เปิดชีวิต ติ๊ก Playground ศิลปินอินดี้ ทำค่ายเพลง ก่อนจะสูญเสียเพื่อนรัก

ข่าว

    เปิดชีวิต ติ๊ก Playground ศิลปินอินดี้ ทำค่ายเพลง ก่อนจะสูญเสียเพื่อนรัก

    ไทยรัฐออนไลน์

    1 ก.ค. 2564 09:00 น.

    • โมเดิร์นด็อกเป็นแรงบันดาลใจ สู่การเป็นติ๊ก Playground ในวันนี้
    • จากศิลปินวงอินดี้ สู่ผู้บริหารค่ายเพลง Home Run Music
    • ช็อกที่สุดในชีวิต เมื่อต้องสูญเสียเพื่อนรักอย่าง ตุ้ย Playground

    เป็นอีกหนึ่งศิลปินวงอินดี้ที่มีแฟนเพลงติดตามผลงานมายาวนาน 17 ปีแล้ว สำหรับ ติ๊ก กฤษติกร พรสาธิต หรือ ติ๊ก Playground เจ้าของเพลงดัง อาทิ ปล่อยวาง, มุม, Soulmate ที่ตอนนี้มีบทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง “Home Run Music” ในเครือ Muzik Move ที่ตอนนี้มีศิลปินในสังกัด 3 คนแล้ว แต่ยังคงมีงานเพลงของตัวเอง เพราะกำลังจะมีผลงานใหม่ของวง Playground กับเพื่อนสมาชิก ตุ้ย วัชระ, ตุลย์ เหมือนสร้อย, เก้ง ปรัชญา ซึ่งจะถูกปล่อยผลงานภายในปีนี้

    แต่หลังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อตุ้ย มือกีตาร์วง Playground เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อ 23 มิ.ย. 2564 สร้างความเศร้าเสียใจอย่างมากให้กับคนในครอบครัว ตลอดจนเพื่อนๆ แฟนๆ รวมถึงเพื่อนสนิทอย่างติ๊กและสมาชิกในวง เขาจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันเช่นนี้

    บันเทิงไทยรัฐออนไลน์พูดคุยกับติ๊กถึงวันวานที่ก้าวสู่วงการเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ก่อนจะมาทำค่ายเพลงและจะมีผลงานใหม่ และในวันที่เขาต้องสูญเสียเพื่อนรักอย่างตุ้ยไปอย่างไม่มีวันกลับ

    โมเดิร์นด็อกคือแรงบันดาลใจ

    เราถามถึงชีวิตวันวานของติ๊กว่า กว่าจะมีชื่อเสียงทุกวันนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง ติ๊กหัวเราะก่อนจะบอกว่า “สนุกมากครับ สำหรับพี่คือสนุกที่สุดในจักรวาลเลยครับ ด้วยความที่ตัวพี่เองมีความฝันอย่างเดียวในชีวิตตั้งแต่ประมาณ ม.1 ว่าอยากจะเป็นศิลปินที่แต่งเพลงเอง ร้องเพลงเอง มีวงของตัวเอง ตอนนั้นพี่ชอบวงโมเดิร์นด็อกเป็นไอดอล พี่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากจะทำ”

    ถามว่าทำไมชอบโมเดิร์นด็อก นักร้องหนุ่มเล่าว่า รู้สึกว่าเขาเป็นวงดนตรีที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการเพลงไทย “ตอนนั้นทุกคนที่อยู่ในวงการเพลงไทยจะรู้สึกว่ามีความเป็นแพลตฟอร์มของการเป็นไอดอล มีความเป็นดารา เป็นสตาร์ แล้วโมเดิร์นด็อกสร้างปรากฏการณ์จริงๆ ในมุมของคนเป็นศิลปิน นักดนตรี มันจะมีแพตเทิร์นแบบนี้เหมือนกัน เราก็รู้สึกว่านี่แหละทางของเรา เราไม่มีทางเป็นดาราหรือไอดอลแบบลิฟท์กับออยได้แน่ๆ (หัวเราะ)

