ไลฟ์สไตล์
100 year

อุ๋ย บุดดาเบลส เจอเหตุการณ์น่าขยะแขยงจากงานประจำ สู่ศิลปิน-เปิดค่ายเพลง

ไทยรัฐออนไลน์
22 ก.ค. 2564 09:00 น.
SHARE
  • จากศิลปินใต้ดิน เล่นคอนเสิร์ตโดนไล่ลงจากเวทีเพราะใช้คำหยาบ สู่ศิลปินบนดินในนามวง Buddha Bless
  • หมดความอดทนจากงานประจำ เพราะเจอเหตุการณ์สุดทนจนตัดสินใจลาออก
  • บทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง นำธรรมะประยุกต์ใช้กับเพลงที่เขียน

อยู่ในวงการเพลงมานานกว่า 15 ปีแล้ว สำหรับ อุ๋ย นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย Buddha Bless (บุดดาเบลส) แต่หากจะนับประสบการณ์การทำงานเพลงจริงๆ ของเจ้าตัวมีมากกว่า 15 ปีแน่นอน เพราะเขาคนนี้เคยเป็นศิลปินเพลงใต้ดินวง AYM (เอวายเอ็ม)

ข่าวแนะนำ

เมื่อเรียนจบก็หันมาทำงานประจำเป็นพนักงานขายรถ แต่สุดท้ายก็มีจุดพลิกผันที่ทำให้ตัดสินใจหันหลังให้งานประจำ และหันมาทำงานเพลงเป็นศิลปินเต็มตัว และออกอัลบั้มในนาม Buddha Bless

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ชวนเขาคนนี้มาพูดคุยถึงเส้นทางชีวิตแห่งเสียงเพลง รวมไปถึงอีกหนึ่งบทบาทใหม่ในชีวิต คือการทำค่ายเพลง “พร้อมบวก” (Prom+) อีกทั้งถามถึงที่มาที่ไปของความสนใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง รวมไปถึงการดูแลจิตใจในช่วงโควิดระบาด ที่ปัญหาต่างๆ ส่งผลกระทบในทุกด้าน

จากศิลปินใต้ดินสู่บนดิน

อุ๋ยเล่าถึงชีวิตวันวานเมื่อเป็นนักร้องเพลงใต้ดินวง AYM หนุ่มคนนี้บอกว่าทุกวันนี้ก็มีคนเอาเพลงไปลงในยูทูบ ซึ่งมีความหยาบไม่น้อยไปกว่าเพลงวัยรุ่นทุกวันนี้ มีทุกคำหยาบที่ไม่ควรจะพูดอยู่ในนั้นหมด

“ตอนนั้นอายุ 20 ต้นๆ นี่แหละครับ ก็คิดว่าถ้าให้มาร้องคุณร้องผม ร้องเธอฉัน ผมจะจั๊กจี้มาก ยังบอกเพื่อนเลยว่าถ้าให้เขียนเพลงแบบนั้นไม่ทำดีกว่า

เวลาไปเล่นงานอันเดอร์กราวนด์ เล่นในที่สาธารณะ ก็เคยเล่นแล้วโดนไล่ลงมาแล้วเพราะมันหยาบคายมาก เคยไปเล่นในมหาวิทยาลัย อาจารย์ไล่ลงให้เลิกกลางคันก็มีเพราะหยาบมาก จำได้ว่าไปเล่นที่มหาวิทยาลัยเพื่อน ร้องๆ อยู่เขาก็ให้หยุดแล้วไล่ลงเพราะหยาบมาก”

แต่หลังจากเรียนจบ เขาก็ได้ไปทำงานประจำอยู่พักหนึ่ง แต่ที่มาทำงานเพลงอีกครั้งเพราะไม่อยากสงสัยตัวเองต่อไป

“ตอนนั้นทำแต่อันเดอร์กราวนด์ มีโอกาสรู้จักกับพี่โจอี้ บอย อยากจะตั้งใจออกอัลบั้มบนดิน ซึ่งสมัยนั้นไม่มีโซเชียลเหมือนสมัยนี้ เลยอยากออกบนดินให้ได้สักครั้ง ซึ่งยากมาก เพราะเราเขียนเพลงหยาบมาตลอด ส่งกี่เพลงก็ไม่เคยผ่านเพราะหยาบเกินไป

