทุกคนสามารถทำได้หมดทุกเรื่อง สิ่งสำคัญคือต้องทำออกมาก่อนครับ”

    โอกาสที่ได้รับ

    เราถามต่อว่าตอนที่เล่นภาพยนตร์ “Suckseed ห่วยขั้นเทพ” ค่ายจีทีเอช เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจดนตรีจริงจังหรือไม่ เก้าเผยว่า จริงๆ เล่นดนตรีกับเพื่อนอยู่ก่อนแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในโอกาส

    “ผมรู้สึกว่าจริงๆ มันก็มีเวทีให้ผมได้เล่น ช่วงนั้นได้มีคอนเสิร์ตบ้าง ได้ขึ้นไปเล่นต่อหน้าคนเยอะๆ ตอนนั้นกระแสมาเยอะมากครับ มันก็ทำให้มีเฟสติวัลต่างๆ ให้เราไปเล่น รู้สึกว่าเฮ้ย ทำให้เราชอบความรู้สึกแบบนี้ มันก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน

    ผมว่าหลักๆ ตอนเล่น Suckseed คือก่อนหน้านั้นผมไม่รู้สึกว่าผมร้องเพลงได้ ผมชอบเล่นดนตรีมากกว่า ก็กลายเป็นว่าผมได้มาร้องเพลงประกอบ 1 เพลงในเรื่องนั้น ซึ่งก็คือเพลง “ทุ้มอยู่ในใจ” เวอร์ชันอะคูสติก

    ก็ต้องขอบคุณทางจีทีเอชอีกครั้งด้วยครับที่ให้โอกาสเรา เราก็โอเค ก็ดีใจที่ร้องได้ครับ อาจไม่ได้ดีมากในตอนนั้น แต่เรารู้สึกว่าลองทำดู อาจเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทางมากๆ แต่เราลองทำออกมาแล้วโอเค มันไม่ได้แย่ ไม่ได้ฝืนความรู้สึกเรา ทุกวันนี้หลายคนก็ยังร้องเพลงนั้นกันอยู่ ผมก็ดีใจครับ”

    กับคำถามว่าจากโอกาสที่ได้รับเรื่องการร้องเพลง ทำให้ทำลายกำแพงในใจเรื่องที่เคยคิดว่าร้องเพลงไม่ได้มั้ย นักแสดง-มือกีตาร์หนุ่มตอบว่า “ก็ใช่ครับ อย่างที่บอกเลยว่าทำให้เรารู้ว่าทำได้ครับ”

    ซึ่งหลังจากนั้น เก้าบอกว่าได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบซีรีส์ ละครอีกหลายเรื่อง รวมไปถึงซีรีส์เกี่ยวกับดนตรีเรื่องล่าสุด “Groovin’On รักนี้ต้องอิมโพรไวส์” เก้าเล่าถึงโอกาสการทำงานซีรีส์เกี่ยวกับดนตรีแจ๊สไว้ว่า

    “ในเรื่องเป็นนักดนตรีเหมือนกัน มีเพลงประกอบที่เราร้องด้วยเหมือนกันครับ ก็เป็นแนวใหม่ เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ผมได้มาทำกับเรื่องนี้เหมือนกัน ซึ่งก็คือแนวดนตรีแจ๊ส มันก็เปิดโลกเพราะว่าเพลงแจ๊สผมแทบไม่ได้สนใจเลยก่อนหน้านี้ แต่พอมาทำเรื่องนี้ก็โอเค ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ครับ

    เรื่องความยากง่าย สำหรับผมแจ๊สยากกว่าเยอะครับ มันต้องมีความรู้ด้วย ในขณะเดียวกันต้องรู้ว่าต้องใส่ความรู้สึกเข้าไปตรงไหน มันเป็นคณิตศาสตร์เชิงซับซ้อนที่มาในรูปแบบของศิลปะ มันค่อนข้างจะยาก แต่ว่าถ้าเข้าใจมันแล้วในระดับนึง ผมก็ยังไม่ได้เข้าใจแตกฉาน แต่ว่าในความเข้าใจผมตอนนี้ก็ถือว่าโอเค