    เรารู้สึกว่าเป็นไปได้ เพราะเราแต่งเพลงเป็น ร้องเพลงเองได้ เราเล่นคอนเสิร์ตให้คนสนุกได้ คือเมื่อก่อนเราคิดว่าถ้าไม่หล่อก็จบแล้ว เลยรู้สึกว่าเป็นแพชชั่น และด้วยตัวเพลง เราฟังเพลงแล้วรู้สึกว่าในเนื้อเพลง ดนตรีทั้งหมดของพี่เขา มันมีคอนเทนต์ที่มันแตกต่างจากเพลงทั่วไปตอนนั้น เราเลยรู้สึกว่าจริงๆ มีเพลงหลายแบบที่สามารถเขียนออกมาได้ อย่างเพลงโมเดิร์นด็อกบางเพลงไม่เกี่ยวกับความรักเลย รู้สึกว่าเฮ้ย มันเจ๋งน่ะ เรียกว่าโมเดิร์นด็อกคือแรงบันดาลใจ ถ้าไม่มีโมเดิร์นด็อกในวันนั้น ไม่มีติ๊ก Playground แน่นอนครับ”

    วันที่ฝันเป็นจริง

    จากนั้นติ๊กพยายามทำความฝันให้เป็นจริงด้วยการฝึกฝนตัวเองในด้านดนตรี ฟอร์มวงดนตรีอินดี้กับเพื่อน และมีโอกาสไปประกวดในงาน “Live A Day” ของนิตยสาร A Day ในเพลง “Kung Fu” ติ๊กบอกว่าถ้าย้อนกลับไปวันนั้น รู้สึกว่าเป็นวันที่เข้าใกล้ความฝันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเองมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เวลาไปเรียนก็ชอบเคาะโต๊ะ แต่งเพลง มันคือสิ่งที่ฝันไว้ตลอด จนวันนึงที่ได้อยู่บนเวทีของนิตยสารที่ชอบอ่าน และเชื่อว่าคนที่ชอบอ่านนิตยสารเล่มนี้น่าจะชอบในสิ่งที่เราเป็นเช่นกัน เพราะเราไม่เหมือนใคร

    “คือถ้าตอนนั้น Playground ไปประกวดดนตรีแบบจริงจัง วัดที่ฝีมือ เราไม่เคยชนะใครสักคน (หัวเราะ) แต่ถ้าเราไปแข่งประกวดโดยการที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือก่อนหน้านี้จะมีงานบางงานที่เราใช้เพลงตัวเองประกวด อย่างเพลง “ปล่อยวาง” ถ้าเขามีกติกาแบบนี้ เราจะเข้ารอบเกือบเสมอเลย ซึ่งในงาน A Day มันเหมือนรวมคนที่ชอบสิ่งเหล่านี้ เราเลยคิดว่าน่าจะทำให้เราเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดแล้ว เราเลยทำเต็มที่ สนุกมาก และหวังผลว่ามันคงเป็นจุดที่ทำให้อย่างน้อยมีคนเห็นเราในซีดีที่เขาจะแถมไปในนิตยสารด้วย นอกจากสนุกในการเล่นดนตรีแล้วก็มีเพื่อนหลังเวทีด้วย”

    และเมื่อวง Playground เป็นศิลปินในสังกัด RIP Studio ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรก “Welcome To Cubic World” ในปี 2547 มีเพลงดัง อาทิ Soul Mate, ปล่อยวาง ติ๊กเล่าว่า ไม่ได้คิดว่าเพลงที่ทำจะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ว่าตอนช่วงที่ทำก็อยากให้มันเกิดให้ได้ “เราไม่เชื่อเรื่องความดัง เราคิดว่าเราคงทำได้แค่แต่งเพลงให้ออกมาเป็นอัลบั้ม แต่ความดังพวกนั้นเป็นเรื่องที่มันเป็นของแถมสำหรับผมนะ ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้

    แต่เป็นเรื่องที่ดีงามในชีวิตนะ ยังจำบางวันได้เลย มันจะมีช่วงเวลาจากวันที่เราเล่นคอนเสิร์ตแล้วคนยังนั่งดูอยู่ แค่พิธีกรประกาศชื่อแล้วทุกคนกรูขึ้นมาหน้าเวทีเตรียมจะสนุกแล้ว ผมยังจำรอยต่อของวันเหล่านั้นได้ สำหรับพวกเราเหมือนหนังเกี่ยวกับวงดนตรีที่เราเคยดู ในชีวิตพวกเราเองถือว่าเป็นของขวัญที่มีค่ามากๆ ทำให้ผมต่อยอดในการที่จะทำให้น้องๆ ที่มีความฝันในเรื่องแบบนี้ให้มันเกิดขึ้น เพราะสำหรับผมเองถือว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตครับ”