ก็ต้องทำเพลงไม่หยาบ และรู้สึกไม่กระดากปากที่จะร้องมันด้วย ก็หาบาลานซ์อยู่นานมากครับกว่าจะเจอ พอหาเจอก็คิดว่าเออ...ไม่อยากสงสัยตัวเองว่าทำได้รึเปล่า เลยลาออกจากงานมานั่งทำเพลงอย่างเดียวปีนึง คิดว่าถ้าไม่สำเร็จก็จะกลับไปทำงานประจำ ถ้าสำเร็จก็โชคดีไป”

กับคำถามว่าเพลงแร็ปจำเป็นต้องหยาบคายรึเปล่า เมื่อก่อนเพลงแร็ปของค่ายเพลงบนดินต่างๆ ก็ไม่ได้มีคำหยาบคาย อุ๋ยบอกว่า

“ผมว่าสมัยก่อนมี กบว. ถ้าออกบนดิน แกรมมี่ อาร์เอส ถ้าหยาบแบบนั้นก็เปิดทีวีไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้โซเชียลมีเดียทำลายกำแพงพวกนั้นหมดแล้ว กบว.เซนเซอร์ไม่ได้ ก็ใส่เต็มที่

ผมเข้าใจเด็กวัยรุ่นเพราะเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน ตอนเด็กก็เคยคิดว่าให้ทำสุภาพๆ ผมไม่ทำ รู้สึกเฟก ไม่เรียล ชีวิตประจำวันกับเพื่อนฝูงเราก็พูดแบบนี้ ถ้าเราทำเพลงทำไมต้องเสแสร้ง

แต่พอมีอายุ เราเห็นหลานไปเผลอฟังแล้วเผลอร้องโดยไม่รู้ เราไม่อยากให้ลูกหลานเราเป็นแบบนั้น ผมว่ามันคือคำว่ากาลเทศะ แต่พอเป็นเพลง มันเลือกโอกาสยากที่จะใช้ถูกเวลาไหน เพราะแล้วแต่คนจะเอาไปเปิด

ถามว่าจำเป็นต้องหยาบมั้ย ไม่จำเป็นครับ ศิลปินที่เขาทำเพลงดังโดยไม่มีคำหยาบก็มีเยอะแยะ ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด แต่วันนึงเลือกได้ ก็แล้วแต่จริตคนว่าชอบแบบไหนครับ”

หมดความอดทนจากงานประจำ

เราถามต่อถึงช่วงชีวิตของอุ๋ยที่เคยทำงานประจำ คือการเป็นเซลส์ขายรถที่โชว์รูมแห่งหนึ่ง พอตัดสินใจจะมาทำงานเพลงแบบเต็มตัว ในช่วงนั้นตัดสินใจยากหรือเปล่า อุ๋ยตอบว่า

“ตัดสินใจยากมาก ตัดสินใจอยู่เป็นปีครับ สุดท้ายเรียกว่าหมดความอดทนดีกว่า คือหมดความอดทนกับอาชีพที่ทำอยู่ ผมเป็นเซลส์ขายรถ ซึ่งเป็นอาชีพล่าสุดก่อนจะลาออก

ผมเคยเจอเจ้าของโชว์รูมเวลาเขาอยากให้เราเพิ่มยอดขาย เขาจะมีกฎกติกาว่าถ้าขายคันนี้ได้จะเพิ่มคอมมิชชันให้เท่านั้นเท่านี้ แล้วเวลาเราทำได้ เขาไม่ทำตามที่ตกลงไว้ เราก็รู้สึกโดนเอาเปรียบ

แต่สิ่งที่หมดความอดทนเลยคือมีอยู่วันนึงประชุม เขาเอาเงินสดเป็นปึกเป็นล้านบาทมากองบนโต๊ะประชุม แล้วบอกว่าใครอยากได้เท่าไรก็หยิบไป แล้วทุกคนก็กรูเข้าไปยื้อแย่งเงินกัน

ผมก็นั่งมองอยู่เฉยๆ ไม่ลงไปแย่งกับเขา เพราะผมรู้สึกว่าของฟรีไม่มีในโลก แล้วพอทุกคนแย่งกันเสร็จ เขาก็ให้เลขาฯ เขานับว่าหยิบกันไปคนละเท่าไรและเก็บคืน แล้วบอกว่าให้คุณไปทำยอดให้ได้ตามที่ตั้งไว้ คุณจะได้สิ่งที่หยิบจับได้เมื่อสักครู่นี้

ซึ่งผมรู้สึกว่ามันน่าขยะแขยงมากเลย มันเหมือนสาดข้าวให้หมาลงแย่งกิน เหมือนให้คนมาสัมผัสจับเงิน จะได้มีแรงกระตุ้นให้ออกไปหาเงิน ซึ่งตรงข้ามกับจริตผม