    เรารู้ว่าทำไมหลายคนถึงให้เกียรติและรักดนตรีแจ๊สมาก ผมรู้สึกว่าผมได้คำตอบนั้นจากการเล่นเรื่องนี้เหมือนกันครับ แต่ถามว่าจะให้ทำเพลงแจ๊สออกมามั้ย ก็คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ครับ มันก็ยากเหมือนกัน ถ้าอยากฟังผมร้องเพลงหรือเล่นดนตรีแจ๊สก็ดูในซีรีส์เอาแล้วกันครับ (หัวเราะ)”

    ส่วนเบื้องหลังการฝึกฝนดนตรีแจ๊สสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ เก้าเล่าว่าในทางเทคนิคจริงๆ ก็ไม่ได้มีเวลาให้เรามากเท่าไร เพราะด้วยความที่ซีรีส์ต้องเร่งถ่าย บางทีมีเวลาซ้อมไม่ได้เยอะเท่าที่อยากได้ แต่อย่างน้อยมีเดดไลน์ให้เรา จากที่ควรทำให้ได้ก็ต้องทำให้ได้ในเวลาเท่านี้ ก็มีหัวเสียบ้าง แต่ว่าเป็นความท้าทายหนึ่งของชีวิต เวลาถ่ายซีรีส์ ส่วนใหญ่จะเป็นซิงก์ ต้องเล่นให้มือตรงกับเพลงที่ถูกทำมา

    “มีบางฉากที่เราดีใจที่ได้เล่นฉากนี้เหมือนกัน คือให้เล่นสดเลย เป็นฉากที่ได้เล่นกับพี่แมว จิระศักดิ์ ก็ต้องแจมกัน เป็นฉากที่ผมอยากเล่นมาก แล้วมันก็ออกมาดี ผมก็ภูมิใจกับมัน มันเป็นซาวนด์ที่อัดตรงนั้นเลย และถ่ายทำแทบเป็นฉากสุดท้ายของการถ่ายซีรีส์ มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม

    พอได้มาร่วมงานกับรุ่นพี่วงการดนตรีอย่างพี่แมว จริงๆ ไม่เกร็งนะครับ เขาดีกับผมมาก เราสบายใจ เจอเขาตั้งแต่วันที่มาบวงสรวง รู้สึกว่าทุกคนพร้อมไปด้วยกันกับเรา ก็ต้องขอบคุณเขาด้วยที่ทำให้เราสบายใจ ไม่เกร็งครับ จริงๆ พี่ๆ ทุกคนเป็นเหมือนครูของเรา เขาก็สอนผมด้วย ก็ได้อะไรเยอะครับ ทั้งเรื่องการเล่น อุปกรณ์”

    Bad Baboon

    นอกจากโอกาสเกี่ยวกับเรื่องเพลงที่มาจากการแสดงแล้ว เก้า จิรายุ ยังรวมตัวกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนอย่าง กลอง ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ) รวมถึง โดม วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง) และ บอม วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) ฟอร์มวงดนตรีในชื่อ “Bad Baboon” ทำเพลงในสไตล์ที่ตัวเองชอบ คือ Nu Metal เราถามว่ามารวมตัวกันได้ยังไง เก้าบอกว่า

    “คือตอนแรกเราก็ทำกันเล่นๆ แหละครับ เราแค่อยากทำดนตรีที่เราอยากทำ แล้วเพื่อนเขาร้องแร็ปอยู่แล้ว ตอนแรกก็มี 2 คนเองครับ เลยทำเพลงสนุกๆ กันขึ้นมา พอทำมาเรื่อยๆ ก็มีเพลงที่เรารู้สึกว่าเออ...เราชอบมันค่อนข้างมาก ซึ่งก็คือเพลง “อับดุล” ทำให้เรารู้สึกว่าอ๋อ ลองมีเอ็มวีดูสักเพลงมั้ย ดูว่ากระแสเป็นยังไงบ้าง ก็กลายเป็นว่าผลตอบรับดีกว่าที่คิดครับ

    ด้วยความที่คนค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับสิ่งที่ผมทำ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำได้ เพราะผมเองก็ยังไม่รู้เลย ก็เป็นซิงเกิลที่โอเค ทำได้ดีนะ เราก็เลยทำเพลงต่อไปเรื่อยๆ จากไอเดียที่ว่าทำอีพีอัลบั้มมั้ย สัก 6 เพลง แต่พอทำมาครึ่งนึงแล้ว เราก็รู้สึกว่าจะมีอีพีอัลบั้มทำไม