    เมื่อย้ายมาแกรมมี่

    แม้ในเวลานั้นการเป็นศิลปินค่ายเพลง RIP Studio จะแฮปปี้ดี ทำงานคล่องตัว แต่ในที่สุดติ๊กและเพื่อนๆ สมาชิกวง Playground ก็ตัดสินใจย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมมากอย่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในปี 2550 โดยติ๊กให้เหตุผลว่า “เพราะตอนนั้นค่ายเล็กๆ เขาปิดไป ช่วงนั้นผมเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนๆ ในวง เพราะต้องเล่นคอนเสิร์ตเกือบทุกวัน แล้วในวันที่ค่ายเรากำลังจะปิด ผมก็นั่งเล่นเน็ต เล่น MSN อยู่ดีๆ มีผู้ชายคนนึงออนขึ้นมาแล้วทักมาหาผม

    ผู้ชายคนนั้นคือคุณฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) ทักขึ้นมาว่าเป็นยังไงบ้าง คือตอนนั้นผมจำได้ว่าผมกับพี่เบียร์น่าจะเคยไปเป็นกรรมการประกวดดนตรี ก็เลยรู้จักกัน พอคุยกันไป อยู่ดีๆ ผมก็บอกว่า เฮ้ย พี่เบียร์ ค่ายผมกำลังจะปิด พี่เบียร์ก็ถามว่า อ้าว มาอยู่แกรมมี่มั้ยล่ะ ผมก็หันไปถามเพื่อนๆ ที่อยู่ในห้อง เพื่อนก็บอกว่า เฮ้ย ไปสิ ผมก็เลยย้ายมาอยู่ที่แกรมมี่เลยครับ

    จริงๆ ตอนนั้นคุยผ่านพี่เบียร์โดยที่ยังไม่ได้เจอกับผู้ใหญ่ที่แกรมมี่ แล้วก็เข้าไปเซ็นสัญญาเลย ซึ่งที่แกรมมี่เป็นที่ที่น่าสนใจมากในตอนนั้น พอเข้าไปก็ปรับตัวบ้างครับ แต่ด้วยความที่ว่าก่อนหน้านี้เราเล่นคอนเสิร์ตเยอะเหมือนกัน เจอเพื่อนๆ ศิลปินหลังเวทีตลอด แล้วผมว่าวงผมไม่ค่อยมีพิษมีภัย มีพี่ๆ น้องๆ ศิลปินที่รู้จักกันอยู่แล้วบ้าง ตอนมาอยู่แกรมมี่เหมือนไปเจอเพื่อนที่เคยเจอบนเวทีคอนเสิร์ต แต่ตอนนี้มาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องศิลปินแกรมมี่

    เรารู้สึกว่าบางอย่างที่เราปรับตัว เหมือนเปลี่ยนฐานของโลกที่เราเคยอยู่ เราเป็นวงดนตรีอินดี้ ที่ที่เราอยู่จะอยู่ตามหน้ามหาวิทยาลัย หรือตามหัวเมืองต่างๆ แต่พอมาอยู่แกรมมี่ แรกๆ เราเจองานที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลย เช่น เล่นคอนเสิร์ตตามงานกาชาด หลายๆ งานพูดตรงๆ เลยว่าตอนเราเป็นอินดี้ เราไปเฉพาะตรงที่เขาอยากให้เราไป แต่พออยู่แกรมมี่ โลกมันกว้างใหญ่ เราได้ไปเล่นจังหวัดใหม่ๆ วงเราก็เหมือนนับหนึ่งใหม่เหมือนกัน ทำให้เรามีการตั้งรับอะไรหลายอย่าง แต่ว่าเวลาผ่านไป มันเป็นสกิลที่ทำให้เราพัฒนาตัวเอง ทำให้เราไปอยู่ได้ทุกที่ เปิดโลกกว้างมาก”

    กับคำถามว่า จากค่ายเล็กมาอยู่ค่ายใหญ่ ขั้นตอนการทำงานที่แตกต่าง ทำให้รู้สึกไม่ใช่สไตล์หรือไม่ ติ๊กตอบว่า “ก็เคยคิด ในช่วงที่อยู่แกรมมี่ 8 ปี ตอนที่เริ่มเข้าไป พี่เบียร์บอกว่า ให้เป็นแบบที่เป็น ดังนั้นเราแค่เป็นตัวเองที่แกรมมี่ ตอนนั้นก็แทบจะเหมือนเดิมเลย แต่อย่างเรื่องเอ็มวีมีการลงทุนมากกว่า แต่ในตัวการทำงานคือเรานำเสนอได้เหมือนเดิม แต่มีช่วงนึงที่เราทำงานผ่านระบบ มีการคัดกรองจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ตอนนั้นจะเริ่มงงเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยเจอการทำงานแบบนี้ มันทำให้ช่วงนั้นใช้เวลานานอยู่เหมือนกันในการปรับตัวและจูนหาตรงกลาง