ผมไม่ได้บอกว่าเขาทำไม่ดีนะ แต่มันแค่ไม่ถูกจริตผมแค่นั้นเอง ทำให้ผมหมดความอดทน คิดว่าออกมาปากกัดตีนถีบทำสิ่งที่เรารักดูดีกว่า ตอนนั้นที่เป็นเซลส์ขายรถผมทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องล้วนๆ ไม่ได้รักที่จะทำมัน เลยทำในสิ่งที่รักโดยไม่ได้มองเงินเป็นตัวตั้งดูครับ”

เมื่อถามว่าพอออกจากงานมาทำเพลงมีความหวั่นใจมั้ย อุ๋ยบอกว่า “โอ๊ย ทำไปร้องไห้ไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เพื่อนที่ทำก็เลิกทำไปหมดแล้ว เหลือผมคนเดียว ผมก็ทำต่อจนเพื่อนกลับมาทำด้วย (หัวเราะ) จนออกมาเป็น Buddha Bless

ผมว่าศิลปินที่ผมรู้จักก็เป็นแบบนี้หลายคน ทำไปท้อไปแล้วกลับมาทำใหม่ มันไม่ง่ายครับ กว่าจะออกมาอย่างที่ทุกคนเห็นก็นานนะครับ ทำอยู่เป็นปี เป็นปีที่ไม่มีใครรับปากว่าถ้าทำเสร็จเขาจะให้ออกนะ

ตอนทำเสร็จ 10 เพลง เขายังไม่ได้ให้สัญญาเลยว่าจะได้ออก ถ้าไม่ได้ออกก็ต้องไปกู้เงินมาจ่ายค่าห้องอัดแล้วเอาเพลงไปขายอันเดอร์กราวนด์ ปั๊มซีดีขายกันเองแล้วเอาเงินมาจ่าย”

แต่สุดท้ายแล้วความฝันของอุ๋ยก็เป็นจริง เมื่อวง Buddha Bless จะได้ออกอัลบั้มแรก อุ๋ยบอกว่า

“ดีใจมากครับ ตอนนั้นเป้าหมายแค่นั้นเลยว่าแค่ได้ออกอัลบั้ม ส่วนจะเป็นอาชีพได้รึเปล่าไม่เคยคิดเลยครับ ถามว่าวันที่ออกอัลบั้มครั้งแรก คิดว่าจะได้รับโอกาสยาวนานมาจนถึงวันนี้มั้ย ไม่เลยครับ มีแต่คนบอกว่าอาชีพไม่มั่นคง หาอย่างอื่นทำด้วย

แต่ผมไม่เคยหาอย่างอื่นทำเลยครับ รู้สึกว่าไม่มีอะไรมั่นคงในโลกนี้ ทำธุรกิจแล้วเจ๊งก็เยอะแยะ คนรวยพันล้านแล้วหมดตัวก็มี คำว่ามั่นคงคืออะไรล่ะ ถ้าถามถึงความมั่นคง มันไม่มีในโลกนี้สำหรับผมครับ

ความมั่นคงที่แท้จริงคือถ้าเราซื่อสัตย์กับอาชีพที่เราทำอยู่ เราตั้งใจทำมันอย่างดีมากๆ อย่างน้อยวันนึงอาจจะหาไม่ได้เยอะ แต่ว่ามันยังพอถูไถไปได้ เงินมีก็หมดได้ครับ ไม่ว่าอาชีพไหน”

วันที่วง Buddha Bless ออกอัลบั้มชุดแรก มีเพลงดัง เริ่มเป็นที่รู้จัก เมื่อถามว่าความรู้สึกตอนนั้นเป็นไงบ้าง อุ๋ยบอกว่า

“ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้นนะครับ พูดตรงๆ ผมก็งงๆ เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเราดังแล้ว ผมเห็นคนรอบตัวที่ดังกว่าเราเยอะ อย่างพี่โจอี้ บอย หรือศิลปินในยุคเดียวกัน มีแฟนคลับตามกรี๊ด เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็เห็นคนที่ดังกว่าเราเยอะแยะ เลยไม่ได้รู้สึกดังอะไรเลยครับ

แต่รู้สึกดีที่เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วมีคนสนุกไปกับเรา ร้องเพลงตามได้ ตอนนั้นรู้สึกดีมาก เราไม่รู้ว่ามันจะอยู่ไปนานแค่ไหน ไม่เคยคิดว่าจะดังมากๆ แต่คิดว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้นานที่สุดครับ”