    วงเดี๋ยวนี้หลายๆ วงที่ไม่ได้มีค่ายส่วนใหญ่ทำอีพีอัลบั้มกันหมด เราก็คิดว่าทำอัลบั้มไปเลยสิ มันคงเซอร์ไพรส์ดี และมันเป็นสิ่งที่ทำมาได้ครึ่งนึงแล้ว ทำไมไม่ทำต่อเป็นอัลบั้มไปเลย จะได้ไม่เสียของ ก็เลยทำเลยครับ”

    เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกเล่นกีตาร์ ไม่เป็นนักร้องนำ เก้าบอกว่า “ด้วยความที่แนวเพลงเราอยากให้เป็นแร็ปด้วยแหละครับ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ชอบร้องแร็ปขนาดนั้น แล้วเสียงผมก็ไม่ได้เป็นคนที่ร็อกอะไรมากมาย แนวเพลงนี้ผมว่ามันเหมาะกับเขา (กลอง) มากกว่า

    แล้วผมเอ็นจอยกับการเล่นกีตาร์อยู่แล้ว เราก็ไม่ได้เลิกร้องเพลงนะครับ มันก็อาจจะมีทั้งเพลงประกอบโน่นนี่ หรือวันนึงอาจจะออกเพลงที่เราร้องก็ได้ ที่แน่ๆ ก็คือ Bad baboon มันเป็นรูปแบบนี้มาตั้งแต่ต้น แล้วเรารู้สึกว่ามันดีแล้วที่เป็นแบบนี้ ก็เลยอยากทำแบบนี้ดู

    พอผมไม่ได้อยู่ตรงฟรอนต์แมนเป็นคนร้อง คนที่อยู่ข้างหน้า มันก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรด้วย และผมรู้สึกว่าได้พิสูจน์อะไรบางอย่างด้วยว่าผมก็มีดีในส่วนที่ผมสามารถซัพพอร์ตคนอื่นได้ ผมไม่เชื่อว่าผมจะต้องอยู่ข้างหน้าตลอดเวลาครับ กลับกันก็เป็นบทพิสูจน์ของนักร้องด้วยว่าเขาสามารถเอาคนดูอยู่ได้ด้วยตัวของเขาเองครับ มันก็มีความกดดันนะ

    ผมคิดว่ามันมีความกดดันอยู่แล้ว คนรู้จักผมอยู่แล้ว เขาไม่ได้มีคนรู้จักเท่า แต่ถ้าเขาสามารถไปโชว์แล้วทำให้คนรู้สึกว่าเขาคือนักร้องนำของวงนี้และพาวงไปได้ ผมว่ามันก็เป็นความท้าทายที่เอาชนะอคติของคน ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งน่าลองทำ ถ้าทำสำเร็จมันคงมีคุณค่ามากครับ”

    กับการเป็นมือใหม่ในวงการเพลง มีความยากง่ายแค่ไหนในการทำเพลงออกมา ไหนจะต้องรับมือกับคำวิจารณ์อีก เก้าบอกว่าไม่ได้คิดมาก เพราะถ้าเราเก่งมาตั้งแต่ต้น ทำแล้วประสบความสำเร็จเลยมันก็ดี แต่แบบนี้มันก็ดีเหมือนกันในแง่ว่าเราจะได้พัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วเราก็เป็นเหมือนที่เราเป็นจริงๆ

    “ผมไม่ได้อยากทำเพลงให้คนอื่นเข้าใจว่าผมเก่งมาตั้งแต่ต้น ทั้งที่ผมไม่ได้เก่งจริง ให้คนอื่นช่วยเยอะแยะไปหมด เพลงมันออกมาดีจนคนคิดว่าผมโคตรเก่ง ทั้งที่ผมไม่ได้ทำมันด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ผมแค่ไปร้อง ซึ่งไม่ต่างกับสิ่งที่ผมเป็นในอดีต คือมีหน้าที่ร้องอย่างเดียว ความภูมิใจกับผลงานก็จะไม่เท่าครับ

    อันนี้ผมไม่ได้ว่าคนอื่นนะ คนอื่นมีสิทธิ์ทำแบบนั้น เพราะเป็นอาชีพของเขา เขามีงานมีเงินมันเป็นเรื่องปกติ แต่ผมภูมิใจกับแบบนี้มากกว่า ผมอยากที่จะไปด้วยขาของตัวเองมากกว่า ตอนนี้วงก็ได้โปรดิวเซอร์ที่มาช่วยทำ ต้องขอบคุณพี่โอ๊ค บิ๊กแอ๊ส ที่มาช่วยทำเพลงใหม่ๆ ของเราด้วยครับ”