    มีช่วงนึงรู้สึกท้อเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วทำจนเสร็จและออกมาเป็นอัลบั้มได้ ก็เป็นอัลบั้มที่ผมชอบเหมือนกันครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงที่เข้าไปอยู่ค่ายสนามหลวงแล้ว ก็แทบจะเหมือนตอนที่อยู่ค่ายอินดี้เลยครับ คือได้ทำทุกอย่างตามที่เราอยากทำ ด้วยความที่แกรมมี่เป็นค่ายใหญ่ กระบวนการทำงานของแต่ละค่ายยังมีวิธีการทำงานที่ต่างกัน แต่จะบอกว่าดีหรือไม่ดีก็พูดแบบเหมารวมไม่ได้ ถ้าแยกส่วนจริงๆ ก็มีข้อดีข้อเสียเช่นกันครับ”

    ถึงเวลาย้ายค่ายอีกครั้ง

    หลังจากอยู่ในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และสนามหลวงมิวสิก มานาน 8 ปี ในที่สุดก็ถึงเวลาที่วง Playground ต้องย้ายค่ายอีกครั้งในปี 2558 และครั้งนี้พวกเขาเลือกมาอยู่ค่ายเพลง Me Records ส่วนคนที่ชวนมาร่วมงานก็ยังคงเป็นฟองเบียร์เช่นเคย

    “ก็ผูกพันกับพี่ฟองเบียร์ครับ เพราะว่าตอนเข้าไปอยู่แกรมมี่ พี่เบียร์ยังไม่เปิดค่าย แล้วเอาจริงๆ ยังไม่เคยอยู่ค่ายเดียวกับพี่เบียร์เลย (หัวเราะ) ตอนที่ไปอยู่ก็ยังงงๆ กัน เราก็ไปอยู่ก้านคอคลับ พอพี่เบียร์เปิดค่าย เราก็ยังทำงานค่ายเดิมไป ตอนมาอยู่สนามหลวงฯ จริงๆ Playground หมดสัญญาแล้ว แต่พอเจอข้อเสนอที่ค่อนข้างโอเคก็เลยอยู่ต่อ แต่ตอนนี้ก็ได้มาอยู่ด้วยกันแล้วครับ

    พอพี่เบียร์ชวนมาอยู่ที่นี่ เราก็ทำงานเต็มที่ครับ แฮปปี้มากครับกับการที่อยู่ที่นี่ พอมาร่วมงานกันสนุกมากครับ เพราะสำหรับผม พี่เบียร์เป็นคนที่เหมือนเป็นอาจารย์ รอบรู้ ผมเป็นนักแต่งเพลงเหมือนกัน พอได้อยู่ใกล้นักแต่งเพลงที่เก่งมากๆ ตัวเราเองได้เห็นวิธีการแต่งเพลงของเขา หรือวิธีคิดในแต่ละวัน ผมก็มีความสุขแล้ว ผมรู้สึกว่าได้วิชาอะไรมามากมาย

    ซึ่งนอกจากพี่เบียร์เป็นนักแต่งเพลงแล้ว ยังมีความเป็นผู้บริหารด้วย ดังนั้นหลายๆ อย่างที่เป็นความคิดของเขา ผมเหมือนได้อยู่กับสารานุกรมของวงการดนตรีไทย (หัวเราะ) เรื่องการทำงานพี่เบียร์ค่อนข้างให้พื้นที่ในสิ่งที่เราอยากจะทำอย่างชัดเจน คอยมอนิเตอร์ในสิ่งที่เขาเห็นว่าน่าจะโอเค แต่โดยรวมเรายังสามารถนำความคิดที่เราตั้งใจเอาไว้มาอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ได้ด้วย ผมเลยรู้สึกว่าลงตัวกับตัวผมและเพื่อนๆ ในวงด้วย ผมไม่ไปไหนแล้วครับ”

    Home Run

    จากนั้นติ๊กเล่าถึงที่มาที่ไปของการทำค่ายเพลง Home Run Music ภายใต้สังกัด Muzik Move ไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่เคยคิดจะทำค่ายเพลงเลย เพราะรู้สึกค่อนข้างไกลตัว แต่เพราะพี่ฟองเบียร์ชักชวน ก็เลยคิดว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่ง และถ้าจะทำค่ายเพลงสักค่าย อยากจะวางคาแรกเตอร์ของค่ายให้มีเอกลักษณ์ มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างเพื่อเป็นการจดจำ