อุ๋ยบอกว่ารู้สึกดีที่มีแฟนๆ ติดตามมาตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงปัจจุบัน เวลาคนคอมเมนต์ หรือมีแฟนคลับติดตามมานาน มันเป็นกำลังใจในการทำงานจริงๆ

“เวลาได้ยินดาราศิลปินสัมภาษณ์ว่าสิ่งเหล่านี้คือกำลังใจสำหรับเขา บางคนที่ไม่เคยสัมผัสอาจจะว่าพูดดูสวยงาม แต่สำหรับผมมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คือทุกคนมีวันที่ท้อแท้ อย่างผมปล่อยเพลงแล้วแป้กก็มี แต่วันที่เราได้กลับมาอ่าน ได้ฟังฟีดแบ็กที่คนที่เขาให้กำลังใจเรา สนับสนุนเรา เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่ายอดวิวเยอะๆ อีกสำหรับผม เขาสละเวลาพิมพ์ข้อความส่งมาหาเราว่าเพลงเราเปลี่ยนชีวิตเขายังไงบ้าง มันดีมากเลยครับ”

พร้อมบวก (Prom+)

อีกหนึ่งสิ่งที่หนุ่มคนนี้ตั้งอกตั้งใจทำเพื่อสร้างสรรค์วงการเพลง คือการทำค่ายเพลง Prom+ (พร้อมบวก) ในเครือ LOVEiS Entertainment ซึ่งหมายถึงการเพิ่มพลังบวก เพิ่มสิ่งดีๆ ให้สังคม โดยอุ๋ยเผยถึงที่มาการทำค่ายให้ฟังว่า

“เริ่มต้นจากพี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) ชวนมาก่อนตอนเริ่ม และมีพี่จี๊บ (เทพอาจ กวินอนันต์) ที่เป็นผู้บริหารและเจ้าของด้วย คือแนวความคิดในการทำงานตรงกัน พี่เขาให้อิสระในการทำงานมาก สนับสนุนทุกอย่าง ก็แฮปปี้ที่อยู่ที่นี่

และมีน้องๆ ตอนที่ผมไปทำรายการ Show Me The Money ผมเห็นความสามารถเขา ทั้งนายนะ (ปิยะวัฒน์ เชิดเพชรรัตน์) ที่ได้แชมป์ หรือ Tossakan (โจ กิตติกานต์ แซ่หลี) ที่ร้องเพลงเพราะมากๆ เขียนเพลงเก่งๆ

พอทำค่ายก็มีที่ให้น้องๆ ได้แสดงความสามารถ ก็เลยคิดว่าน่าจะดีครับ พอได้ทำค่ายเองก็เหนื่อยตรงมาเจอโควิดพอดีด้วย แต่เห็นคนจากอาชีพสาขาอื่นที่เหนื่อยกว่าเราเยอะ กระทบหนักๆ ก็รู้สึกว่าของเราเบาไปเลย

ถามว่าช่วงโควิดแบบนี้ วงการเพลงจะไปยังไงต่อ ผมว่าต้องปรับตัวเยอะครับ มีน้องๆ หลายคนประสบความสำเร็จในแง่ยอดวิว

เขาอยู่ได้ด้วยยอดวิวโดยที่ยังไม่มีคอนเสิร์ต อาจจะหาเงินได้ไม่เยอะ แต่ยอดวิวทำให้เขาพออยู่ได้ แต่ก็คงต้องลดต้นทุนหลายอย่าง อย่างค่าห้องอัด หลังๆ ก็ทำ Home Studio กันเยอะ ที่แพงๆ คือค่ามิวสิกวิดีโอ ซึ่งก็ต้องหาทางออกกันไป ลดงบประมาณ

ผมเชื่อว่าวันนึงถ้าฉีดวัคซีนกันเยอะๆ เหตุการณ์ผ่านไปคงจะดีขึ้นครับ แต่ตอนนี้พยายามลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด หาอาชีพเสริม

มองในข้อดีก็คือศิลปินหลายคนมีอาชีพเสริม หมดโควิดกลับไปร้องเพลงเหมือนเดิม คุณก็มีอาชีพใหม่เพิ่ม ก็เป็นช่องทางรายได้หลายทางครับ ผมว่าก็อยู่ในหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพราะว่ามีภูมิคุ้มกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรอีก ก็ยังมีอาชีพสำรองครับ”