    อัลบั้มใหม่

    เมื่อถามถึงผลงานปัจจุบันของวง Bad Baboon ว่ามีอะไรอัปเดตบ้าง เก้าบอกว่า เรื่องซิงเกิลต้องรอถ่ายเอ็มวีให้ได้ก่อน ตอนนี้พักไปก่อน เอาเวลาช่วงนี้ที่โควิดระบาดทำอัลบั้มอยู่ ส่วนเพลงที่อยู่ในอัลบั้มก็เสร็จไปประมาณ 70-80% ซึ่งรวมกับเพลงที่ปล่อยไปก่อนหน้านี้ เดี๋ยวจะเอามาทำมาสเตอร์ใหม่เพื่อให้คุณภาพเสียงดีขึ้นและปล่อยเป็นอัลบั้มอีกที

    ในอัลบั้มชุดนี้ เก้าเล่าว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารกับคนฟังในภาคดนตรีจะเป็นทั้งเมทัล แร็ปร็อก เป็นแนวที่บางคนอาจคุ้นหูมาบ้างในยุค 90 กับ 2000 ตอนนี้พยายามดึงกลับมาใหม่ ใส่ความเป็นตัวเองผสมเข้าไป ไม่ได้เป็น Nu Metal 100% แบบสมัยที่เคยฟังตอนเด็กๆ มันก็มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปตามเวลา ยุคสมัย

    ในเรื่องเนื้อหาเพลงพยายามที่จะให้มาจากตัวเรามากที่สุด เป็นเรื่องเราเจอและเห็น มีแง่มุมต่างๆ ที่สามารถเอาไปคิดถึงชีวิตของเราเองหรือคนในสังคมได้ มีความบันเทิงผสมแนวคิดต่างๆ พยายามทำออกมาให้พอดีมากที่สุด ไม่อยากให้คนฟังเครียดหรือจริงจังเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้รู้สึกว่าไร้สาระเกินไปเหมือนกัน

    ถามว่าเป็นโจทย์ที่ยากมั้ย เก้าบอกว่า “ไม่ยากครับ ผมว่ายากที่สุดคือแค่ทำออกมา คือบางครั้งอาจรู้สึกว่าตรงนั้นไม่ดี ปรับโน่นนี่ เราคิดเยอะเพราะเป็นงานของเรา แต่ผมว่าสิ่งสำคัญคือทำออกมาก่อน เราไม่รู้หรอกว่าจะดีหรือไม่ดีในสายตาของใคร มันไม่มีทางที่จะให้ทุกคนชอบได้อยู่แล้ว แต่เราแค่ต้องชอบก่อนเท่านั้นเอง

    ส่วนชื่อเพลงที่ฟังดูแรง ผมว่ามันเหมือนหน้าปกหนังสือ บางคนเห็นแค่ชื่อเพลงก็คิดไปต่างๆ นานา ลองฟังเพลงทุกเพลง แต่ละเพลงอาจตีความไม่เหมือนกันในแต่ละบุคคลก็ได้ บางคนอาจจะมองว่ามันแรง แต่บางคนอาจจะมองว่าเบาไปด้วยซ้ำ

    แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราโอเคแล้วที่ออกไป มันไม่ได้ทำร้ายใคร ผมรู้สึกว่าท้ายที่สุดแล้วเพลงเป็นความบันเทิงแบบนึงครับ ถ้าจะได้อะไรมากกว่านั้นเราก็คงดีใจครับ”

    ส่วนฟีดแบ็กการทำเพลงของวง มือกีตาร์หนุ่มหล่อบอกว่า “ผมคิดว่าเป็นการทำอะไรใหม่ๆ อย่างที่เราทราบก็คือช่วงนี้กระแสเพลงที่เป็นเพลงร็อกหรือเพลงเมทัลในไทยมันค่อนข้างไม่เป็นกระแสหลักมานานแล้ว เราก็รู้สึกว่ามันเป็นแนวที่เราชอบ เราอยากทำจริงๆ มันก็ตรงกับจริตของวงครับ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ

    ผมรู้สึกว่าถ้าพูดถึงความเติบโตพัฒนาของวงเองและกระแสที่ตอบรับมามันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ ผมรู้สึกว่ายังไงก็เป็นผลงานที่น่าภูมิใจครับ หวังว่ามันจะค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ เราไม่ได้คาดหวังว่าไปแย่งซีนคนอื่น เราแค่อยากสื่อสารสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารให้ไปถึงคนฟังได้มากที่สุด ถามว่าจะได้เห็นเมื่อไร ภายในปีนี้ครับ”

    เมื่อถามถึงแฟนๆ ว่ายังไงบ้างหลังมาทำงานเพลง เจ้าตัวบอกว่าหลายคนก็ชอบ หลายคนก็ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เราเปิดรับหมด การทำผลงานเรารู้ว่าจะมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ แต่รู้สึกว่าอย่างน้อยที่สุดมันเป็นไทม์แคปซูลสำหรับสมาชิกวงอันดับแรก

    เราและเพื่อนเหมือนมีไทม์แคปซูลที่ในช่วงเวลาที่ทำอัลบั้มคิดอะไรกันอยู่ เป็นคนแบบไหน บางคนมีไดอารี่ บางคนมีเฟซบุ๊กที่บันทึกเรื่องราวในช่วงเวลานั้น แต่พวกเราอยากให้ออกมาเป็นอัลบั้ม ให้เพลงเป็นตัวสื่อสารชีวิตของเราช่วงนั้นว่าคิดอะไร มีทัศนคติยังไง วันนึงมองกลับมาอาจจะรู้สึกชอบตัวเองตอนนี้ หรือรู้สึกว่าทำไมเราคิดแบบนั้น ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการทำอัลบั้มอยู่แล้ว

    คอมเมนต์จากสาวคนสนิท

    เมื่อถามว่าการทำเพลงของตัวเอง มีปรึกษาหวานใจซึ่งเป็นคนในวงการเพลงอย่างนักร้องสาว วี วิโอเลต วอเทียร์ บ้างรึเปล่า เก้าตอบว่า

    “วีก็ได้ฟังเรื่อยๆ นะครับ สำหรับเพลงของ Bad Baboon เขาก็เป็นคนนึงที่ผมก็ไม่คิดว่าเออ… เขาจะรู้สึกว่าวง Bad Baboon มีสไตล์ มีความเฉพาะตัวที่ค่อนข้างชัดเจนครับผม เราก็รู้สึกว่าเออ มันก็ดีที่ได้คอมเมนต์จากหลายๆ ทาง ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่ทำเพลงร็อกหรือคนที่ทำเพลงเมทัลอย่างเดียว เขาก็ให้คำปรึกษาที่ดีครับ”

    ในฐานะที่วีเป็นนักร้อง อยู่ในวงการเพลงมาพักใหญ่ เขามีให้คำแนะนำปรึกษาเพิ่มเติมบ้างหรือไม่ เก้าบอกว่า

    “ก็มีหมดครับ ส่วนใหญ่เวลาทำเพลงกัน ผมก็จะอยู่ในช่วงที่ทำเพลง วีก็อยู่ในช่วงทำเพลงของตัวเองเหมือนกัน มันก็มีแลกเปลี่ยนกันฟังและคอมเมนต์กันครับ ถามว่าชอบทำเพลงเหมือนกัน เป็นสื่อที่ทำให้ความสัมพันธ์แฮปปี้ราบรื่นมั้ย จริงๆ มันก็เป็นอาชีพนะครับ มีทั้งความแตกต่างของเรา มีทั้งความเหมือนของเราครับ แต่เราทั้งคู่อยากทำงานออกมาที่มีคุณภาพออกมาครับ มันช่วยในเชิงการคอมเมนต์ ก็ช่วยได้จริงๆ ครับ”

    แต่พอถามว่าได้ฟังเพลงของวีและให้คำแนะนำเขากลับยังไงบ้าง เก้าตอบว่า “ผมก็จำไม่ได้ แต่เราก็พูดกันตรงๆ ครับ แต่ส่วนใหญ่ต่างคนต่างไม่ค่อยฟังกันหรอกครับ คงไม่ค่อยทำตามกันเท่าไร คือเราก็ฟังนะ แต่ท้ายที่สุดผมว่าต่างคนต่างมีไอเดียที่มั่นใจของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าทำออกมาด้วยความมั่นใจที่เป็นตัวเอง มันก็ดีอยู่แล้วครับ”