    “ชื่อ Home Run ก็มาจากชื่อของการตีโฮมรันแบบเบสบอลนี่แหละครับ คือเป็นการทำให้สำเร็จ เราก็เลยใช้คำง่ายๆ คือ Home กับ Run มาผสมกัน ซึ่งมีความหมายอีกอย่างนึงด้วย นอกจากการทำบางสิ่งให้สำเร็จแล้ว คือการวิ่งจากบ้านไปทำความฝันให้เป็นจริง นี่คือคอนเซปต์ของค่ายครับ เป็นค่ายที่เน้นการทำความฝันของน้องๆ ศิลปินให้เป็นจริง”

    แม้การแข่งขันในวงการเพลงสูง แต่ติ๊กยังมุ่งมั่นทำค่ายเพลงต่อไป เพราะตอนที่คุยกับพี่ฟองเบียร์ ช่วงก่อนหน้านี้ 2-3 ปี ไปดูคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นหลายครั้งกับเพื่อน คือแสตมป์ อภิวัชร์ และเห็นโมเดลธุรกิจของวงการดนตรีที่ญี่ปุ่นและรู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่เป็นโมเดลธุรกิจที่เมืองไทยยังไม่ค่อยมี และรู้สึกว่าถ้าทำสิ่งนี้จะทำให้เกิดโมเดลธุรกิจแบบใหม่ๆ ขึ้นมาได้ และเพื่อเป็นการจดจำว่าถ้าใครต้องการศิลปินหญิงที่มีความฝัน บุคลิกลักษณะแบบนี้ ถ้ามาหาที่ค่าย Home Run จะเจอ

    “ศิลปินของค่ายตอนนี้มี 3 คน คือ ปุยเมฆ (Puimek), รูบี้แทน (RubyTan), ซินซิน ไอรดา (CinCin Irada หรือซินซิน อดีตสมาชิก BNK48) อย่างปุยเมฆ ในมุมแพชชั่นที่เขาทำกับ Home Run ลึกๆ เขาชอบเล่นดนตรี ปกติน้องเป็นนักศึกษาแพทย์ ต้องรักษาคน แต่ดนตรีเป็นสิ่งที่รักษาแพทย์อีกทีนึง เราก็เอามาเล่าการทำงานในค่ายเพลง พี่รู้สึกว่ามันค่อนข้างแตกต่างจากปกติที่จะทำเป็นเพลงๆ แล้วจบตรงนั้น

    เราอยากให้คนฟังหรือผู้ติดตามศิลปินสนุกกับการติดตามชีวิตของเขาไปด้วย ว่าเขาได้เข้าใกล้สิ่งที่เขาฝันเอาไว้ขนาดไหน ผ่านการทำเพลง ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ค่ายปูทางเอาไว้ เพื่อให้เขาทำความฝันได้สำเร็จครับ”

    ในส่วนกระแสตอบรับหลังจากเปิดค่ายเพลงมา 4 เดือน ถือว่าไปในทิศทางที่ดี ยังมีอีกหลายอย่างที่กำลังปรับปรุง เพราะด้วยความเป็นค่ายใหม่ และเป็นครั้งแรกที่มาทำค่ายเพลง มีหลายอย่างที่รู้สึกว่าไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ คืออยากให้มีชิ้นงานมากกว่านี้ มีกิจกรรมที่คิดเอาไว้แล้ว แต่ยังทำไม่ได้เพราะติดเรื่องโควิด ซึ่งกิจกรรมตรงนี้เป็นรอยต่อให้คนได้เสพงานของน้องๆ ได้อินขึ้น น้องๆ น่าจะมีแฟนคลับเพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนที่น้องๆ ปล่อยเพลงไปแล้วก็ถือว่าแฮปปี้ เพราะเขามีความสุขกับการทำสิ่งที่ฝัน เราในฐานะที่ดูแลความฝันเขาก็แฮปปี้ไปด้วย