อุ๋ยบอกว่าเมื่อทำค่ายเองก็มีแง่ธุรกิจเข้ามาเยอะ สมัยอยู่แกรมมี่ก็มีมุมมองของศิลปิน พอออกจากแกรมมี่เป็นศิลปินอิสระก็ดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เราอยู่ค่ายแล้วเขาจ่ายให้ พอทำค่ายเองก็เห็นมุมมองครบทั้งเป็นคนบริหารเงินและเป็นคนที่จ่ายเงิน ด้วยความเป็นศิลปินมาก่อน

เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจศิลปิน ก็จะหาวิธีที่แฟร์ที่สุด สบายใจที่สุดกับทุกฝ่าย ยอมรับว่าในแง่ธุรกิจอาจไม่ได้ดีมาก แต่ไม่ถึงกับแย่จนอยู่ไม่ได้ พยายามจัดการในเรื่องต้นทุนให้ยังพออยู่ได้ การทำงานที่ตั้งใจ มีเจตนาดี มันอาจไม่ได้ฉาบฉวย เห็นผลเร็ว แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาว

ส่วนอุปสรรคที่เจอคือเรื่องกระแส อุ๋ยบอกว่า “ผมไม่ได้ชอบทำตามกระแส เพราะฉะนั้นอาจจะยากหน่อยที่ทุกวันนี้ทุกคนพยายามให้ตัวเองมีกระแสในโลกโซเชียล วิธีเขียนเพลงใช้คำแรงๆ เรียกกระแส ก็เหมือนสะกิดให้คนหันมามองได้

แต่ผมรู้สึกว่าการสร้างกระแสบางทีส่งผลดีกับเจ้าตัวในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียกับสังคมในระยะยาว ผมเลยเลือกบอกน้องๆ ว่าเราไม่ใช้วิธีแบบนั้นนะ เราไม่เชื่อการทำอะไรแรงๆ แล้วกระทบคนอื่น หรือหยาบเกินจะรับได้เพื่อเรียกกระแส แต่ส่งผลเสียในระยะยาวกับคนฟังที่มีเด็กด้วย ซึ่งมันยากหน่อยในแง่ธุรกิจ แต่ว่าผมเชื่อความยั่งยืนและรับผิดชอบสังคมในระยะยาวครับ

เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ก่อนจะทำ Buddha Bless ผมทำฮิปฮอป อันเดอร์กราวนด์ ผมก็เคยทำแบบนั้นมาก่อน ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่ด้วยวัย ยิ่งโตมามีหลานก็รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เด็กไปเปิดฟัง พ่อแม่ก็ห้ามยากน่ะครับ ไหนจะเพื่อนที่โรงเรียน เพราะฉะนั้นถ้าเราทำได้ ลองทำแบบไม่หยาบดูได้มั้ย

ผมว่ามันเป็นโจทย์ที่ยากกว่า แต่ผมไม่ได้แอนตี้คนที่จะทำเพลงหยาบคาย นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ของผมถ้าเลือกได้ก็ทำในขอบเขตที่ผมรับได้ อย่างตอนเพลง “ชิงหมาเกิด” ผมก็คิดดีแล้ว ไม่ได้มีคำหยาบคาย เนื้อเพลงให้ข้อคิด เพราะฉะนั้นอยู่ในจุดที่รับได้ ไม่ได้ข้ามเส้นที่ผมตั้งไว้ครับ”

ผลงานล่าสุด

อุ๋ยเล่าถึงผลงานเพลง “บิน / Freedom” ซิงเกิลใหม่ล่าสุดของเขาให้ฟังว่า เป็นเพลงที่เขียนมาจากชีวิตตัวเองในวันที่คนรักเลือกจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีเรา ไปตามความฝันของเขา เราก็ควรจะปล่อยให้เขามีความสุข ไม่ว่าเขาจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าคนเราจะใช่ สักวันก็คงวนกลับมาเอง แต่ถ้าไม่ใช่ ยื้อให้ตายก็ไม่ใช่อยู่ดี ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว และเลือกดึงความทรงจำตรงนี้มาเขียนเป็นเพลง

“เนื้อหาเพลงนี้ก็เปรียบเหมือนนก ถ้าอยู่ในกรงทองสวยแค่ไหนก็คงไม่มีความสุขเท่ากับได้ออกไปบินอย่างมีอิสระ ผมก็คิดว่าถ้าเรารักเขาจริงๆ ก็ควรจะปล่อยเขาไปให้มีอิสระ ถ้าวันไหนเขาอยากจะกลับมาก็พร้อมเสมอ เหมือนเป็นต้นไม้ที่นกจะบินกลับมาพักเมื่อไรก็ได้