    รักในเพลงที่ทำ

    เก้า จิรายุ พูดถึงมุมมองเรื่องอนาคตในวงการดนตรีของตัวเองไว้ว่า คงทำเพลงไปเรื่อยๆ มีความสุขกับเพลงที่เราทำ เมื่อถามว่าเมื่อทำงานแสดงกับงานเพลงควบคู่กันไป ชอบอะไรมากกว่ากัน เก้าบอกว่า “จริงๆ ถ้าวัดกันจริงๆ มันเทียบกันไม่ได้หรอกครับ มันไม่เหมือนกัน มันเป็นสองทางที่ผมว่าทำควบคู่กันไปได้ มันก็มีหลายสิ่งจากการแสดงที่ช่วยการทำเพลงของเรา และการทำเพลงที่มันก็ช่วยในการแสดงเหมือนกันครับ ในแง่ของแอตติจูด ระบบความคิดครับ มันก็ช่วยได้เหมือนกัน”

    แต่ในยุคปัจจุบัน นอกจากวงการเพลงจะเจอพิษโควิดแล้ว ก็มีศิลปินที่ทำเพลงแนวเดียวกันมากมาย และ Nu Metal ไม่ใช่กระแสหลักของวงการเพลง เป็นแนวเพลงค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม คิดว่าจะไปต่อไหวหรือไม่ เก้าบอกว่า “ผมว่าถ้าเราไปนั่งมองว่าคนที่ทำแนวเดียวกับเรามันมีเยอะ แล้วเราจะเลิกทำ ออกจากวงการ หรือแม้กระทั่งเพลงแนวนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากในไทย แล้วเราจะต้องทิ้งมันไป ผมก็รู้สึกว่าผมก็ไม่ควรที่จะนั่งทำตรงนี้ตั้งแต่แรก

    เพราะจริงๆ เหตุผลที่ผมมาทำ ผมไม่ได้บอกว่าผมจะต้องทำให้มันดังหรือกลายเป็นวงที่เป็นระดับต้นๆ เหมือนวงบอดี้สแลม แน่นอนถ้าทำได้ผมก็คงภูมิใจ ดีใจกับมันมาก แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลักที่เราทำเพลงครับ คือท้ายที่สุดแล้วเราต้องชอบมันจริงๆ ก่อนครับ ถ้าเราไม่ได้ชอบมัน มันก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรครับ

    เพลงมันต้องเติมเต็มจิตใจเราได้ก่อน เพราะถ้าเราเองยังไม่ชอบ เราก็อย่าไปหวังว่าคนอื่นจะมาชอบเลย คือมันก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่ว่าเราจะรู้สึกแย่กับมันทุกวัน สมมติถ้ายิ่งเพลงดังออกมา แล้วเราต้องไปเล่นเพลงนั้นทุกวันทั้งที่เราไม่ชอบเพลงนั้น กลับกันถ้าเราทำเพลงที่เราหวังจะให้คนอื่นชอบ แล้วมันดันไม่ดัง เราก็เสียตั้งแต่แรกจนสุดท้าย เสียเวลาสุดๆ เลยครับ และผมคงไม่มีวันทำแบบนั้นอยู่ดีครับ”

    ปิดท้ายการสนทนา เก้าฝากแฟนๆ ให้ติดตามผลงานของตัวเองไว้ว่า “ฝากช่องทางการติดตามต่างๆ ในยูทูบ Bad Baboon แฟนเพจก็ชื่อ Bad Baboon ถ้าจะมีเพลงใหม่เมื่อไรเราจะแจ้งไปในช่องทางต่างๆ ตรงนั้นเลยครับ ไปฟังเพลงที่ผ่านมาของพวกเราก่อนก็ได้ และก็ฝากยูทูบแชนแนล Kao Jirayu ด้วยนะครับ เป็นช่องทางการสื่อสารของเรา ลองไปดูกันได้ครับ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : Bad Baboon, อินสตาแกรม @kaojirayu_9, อินเทอร์เน็ต
    กราฟิก : Varanya Phae-araya

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เก้า จิรายุspecial contentเก้า จิรายุ ละอองมณีเก้า จิรายุ เพลงเก้า จิรายุ ผลงานเก้า จิรายุ มือกีตาร์Bad Baboonแบด บาบูนข่าวบันเทิงนักร้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 16:27 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์