    กับการเรียนรู้ใหม่ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง ติ๊กบอกว่า รู้สึกสนุกกับการเรียนรู้ มีช่วงชีวิตหนึ่งไปเจอจุดพลิกของชีวิตในเรื่องการออกจากเซฟโซน หาพื้นที่ในการใช้ชีวิตที่ไม่ถนัดเรื่อยๆ ทำให้เปิดความน่าจะเป็นของชีวิตมากยิ่งขึ้น เวลาที่เจอปัญหาจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา “ตอนที่ทำค่ายมีคนทำไม่กี่คน ต้องเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด แต่ผมรู้สึกว่าสนุกดี แม้บางครั้งจะเหนื่อย แต่ทุกครั้งที่เห็นแววตาของน้องๆ มันเห็นถึงพลังบางอย่าง เลยรู้สึกว่าเหนื่อยไม่เป็นไร ถ้าความฝันของน้องๆ สำเร็จ มันจะเป็นของขวัญสำหรับตัวผมเอง ศิลปิน รวมถึงแฟนๆ ที่ติดตามด้วย”

    ในวันที่ ตุ้ย Playground จากไปกะทันหัน

    เมื่อถามว่า แล้ววง Playground จะมีผลงานเพลงใหม่ๆ ให้ได้ฟังบ้างหรือยัง ติ๊กบอกว่า ปีนี้มีโปรเจกต์ของวงด้วย “จริงๆ เป็นโปรเจกต์ที่เลื่อนมาจากปีที่แล้ว วง Playground ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ 17 เรามีโปรเจกต์ Playground Feel Friends ชวนเพื่อนๆ มาฟีเจอริ่งด้วย มีทั้งการนำเพลงเก่าของ Playground ที่เคยออกไปแล้วมาคัฟเวอร์ใหม่โดยศิลปินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของพวกเรา ก่อนหน้านี้ตั้งใจจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย แต่ว่าติดเรื่องโควิดมา 2 ปีแล้ว คิดว่าถ้าปีหน้าพอจัดได้ก็จัดปีหน้า แต่คิดว่าปีนี้ตั้งใจจะปล่อยเพลงในโปรเจกต์ครับ”

    แต่หลังจากที่สัมภาษณ์หนุ่มติ๊กไม่กี่วัน ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อตุ้ย วัชระ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหันเมื่อ 23 มิ.ย. 2564 เมื่อสอบถามว่าตอนนี้เป็นไงบ้าง ติ๊กบอกว่า ความรู้สึกโอเคขึ้น ตอนนี้ต้องทำงาน สมาธิจึงอยู่ที่งาน แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

    ส่วนแพลนการทำงานเพลงใหม่ของวงในวันที่ไม่มีตุ้ยแล้ว ติ๊กเผยว่า “กำลังจะคุยเรื่องนี้ในอาทิตย์นี้ครับ เพราะช่วงงานศพต่างคนต่างยุ่งมากๆ สภาพจิตใจไม่ค่อยดีเท่าไร เลยรู้สึกว่าให้ผ่านงานศพไปก่อนแล้วค่อยคิดครับ ก็จะมีคุยเรื่องของตุ้ย รวมถึงแพลนที่เราวางไว้ว่าจะทำยังไงให้ได้ผลอย่างที่อยากให้เป็นครับ”

    กับคำถามว่า หลังจากนี้จะดึงใครมาร่วมงานกับวงหรือเปล่า นักร้องหนุ่มตอบว่า ไม่ได้แพลนว่าจะหาใครมาแทน ซึ่งตัวเองและเพื่อนๆ น่าจะคิดคล้ายกัน “ปกติวงเราเวลาเล่นคอนเสิร์ตจะมีสมาชิกเสริมที่เป็นแบ็กอัพ แต่สมาชิกที่อยู่ในวงดั้งเดิมมี 4 คน พอขาดตุ้ยไปก็จะเหลือ 3 คน แต่เรากำลังคิดว่าด้วยคอนเซปต์อัลบั้มใหม่มันชื่อ Feel Friends ก็คิดว่าอยากให้ตุ้ยอยู่ในโปรเจกต์นี้เหมือนเดิม เพราะงานหลายๆ อย่างเสร็จไปหมดแล้วครับ

    ในส่วนพาร์ทของตุ้ยกำลังคิดว่าจะทำยังไงได้บ้าง แต่ยังไม่ได้เบรนสตรอมกัน ก็คิดอยู่ว่าอาจจะมีการระลึกถึงตุ้ยอยู่ในนั้นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเข้ากับคอนเซปต์ตรงนี้ครับ ถ้าผมเลือกได้และไม่เกินความสามารถของทีมงาน ผมก็อยากให้ยังมีตุ้ยอยู่ในทุกชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นภาพโปรโมต เอ็มวี ถ้าทำให้มีเพื่อนเรา หรือระลึกถึงเพื่อนเราได้ก็จะดีมาก