เพลงนี้ผมเขียนไว้หลายปีแล้ว เขียนเสร็จก็เก็บไว้ คิดว่ามันอาจจะส่วนตัวมากจนคนฟังอาจจะไม่เก็ตก็ได้ ถ้ามองในแง่ธุรกิจก็อาจจะฟังไม่แมส

แต่ผมมองเป็นงานศิลปะอย่างนึง มันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของเรา เลยคิดว่าไม่ต้องมองในแง่ธุรกิจอย่างเดียว เป็นศิลปินมันต้องคิดในแง่การสื่อสารอารมณ์ด้วย ก็เลยออกละกัน เพราะถ่ายเอ็มวีไว้เป็นปีแล้ว ตั้งแต่ก่อนมีโควิดก็ไปถ่ายที่อิตาลีมาครับ ที่ถ่ายที่อิตาลีเพราะผมมีความทรงจำกับที่นั่นเยอะครับ เป็นประเทศที่ผมไปบ่อยที่สุด ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ 7-8 แล้วที่ไป เราก็เลยไปถ่ายที่นั่นด้วยเลย”

ฟีดแบ็กเพลงนี้ อุ๋ยบอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ถ้าคาดหวังคงไม่เก็บมานานขนาดนี้ แต่ฟีดแบ็กที่ได้ก็ประทับใจมาก เพราะไม่ได้มองยอดวิวเป็นหลัก มองว่าเพลงทำงานได้มั้ย

บางคนส่งข้อความมาบอกว่าฟังแล้วเขาทุกข์น้อยลง ปลงได้มากขึ้น ก็รู้สึกดีมากๆ บางคนก็ชอบถามว่าไม่ทำเพลงแล้วเหรอ แต่จริงๆ ยังทำค่ายเพลง Prombuak อยู่ มีศิลปินหลายเบอร์ ส่วนงานตัวเองก็ยังทำเพลงเก็บไว้เรื่อยๆ ค่อยๆ ทยอยปล่อยออกมา

อุ๋ยเล่าต่อว่าที่ผ่านมาไม่ได้ออกซิงเกิลใหม่มาเกือบปี ก่อนหน้านี้ไปทำเพลงร่วมกับศิลปินคนอื่นบ้าง ส่วนการทำเพลงกับวง Buddha Bless ก็ยังทำอยู่ แต่ยังไม่ได้ออก จริงๆ ทำเพลงไว้เยอะแต่ยังไม่ปล่อย ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราด้วย เพลงของ Buddha Bless ส่วนใหญ่คนจะมองว่าเป็นเพลงสนุกสนาน ซึ่งก็มีทำและมิกซ์เสร็จหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ถ่ายเอ็มวี ด้วยโควิด ด้วยบรรยากาศหลายอย่าง เลยรู้สึกว่ายังไม่อยากออก

ธรรมะในใจ

อีกหนึ่งมุมที่หลายคนเห็น คือความสนใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจังของอุ๋ย เมื่อถามว่าสนใจจริงจังตั้งแต่เมื่อไร อุ๋ยบอกว่าตั้งแต่วัยรุ่น จริงๆ โดนปลูกฝังมาเยอะ แต่ถูกปลูกฝังแบบผิดๆ เปลือกๆ เข้าวัดจุดธูปขอ แปะทอง ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีความสงสัยและตั้งคำถามมาตั้งแต่เด็กว่ามันมีจริงเหรอ ถ้าขอแล้วได้แบบนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว จึงเริ่มศึกษาศาสนาพุทธมาเรื่อยๆ เพราะเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

“จนวันนึงผมอยากลองไปปฏิบัติธรรมดู ก็เลยไปลองปฏิบัติเพราะไม่เชื่อว่าการนั่งหลับตาเฉยๆ เดินช้าๆ จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ยังไง แต่ถ้าสรุปโดยที่ยังไม่ได้ลองก็ไม่ต่างจากคนงมงาย เชื่ออะไรโดยที่ไม่มีเหตุผลรองรับ เลยทดลองปฏิบัติธรรมครับ

หลังจากนั้นก็เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากขึ้นเยอะ รู้สึกว่ามีประโยชน์มากๆ เลยสนใจศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ถามว่าทำให้เปลี่ยนความคิดยังไงบ้าง ก็ทุกข์น้อยลงครับ มองอะไรที่แก่นมากขึ้น เห็นอะไรที่เป็นสาระของชีวิตมากขึ้น เห็นอารมณ์ตัวเอง เห็นสาเหตุสารพัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากตัวเราแทบทั้งนั้น”