    แต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลาพูดคุยกันก่อน และไม่แน่ใจว่าในการทำงานจะสามารถเกิดขึ้นได้มั้ย พอเกิดเรื่องนี้ก็ต้องวางแผนใหม่ครับ เพราะหลายอย่างที่วางไว้คือมีตุ้ยอยู่ตรงนั้นด้วย ดังนั้นพอมีเรื่องไม่คาดฝัน มันจะมีส่วนที่ต้องซัพพอร์ตในส่วนที่ตุ้ยไม่อยู่แล้ว เราอยากให้ตุ้ยอยู่ในนั้นด้วย ผมก็ต้องหาวิธีการในการทำ ก็คงต้องเลื่อนเวลาออกไป ไม่น่าจะเกิน 2-3 เดือนนี้ครับ”

    ความผูกพันกว่า 20 ปี

    เมื่อถามถึงความรักความผูกพันกับเพื่อนที่ชื่อตุ้ย ติ๊กเล่าให้ฟังว่า ตุ้ยเป็นเพื่อนตั้งแต่วันแรกที่เรียน ม.บูรพา เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งในวิชาเอกมีผู้ชาย 2 คน คือตัวเองและตุ้ย อยู่หอพักในก็ห้องเดียวกัน เรียกว่าตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยจะมีตุ้ยอยู่ในทุกเรื่อง เป็นเพื่อนที่อยู่ในทุกที่ พอรู้ว่าตุ้ยเล่นกีตาร์เป็น ส่วนติ๊กร้องเพลงและตีกลองเป็น เริ่มเล่นดนตรีแบบเล่นๆ จนกระทั่งตั้งวง Playground เท่ากับว่าความสัมพันธ์ของวงคือเป็นเพื่อนกันก่อนมาเล่นดนตรี

    “จริงๆ ถ้าเราไม่ได้เล่นดนตรี ไม่อยู่วงเดียวกัน เราก็ยังต้องเจอกันเพราะความเป็นเพื่อนกัน ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีตุ้ย ไม่มีเก้ง ไม่มีตุลย์ ไม่มีผมเอง ก็ไม่มีวง Playground เพราะในวันที่เริ่มทำวงมันไม่ง่ายเลย แต่เราไม่คิดมากเพราะเราสนุกกับการเล่นดนตรี แต่ถ้าผมมีเพื่อนสักคนที่ไม่ใช่คนแบบตุ้ย หรือใครสักคนที่ซีเรียสมากๆ กับการเล่นดนตรี วง Playground อาจไม่ได้เป็นแบบที่เห็นในทุกวันนี้”

    ในวันที่รู้ว่าต้องสูญเสียเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมานานกว่า 20 ปี ติ๊กบอกว่าเป็นเรื่องช็อกที่สุดในชีวิต “ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยร้องไห้รุนแรงขนาดนี้มาก่อน มันเป็นการรับรู้ข่าวที่ไม่ได้เตรียมใจ รับรู้พร้อมกับทุกคนตอนที่มีข่าว มีเพื่อนที่เรียนวิชาเอกเดียวกับผมและตุ้ย ทักเข้ามาให้เช็กข่าว พอโยนเข้าไปในกรุ๊ปก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะไม่มีใครรู้เหมือนกัน โทรไปถามคุณพ่อ ถามแฟนตุ้ย ก็ไม่มีใครรู้ จนเราไปเช็กที่ สน. และทราบข่าวว่าเป็นเรื่องจริง ตอนนั้นสติก็ขาดไปเลยเหมือนกัน ผมไม่เคยเจอการสูญเสียใกล้ตัวขนาดนี้มาก่อน มันไม่ง่ายเลยที่จะตั้งรับ ต้องใช้เวลาหลาย ชม. กับการตั้งสติเหมือนกันครับ”

    เมื่อถามว่า หลังตุ้ยเสียชีวิต เขามีมาบอกอะไรบ้างไหม ติ๊กบอกว่า “ก็มีมาเข้าฝันผมและเพื่อนๆ ทีมงานในวงเหมือนกัน แต่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า พี่ตุ้ยมาและไม่พูดอะไรเลย ของผมก็เหมือนกันครับ ซึ่งในมุมไสยศาสตร์ เรื่องของตุ้ยมีคนพูดถึงแบบนี้เยอะเหมือนกัน เท่าที่รับฟังจากอาจารย์ต่างๆ ทุกคนพูดในเรื่องค่อนข้างดีครับ ทำให้รู้สึกเป็นห่วงตุ้ยน้อย 

    และหลายอย่างที่ผมสัมผัสได้ ผมรู้สึกว่าตั้งแต่งานศพตุ้ย ตุ้ยไม่อยากให้ทุกคนเศร้า ตุ้ยน่าจะหมดห่วงแล้ว ดูแลตัวเองในที่นั้นๆ ได้แล้ว ทำให้เราไม่ห่วงอะไรต่างๆ ที่เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องกรรมเก่า ตอนแรกก็ห่วงเรื่องที่ตุ้ยไม่ได้แก้กรรมบางอย่าง แต่พอถามหลายท่าน เขาก็พูดถึงในทางที่ดีหมดเลยครับ ส่วนเรื่องสาเหตุการตายของตุ้ย ก็ต้องรอการชันสูตรว่าเกิดจากอะไร สำหรับผมเอง ผมคิดว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ทุกคนไม่ได้ตั้งใจ

    ตอนที่ผมไปงานศพ ผมก็บอกกับตุ้ยว่า ไม่ต้องห่วง จะพาตุ้ยไปทุกที่ คือเราเคยคุยกันเล่นๆ วงเราเป็นเพื่อนกัน เคยทะเลาะกัน มีช่วงเวลาที่ดีและร้าย แต่สุดท้ายผมพูดเลยว่าวงเราไม่แตก ต่อให้แก่แล้ว อยากทำอย่างอื่น แต่พอมีเวลาเล่นดนตรีด้วยกัน ก็จะอยู่กันไปแบบนี้จนกว่าจะเล่นไม่ไหว เราก็จะพาตุ้ยไปด้วยทุกที่ ถึงแม้ตุ้ยจะจากไปแล้ว ตุ้ยยังเป็นสมาชิกในวง และยังอยู่กับเราเสมอครับ”

    ในส่วนครอบครัวของตุ้ย ติ๊กเผยว่า รู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจคุณพ่อ “จริงๆ ครอบครัวตุ้ยเพิ่งผ่านการสูญเสียคุณแม่ไม่กี่ปี ก็ห่วงสภาพจิตใจของคุณพ่อของตุ้ย เพราะก่อนหน้านี้พวกเราเช่าบ้านพักอยู่ด้วยกัน แต่พอปีหลังๆ แยกย้ายไปอยู่คนละที่ ตุ้ยย้ายกลับไปอยู่ที่บ้าน เป็นคนดูแลคุณพ่อ พอวันนึงที่ตุ้ยไม่อยู่แล้ว ก็เป็นห่วงคุณพ่อมากๆ แต่ล่าสุดได้ยินข่าวว่าพี่สาวของตุ้ยจะขึ้นมาช่วยดูแลครับ”

    ส่วนแอน แฟนตุ้ย ติ๊กบอกว่า “เขาแข็งแรงมาก เรื่องสภาพจิตใจคงไม่ต่างจากพวกผม เขาคบกันมานาน และมีแพลนอนาคตกันหลายเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเรื่องใหญ่มาก เขาต้องดูแลงานศพ ดูแลสภาพจิตใจตัวเองด้วยพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ยากมาก ในมุมพวกเราเองก็พยายามช่วยและแบ่งเบาความทุกข์ของน้องแอนด้วยครับ”

    ปิดท้ายด้วยคำถามว่า ถ้าตุ้ยได้ฟังอยู่ อยากบอกอะไรเขาไหม นักร้องหนุ่มกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เพราะพวกเราจะดูแลกันและกันตลอด จะให้ตุ้ยเป็นหนึ่งในสมาชิกตลอดกาลเหมือนกัน ตุ้ยจะอยู่กับเราในทุกที่ อยากให้ตุ้ยดูแลตัวเองดีๆ ในที่ตรงนั้น และส่งความรัก เสียงกีตาร์ ความห่วงใยของตุ้ยที่มีต่อพวกเราและแฟนๆ มาจากบนฟ้า คิดถึงมึงแน่ๆ”.

    ผู้เขียน : Penguin บินได้
    ภาพ : แฟนเพจ Tikplayground, เฟซบุ๊ก Watchara Chaiyapan
    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ติ๊ก Playgroundspecial contentติ๊ก กฤษติกร พรสาธิตติ๊ก Playground ผลงานติ๊ก Playground เพลงตุ้ย วัชระตุ้ย วัชระ ชัยพันธุ์ตุ้ย Playgroundตุ้ย Playground เสียชีวิตข่าวบันเทิงนักร้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19:23 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์