กับคำถามว่าเอาธรรมะมาใช้ในงานเพลงของตัวเองเยอะมั้ย อุ๋ยตอบชัดๆ ว่า “เยอะครับ สำหรับผมส่วนใหญ่เวลาผมเขียนเพลง ผมพยายามเขียนเรื่องนี้แหละ แต่กลายเป็นว่าทำให้ฟังยากมากขึ้น” ก่อนจะหัวเราะและเล่าต่อไปว่า “คนรุ่นใหม่อาจจะรู้สึกว่าน่าเบื่อ ผมก็ต้องหาวิธีสอดแทรกให้แนบเนียนที่สุด เรียกว่าผสมยาหวานรับประทานง่าย ถ้ามาธรรมะมากๆ จะกลายเป็นยาขมที่มีกลุ่มคนแค่กลุ่มเล็กๆ อยากเสพมัน

ถามว่ากระบวนการมันยากแค่ไหน ยากครับ เพราะหนึ่งเราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ สองความเข้าใจคนฟังแต่ละคนมีไม่เท่ากันตามวัย ประสบการณ์ อายุ เพราะฉะนั้นต้องหาอะไรที่ค่อนข้างกลางๆ เปรียบเทียบแล้วเข้าใจง่ายๆ ให้กับคนทุกกลุ่มที่ประสบการณ์ชีวิตอาจยังไม่เยอะ เขาฟังแล้วเชื่อมโยงได้ ก็ต้องเลือกคำเยอะพอสมควร ซึ่งเพลงในค่ายของผมหลายเพลงก็จะสะท้อนในเรื่องธรรมะ

การทำค่ายเพลงเป็นผลพวงจากการศึกษาธรรมะด้วยมั้ย ก็ด้วยครับ แต่กับน้องๆ ในค่ายผมไม่อยากไปบีบบังคับหรือสวมวิญญาณเราเข้าไปในเขา ผมก็จะบอกแค่ว่าทำเป็นตัวคุณไปน่ะแหละ คุณไม่ได้เชื่อแบบผม คุณก็ทำที่ตัวคุณเชื่อ

แต่ผมมีกรอบอยู่ว่าไม่หยาบเกินไป ผมไม่ได้แอนตี้คำหยาบนะ ผมแยกคำว่าหยาบกับสถุน ถ้าหยาบผมรับได้ แต่ถ้าสถุน ลงที่ต่ำมาก มันเกินคำว่าหยาบ อย่างนั้นขอให้อย่ามีครับ ผมยังมีนายทุน มีผู้ใหญ่ที่เขาเชื่อในเราที่ลงทุนด้วย”

ศึกษาธรรมะมานานนับสิบปีแล้ว เมื่อถามว่าอนาคตเคยคิดอยากบวชเป็นเรื่องเป็นราวเลยมั้ย นักร้องหนุ่มตอบว่า

“ก็เคยคิดครับ ผมเคยบวชมา 2 ครั้งแล้ว ผมว่ามันยากนะที่จะเป็นพระสงฆ์แท้ๆ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างครบถ้วน ผมยังมีบ่วงมีห่วงอยู่หลายอย่าง ผมรู้สึกว่าถ้ายังมีห่วงพ่อแม่พี่น้อง เราใช้วิธีศึกษาธรรมะควบคู่ไปด้วยได้ในแบบฆราวาส ถ้าทำได้มันก็ดี

แต่ถ้าวันนึงผมพร้อมมากกว่านี้ ผมละได้มากกว่านี้ ก็เป็นไปได้ที่จะบวช เพราะว่าเป็นทางสั้นลัดตรง แต่ไม่ได้รอเวลาว่าต้องบวชก่อนถึงจะบรรลุได้หรือปฏิบัติได้ ตอนนี้ก็ทำได้เลยทุกวัน พยายามทำอยู่ครับ”

ดูแลจิตใจในช่วงโควิด

สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคโควิดระบาด ทำให้สภาพจิตใจทุกคนแย่ลง เมื่อถามว่าอยากแนะนำการดูแลจิตใจช่วงนี้ยังไงบ้าง

“ถ้าในยุคนี้ อย่างแรกผมอยากแนะนำว่าเล่นโซเชียลมีเดียให้น้อยลงครับ (หัวเราะ) โซเชียลมีเดียนี่เป็นต้นเหตุของความทุกข์เลยครับ

เพราะคุณจะเผลอไปเปรียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนเหล่านั้นเขาก็เอาด้านพิเศษมาลงโซเชียล แต่ด้านลบหรือหดหู่เขาไม่แชร์หรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเผลอเปรียบเทียบชีวิตปกติของเรากับด้านพิเศษของเขา คุณจะทุกข์โดยไม่รู้ตัว

และโลกโซเชียลมีเดียเป็นโลกของการระบายอารมณ์อีกอย่างนึง คนทุกข์ก็จะหาที่ระบาย โทษนั่นนี่ ด่ากันไปมา มีแต่พลังลบในนั้น เขาบอกว่า You are what you eat โซเชียลมีเดียก็เป็น You are what you read เหมือนกัน คุณอ่านอะไร รับอะไรเข้าไปในตัวเยอะๆ การก่นด่าหาคนผิด โทษนั่นนี่ ทำให้คุณมีทัศนคติลบๆ ยิ่งเครียดยิ่งทุกข์

นอกจากทุกข์เพราะเปรียบเทียบชีวิตคนอื่นแล้ว ยังทุกข์เพราะคิดว่าคนนี้เห็นต่างจากเรา ได้รับข้อมูลไม่เหมือนเรา

โซเชียลมีเดียเขาก็จะจัดข้อมูลที่เราชอบอ่าน คุณชอบการเมืองแบบไหน เขาก็จะจัดข้อมูลฝั่งเดียวกับคุณมาให้อ่านครับ มันก็ทำให้แต่ละคนอยู่ในโลกตัวเอง และมองข้อมูลอีกแบบว่าโง่เหลือเกิน แตกต่างจากเรา

ทำให้มีแต่ความเกลียดชังครับ ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก คนที่ทุกข์ก็คือตัวเองครับ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้นได้ยังไง แต่ถ้าบอกว่าอย่ามาสั่งสอน ก็ใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปครับ มันก็เป็นตัวสอนคุณเองแหละว่าใครทุกข์ 

จริงๆ ผมก็มีทุกข์เหมือนคนอื่นครับ เวลาผมดูโซเชียลแล้วเผลอเปรียบเทียบชีวิตเรากับคนอื่น แต่พอฝึกสติมาบ้างก็จะเป็นไม่นานและรู้ตัวว่ากำลังหลงไปกับความฟุ้งซ่าน โดนความคิดอารมณ์ลากเราไปทำงานอีกแล้วนะ

พอเรามีสติก็จะทุกข์น้อยลง ทุกข์สั้นลงเยอะครับ มันก็จะเห็นค่าในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้ไปนั่งจ้องกับสิ่งที่เราขาดแล้วอยากได้ เราก็ทบทวนว่าที่ผ่านมาชีวิตเราดีกว่าแต่ก่อนเยอะแค่ไหนแล้ว ถ้ายังไม่พอใจ ยิ่งกระหายไปตลอดแล้วเมื่อไรเราจะมีความสุข เรียกว่าโฟกัสที่ปัจจุบันครับ ผมก็ไม่ได้ทำได้ตลอด แต่พยายามทำแบบนี้ให้ได้เยอะและบ่อยที่สุด จะได้ไม่ทุกข์ ฟุ้งซ่านในความคิดครับ”

นอกจากนี้ อุ๋ยบอกว่าตอนนี้ทำรายการ “บ้านพลังใจ” และ “ทำอะไรก็ธรรม” ซึ่งรายการ “บ้านพลังใจ” เป็นของกรมสุขภาพจิตทำร่วมกับ สสส. ทางช่องไทยพีบีเอส

เพื่อให้คนเห็นว่าช่วงโควิดที่คนเดือดร้อนกันเยอะ เขาผ่านมันไปได้อย่างไร การให้กำลังใจจากครอบครัวสำคัญยังไงบ้าง เป็นงานที่ทำแล้วชอบมาก เพราะสนใจเรื่องจิตวิทยา และสอดแทรกธรรมะด้วย ทำให้คนทุกข์น้อยลง

ส่วนรายการ “ทำอะไรก็ธรรม” ทาง LINE TV ทำกับสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ไปถ่ายชีวิตคนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้ร่ำรวย แต่เป็นคนธรรมดาที่มีความสุข เพราะทำสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดา แต่เกิดประโยชน์กับตัวเองและสังคมด้วย.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : LOVEiS Entertainment
กราฟิก : Chonticha Pinijrob

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุ๋ย บุดดาเบลสspecial contentอุ๋ย บุดด้าเบลสอุ๋ย Buddha Blessอุ๋ย นที เอกวิจิตรอุ๋ย บุดดาเบลส ผลงานอุ๋ย บุดดาเบลส ค่ายเพลงข่าวบันเทิงนักร้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 08:08 น.